ร่างทรง ‘ส.ว.’ สมใจ ‘คสช.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160327/224799.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม 2559
ร่างทรง 'ส.ว.' สมใจ 'คสช.'

คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ร่างทรง ‘ส.ว.’ สมใจ ‘คสช.’ : โดย…อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

                    การประชุมของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนอกสถานที่ ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพิ่งเสร็จสิ้นไปแบบสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่ผ่านมา ตามกำหนดการเบื้องต้นพวกเขาจะอาศัยห้วงเวลานั้นในการปรับปรุงรายละเอียดแก้ไข แต่จะไม่แตะต้องหลักการหลักๆ ที่ได้ตัดสินใจไปตั้งแต่การประชุมที่ กทม.
                    พอถึงคราวประชุมก็เป็นไปตามคาดหมาย แต่บังเอิญว่าเรื่องรายละเอียดที่ไปขยายความกันนั้น เป็นเรื่องรายละเอียดที่มาจากการตอบสนองต่อคำขอร้องของแม่น้ำ 4 สาย ที่นำโดย คสช.
                    ข้อเสนอที่ถูกเรียกร้องมานั้น มี 3 ข้อ คือเรื่องว่าด้วย 1.ระบบเลือกตั้ง 2.ส.ว.สรรหา และ 3.การยกเว้นรัฐธรรมนูญในมาตราที่ว่าด้วยการกำหนดให้พรรคการเมืองต้องเสนอบัญชีชื่อผู้ที่จะสนับสนุนเป็นนายกฯ แต่หากแบ่งจริงๆ แบบละเอียดแล้ว เราจะสามารถแบ่งได้เป็น 4 ข้อ 1.ระบบเลือกตั้ง ที่ คสช.ต้องการให้ใช้การเลือกตั้งเป็นเขตใหญ่ 3 คน แต่ผู้มีสิทธิสามารถกากบาทเลือกได้คนเดียว จากนั้นให้เรียงลำดับผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด 3 คน เป็น ส.ส. ในเขตนั้นๆ และให้ใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ แยกระหว่างแบ่งเขตกับบัญชีรายชื่อ แทนระบบบัตรใบเดียวที่ กรธ.เสนอมา
                    2.ที่มา ส.ว. ซึ่งในระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 5 ปี หรือในวาระแรกของ ส.ว. พวกเขาต้องการให้มี ส.ว.ที่มาจากการสรรหาทั้งหมด 250 คน และให้ระบุไปให้ชัดเลยว่า ใน 250 คน ต้องมี 6 คน ที่เป็นผู้นำเหล่าทัพอันได้แก่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ปลัดกระทรวงกลาโหม, ผู้บัญชาการทหารบก, ผู้บัญชาการทหารอากาศ, ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
                    3.อำนาจหน้าที่ ส.ว. พวกเขาต้องการสามหน้าที่คือ พิทักษ์รัฐธรรมนูญ เดินหน้างานปฏิรูป และอภิปรายไม่ไว้วางใจ
                    4.การงดเว้นใช้บัญชีนายกฯ
                    ซึ่ง กรธ.เองก็ตัดสินใจในหลักการตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละคนก็ต่างวิเคราะห์กันไปว่า สรุปแล้ว กรธ.ตอบสนองกับข้อเสนอของ คสช.มากน้อยเพียงใด บ้างก็ว่าตอบสนองมาก บ้างก็ว่าตอบสนองน้อย
                    เบื้องต้นกับข้อเสนอแต่ละข้อ กรธ.ตอบดังนี้ 1.เรื่องระบบเลือกตั้ง กรธ.ปฏิเสธโดยสิ้นเชิง โดยอ้างว่าไม่เข้ากับระบบที่คิด 2.เรื่องที่มา ส.ว. กรธ.สรุปให้มี ส.ว.สรรหา 200 คน และขอลองใช้ระบบที่คิดมา หรือระบบเลือกไขว้ 50 คน รวมเป็น 250 คน และไม่กำหนดตำแหน่งผู้นำเหล่าทัพเอาไว้อย่างชัดเจน แต่จะล็อกเอาไว้เป็นตำแหน่งของข้าราชการประจำ 6 ตำแหน่ง
                    3.เรื่องอำนาจ ส.ว. ปฏิเสธอำนาจพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และอำนาจการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ให้เหลือเพียงอำนาจการปฏิรูป
                    และ 4.เรื่องงดเว้นบัญชีนายกฯ มีเงื่อนไขพิเศษคือต้องเลือกตามระบบปกติ จนเมื่อถึงทางตันจึงจะขอมติจากที่ประชุมร่วมรัฐสภา (ส.ส.+ส.ว.) เพื่องดเว้นการใช้รัฐธรรมนูญ และมติดังกล่าวต้องเป็นเสียงข้างมากแบบพิเศษ กล่าวคือใช้ 2 ใน 3 หรือ 500 เสียง จาก 750 เสียง
                    หากดูแค่นี้จะเห็นว่า คสช.ได้น้อยกว่าที่ต้องการไปโขทีเดียว เรื่องระบบเลือกตั้งนั้นถือว่าตัดทิ้งไป เพราะ คสช.ไม่ได้ติดใจอะไรมากนัก แต่เรื่อง ส.ว. พวกเขาได้เรื่องที่มาก็จริง แต่ก็มาจากการสรรหา แต่ในเรื่องของอำนาจ อำนาจพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และอำนาจไม่ไว้วางใจ กลับถูกปฏิเสธ แม้จะมองกันว่าอำนาจสองเรื่องนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้ ส.ว. สามารถควบคุมการทำงานของรัฐบาลปกติได้ หลายคนจึงมองว่าเมื่อหักกลบลบหนี้แล้ว อำนาจที่อยากได้ไม่มี ต่อให้มี ส.ว. เป็นพันก็ไร้ความหมาย จึงเป็นบทสรุปว่า คสช.น่าที่จะเสียในข้อนี้มากกว่าได้
                    และเรื่องสุดท้ายเรื่อง “บัญชีนายกฯ” แม้จะเป็นการเปิดทางให้ แต่เงื่อนไขที่มีก็ยากเสียเหลือเกิน ทำให้ถูกมองว่าถ้าเรียกว่าได้ก็ไม่เต็มปาก เสียทั้งหมดก็ไม่ใช่ จึงอยู่ในสภาวะก้ำกึ่งที่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” สามารถใช้ชั้นเชิงประคองตัวไม่ให้เจ็บช้ำไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน
                    อย่างไรก็ตามการประชุมนอกสถานที่อาจทำให้เราต้องกลับมาดูใหม่ว่าจริงๆ แล้ว พวกเขาอาจจะตอบสนองได้ตรงจุดตรงเป้าที่ คสช.ต้องการอย่างมีชั้นเชิง เพราะรายละเอียดที่บัญญัติไว้ชี้ชัดว่าเป็นอย่างไร
                    เรื่องที่มา ส.ส. และที่มานายกฯ นั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ที่ชัดเจนคือเรื่อง ส.ว. ทั้งในเรื่องอำนาจและที่มา
                    ในเรื่องที่มานั้น ความชัดเจนมีขึ้นเมื่อพวกเขากำหนดว่า ส.ว. จะแบ่งเป็นสามส่วน ส่วนแรก ให้ตั้งกรรมการสรรหาขึ้นมา 9 คน เพื่อคัดคนขึ้นมาจำนวน 400 คน และให้ คสช.เป็นคนเคาะเลือกในขั้นสุดท้าย เหลือ 194 คน
                    ขณะที่อีก 50 คนจะมาจากกระบวนการเลือกไขว้จากกลุ่มอาชีพที่ กรธ.ได้ออกแบบไว้ โดยจะเลือกมาทั้งสิ้น 200 คน และเหมือนเดิมที่จะคัดเหลือ 50 คน โดยผู้คัดเลือกก็คือ คสช. เช่นเดิม
                    ส่วนอีก 6 ตำแหน่งนั้น จากเดิมที่ระบุไว้อย่างอ้อมแอ้มว่าเป็นตำแหน่งของข้าราชการประจำ คราวนี้ก็เขียนชัดว่าเป็นผู้นำเหล่าทัพทั้ง 6 คน
                    สรุปง่ายๆ ว่า ส.ว. ทั้ง 250 คน เป็นคนที่ถูกเลือกโดย คสช. จึงไม่แปลกที่จะถูกมองว่าสภา ส.ว. เป็นของ คสช. เรียกได้ว่า ข้อนี้ได้แบบกินรวบ
                    สำหรับอำนาจนั้นก็น่าสนใจ แม้ว่าเบื้องต้นพวกเขาจะตัดอำนาจเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการพิทักษ์รัฐธรรมนูญออก แต่อำนาจเรื่องการปฏิรูปที่บัญญัติเอาไว้ ก็ทำให้ ส.ว.มีอำนาจไม่น้อย
                    โดยเปลาะแรกพวกเขากำหนดว่า ให้รัฐบาลต้องรายงานความคืบหน้างานปฏิรูป ตามแผนยุทธศาสตร์ต่อ ส.ว. ในทุก 3 เดือน แปลความง่ายๆ ว่า รัฐบาลต้องรายงานการทำงาน และอะไรก็ตามที่ถูกตีความว่าเป็นการปฏิรูปต่อ ส.ว. ในทุก 3 เดือน ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งรูปแบบการทำเป็นหนังสือ หรือการเปิดสภาแบบเต็มรูปแบบการทำงาน และอะไรก็ตามที่ถูกตีความว่าเป็นการปฏิรูปต่อ ส.ว. ในทุก 3 เดือน ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งรูปแบบการทำเป็นหนังสือ หรือการเปิดสภาแบบเต็มรูปแบบ
                    ซึ่งการรายงานต่อ ส.ว.นี้ ต้องไม่ลืมว่าในนั้นมีผู้นำเหล่าทัพรวมอยู่ด้วย ดังนั้นจึงเป็นการควบคุมการบริหารงานของรัฐบาลทางอ้อมนั่นเอง
                    นอกจากนี้ยังกำหนดเรื่องการออกกฎหมายว่า ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายใดก็ตาม หากถูกยับยั้ง ก็ให้มีการประชุมเพื่อพิจารณาร่วมกันของสองสภา ซึ่งในนี้พวกเขาก็ยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการปฏิรูป และอีกส่วนเป็นเรื่องของการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน
                    เดิมนั้นระบบออกกฎหมาย หากสภาผู้แทนราษฎรผ่านกฎหมายใด และวุฒิสภายับยั้ง ก็จะเข้าสู่การตั้งกรรมาธิการร่วม และหากสภาผู้แทนยืนยันมติ ก็ให้นำกฎหมายนั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วประกาศใช้ต่อไป ซึ่งหมายถึงการให้สภาล่างซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนมีอำนาจมากกว่าสภาสูง
                    แต่ระบบใหม่นี้ หากกฎหมายถูกยับยั้งในสภาสูง หรือแม้กระทั่งสภาล่างก็ตาม ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา หมายความว่า ส.ว. ที่มาจากการสรรหาและแต่งตั้งโดย คสช. จะมีอำนาจในการร่วมพิจารณา ในบทบาทและฐานะที่เท่ากับสภา ส.ส. ในการจะให้กฎหมายใดผ่านหรือไม่ผ่าน
                    และยิ่งดูจำนวนของ ส.ว.ที่มองได้ว่าในอนาคตพวกเขาจะเป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสภา
                    มิพักต้องพูดถึงอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนองค์กรอิสระ หรืออำนาจในการร่วมพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ถูกบัญญัติไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
                    ดังนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ก็มองเห็นได้ว่า จริงๆ แล้ว คสช.ก็น่าจะบรรลุเป้าหมายอย่างเพียงพอแล้วในการเข้าควบคุมเรื่องต่างๆ ผ่านทาง ส.ว. ใน “ระยะเปลี่ยนผ่าน” ตามความหมายของ คสช.
                    การเสนอข้ออื่นจึงอาจเป็นเพียงการหวังสูง หรือยื่นเพื่อต่อรอง หากได้ก็กำไร ไม่ได้ก็ไม่เสียหาย เพราะลำพังแค่นี้พวกเขาก็สานต่ออำนาจและเจตนารมณ์ได้แบบเนียนๆ อย่างน้อยก็อีก 5 ปี ผ่านกลวิธีที่คิดค้นขึ้นโดย “เนติบริกร” มือหนึ่งอย่าง “มีชัย ฤชุพันธุ์”
——————–
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ร่างทรง ‘ส.ว.’ สมใจ ‘คสช.’ : โดย…อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s