ชาวประโคนชัย บุรีรัมย์ ฟื้น…ภูมิปัญญาทำข้าวฮาง ส่งขายห้างดัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05104150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชาวประโคนชัย บุรีรัมย์ ฟื้น…ภูมิปัญญาทำข้าวฮาง ส่งขายห้างดัง

ตอนนี้ถ้าเอ่ยถึงจังหวัดบุรีรัมย์แล้ว ความฮ็อตร้อนแรงน่าจะโฟกัสไปที่ทีมปราสาทสายฟ้า หรือสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัด รวมถึงประเทศไทยด้วย จึงทำให้บรรดาเหล่าสาวกกองเชียร์ที่เป็นแฟนคลับ รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างหลั่งไหลมายังบุรีรัมย์กันอย่างคึกคัก ถือเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในท้องถิ่น

ความจริงแล้วบุรีรัมย์เป็นจังหวัดเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์หลายด้านที่น่าสนใจ มีสถานที่เที่ยวสำคัญหลายแห่ง แต่สถานที่สำคัญซึ่งเมื่อเดินทางมาแล้วจะต้องไม่พลาดนั่นคือ ปราสาทเขาพนมรุ้ง

อย่างไรก็ตาม การทำเกษตรกรรมของชาวบ้านจังหวัดบุรีรัมย์อาจได้เปรียบทางโครงสร้างธรรมชาติ โดยเฉพาะบางแห่งมีประวัติเคยเกิดภูเขาไฟขึ้น แล้วผลพวงของการสะสมโดยอินทรียวัตถุที่ยาวนานมานับพันปี จึงทำให้ดินมีคุณภาพ เพาะปลูกพืชชนิดใดก็สมบูรณ์ดี

“ข้าวฮาง” เป็นกรรมวิธีการผลิตข้าวสารแปรรูป ซึ่งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวไทยอีสาน ด้วยการนำข้าวเปลือกมาแช่น้ำไว้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการงอกของข้าว จะทำให้ผลิตสารชนิดหนึ่งขึ้นมาคือ สาร GABA (กาบา) จากเปลือกข้าวซึมเข้าไปในเมล็ด แล้วจึงนำมานึ่ง เพื่อจัดเก็บสารอาหารที่มีประโยชน์ให้คงไว้ จากนั้นจึงนำข้าวเปลือกไปตากให้แห้ง และนำไปสีโดยเครื่องสีข้าวกะเทาะเปลือก

ภายหลังจากมีการนำเทคโนโลยีเครื่องสีข้าวมาใช้ แล้วยังรวมถึงการผลิตข้าวเข้าสู่รูปแบบธุรกิจมากขึ้นจึงทำให้ชาวบ้านจำนวนมากละเลยที่จะนำกรรมวิธีการทำข้าวฮางแบบโบราณมาใช้

คุณอำนวย สลับเพชร อยู่บ้านเลขที่ 36 หมู่ที่ 7 บ้านหนองบัวลาย ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานกลุ่ม “วิสาหกิจชุมชนข้าวหอมมะลิข้าวฮางภูเขาไฟ” และนับเป็นกลุ่มแรกที่รื้อฟื้นการทำข้าวฮางที่เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวบ้านขึ้น

การนำวิธีแปรรูปข้าวฮางของคุณอำนวยกลับมาทำอีกครั้ง เกิดขึ้นเมื่อคราวที่เธอประสบปัญหานำข้าวสารใส่ถุงไปขายบนเขาพนมรุ้งร่วมกับของที่ระลึกอื่น แต่เนื่องจากการแพ็กถุงยังขาดมาตรฐานดีพอจึงทำให้ข้าวเกิดความชื้นเป็นขุยขึ้นรา ดังนั้น เธอจึงได้นำวิธีทำข้าวฮางจากในสมัยเด็กมาทดลองทำในครอบครัว

ในบางคราวหากพอมีเหลือจะแบ่งไปขายที่ร้านโดยใช้เครื่องซีลขนาดเล็ก ใช้ซีลถุงข้าวให้เป็นสุญญากาศเพื่อป้องกันเชื้อรา วางขายถุงละ 1 กิโลกรัม ราคา 100 บาท ถ้าซื้อ 3 ถุง ขาย 280 บาท ก็ขายได้ดีเหมือนกัน แล้วค่อยๆ ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น

“เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงมองเห็นลู่ทางสร้างรายได้ แล้วได้รวบรวมญาติพี่น้องในละแวกนั้น จำนวน 17 คน เพื่อไปจดเป็นวิสาหกิจชุมชน แล้วทยอยนำความรู้มาถ่ายทอดให้กับเพื่อนบ้านคนอื่นอีกหลายคน จนกระทั่งในปัจจุบันมีสมาชิกทั้งสิ้น 36 คน มีพื้นที่ปลูกข้าวร่วมพันไร่”

คุณอำนวยพร้อมสมาชิกรุ่นแรกเริ่มทำข้าวฮางครั้งแรก ปี 2552 ตอนที่ทำครั้งแรกยังไม่มีความชำนาญและทักษะเท่าไร จึงทำให้ต้องใช้ข้าวเพื่อลองผิด-ถูกไปกว่า 7 ตัน เพื่อปรับปรุงแก้ไข จนกระทั่งเข้าที่ ส่วนข้าวที่ใช้ไม่ได้นั้นได้นำไปทำปุ๋ยหมักแทน ทั้งนี้ เพิ่งมาปรับสูตรและวิธีทำให้เข้าที่ได้เมื่อราว 2 ปี ที่ผ่านมา

ประธานกลุ่มให้รายละเอียดการทำข้าวฮางว่า ต้องเริ่มจากการนำข้าวเปลือกพันธุ์หอมมะลิ 105 เป็นข้าวนาปีที่ชาวบ้านปลูกกันเป็นประจำ มาร่อนแล้วทำความสะอาดด้วยการล้าง แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน ทั้งนี้ เหตุผลของการแช่ค้างคืนเพื่อปล่อยให้มีกระบวนการงอกเป็นการให้สารอาหารจากเปลือกส่งผ่านเข้าสู่เมล็ดข้าวได้เต็มที่ พอรุ่งเช้ามาให้สะเด็ดน้ำก่อนแล้วล้างออกอีกครั้ง

จากนั้นปล่อยให้สะเด็ดน้ำอีกครั้งแล้วจึงนำไปนึ่ง ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมง จากนั้นให้นำมาผึ่งแดดไว้ 1 แดด เพื่อให้เปลือกแห้ง แล้วนำไปผึ่งในร่มอีก 10 วัน ขณะนั้นต้องหมั่นเกลี่ยไป-มา เพื่อให้เมล็ดแห้งทั่วถึง แล้วจึงนำมากะเทาะเปลือก เก็บกาก ใส่ตะแกรงตากแดดอีก 2 ชั่วโมง เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อ แล้วพักทิ้งไว้สัก 1 คืน เพื่อให้เย็น จึงจัดการแพ็กสุญญากาศ และทั้งหมดทุกขั้นตอนถือว่าเป็นกรรมวิธีการทำข้าวฮางตามแบบฉบับภูมิปัญญาคนโบราณอย่างแท้จริง

ด้วยจำนวนสมาชิกในกลุ่มที่มีอยู่ 36 คน และมีหม้อนึ่งจำนวน 2 ใบ ดังนั้น ใน 1 วัน สมาชิกได้ตกลงจัดตารางทำข้าวฮางวันละ 2 คน แต่ละคนจะแช่ข้าว จำนวน 3 กระสอบ หรือ 240 กิโลกรัม และถ้าทำวันละ 2 คน จะได้จำนวนข้าวเกือบ 500 กิโลกรัม ต่อวัน จะนึ่งจากเช้าไปจนเที่ยง แล้วจัดการทำไปตามขั้นตอนจนเสร็จ

“พอวันรุ่งขึ้นสมาชิกอีก 2 คนต่อไป ก็จะทำเหมือนกัน แล้วทยอยทำทุกวันเช่นนี้ไปจนครบจำนวนสมาชิก 36 คน แล้วจึงวนกลับมารอบใหม่ ลักษณะการทำเช่นนี้จึงมีจำนวนและปริมาณข้าวฮางเพียงพอแก่การจำหน่าย เพราะจะต้องสต๊อกข้าวเปลือกไว้ทำข้าวฮาง ปีละไม่ต่ำกว่า 50 ตัน”

ในปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนข้าวหอมมะลิข้าวฮางภูเขาไฟ ผลิตข้าวฮางภายใต้ชื่อ “Barai” ไว้จำหน่ายด้วยกันทั้งสิ้นที่ 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ข้าวหอมแดง ข้าวหอมทอง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวหอมจันทร์ โดยกำหนดราคาขาย ถ้าหอมมะลิอินทรีย์ กิโลกรัมละ 90 บาท ข้าวไรซ์เบอร์รี่ กิโลกรัมละ 170 บาท ข้าวหอมทอง ข้าวหอมแดง และข้าวหอมจันทร์ ขายกิโลกรัมละ 150 บาท

สำหรับแหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวฮางของกลุ่ม คุณอำนวย เผยว่า ตอนแรกวางจำหน่ายอยู่ที่กลุ่มเพียงแห่งเดียว ต่อมาได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากภาคราชการจนได้มีโอกาสนำไปวางขายที่ห้างโรบินสัน กระทั่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจึงขยายไปวางขายที่ห้างท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ในเวลาต่อมา

ส่วนแรงบันดาลใจที่ทำให้ชาวบ้านหันกลับมาใช้ภูมิปัญญาการแปรรูปเป็นข้าวฮางอีกครั้งนั้น ประธานกลุ่มชี้ว่า อาจเป็นเพราะพื้นที่บริเวณหมู่บ้านแห่งนี้ในอดีตนับพันปีเคยเป็นภูเขาไฟ จึงทำให้ดินมีคุณภาพสูง เหมาะกับการปลูกข้าวอินทรีย์ และความได้เปรียบทางธรรมชาติเช่นนี้จึงเป็นจุดเด่นของข้าวฮาง ที่เป็นแหล่งสะสมของคุณค่าทางโภชนาการสูง แล้วได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น

“อยากให้ท่านผู้อ่านช่วยกันอุดหนุนผลิตภัณฑ์ข้าวฮาง เพราะไม่เพียงจะมีประโยชน์มากมายกับสุขภาพของท่านแล้ว ยังสามารถช่วยให้สมาชิกในกลุ่มและชาวบ้านที่อื่นได้มีงานทำกันมากขึ้น ทำให้มีรายได้กระจายสู่ชนบทมากขึ้นอีกด้วย” คุณอำนวย กล่าวทิ้งท้าย

สนใจสั่งซื้อหรือเป็นผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวฮาง ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวหอมมะลิข้าวฮางภูเขาไฟ ติดต่อโดยตรงได้ที่ คุณอำนวย สลับเพชร โทรศัพท์ (082) 145-8737

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s