ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง บนรางรถไฟพม่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง บนรางรถไฟพม่า

ไปพม่าไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ไม่เคยได้โดยสารรถไฟเลยสักครั้ง เดินทางภายในประเทศโดยมากจะอาศัยรถโดยสาร สมัยเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วรถโดยสารพม่าเป็นรถเก่ามาจากเกาหลีและญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นอย่าถามเลยว่าสภาพมันจะเรี่ยมเหลือทนแล้วนั่นสักแค่ไหน ตอนซื้อตั๋วเขาว่าเป็นรถ วีไอพี ติดแอร์ ก็จริงเพียงแต่แอร์มันเสียเท่านั้นเอง จะให้ทำไงล่ะพี่น้องผู้โดยสาร

สภาพรถโดยสารข้ามจังหวัดของพม่าในยุคนั้นทำให้ขยาดรถไฟพม่าไปโดยปริยาย เหตุที่เป็นเช่นนี้อาจเพราะมีรถไฟไทยเราเป็นตัวเปรียบเทียบ ประมาณว่า โถๆๆๆ ขนาดรถไฟชั้นสามหรือกระทั่งชั้นสองนอนแอร์ สภาพยังไม่น่าพิสมัยสักเท่าไหร่ แล้วรถไฟพม่าซึ่งคนไทยบอกว่าประเทศเขาล้าหลังกว่าบ้านเราราวสามสิบปี จะขนาดไหนกันเล่า

กระทั่งเมื่อไม่นานมานี่เองที่ฉันสบโอกาสได้นั่งรถไฟพม่า โดยการชักนำของเพื่อนผู้ประกอบธุรกิจด้านการค้าการขายอยู่ในพม่า จบจากการค้าขายเธอชวนฉันท่องเที่ยวไปตามประสา ฉึกฉักกันไปตามประสาสาวสูงวัยกับรถไฟพม่า เรานัดพบกันที่มัณฑะเลย์ เธอจับรถโดยสารมาจากย่างกุ้ง ฉันบินไปจากบางกอก และเราจะเริ่มต้นการเดินทางที่สถานีรถไฟมัณฑะเลย์ มุ่งสู่พินอูลวิน Pyin Oo Lwin เป็นเบื้องแรก

วางแผนกันว่าจะนอนพินอูลวินสักสองคืน เพื่อสัมผัสบรรยากาศเมืองตากอากาศของนักล่าอาณานิคม

ยุคอังกฤษครอบครองพม่า จากนั้นเราจะต่อไปสีป้อเพื่อพบกับเมืองสำคัญอีกเมืองหนึ่งของชาวฉานหรือไทยใหญ่ ซึ่งสูญเสียบ้านเมืองให้กับพม่า

ประกอบกับเรื่องราวนวนิยายจากชีวิตจริง “สิ้นแสงฉาน” ที่อดีตมหาเทวีแห่งสีป้อเป็นผู้เขียน และได้กลายเป็นภาพยนตร์ไปเรียบร้อยแล้ว เรียกความสนใจให้ฉันอยากไปเห็นหอตะวันออก หรือวังอันเป็นที่ประทับของเจ้าฟ้าแห่งสีป้อกับมหาเทวีในช่วงนั้น

ใครนะกล่าวไว้ว่า “บ่อยครั้งสิ่งที่พานพบระหว่างทาง ก็สำคัญไม่น้อยกว่าจุดหมายปลายทาง” มันเป็นความจริงที่ฉันพบเจอหลายต่อหลายครั้งในการเดินทาง บางแห่งหนฉันจบการเดินทางก่อนจะถึงปลายทางเสียด้วยซ้ำ

แม้ครั้งนี้จะไม่ถึงกับหยุดลงตรงระหว่างทาง กระนั้นสิ่งที่พบระหว่างทางที่เราไปกันแบบถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง…ในครานี้ก็แสนจะประทับใจยิ่งยวด

แต่ไหนแต่ไรมา ฉันชมชอบการเดินทางโดยรถไฟ เคยเขียนเอาไว้ว่าไม่มีวิธีเดินทางแบบไหนที่ได้อารมณ์ของการเดินทางแท้จริงเท่ากับการโดยสารรถไฟ ในวัยสาวฉันจะโดยสารรถไฟไปในทุกที่ ที่ทางรถไฟไปถึง สิ่งหนึ่งที่ฉันหลงใหลเสน่ห์ของรถไฟ อาจเป็นเพราะวัยเด็กของฉันแนบแน่นอยู่กับรถไฟ บ้านของเราในบ้านพักข้าราชการที่บ่อยาง จังหวัดสงขลา อยู่หลังสถานีรถไฟ โดยมีทุ่งโล่งกั้น ฉันกับพี่ครั้งเรายังเด็กมักจะเดินลัดทุ่งโล่งนี้เพื่อไปยังสถานีรถไฟ ไปนั่งดูรถไฟแล่นฉึกฉัก ไปดูควันโขมงพ่นออกมาจากหัวรถจักร ถ้าพอมีสตางค์ติดตัว เราก็จะเดินเข้าไปในร้านค้าของสถานี หาซื้อขนมที่อยู่ในขวดโหล แต่นั่นเป็นเรื่องพิเศษจริงๆ ด้วยว่าบ้านเรามีขนมที่แม่กับแม่เฒ่าทำกินเอง ไม่จำเป็นต้องซื้อขนมตามร้านค้ากิน

ฉันมาห่างเหินรถไฟเอาเมื่ออายุมากขึ้น ชีวิตเร่งรีบขึ้น การเดินทางด้วยเรือบินที่ใช้เวลาไม่นานจึงเริ่มเข้ามาสู่วิถีเดินทางบ่อยครั้ง กลับมาโดยสารรถไฟอีกครั้งที่ประเทศพม่าหนนี้ เท่ากับได้รำลึกความหลังเอาเลยทีเดียว

เราเริ่มการเดินทางจากสถานีรถไฟมัณฑะเลย์ เมื่อราวๆ ตีสี่ครึ่ง แต่มาถึงสถานีตั้งแต่ตีสามเพื่อซื้อตั๋ว แสงสลัวที่สาดไปตามรางรถไฟและกลิ่นอายอบอวลนั้น ชวนให้รำลึกชาติได้จริงๆ เมื่อขึ้นไปบนโบกี้ ฉันก็พบว่ารถไฟพม่าไม่ได้โหดอย่างที่จินตนาการถึง หรืออาจเป็นว่าขบวนนี้ผู้โดยสารไม่มาก อีกอย่างนั้นโบกี้ที่เรานั่งจัดไว้เฉพาะชาวต่างชาติ ที่นั่งเบาะเก่าๆ แต่หุ้มปลอกสีขาว นั่งพิงเอนสบายๆ ที่กว้างพอเหยียดขาเหมาะกับผู้สูงวัยที่ข้อเข่าไม่ค่อยจะดี

รถเคลื่อนตัวตรงเวลา สองข้างทางยังตกอยู่ในความมืด เพราะไฟฟ้าที่พม่ายังสว่างไม่ทั่วถึง ช่วงไหนผ่านชุมชนจะเห็นดวงไฟวอมแวม ผู้คนคงตื่นขึ้นมาหุงหาข้าวปลาอาหาร เมื่อรถจอดที่สถานีแรกผู้โดยสารบางคนรีบลงไปหาซื้อของกิน ฉันชะโงกมองเห็นแม่ค้ากำลังกระวีกระวาดตักข้าวเหนียวกับถั่วให้ลูกค้ามือเป็นระวิง คาดว่าต่อจากนี้คงหาซื้อของกินยากแล้ว แต่เราสองคนไม่ได้ซื้อหาของกิน เพราะมีข้าวกับปลานึ่งและผักที่สั่งจากร้านค้าหน้าที่พักเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน

รถไฟเคลื่อนตัวบดขยี้ล้อเหล็กพร้อมๆ กับเวลาที่หมุนไปช้าๆ ลมโกรกเข้ามาทางบานหน้าต่าง บางช่วงฝนตกสาดฝอยบางๆ เข้ามาจนต้องหับหน้าต่างลง ครั้นฝนหยุดก็ยกหน้าต่างขึ้น เพราะสิ่งที่ต้องการจากรถไฟในยามนี้คือทิวทัศน์ที่แล่นผ่านหน้าต่าง ขณะที่แสงทองรำไรจากขอบฟ้า

แล้วก็นับเป็นวาสนาของฉันจริงๆ เมื่อกิ้งกือยักษ์กำลังเคลื่อนตัวผ่านเทือกเขาแห่งหนึ่ง พร้อมๆ กับที่แสงอาทิตย์เริ่มเรื่อเรืองบางเบา ภูเขาสีน้ำเงินจัดจึงปรากฏอยู่ในสายตาแล้วอย่างช้าๆ สีของมันค่อยๆ แจ่มจ้าขึ้น สีน้ำเงินจัดกลายเป็นสีเขียวเข้มจนอ่อนจางตามสายแดดที่สาดลงมา มหัศจรรย์แก่สายตายิ่งนักแล้ว

นอกจากทิวทัศน์ธรรมชาติที่ชวนตื่นตาฉ่ำใจ ตลอดเส้นทางรถไฟยังมีชุมชน ผู้คนที่ชวนให้มองอย่างเพลินเพลิด อีกทั้งนึกอยากหยุดพักระหว่างทาง แต่ก็ตัดสินใจไปให้ถึงปลายทางที่มุ่งหมายจะดีกว่า เพราะข้างหน้านั้นเราก็ยังไปไม่ถึง ยังสัมผัสไม่ได้เช่นกัน

รถไฟไปช้าๆ อย่าไปใจร้อน มัณฑะเลย์ไปพินอูลวินระยะทางไม่ไกลเลย บนถนนบ้านเราอาจใช้เวลาเพียงชั่วโมงกว่า แต่กับรถไฟเราถึงพินอูลวินน่าจะเกือบเที่ยง ช่วงที่รู้ว่าถึงพินอูลวินแล้วสัมผัสได้ถึงสายลมหนาวอ่อนๆ พอให้สบายตัว ฉันนึกถึง คำว่า เมืองตากอากาศของชาวอังกฤษยุคอาณานิคม แล้วรู้สึกว่าน่าจะจริง เพราะขณะที่มัณฑะเลย์ร้อนอ้าว ที่พินอูลวินกลับได้กลิ่นลมหนาวบางเบา

เอาละพินอูลวิน ไม่เสียแรงที่มาถึงแบบ…ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s