ชุดกรองน้ำดื่ม จากวัสดุธรรมชาติ เพื่อชุมชนชนบท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

คิดเป็นเทคโนฯ

ธนสิทธิ์

ชุดกรองน้ำดื่ม จากวัสดุธรรมชาติ เพื่อชุมชนชนบท

การนำน้ำมาใช้ในการบริโภค สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือ เรื่องของสารปนเปื้อนหรือสารตกค้างและเชื้อโรค ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่ประสบปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าและน้ำสะอาด อาจไม่ปลอดภัยหากนำมาใช้อุปโภคและบริโภค ทำให้ประสบปัญหาโรคท้องร่วงหรือโรคทางเดินอาหารได้

ผศ.ดร. ธิดารัตน์ บุญศรี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า เนื่องจากในชุมชนห่างไกลที่อยู่ต้นน้ำ หรือพื้นที่ที่ระบบสาธารณูปโภค เช่น น้ำประปา หรือไฟฟ้า ยังเข้าไม่ถึง เช่น บ้านโป่งลึก-บางกลอย ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นชุมชนชาวปกากะญอที่อาศัยอยู่ต้นลำน้ำเพชรบุรี ชุมชนแห่งนี้จะบริโภคน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรี โดยทั่วไปน้ำจะใส ยกเว้นในฤดูฝนที่น้ำจะขุ่น เนื่องจากการพัดพาตะกอนจากภูเขา แม้ว่าน้ำที่ใช้จะดูใส แต่อาจไม่ปลอดภัยหากนำมาบริโภค

ทางคณะฯ ได้เก็บตัวอย่างน้ำ ผลการวิเคราะห์บ่งชี้ว่า แหล่งน้ำอาจปนเปื้อนสิ่งปฏิกูล เนื่องจากตรวจพบจุลินทรีย์ที่บ่งชี้ว่าอาจก่อให้เกิดโรคทางเดินอาหาร เช่น อี.โคไล สูงกว่า 2,000 โคโลนี ต่อน้ำ 100 มิลลิลิตร (โคโลนี เป็นจำนวนของ อีโคไล) ที่ผ่านมายังไม่พบว่าชาวบ้านประสบปัญหาจากการอุปโภค-บริโภคน้ำโดยตรง เช่น ท้องร่วง หรือโรคทางเดินอาหาร แต่เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการรับสารปนเปื้อนในน้ำ และสะสมเป็นเวลานาน

ด้วยเหตุนี้ ทางคณะฯ จึงได้จัดทำ “ชุดกรองน้ำ โดยนำวัสดุจากธรรมชาติ” ที่สามารถหาได้ในท้องถิ่นมาผลิต และคู่มือวิธีสำหรับการผลิตน้ำสะอาดจากลำธารเพื่อการบริโภคขึ้น เพื่อนำไปเผยแพร่และถ่ายทอดความรู้พื้นฐานเบื้องต้นแก่ชาวปกากะญอในพื้นที่ เนื่องจากชุมชนดังกล่าวมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านมีทักษะพื้นฐานในการผลิตเครื่องกรองน้ำใช้เองในระดับครัวเรือน โดยไม่ต้องพึ่งพาน้ำดื่มบรรจุขวด ซึ่งก่อให้เกิดขยะจากบรรจุภัณฑ์ และทำให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต

สำหรับชุดกรองน้ำดื่มจากวัสดุธรรมชาตินี้ ประกอบด้วย ตัวกรอง 4 ชั้น ได้แก่ ชั้นกรวด ทราย ถ่าน และเซรามิก หรือกระถาง โดยกรวดจะเป็นตัวกรองชั้นบนสุด สามารถหาได้ทั่วไปจากบริเวณริมแม่น้ำลำธาร กรวดจะสามารถกำจัดอนุภาคที่มีขนาดใหญ่ เช่น เศษใบไม้ และตะกอนขนาดใหญ่ ถัดลงมาเป็นชั้นทรายละเอียด จะช่วยกำจัดอนุภาคที่มีขนาดเล็ก

ขณะที่ตัวกรองถ่าน ซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดซับสารพิษหรือสารตกค้าง ช่วยกำจัดสีและกลิ่น โดยน้ำที่ผ่านตัวกรองทั้ง 3 ชั้น ดังกล่าว แม้จะสามารถนำไปใช้อุปโภคหรือชำระล้างต่างๆ ได้ แต่หากต้องการนำน้ำไปบริโภคหรือดื่ม จะต้องผ่านตัวกรองชั้นที่ 4 คือ ไส้กรองเซรามิก หรือกระถาง ทำหน้าที่ในการกักเชื้อโรคหรือจุลินทรีย์ที่มีขนาดเล็กได้เป็นอย่างดี ดังนั้น มั่นใจได้ว่า น้ำที่ผ่านการกรองทั้ง 4 ชั้น ดังกล่าวจะสามารถนำมาใช้ดื่มหรือบริโภคได้อย่างปลอดภัยปราศจากเชื้อโรค

ผศ.ดร. ธิดารัตน์ กล่าวว่า “สิ่งสำคัญสำหรับการนำน้ำมาใช้ในการบริโภคนั้นคือ เรื่องของสารเคมีตกค้าง และเชื้อโรค ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ เมื่อผลิตน้ำเพื่อใช้อุปโภคต้องกำจัดสารเคมีตกค้าง จึงต้องกรองด้วยถ่าน แต่น้ำยังมีจุลินทรีย์หลงเหลืออยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตราย แต่สำหรับน้ำบริโภคจะต้องปราศจากจุลินทรีย์ โดยเฉพาะ E.coli จึงจำเป็นต้องกรองด้วยไส้กรองเซรามิกหรือกระถางดินเผาที่หาได้จากธรรมชาติ

ตัวอย่างน้ำที่เก็บจากในพื้นที่บ้านโป่งลึก-บางกลอย เมื่อผ่านตัวกรอง 3 ชนิด ข้างต้นแล้ว เราพบว่า อาจยังมีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ และ อี.โคไล ในระดับที่ไม่อันตราย เพียง 3 โคโลนี ต่อน้ำ 100 มิลลิลิตร แต่เมื่อน้ำผ่านไส้กรองเซรามิก ซึ่งภายในเนื้อเซรามิกมีรูพรุนขนาดเล็กมากระดับไมโครมิเตอร์ จะสามารถกรองจุลินทรีย์ได้ทั้งหมด จึงค่อนข้างมั่นใจว่าน้ำนั้นสามารถดื่มได้อย่างปลอดภัย”

สำหรับกำลังการผลิตน้ำของชุดกรองน้ำจากวัสดุธรรมชาติขนาดเล็ก เหมาะสำหรับครัวเรือนต้นแบบชุดนี้สามารถผลิตน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคหรือใช้ชำระล้างได้ในอัตราความเร็วที่ 60 ลิตร ต่อชั่วโมง และ 1 ลิตร ต่อชั่วโมง สำหรับน้ำดื่ม

อย่างไรก็ตาม ชุดกรองน้ำด้วยวิธีการแบบง่ายๆ และไม่ยุ่งยากนี้ สามารถนำไปขยายขนาดเพื่อให้มีกำลังผลิตมากขึ้นได้และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกพื้นที่ที่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่ม หรือในพื้นที่ที่มีปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าใช้ เพราะเป็นวิธีการกรองและผลิตน้ำสะอาดตามหลักวิชาการโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าและสามารถใช้วัสดุที่หาได้ในพื้นที่

แผ่นใยไม้อัดปลอดสารพิษ จากเส้นใยผลตาลโตนด

โดย : วศินี จิตภูษา

เส้นใยผลตาลโตนด เป็นวัสดุเหลือทิ้งที่เกิดขึ้นจากการนำผลตาลไปใช้ทำขนมตาล ซึ่งเส้นใยนี้สามารถนำมาใช้เป็นวัสดุสำหรับผลิตแผ่นใยไม้อัดได้ เช่นเดียวกัน ขี้เลื่อยไม้ยางพารา เป็นเศษวัสดุเหลือใช้ที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพาราในภาคใต้ และเป็นวัสดุที่มีมูลค่ามาก ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดที่นำวัสดุที่มีมูลค่าต่างๆ เหล่านี้มาผสมกับแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่มีราคาถูกมาก ให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น หรือใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการนำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตเป็น “แผ่นใยไม้อัดปลอดสารพิษ”

อาจารย์ชาตรี หอมเขียว และทีมวิจัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย ผลิตแผ่นใยไม้อัดปลอดสารพิษจากเส้นใยผลตาลโตนด สามารถนำไปใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้วัสดุปลอดสารพิษ เช่น อุตสาหกรรมผลิตของเล่นไม้สำหรับเด็ก ของเล่นไม้สำหรับเด็กปกติและเด็กพิการทางสายตา เป็นต้น

สำหรับวิธีการผลิตแผ่นใยไม้อัดปลอดสารพิษ นำเส้นใยผลตาลโตนดที่ได้รับจากการแปรรูปขนมตาลในท้องถิ่นคาบสมุทรสทิงพระมาย่อยให้เส้นใยมีขนาดสั้น จากนั้นนำไปผสมกับขี้เลื่อยไม้ยางพาราที่ได้รับจากโรงงานแปรรูปไม้ยางพารา ต่อจากนั้นผสมแป้งมันสำปะหลังกับน้ำเปล่าและคนให้เข้ากัน เมื่อเตรียมวัตถุดิบเสร็จ นำน้ำแป้งมันสำปะหลังที่ได้เทใส่ในส่วนผสมของเส้นใยผลตาลโตนดและขี้เลื่อยไม้ยางพาราที่เตรียมไว้ กวนผสมให้วัตถุดิบต่างๆ คลุกเคล้ากัน นำส่วนผสมต่างๆ เทใส่ในเบ้าหรือแม่พิมพ์ และนำแม่พิมพ์ใส่ในเครื่องอัดร้อน โดยใช้อุณหภูมิประมาณ 190 องศาเซลเซียส และอัดด้วยแรงดัน ประมาณ 2,000 psi เป็นเวลาประมาณ 20-30 นาที เมื่อครบเวลาที่กำหนดนำแม่พิมพ์ออกจากเครื่องอัดร้อน และนำไปเข้าเครื่องอัดเย็น เพื่อระบายความร้อนออกจากชิ้นงาน เมื่อชิ้นงานเย็นจึงนำตัวแผ่นใยไม้อัดออกจากแม่พิมพ์

ลักษณะเด่นของแผ่นใยไม้อัดนี้ผลิตมาจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เส้นใยผลตาลโตนดและขี้เลื่อยไม้ยางพารา ตลอดจนใช้แป้งมันสำปะหลังเป็นตัวประสาน ทำให้แผ่นใยไม้อัดที่ได้นี้ปลอดสารพิษ ซึ่งไม่มีสารเคมีเจือปนเป็นส่วนผสม เมื่อเปรียบเทียบกับแผ่นใยไม้อัดที่จำหน่ายในท้องตลาด ความหนาของไม้อัด ประมาณ 4 มิลลิเมตร, 6 มิลลิเมตร, 9 มิลลิเมตร และ 12 มิลลิเมตร

ผู้ที่สนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์ชาตรี หอมเขียว คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย โทรศัพท์ (081) 599-8927

เครื่องอบข้าวเกรียบฟักทอง ผลงาน มทร. ล้านนา ตาก

โดย : ธงชัย พุ่มพวง

กลุ่มแม่บ้านบ้านหนองกระโห้ หมู่ที่ 7 ตำบลไม้งาม อำเภอเมือง จังหวัดตาก เป็นหมู่บ้านหนึ่งที่มีผลผลิตทางการเกษตรจำนวนมาก ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลให้มีการผลิตสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะข้าวเกรียบฟักทอง หลังจากผ่านกระบวนการทำเป็นแท่งแล้ว จะต้องฝานให้เป็นแผ่นชิ้นบางๆ แล้วนำไปตากแดดให้แห้งสนิท

จากจุดนี้เอง อาจมีปัญหาการตากแดดที่มีแสงแดดไม่แน่นอน โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนที่สมาชิกไม่สามารถนำผลผลิตมาตากแดดได้ ทำให้เกิดเชื้อราเข้าทำลาย ส่งผลถึงการผลิตเสียหาย ผลิตได้ไม่ทันกับความต้องการของตลาด ดังนั้น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีเป้าหมายการผลิตบัณฑิตที่เป็นนักปฏิบัติ เพื่อนำความรู้สู่ชุมชน จึงได้ให้นักศึกษาเข้าไปสำรวจข้อมูลพื้นฐานในชุมชน และหาทางสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ หรือคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ที่มีความจำเป็นต่อการประกอบอาชีพของชุมชน นักศึกษาสาขาวิศวกรรมอุตสาหการ ประกอบด้วย นายคมกฤษณ์ หอมชื่น นายชัยยัน อิ่นแก้ว นายอนุวัฒน์ พลธีระ อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์กานต์ วิรุณพันธ์ อาจารย์ธนารักษ์ สายเปลี่ยน ได้ร่วมกันสร้างตู้อบข้าวเกรียบฟักทอง พร้อมคู่มือการใช้งานให้แก่กลุ่มแม่บ้าน จำนวน 1 เครื่อง ตู้อบ ขนาด 889x640x1,015 มิลลิเมตร ใช้ความร้อนจากแท่งความร้อนที่มีลักษณะเป็นครีบ จำนวน 2 แท่ง ขดเป็นรูปตัวยู ใช้พัดลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 12 นิ้ว สำหรับดูดความร้อนให้หมุนเวียนกระจายทั่วห้องอบ มีอุปกรณ์ในการตรวจวัดและปรับอุณหภูมิ ภายในตู้อบมีตะแกรงเป็นถาดเพื่อวางแผ่นข้าวเกรียบฟักทอง จำนวน 3 ถาด ขนาด 450×500 มิลลิเมตร ทำจากเหล็กกล้าคาร์บอนสำหรับตู้อบตามมาตรฐานของประเทศเยอรมนี

จากการทดสอบ พบว่า ในการอบข้าวเกรียบฟักทอง เพื่อให้ความชื้นหลังการอบแล้ว ไม่เกินร้อยละ 12 โดยน้ำหนักตามมาตรฐาน มก.-ธ.ก.ส. เมื่อใช้เวลาการอบที่ 5.30 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส จะได้ความชื้น ร้อยละ 11.76 ช่วงที่เหมาะสมคือ ใช้เวลาอบ 5.0 ชั่วโมง อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส ก็จะได้ความชื้นเท่ากัน

ปัจจุบันนี้ กลุ่มแม่บ้านหนองกระโห้ สามารถผลิตข้าวเกรียบฟักทองเพิ่มปริมาณได้มากขึ้น ผลิตได้ทันกับความต้องการของตลาด ได้รับการคัดสรรให้เป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์

ปลื้ม กระเช้าสินค้าสหกรณ์ ช่วยคืนความสุขให้สมาชิก

“กระเช้าสินค้ามาตรฐานกรมส่งเสริมสหกรณ์” เป็นกิจกรรมที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำขึ้น โดยคัดสรรสินค้าสหกรณ์ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานและมีความสวยงาม เพื่อให้สมาชิกและผู้บริโภคที่สนใจสินค้าของสหกรณ์นำไปเป็นของขวัญมอบให้กับคนสำคัญ หรือผู้ใหญ่ที่เคารพ

ดร. วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กระเช้าสินค้ามาตรฐานกรมส่งเสริมสหกรณ์ จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อให้ผู้บริโภคที่สนใจได้นำสินค้าที่ดี มีคุณภาพจากสหกรณ์ต่างๆ ทั่วประเทศ จัดเป็นกระเช้าเพื่อส่งมอบความสุขเพื่อเป็นของขวัญมอบให้คนสำคัญหรือผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ

โดยได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปสำรวจข้อมูลของสินค้าสหกรณ์ที่ได้มาตรฐาน หรือสินค้าเด่นของแต่ละสหกรณ์ ตลอดจนให้เจ้าหน้าที่เข้าไปส่งเสริมให้สหกรณ์ผู้ผลิตได้ผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานเร็วที่สุด และคำนึงถึงมาตรฐานและคุณภาพเป็นสำคัญ โดยข้อมูลสินค้าที่เจ้าหน้าที่ได้สำรวจมานั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำ “โบชัวร์สินค้า” เพื่อจะเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่สนใจได้ทราบอีกด้วย

ดร. วิณะโรจน์ กล่าวด้วยว่า ในเมื่อเราซื้อข้าวของที่เกษตรกรรวมกลุ่ม จัดตั้งเป็นสหกรณ์ นำผลผลิตทางการเกษตรเอามาแปรรูป เพิ่มมูลค่า บรรจุหีบห่ออย่างสวยงาม มองแล้วน่าหยิบจับซื้อหาไปฝาก คนกินถูกปาก คนขายถูกใจ สินค้าไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางที่มุ่งแต่กดราคาซื้อให้ถูก แล้วเอามาขายแพง ตัดวงจรให้สั้นลง ดังนั้น วันปีใหม่เลยใช้โอกาส ส่งเสริมขยายช่องทางการตลาดให้กับสมาชิก เชื่อมโยงผู้ผลิต ไปยังกลุ่มผู้บริโภค ให้ประชาชนได้เลือกซื้อสินค้าจัดลงตะกร้า ส่งมอบเป็นของขวัญของฝากไปยังผู้ที่รักนับถือ นี่แหละถึงจะเป็นการคืนความสุขอย่างแท้จริง

“กระเช้าของขวัญปีใหม่ คืนความสุขให้ประชาด้วยสินค้าสหกรณ์ จัดมาตั้งแต่ ปี 2546-2559 แต่ละปีสามารถสร้างรายได้กลับคืนสมาชิกสหกรณ์ 1,200,000-1,300,000 บาท เพื่อขยายช่องทางการขายผลผลิตให้กับชาวบ้าน ปีนี้สหกรณ์ได้ชวนกรมหม่อนไหมเข้าร่วมด้วย เพื่อนำผ้าไหม น้ำหม่อน แยมหม่อน มาร่วมโครงการ” ดร. วิณะโรจน์ กล่าว

ดร. วิณะโรจน์ กล่าวถึงผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดจำหน่ายด้วยว่า ล้วนคัดสรรจากหลายๆ แหล่ง ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะคัดสรรเอาเฉพาะสินค้าคุณภาพ ทั้งอุปโภค บริโภค ซึ่งปีนี้มุ่งเน้นสินค้าสุขภาพ ของกินเล่น อาทิ ข้าวหอมมะลิ ข้าวอินทรีย์ หมูเค็ม ปลาหย็อง ข้าวพอง ลูกหยี บร็อกโคลี่ หมี่กรอบ อีกมากมายสารพัด รวมทั้งของใช้เครื่องเบญจรงค์ กล่องทิชชู หมอนรองคอ ผ้าไหม มารวมไว้ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ หรือถ้าไม่สะดวกเดินทางมาเลือกด้วยตัวเอง สามารถเข้ามาเลือกชมได้ ที่ http://www.cpd.go.th

ราคามีตั้งแต่หลักร้อย ถึงหลักพันบาท ส่วนสินค้าที่นำมาจัดกระเช้า ยังสามารถเช็กได้อีกว่า มาจากไหน มีสถานที่ติดต่อ เรียกว่าเอาไปฝากช่วงปีใหม่แล้ว ผู้หลักผู้ใหญ่ติดอกติดใจขึ้นมา สั่งซื้อกันใหม่ได้ตามแหล่งผลิตที่แจ้งไว้ ยิ่งไปกว่านั้น หากสั่งซื้อสินค้ามูลค่า ตั้งแต่ 5,000 บาท ขึ้นไป ส่งฟรีในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ไม่เพียงแค่นี้ องค์การสะพานปลา นำอาหารทะเลแปรรูป มาจัดชุดผลิตภัณฑ์ ใส่กล่องผ้าไหม บรรจุด้วย น้ำพริกแบรนด์ FMO จำนวน 4 กระปุก เมี่ยงสายไหม ปลาสายไหมอบกรอบ กับชุดลังไม้สน ที่บรรจุด้วย น้ำพริกแบรนด์ FMO จำนวน 2 กระปุก กะปิ 1 กระปุก ปลาสายไหมอบกรอบ ปลาจิ้งจัง สนใจเข้าไปดูได้ที่ http://www.facebook.com/FMOProduct หรือโทรศัพท์ (02) 211-7300 ต่อ 850 ผลิตภัณฑ์ดีๆ ราคาย่อมเยา มีให้เลือกจนถึง วันที่ 15 มกราคม 2559 นี้ จะรับเป็นชิ้น หรือจัดเป็นชุดได้ทั้งนั้น

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s