ชวนชิม เนื้อม้า ที่ “คาซัคสถาน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05105151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

เกษตรต่างแดน

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ชวนชิม เนื้อม้า ที่ “คาซัคสถาน”

พูดถึง ประเทศสาธารณรัฐคาซัคสถาน (Republic of Kazakhstan) เชื่อว่าส่วนใหญ่คงไม่รู้จักมากนัก แต่ถ้าบอกว่าเคยเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต หลายคนอาจจะนึกภาพออก ประเทศนี้มีอะไรน่าสนใจหลายอย่าง

แม้จะมีประชากร เพียง 17 ล้านคน และส่วนใหญ่เป็นมุสลิม แต่กลับมีอาณาเขตกว้างขวาง คือเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุด เป็นอันดับ 9 ของโลก ขนาดพอๆ กับภูมิภาคยุโรปตะวันตก เทียบแล้วมีขนาดใหญ่เป็น 5 เท่า ของบ้านเรา

ที่สำคัญเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำมัน แก๊สธรรมชาติ และแร่ธาตุต่างๆ ฐานะความเป็นอยู่ของคนที่นี่จึงจัดว่ารวย และมีเงินไปเที่ยวเมืองไทยและต่างประเทศสบายๆ

ถือเป็นความโชคดี ที่ “คุณเอื้อมพร จิรกาลวิศัลย์” ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงาน มอสโก ชวนให้ไปร่วมงาน “Amazing Thailand Road Show To Kazakhstan 2015” ที่นครอัลมาตี เมื่อไม่นานมานี้ และได้ไปชิมเมนูเนื้อม้าหลากชนิดที่นั่น ในบรรยากาศร้านอาหารสไตล์พื้นเมืองของคาซัคสถาน

เทือกเขาเทียนซาน กั้นเขตแดน

ด้วยความที่นครอัลมาตี เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของคาซัคสถาน ฉะนั้น จึงเป็นเมืองศูนย์กลางในทุกๆ ด้าน ทั้งอุตสาหกรรม การค้าการลงทุน การศึกษาและศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ มีอาคารสถานที่เก่าๆ สวยๆ ในสมัยที่ยังเคยอยู่กับสหภาพโซเวียตมาก่อน เป็นเมืองที่มีเทือกเขาเทียนซานกั้นเป็นเขตแดนระหว่างคาซัคสถานกับประเทศจีน และเทือกเขาแห่งนี้ก็ยังเป็นแนวพรมแดนธรรมชาติ กั้นระหว่างคาซัคสถานกับคีร์กิซ

ตอนเครื่องบินลงจอดที่สนามบินในนครอัลมาตี ตอนช่วงเย็นก็เห็นเทือกเขาดังกล่าว ซึ่งบนยอดยังมีหิมะขาวโพลนให้เห็นอยู่ แม้จะเข้าช่วงหน้าร้อนแล้ว เป็นภาพที่สวยงามจริงๆ พอไปพักโรงแรมในตัวเมืองก็เห็นวิวเดียวกัน แต่มีอาคารสูงเป็นฉากประกอบด้วย อย่างไรก็ตาม ที่เมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยสวนสาธารณะ และสองข้างทางก็มีต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่นตลอด โดยทาสีที่ลำต้นบางส่วนเป็นสีขาว นัยว่าเพื่อให้เห็นเด่นชัดในเวลากลางคืน

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในอัลมาตี หลักๆ เลยคือ อนุสาวรีย์อิสรภาพ (Monument of Independence) สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการเป็นอิสรภาพ หลังแยกออกจากสหภาพโซเวียต ในปี 2534 ส่วนสวนสาธารณะแพนฟิลอฟ (Panfilov Park) สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงความหาญกล้าของวีรบุรุษชาวคาซัคสถานที่ช่วยสหภาพโซเวียตรบกับนาซีในสงครามโลก ครั้งที่ 2 ที่นี่มีเปลวไฟลุกโชนตลอดไม่มีดับ

ในบริเวณเดียวกับสวน เดินไปไม่เท่าไรก็เป็นโบถส์คริสต์เซนคอฟ (Zenkov Cathedral) อายุกว่า 100 ปี เป็นโบสถ์นิกายอีสเทิร์นออโทดอกซ์ ยอดโดมเป็นสีทอง สร้างด้วยไม้โดยไม่ใช้ตะปูเลย ด้วยเหตุนี้จึงรอดพ้นจากแผ่นดินไหวมาได้ เสียดายข้างในก็สวย แต่เขาห้ามถ่ายรูป

ไม่ไกลกันนักเป็น พิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรีพื้นเมือง ซึ่งได้แต่ถ่ายรูปข้างนอก หลังออกจากสวนแห่งนี้ คณะเราก็มุ่งหน้าตรงไปที่ตลาด กรีน บาร์ซาร์ เหมือนตลาดสดบ้านเรา แต่แตกต่างกันสุดๆ เพราะที่อัลมาตีสะอาด จัดเป็นโซนให้ง่ายต่อการซื้อ ไม่มีเสียงจ้อกแจ้กจอแจวุ่นวาย แต่ก็มีเสียงพ่อค้าเรียกให้คนซื้อบ้าง โดยเฉพาะเมื่อเห็นคนต่างชาติอย่างพวกเรา

ติดป้ายชัด มาจากฟาร์มไหน

แม้จะเป็นตลาดไม่ใหญ่ แต่ใช้เวลาอยู่ที่นี่นานเป็นชั่วโมง เพราะต้องซื้อของกันหลายอย่างก่อนที่จะไม่มีโอกาส โดยซื้อผลไม้แห้งต่างๆ ที่บ้านเราไม่มี อย่าง อินทผลัม ลูกเกด รวมทั้งจำพวกถั่ว อาทิ วอลนัท พิสทาชิโอ ฯลฯ ซึ่งถูกกว่าบ้านเรามาก กิโลละหลายร้อยบาท แต่ใช้เงินเท็นเก (Tenge) ของเขาซื้อ โดยต้องเอาเงินไทยไปแลกเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ จากนั้นไปแลกเป็นเท็นเกอีกทอด ตก 1 ดอลลาร์สหรัฐ ได้ 184 เท็นเก

ในตลาดนี้ เขาติดป้ายห้ามถ่ายรูป แต่ทำเนียนๆ แอบถ่ายมาจนได้?แหม…ตลาดดีๆ แบบนี้ก็อยากชักรูปมาให้คนไทยได้ชื่นชมกันบ้าง คิดว่าไม่น่าเสียหายแต่อย่างใด โดยเฉพาะแผงขายเนื้อประเภทต่างๆ ทั้งเนื้อวัว เนื้อแกะ เนื้อแพะ และเนื้อม้า ชอบตรงที่เขาติดป้ายอย่างละเอียดว่ามาจากฟาร์มไหน แต่ไม่ได้โชว์หัวม้าให้เห็นกันจะจะ เหมือนแผงขายเนื้อหมาบางแห่งที่เวียดนาม?อิอิอิ?กลัวลูกค้าจะไม่เชื่อหรืออย่างไร

เนื้อชนิดอื่นๆ ก็เห็นมานักแล้ว แต่เพิ่งเคยเห็นแผงขายเนื้อม้าก็ครั้งนี้แหละ ซึ่งมีไส้กรอกม้าขายด้วย มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ เรียกว่าเป็นของแปลกสำหรับบ้านเราเลย บางคนเลยซื้อกลับมาฝากพรรคพวก

มาคาซัคสถานทั้งที ถ้าใครไม่ได้กินเนื้อม้า ขอบอกยังมาไม่ถึง ด้วยเหตุนี้ช่วงอยู่อัลมาตี ทาง ททท. มอสโก จึงได้เลี้ยงอาหารท้องถิ่น 2 มื้อ โดยสั่งเมนูเนื้อม้าและอื่นๆ ที่พวกเราสมควรจะได้หม่ำกัน

ปกติเป็นคนไม่ชอบกินเนื้อสัตว์แปลกๆ แต่เพื่อให้การเขียนเรื่องสมจริง เลยต้องลองชิมไป 1 ชิ้น ว่าไปแล้วก็อร่อยดี นุ่ม กลิ่นหอมพอๆ กับเนื้อวัว มีหลายเมนูให้เลือก จานแรกที่ชิมเป็นเนื้อม้าต้มหรือตุ๋นล้วนๆ หั่นบางๆ นี่ถ้าได้น้ำจิ้มทะเลหรือน้ำจิ้มแจ่วแบบบ้านเรา รับรองเพิ่มรสชาติได้อีกเพียบ อีกเมนูมีเนื้อม้าราดอยู่บนแผ่นแป้งบางๆ โรยด้วยหอมใหญ่ หน้าตาเหมือนราดหน้าเส้นใหญ่ของเรา เพียงแต่ไม่ใช้ผักคะน้า แต่เป็นหอมใหญ่แทน รสชาติดีมาก เลยกินไปหลายคำ ส่วนหนึ่งเพราะไม่ชอบเมนูเนื้อแพะ เนื้อแกะ ที่มีกลิ่นแรง

ช่วงอยู่อัลมาตี ได้คุยกับ คุณชาญ จุลมนต์ ซึ่งตอนนั้นรับตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงอัสตานา ปัจจุบันเกษียณฯ แล้ว ท่านเล่าว่า คนคาซัคสถาน เชื่อว่าการกินเนื้อม้าช่วยเพิ่มพลังงาน เพราะบรรพบุรุษของเขาคือพวกนอร์แมนติกก็คือพวกเร่ร่อนในทุ่งหญ้า ซึ่งกินเนื้อม้าเป็นหลัก นอกจากช่วยเพิ่มพลังงานแล้วยังทำให้มีภูมิต้านทานในสภาพภูมิอากาศในอุณหภูมิที่หนาวจัด ปัจจุบันที่คาซัคสถานมีฟาร์มเลี้ยงม้า เพื่อป้อนในอุตสาหกรรมอาหาร ทั้งนมและเนื้อ

“การกินเนื้อม้า ผมว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ แต่ถามว่า ความอร่อยสำหรับคนไทย ผมว่าก็ไม่อร่อย ไม่น่าจะถูกรสชาติคนไทย เมื่อเทียบกับเนื้ออูฐ เนื้อม้าค่อนข้างจะหยาบ ผมทานมาแล้ว มีตั้งแต่หั่นเป็นชิ้นบางๆ หรือทำเป็นไส้กรอก คนที่นี่ทานนมม้าด้วย ผมเองไม่เคยทาน แต่ภรรยาผมเคยทาน รสชาติออกเปรี้ยวๆ ถ้าจะเอาเนื้อม้าไปขายที่เมืองไทย ผมว่าไม่น่าจะประสบความสำเร็จ คือคนคาซัคฯ โบราณ จะหั่นเนื้อม้าเป็นชิ้นบางๆ แล้วก็จะวางใต้อานม้า แล้วก็จะขี่ม้าไปด้วยให้มันบด แบน แต่ปัจจุบันไม่มีใครทำแล้ว”

ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปกับเหยี่ยว

เมื่อคุณชาญ พาดพิงถึงศรีภริยาแบบนี้ จึงต้องไปถามเจ้าตัวให้กระจ่าง โดย คุณปราณี จุลมนต์ บอกว่า มีการนำเนื้อม้ามาทำเหมือนแฮม เหมือนไส้กรอก ที่เป็นแบบรมควันก็มี เคยกินแล้วรสชาติอร่อยดี น่ากิน เคยไปงานศพของแขกอิสลาม หลังจากที่ฝังแล้วจะมีการกินเลี้ยงใหญ่ โดยเชิญแขกมาเยอะมาก มีการเสิร์ฟเนื้อม้ามาในถาดกลมใบใหญ่ ข้างล่างจะเป็นพาสต้าแผ่นหนาและใหญ่ คล้ายกับเส้นใหญ่ที่ใส่ในก๋วยเตี๋ยวบ้านเรา เป็นแผ่นใหญ่ๆ สีออกนวลๆ ไม่ขาวเหมือนกับเส้นก๋วยเตี๋ยว ส่วนข้างบนโปะด้วยเนื้อม้าชิ้นใหญ่ๆ แล้วใส่ไส้ม้าลงไปด้วย กลิ่นแรงมาก

ความจริงอัลมาตี มีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายจุดที่น่าไป อย่าง พิพิธภัณฑ์กลาง อันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในอัลมาตี บอกเล่าประวัติศาสตร์ชาติคาซัคสถาน

หุบเหวชาริน (Charyn Canyon) ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ฟาร์มเหยี่ยว และถนนอาร์บัท (Arbat) ถนนคนเดิน แหล่งรวมสินค้าราคาถูกนานาชนิด ประเภทคนทำเอามาขายเอง

โชคดีบางวันมีเวลาเหลือหลายชั่วโมง เลยได้ออกจากตัวเมืองไปยัง Medeu Skating Rink and Ski resort ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 2,000 กว่าเมตร ตอนขึ้นไปอากาศเย็นสบายดี เพราะช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ไปเป็นช่วงหน้าร้อนของคาซัคสถาน อุณหภูมิ ประมาณ 20 กว่าองศาเซลเซียส คนไทยแบบเราเลยสบาย ถ้าเป็นหน้าหนาวคงแย่ ขนาดคนของเขาเองยังต้องหนีหนาวไปเที่ยวจีน ตุรกี ดูไบ และไทย กัน เนื่องจากอุณหภูมิบางช่วงเคยถึงขั้นติดลบ 45 องศาเซลเซียส

ที่นี่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอีกแห่งของทั้งนักท่องเที่ยวคาซัคสถาน และชาวต่างชาติ เพราะนอกจากจะเห็นวิวทิวทัศน์ของภูเขาน้อยใหญ่ในเทือกเขาเทียนซานแล้ว ยังมีอะไรให้ผู้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้สนุกสนานกันอย่างเต็มที่ อย่างเช่น เครื่องเล่นนานาชนิด มีเหยี่ยวตัวเป็นๆ ให้จับต้องให้ถ่ายรูปใกล้ชิด ใครอยากจะนั่งกระเช้าลอยฟ้าชมวิวก็มีไว้บริการ หรือถ้าหน้าหนาวก็สามารถเล่นสกีได้ด้วย หิวก็มีอาหารการกินตลอด มีมุมถ่ายรูปสวยๆ ให้เซลฟี่เยอะแยะ

พูดถึงเหยี่ยว ช่วงเวลาไปยืนดูเจ้าหนุ่มเจ้าของเหยี่ยวได้ลูกค้าหลายรายทีเดียว ค่าถ่ายรูปครั้งหนึ่งตก 200 บาท ซึ่งเขาจะต้องปิดตาเหยี่ยวด้วย เพื่อไม่ให้มันเห็น สอบถามได้ความว่า เนื่องจากมันเป็นสัตว์นักล่าและดุร้าย ถ้าไม่ปิดตามันอาจจะทำร้ายคนได้

เสียดายมีเวลาน้อย เลยไม่ได้ไปดูฟาร์มเหยี่ยว หรือฟาร์มม้ากันเลย ตั้งใจว่าถ้ามีโอกาสไปเยือนอัลมาตีอีกรอบ ต้องขอให้ ผอ. เอื้อมพร พาไปฟาร์มพวกนี้หน่อย โดยเฉพาะฟาร์มเหยี่ยว น่าสนใจจริงๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s