เลาะรั้วเกษตร : สานพลังประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/217650

281225166

วันศุกร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ได้ยินคำว่า “ประชารัฐ” มาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เมื่อนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศเป็นยุทธศาสตร์โดยผนึกกำลังภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน สร้างสรรค์สังคมร่วมกัน พร้อมมีคำสั่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาขับเคลื่อน 12 คณะ แต่ละคณะมีตัวแทนภาครัฐ รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ จับคู่กับตัวแทนภาคเอกชน ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำของประเทศเป็นหัวหอกขับเคลื่อน

ทั้ง 12 คณะ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม Value Driver มี 7 คณะทำงาน หรือเรียกว่ากลุ่ม 7D คณะทำงานอีกกลุ่มหนึ่ง คือ กลุ่ม Enable Driver มี 5 คณะทำงาน หรือ เรียกว่า กลุ่ม 5E

ผ่านมาหลายเดือน การขับเคลื่อนค่อนข้างเงียบ แต่ค่อยๆ เห็นความเคลื่อนไหว หลังนายกรัฐมนตรี เรียกประชุมคณะทำงานเพื่อติดตามความก้าวหน้าเมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา ที่ดูจะคึกคักหน่อยเห็นจะเป็น กลุ่ม D2 การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและวิสาหกิจเริ่มต้น ที่มี รมช.พาณิชย์ สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้แทนภาครัฐ กับ สุพันธุ์ มงคลสุธี จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้แทนภาคเอกชน เป็นหัวหอกขับเคลื่อนด้วยการจัดงาน Start Up Thailand ขึ้นเมื่อปลายเดือนเมษายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ งานนี้บรรดาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และ SME ทั้งหลายดูจะมองเห็นช่องทางธุรกิจที่ตนสนใจ

อีกกลุ่มหนึ่งที่คึกคักไม่แพ้กัน คือ กลุ่ม E3 การขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่มีเจ้าสัวเบียร์ช้าง ฐาปน สิริวัฒนภักดี จับมือกับ รมว.มหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ขับเคลื่อนภารกิจด้วยการจัดตั้ง “บริษัทประชารัฐรักสามัคคี จำกัด” ขึ้นทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ระยะแรกนำร่อง 5 จังหวัด คือ ภูเก็ต เพชรบุรี เชียงใหม่ อุดรธานี และ บุรีรัมย์ เพื่อให้ชุมชนมีเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง สร้างรายได้ให้ชุมชนและให้ประชาชนมีความสุข ซึ่งสิ่งที่จะสร้างให้เกิดรายได้คือ การเกษตร การแปรรูป และการท่องเที่ยวโดยชุมชน เช่น การเกษตรของภูเก็ต คือ สับปะรดภูเก็ต นมแพะ กุ้งมังกร ผักปลอดสารพิษ การแปรรูป คือ การทำผ้าบาติก การท่องเที่ยวโดยชุมชน เช่น เทศกาลอาหาร

คงไม่มีอะไรถูก อะไรผิด ในแนวทางดังกล่าว ได้แต่รอดูผลว่าจะสามารถพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากได้จริงหรือไม่

หันมาดูคณะทำงาน D6 การพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งมี รมว.เกษตรและสหกรณ์ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นผู้แทนภาครัฐ และ อิสระ ว่องกุศลกิจ จาก บมจ.น้ำตาลมิตรผล เป็นผู้แทนภาคเอกชน โจทย์ของ D6 คือ การพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นแนวทางที่เป็นรูปธรรม ทราบแต่ว่ามีโครงการที่จะทำ 10 โครงการ คือ การเกษตรแปลงใหญ่ที่ประกอบด้วยพืชหลัก ปศุสัตว์ และ ประมง ได้แก่ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ผัก แตงโม สมุนไพร ข้าวโพด ปลานิล กุ้งขาวแวนนาไม การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว และ โคนมอินทรีย์

เป้าหมายของการดำเนินงาน คือ ลดการเหลื่อมล้ำระหว่างภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร พัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer และ SME เกษตร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยมี แผนงาน คือ ภายใน 6 เดือน จะต้องรวมกลุ่มการผลิตของเกษตรกรเพื่อพัฒนาให้เป็นเกษตรสมัยใหม่ พัฒนาสหกรณ์การเกษตรต้นแบบ และสินค้าเกษตรที่สร้างรายได้อย่างรวดเร็ว แผนงานระยะยาว คือ ต้องทำงานวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร และการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาพัฒนาเป็นแอพพลิเคชั่น เพื่อการเกษตร และทะเบียนเกษตรกร

ถ้าถามว่าเพียงเท่านี้เรียกว่าสมัยใหม่หรือยัง คำตอบคือ ยัง ตราบใดที่ภาคการเกษตรของไทยยังต้องพึ่งพาฟ้าฝนตามธรรมชาติ ตราบนั้นยังไม่ใช่เกษตรสมัยใหม่ ท่าทางกลุ่ม D6 น่าจะต้องหาที่ปรึกษาที่มองนอกกรอบ แบบหน้ามือเป็นหลังมือ หรือแบบนาข้าวเป็นสนามฟุตบอล หรือ สนามแข่งรถ กันเลยทีเดียว

แว่นขยาย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s