เที่ยวปีใหม่…ที่ วังน้ำเขียว อย่าลืมแวะชิม…มัลเบอร์รี่ ที่ “สวนแม่หม่อน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

เที่ยวปีใหม่…ที่ วังน้ำเขียว อย่าลืมแวะชิม…มัลเบอร์รี่ ที่ “สวนแม่หม่อน”

เมื่อเอ่ยชื่อ “หม่อน” จะเข้าใจว่าเป็นพืชที่ใช้ใบเพื่อเลี้ยงไหมเป็นหลัก จนเป็นคำพูดประโยคติดปากว่า “ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม” ซึ่งเป็นหม่อนที่มีชื่อสามัญว่า White Mulberry ผลสุกมีรสเปรี้ยว ใช้รับประทานได้ แต่ไม่นิยม แต่ยังมีหม่อนอีกชนิดที่ปลูกเพื่อรับประทานผลสด มีชื่อสามัญว่า Black Mulberry เพราะผลสุกสีดำ รสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย มีสรรพคุณทางโภชนาการมากมาย จึงนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ น้ำ แยม ฯลฯ เป็นต้น

สำหรับหม่อนประเภทนี้จะเรียกทับศัพท์กันว่า มัลเบอร์รี่ แล้วมักเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางกันในกลุ่มผู้รักสุขภาพ

“สวนแม่หม่อน” ตั้งอยู่ เลขที่ 201 หมู่ที่ 5 ตำบลวังหมี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เป็นสถานที่ปลูกมัลเบอร์รี่ จำหน่ายทั้งแบบผลสดและแปรรูป

อาจารย์สุรพล และ อาจารย์นันทวัน โตอินทร์ หรือที่รู้จักกันดีในนาม ครูไก่ คู่สามีภรรยา ที่อดีตเคยเป็นทั้งพ่อและแม่พิมพ์ของชาติ ที่โรงเรียนวังหมีพิทยาคม วังน้ำเขียว ก่อนที่จะลาออกจากราชการมาก่อนครบอายุ แล้วหันมาเดินหน้าเต็มตัวเพื่อปลูกมัลเบอร์รี่และพืชทางการเกษตรอีกหลายชนิด

มารู้จักสวนแม่หม่อนกัน

มัลเบอร์รี่ หรือ หม่อนผล ของสวนแม่หม่อน เป็นพันธุ์เชียงใหม่ ซึ่งมักเจริญเติบโตและมีความสมบูรณ์ในพื้นที่สูงตามดอย แต่เมื่อนำมาปลูกในพื้นที่วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ที่มีลักษณะทางธรรมชาติเหมือนกัน จึงทำให้สามารถรักษาคุณภาพและความสมบูรณ์ของมัลเบอร์รี่ได้เช่นเดียวกัน คือมีรสชาติอร่อย เนื้อแน่น กรอบ และที่สำคัญคือ ทางสวนแม่หม่อนจะปลูกมัลเบอร์รี่ด้วยการยึดหลักปลอดสารพิษ

สวนแม่หม่อน ได้รับความอนุเคราะห์และการแนะนำให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลและการปลูก ไปจนถึงการแปรรูปจากสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริภูพยัคฆ์ จังหวัดน่าน กระทั่งสามารถนำมาพัฒนาปรับปรุงและบริหารจัดการให้มีผลผลิตหรือผลสดตลอดทั้งปี จึงเป็นจุดเด่นและที่สนใจของบรรดานักท่องเที่ยวจำนวนมาก ที่ต้องมาแวะเข้าสวนแม่หม่อนเพื่อชมสวนและซื้อผลิตภัณฑ์แปรรูปติดมือกลับบ้านทุกครั้งที่มาเยือนวังน้ำเขียว

อาจารย์สุรพล แจงว่า การปลูกมัลเบอร์รี่มีอยู่ 2 แบบ คือ แบบปลูกถี่ แล้วโน้มกิ่งเข้าหากันในลักษณะคล้ายอุโมงค์ มีตัวอย่างที่สวนของกำนันจุล ซึ่งใช้ระยะห่างระหว่างต้นเพียง 1 เมตร และระหว่างแถว 4 เมตร วิธีนี้มีข้อดี เพราะง่ายต่อการตัดแต่งกิ่ง

ปลูกเชิงการค้า ต้องให้ต้นห่างและตัดแต่งกิ่ง

ส่วนอีกแนวทางที่สวนใช้ปลูกอยู่คือ ปลูกห่างกันทั้งระหว่างต้นและแถว คือ 4 คูณ 4 เมตร ทั้งนี้เพื่อต้องการให้ต้นมีการเจริญเติบโตเต็มที่ สามารถแผ่กิ่งก้านสาขาออกไปได้ทุกทิศทาง ในลักษณะคล้ายน้ำพุ แต่มีข้อเสียตรงที่ต้องคอยตัดแต่งกิ่ง ต้องใช้แรงงานมาก

“แต่มีข้อดีคือ เก็บผลง่าย สะดวก ได้ผลผลิตจำนวนมาก เนื่องจากต้นมีความสมบูรณ์ ไม่มีโรคแมลงมารบกวน เพราะมีการตัดแต่งกิ่งทำให้ต้นมีความโปร่ง และแสงแดด ลม ผ่านได้ง่าย ทั้งนี้การตัดแต่งกิ่งก้านควรให้สูงอยู่ในระดับเดียวกับคนเก็บผลผลิต”

สำหรับการให้ผลผลิตของมัลเบอร์รี่นั้น ถ้าไม่มีการตัดแต่งกิ่ง ต้นหม่อนจะให้ผลผลิตไปตามธรรมชาติ โดยเริ่มตั้งแต่ราวปลายฤดูฝน ไปจนถึงหน้าหนาว กระทั่งถึงเดือนเมษายน แต่จะให้ผลผลิตได้ไม่มากและไม่สวย

แต่ถ้าต้องการปลูกในเชิงการค้าให้คุ้มค่า ควรจะต้องนำวิธีการตัดแต่งกิ่งมาใช้ เพราะจะให้ผลดกมาก ยิ่งต้นมีความสมบูรณ์มากเท่าไร มีขนาดต้นใหญ่ก็จะยิ่งให้ผลผลิตดกมาก อย่างในปีแรกที่เริ่มให้ผลผลิตชุดแรก อาจได้เพียงต้นละ 1 กิโลกรัม เท่านั้น แล้วพอลงมือตัดแต่งกิ่งก้านสัก 6 เดือน ผลผลิตชุดสองที่ออกมาจะเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ โดยผลผลิตจะให้เต็มที่หลังปลูกไปแล้ว 5 ปี

ระยะเวลาตัดแต่งกิ่งจะต้องดูจากความสมบูรณ์และความพร้อมของต้นก่อน ทั้งนี้หลังช่วงที่มีผลผลิตและเก็บเรียบร้อยแล้ว ก็จะจัดการตัดแต่งกิ่ง โดยจะนับไปอีก 50 วัน ซึ่งจะสามารถเก็บผลผลิตได้อีก 30 วัน จากนั้นควรพักต้นอย่างน้อย 60 วัน จึงกลับมาตัดแต่งกิ่งใหม่

ด้านการดูแลให้ปุ๋ย บำรุงต้น อาจารย์สุรพลให้รายละเอียดว่า มัลเบอร์รี่ชอบปุ๋ยคอกมาก โดยเฉพาะขี้วัว ใส่อย่างน้อยปีละครั้ง ใส่ต้นละ 15 กิโลกรัม ขณะใส่จะต้องใช้เครื่องจักรตีหน้าดินให้ร่วนซุยเต็มที่ ทั้งนี้ไม่ต้องกังวลว่ารากต้นจะขาดเพราะจะแตกรากใหม่ออกมา ซึ่งเป็นผลดีต่อต้น จากนั้นจึงนำขี้วัวใส่ลงในดิน เพื่อให้คลุกเคล้ากัน ทั้งนี้ในปีที่ 2 นับจากปลูก จะเริ่มให้ผลผลิต หรือถ้าใส่ใจอย่างเต็มที่อาจใช้เวลาเพียง 1 ปีกว่า เท่านั้น

ปัญหาระหว่างปลูกคือ อาจเจอเชื้อราบ้าง ซึ่งถ้าพบจะตัดทิ้งให้หมดแล้วนำไปเผา แต่ไม่บ่อยนักเพราะทางสวนมีการตัดแต่งกิ่งอยู่บ่อย จึงทำให้ต้นโปร่ง แสงแดดลอดผ่าน จึงยากที่เกิดเชื้อราขึ้น

มีทั้งผลสด และผลิตภัณฑ์

ครูไก่ เสริมว่า แนวทางการปลูกมัลเบอร์รี่ในสวนจะจัดให้เป็นชุด เป็นกลุ่ม มีการกำหนดเป็นแผนผัง เป็นโซน แล้วแต่ละชุดจะทยอยให้ผลผลิตหมุนเวียน ฉะนั้น จึงสามารถให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะวางแผนปลูกเพื่อให้ทันและรองรับกับช่วงเทศกาลท่องเที่ยว ดังนั้น จึงดูเหมือนจะสามารถบังคับให้มีผลผลิตได้ตลอดเวลาที่ต้องการ

“หลังจากเก็บผลสดจากต้นแล้วนำมาใส่ตะกร้า จะไม่ล้าง นำไปเก็บในถังน้ำแข็งเพื่อชะลอการสุก แล้วนำมาขายเป็นผลสดโดยไม่ล้าง เพราะถือเป็นการการันตีถึงความปลอดภัยจากสารเคมี อีกทั้งการล้างอาจทำให้ผลเน่าเสียได้ทันที แต่ถ้าต้องการล้างจะต้องรับประทานทันที”

ผลสดที่ขายจะบรรจุใส่กล่องพลาสติกแทนการใส่ถุง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการวางทับซ้อนกัน ซึ่งจะทำให้เน่าเสีย จำหน่ายกล่องละ 50 บาท น้ำหนักกล่องละประมาณ 3 ขีดกว่า

นอกจากผลสดที่มีจำหน่ายแล้ว ทางสวนแม่หม่อนยังนำมัลเบอร์รี่ไปแปรรูปเพื่อสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นน้ำสดพร้อมดื่ม ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบหวานและไม่หวาน โดยแบบไม่หวานคือ ไม่ใส่น้ำตาล ขนาดบรรจุ 700 ซีซี กับแบบใส่น้ำตาล ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ ขนาดบรรจุ 250 ซีซี ขายขวดละ 35 บาท ถ้า 3 ขวด 100 บาท

ผลิตภัณฑ์ต่อมาคือ แยม จำหน่ายกระปุกละ 40 บาท ขนาด 4 ออนด์ โดยเนื้อแยมใส่สารเพคติน ซึ่งเป็นสารสกัดจากส้ม เหมาะสำหรับผู้ที่รับประทานเจด้วย นอกจากนั้น ยังต่อยอดด้วยการทำมัลเบอร์รี่แบบกวน ที่ทำเป็นเม็ด ขายถุงละ 50 บาท ขนาด 200 กรัม ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ล่าสุดคือ มัลเบอร์รี่อบน้ำผึ้ง ทำมานานแล้ว แต่มีไม่สม่ำเสมอ เพราะต้องอบด้วยแสงแดดจากพลังงานแสงอาทิตย์ จึงต้องดูความพร้อมก่อนทำ

การขาย ส่วนมากจะขายอยู่ที่สวน มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวสวนแล้วซื้อผลิตภัณฑ์กลับไป แต่มีวางจำหน่ายที่อื่นน้อยมาก เพราะไม่ได้ส่งให้ ถ้าต้องการต้องมาซื้อไปขายเอง

นักท่องเที่ยวที่เข้ามาชมสวนมักมากันเป็นประจำ โดยเฉพาะหน้าเทศกาลหรือวันหยุดยาว ทั้งนี้ถ้าเป็นช่วงหน้าเทศกาลสำคัญ มักเปิดสวนให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเดินชมต้นและผลอย่างใกล้ชิด แล้วยังอนุญาตให้เก็บผลสุกรับประทานได้ แต่ห้ามนำภาชนะไปใส่ ทั้งนี้ไม่ได้เก็บค่าเข้าชมสวนแต่อย่างใด

วันหยุดพักผ่อนยาวที่จะถึงนี้ ถ้าใครยังไม่ได้วางแผนการเดินทางท่องเที่ยว แนะนำให้ไปเที่ยวที่ วังน้ำเขียว เพราะท่านจะได้สัมผัสกับอากาศที่บริสุทธิ์ กับธรรมชาติที่รายล้อมด้วยขุนเขา แต่อย่าลืมแวะไปชิมมัลเบอร์รี่ ที่ “สวนแม่หม่อน” ด้วยก็แล้วกัน สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ (081) 382-1002, (081) 304-0980

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s