ไทยเสี่ยง‘อุกกาบาต’พุ่งชน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150908/212986.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 8 กันยายน 2558
ไทยเสี่ยง‘อุกกาบาต’พุ่งชน?

ไทยเสี่ยง‘อุกกาบาต’พุ่งชน? : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

              เช้าวันที่ 7 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา ชาวโลกออนไลน์พากันแชร์ภาพลูกไฟควันยาวสีขาวกลางท้องฟ้า ที่มองเห็นได้จากกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง โดยนักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมุติฐานเบื้องต้นว่าน่าจะเป็นอุกกาบาตตกเข้ามาในวงโคจรโลก

ขณะที่นักดาราศาสตร์บางคนแย้งว่าสิ่งที่พบเห็นอาจไม่ได้ถึงกับเป็น “อุกกาบาต” (meteorite) แต่เป็นเพียง “ลูกไฟ” (Fireball) เท่านั้น  !?!

“ปีเตอร์ สุดธนกิจ” ผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์และระบบสุริยจักรวาล ให้ข้อมูลว่า ปัญหาอุกกาบาตพุ่งชนโลก เป็นเรื่องที่องค์การนาซาให้ความสนใจมาก มีหน่วยดูแลเฉพาะสร้างเครื่องมือเรดาร์และเครื่องตรวจสนามแม่เหล็ก เฝ้าระวังความผิดปกติของวัตถุในอวกาศที่มีโอกาสหลุดเข้ามาในวงโคจรโลก (NASA’s Near-Earth Object)

“เศษชิ้นส่วนที่ตกมาสู่พื้นโลกได้มี 2 ประเภท คือ จากอุปกรณ์ดาวเทียม ซึ่งคาดเดาพิกัดได้ชัดเจนว่าจะตกบริเวณไหนและเมื่อไร เพราะดาวเทียมแต่ละดวงมีทีมเจ้าหน้าที่เฝ้าดูตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้วไม่น่าเป็นห่วงเท่าไร แต่สำหรับอุกกาบาต หรือดาวเคราะห์น้อยดวงเล็กๆ นับล้านดวง ที่พุ่งชนกันแตกกระจายหรือหลุดวงโคจรจนเผาไหม้ระหว่างตกสู่โลกนั้น ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ นอกจากเป็นดวงใหญ่ๆ เส้นผ่าศูนย์กลางเกิน 50 เมตรขึ้นไป หากเศษดาวเคราะห์เหล่านี้เผาผลาญจนหมดสิ้นจะกลายเป็นแค่ลูกไฟ ไม่มีเศษแร่ธาตุหรือก้อนหินตกลงมา แต่ถ้าพบก้อนหินหรือก้อนโลหะจึงเรียกว่าก้อนอุกกาบาต ถ้าเล็กมากบางครั้งชาวบ้านเรียกว่า สะเก็ดดาวตก”

นักวิชาการอิสระข้างต้นอธิบายต่อว่า ที่ผ่านมาพบอุกกาบาตตกลงสู่โลกมนุษย์หลายหมื่นลูก มีการเก็บไปพิสูจน์และวิจัยจำนวนมาก แต่ต้องเป็นก้อนที่ผ่านการพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่าเป็นหินหรือมีส่วนผสมของแร่ธาตุที่ไม่ได้พบเห็นทั่วไปในโลกมนุษย์

ล่าสุด องค์การนาซาได้เฝ้าระวังดาวเคราะห์น้อยอันตรายอยู่ประมาณ 1,000 กว่าลูก เพราะเชื่อว่าอาจพุ่งชนโลกเมื่อไรก็ได้ โดยเฉพาะดาวเคราะห์ที่ชื่อ “99942 Apophis” ค้นพบเมื่อปี 2004 ประเมินขนาดได้ประมาณ 400–600 เมตร มีการตรวจสอบระยะวงโคจรว่าห่างไปประมาณ 28,000 กิโลเมตร และจะใกล้โลกมากที่สุดในปี ค.ศ. 2029 หรืออีก 14 ปีข้างหน้า

สถิติจากสมาคมอุกกาบาต (The Meteoritical Society) ระบุว่า ตั้งแต่อดีตมีอุกกาบาตตกใส่โลกแล้วไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นลูก ในแถบขั้วโลกใต้หรือแอนตาร์กติกา 2.4 หมื่นลูก บริเวณทะเลทรายซาฮารา 4 พันลูก และสถานที่อื่นๆ อีก 2 พันกว่าลูก แต่เหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายมากที่สุดในช่วง 10 ปีที่ผ่านคือ

มหันตภัย “อุกกาบาต” หนักกว่า 1 หมื่นตันพุ่งเข้าชนรัสเซีย เมื่อเช้าวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 โดยมีบันทึกเหตุการณ์ระบุว่าก้อนไฟอุกกาบาตใหญ่ขนาดเท่าสระว่ายน้ำโอลิมปิกนั้น ขณะที่พุ่งชนโลกเกิดเป็นประกายไฟหางยาว และตกในเมือง “เชเลียบินสค์” ห่างจากเมืองหลวงกรุงมอสโกแค่ 1,500 กม. เท่านั้น ห้วงเวลานั้นรัฐบาลรัสเซียถึงกับต้องสั่งระงับการปล่อยคลื่นสัญญาณโทรศัพท์มือถือชั่วคราว มีคำสั่งปิดโรงเรียนหลายแห่ง เนื่องจากเป็นพื้นที่ใกล้กับสถานที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งหนึ่ง

เมื่อเหตุการณ์สงบลง นักดาราศาสตร์ได้วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นว่า “อุกกาบาต” ลูกนี้พุ่งเข้ามาในโลกมนุษย์ด้วยความเร็วไม่ต่ำกว่า 54,000 กม.ต่อชั่วโมง ก่อนแตกระเบิดกลางอากาศเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ที่บริเวณความสูงระหว่าง 30-50 กิโลเมตรเหนือพื้นดิน เชื่อว่าอาจเป็นอุกกาบาตที่มีน้ำหนักถึง 1หมื่นตัน ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บทันที 1,500 คน อาคาร 7,200 แห่งใน 6 เมืองรอบๆ เสียหาย

สำหรับประเทศไทยนั้นมี สถิติการพบอุกกาบาตประเทศไทย ที่ได้รับการยืนยันจาก “สมาคมอุกกาบาต”  4 ครั้ง ได้แก่

1.วันที่ 21 ธันวาคม 2466 “อุกกาบาตนครปฐม” ต.ดอนยายหอม น้ำหนัก 23.2 กก.

2.ไม่มีบันทึกวันที่ตก ระบุเพียงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 “อุกกาบาตเชียงใหม่” บ้านช่อแล 3.35 กก.

3.วันที่ 17 ธันวาคม 2524 “อุกกาบาตเชียงคาน” จ.เลย 367 กรัม

4.วันที่ 13 มิถุนายน 2536 “อุกกาบาตบ้านร่องดู่” จ.เพชรบูรณ์ 16.7 กก.

รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติวิเคราะห์ให้ฟังถึงโอกาสที่ประเทศไทยจะโดนอุกกาบาตลูกยักษ์ถล่มใส่เหมือนรัสเซียนั้นมีน้อยมาก เนื่องจากวงโคจรของกลุ่มอุกกาบาตจะเหวี่ยงเข้ามาทางขั้วโลกเหนือหรือขั้วโลกใต้มากกว่า ส่วนประเทศไทยตั้งอยู่ช่วงตรงกลาง จึงค่อนข้างปลอดภัย ที่ผ่านมาเคยพบแค่ขนาดไม่กี่กิโลกรัมเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดอุกกาบาตรัสเซีย ผู้นำหลายประเทศทั่วโลกเริ่มวางแผนการป้องกัน โดยตระหนักดีว่า “อุกกาบาต” มีคุณสมบัติ 3 ไม่ คือ “ไม่สามารถพิสูจน์ตำแหน่ง”, “ไม่สามารถระบุวงโคจร” และ “ไม่สามารถบอกขนาดได้” หากโชคร้ายเหวี่ยงตกพุ่งเข้ามาในวงโคจรโลกจะทำอย่างไร ?

ล่าสุด ผู้นำจากทั่วโลกยอมรับว่า ถึงเวลาแล้วที่มนุษย์ต้องหาวิธีการรับมือกับภยันตรายนี้ จึงมีโครงการ “จรวดปรมาณูไอซีบีเอ็ม” หรือ “จรวดมิสไซล์ข้ามทวีป” อินเตอร์คอนติเนนทัล บอลลิสติก มิสไซล์ (InterContinental Ballistic Missile : ICBM) เพื่อทำอาวุธบรรจุนิวเคลียร์เข้าไปด้านในช่วยเพิ่มพลังในการยิงให้อุกกาบาตแตกกระจาย หรือยิงเปลี่ยนวงโคจรไม่ให้วิ่งพุ่งเข้าหาโลกมนุษย์

ขณะที่หลายฝ่ายกังวลใจว่า “จรวดปรมาณู” เมื่อยิงใส่อุกกาบาตแล้ว ผลกระทบของรังสีจากอาวุธนิวเคลียร์จะส่งผลร้ายแรงให้แก่มนุษย์ที่อาศัยอยู่บนโลกด้วยหรือไม่ ?!?

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s