สงคราม ที่ไร้เสียงปืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

สงคราม ที่ไร้เสียงปืน

ลืมตาตื่นในยามเช้าที่สายหมอกเอื่อยไหลอยู่เหนือแม่น้ำเมย ครั้นผินหน้าไปอีกฟากฝั่งก็เห็นเหมยหมอกรอบเรี่ยเทือกทิวเขา ชวนให้นึกถึงดินแดนในความฝัน อากาศใสสดชื่นด้วยกลิ่นของป่าและสายน้ำ อารมณ์เอิบอิ่มสงบงาม หากว่า…ณ ที่แห่งนี้ จะไม่มีเสียงปืนและการสู้รบเกิดขึ้นอีกต่อไป

จากจุดใดจุดหนึ่งของฝั่งเมยเราข้ามเรือไปเพียงไม่นานนาทีก็ถึงอีกฝั่งที่แตกต่างไปจากฝั่งไทยโดยสิ้นเชิง เป็นฝั่งแผ่นดินที่ผู้คนฝังตัวเองไว้กับการต่อสู้เพื่อแผ่นดินเกิดและชาติพันธุ์ ต่อเนื่องนานมาถึงวันนี้ร่วม 67 ปี นับแต่ผู้นำคนแรกของพวกเขาประกาศกร้าวต่อกรไม่ยอมจำนนภายใต้อำนาจรัฐบาลพม่า

ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชนชาติกะเหรี่ยงนั้น มีผู้รู้เขียนถึงไว้แล้วมากมาย ฉันขอกล่าวถึงอย่างย่อ เริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 เมื่อสันนิบาตเสรีชนต่อต้านเผด็จการฟาสซิสต์ (Anti-Fascism of People Freedom League-AFPFL) นำโดย นายพล ออง ซาน ร่วมกับองค์กรการเมืองของกะเหรี่ยง คือ KCO (the Karen Central Organization) ภายใต้การนำของ ซอว์ บา อู จี (Saw Ba U Gyi) เรียกร้องอิสรภาพคืนจากอังกฤษเจ้าอาณานิคม

แต่ต่อมา AFPFL ปฏิเสธที่จะให้กะเหรี่ยงแยกเป็นรัฐอิสระ ทำให้องค์กรกะเหรี่ยงแตกแยกทางความคิด กลุ่มหนึ่งยังคงร่วมมือกับ AFPFL อีกกลุ่มคือ KNU หรือ the Karen National Union แยกตัวออกมาต่อสู้ตามวิถีทางการใช้กำลัง พร้อมทั้งรวบรวมและจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ โดยใช้ชื่อว่า KNDO (the Karen National Defense Organization) โดยมี ซอว์ บา อู จี เป็นผู้นำ ซึ่งมีเป้าหมายและอุดมการณ์ทางการเมืองที่ชัดเจนคือ การมีรัฐอิสระเป็นของตนเอง และไม่ขึ้นกับอำนาจการบริหารปกครองของชาวพม่า

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2491 ซึ่งกะเหรี่ยงถือว่าเป็นวันชาติของเขา และยึดถือ ซอว์ บา อู จี เป็นบิดาแห่งการปฏิวัติ นับแต่นั้นมา

ในลานกว้างที่ใช้จัดงานครบรอบ 67 ปี การปฏิวัติ คึกคักคลาคล่ำไปด้วยผู้คนตั้งแต่ย่ำค่ำของวันสุกดิบ มีเวทีขนาดใหญ่แพรวพราวไปด้วยแสงสี คืนนี้จะมีการแสดงดนตรีของวงหนุ่มสาวรุ่นใหม่ นอกจากเวทีกลางยังมีเวทีย่อยตั้งห่างออกไป นัยว่าเป็นเวทีสำหรับการแสดงพื้นบ้านของกลุ่มต่างๆ จะว่าไปแล้ว ผู้นำ KNU ยุคนี้ มีวิสัยทัศน์กว้างไกลไม่น้อยเลยทีเดียว ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่นของเผ่าพันธุ์ พร้อมกับสนับสนุนสิ่งใหม่ๆ

นอกจากดนตรีและการแสดงบนเวที ยังมีซุ้มขายของและขายอาหารไว้บริการผู้คนที่มาร่วมงาน ส่วนในบริเวณเดียวกับเวทีใหญ่มีซุ้มนิทรรศการความเป็นมาของการปฏิวัติ มีภาพผู้นำและทหารคนสำคัญ เป็นซุ้มนิทรรศการซึ่งชาวกะเหรี่ยงจากที่ต่างๆ ที่มาร่วมงานให้ความสนใจกันมาก

สำหรับฉันแล้วงานกลางคืนก็สนุกสนานตื่นตาตื่นใจพอควร แต่ที่ทำให้ขนลุกกับอุดมการณ์เพื่อแผ่นดินของชาวกะเหรี่ยง คงจะเป็นพิธีกรรมช่วงเช้า ซึ่งมีการสวนสนามของเหล่าทหาร การตรวจแถวทหารของผู้นำ และการปราศรัยที่เริ่มจากประธานสหภาพกะเหรี่ยง ตามด้วย พลเอก บ่อ จอ แฮ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่กำลังขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดในอีกไม่นานนี้ ฉันประทับใจหลายถ้อยความของเขาที่ปราศรัยออกมาจากใจ โดยไม่มีกระดาษในมือแม้แต่แผ่นเดียว

ฉันจดบางถ้อยความของคำปราศรัยจากการแปลของพี่น้องกะเหรี่ยงที่พูดไทยได้ จดเท่าที่ความเร็วของมือจะทำได้

“สหภาพ KNU มีเป้าหมายชัดเจนในการปกครอง นั่นคือ ความเท่าเทียมและสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่ตอนนี้เรายังไปไม่ถึงเป้าหมาย เราต้องยืนหยัดและเตรียมตัวเพื่อให้สิ่งที่ประชาชนต้องการบรรลุผล หัวใจของการเป็นอยู่ของชาวกะเหรี่ยงจะอยู่ในหัวใจของเราทุกคน

การปฏิวัติไม่ใช่เรื่องที่จะทำสำเร็จในระยะเวลาสั้นๆ แต่มันยาวนานมาก ชาวบ้านเราสูญเสียชีวิตและน้ำตาไปจำนวนมาก แต่เราก็ยังไม่ถึงเส้นชัย เราต้องจับมือกันเพื่อให้ถึงเป้าหมาย 67 ปี ยังไม่สิ้นสุดแค่นี้ ความไม่เข้าใจกันทำให้เรารบกันเอง คนที่มองเราอยู่ก็จะไม่เคารพเรา เราจะรบในกรอบที่ถูกต้อง ในฐานะทหารเรามีหน้าที่ป้องกันประชาชนของเรา มีอาวุธอยู่ในมือสามารถใช้มันได้ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา แต่ในฐานะที่เราถืออาวุธ เราต้องคิดว่าจะใช้เพื่อปกป้องประชาชนยังไง เราไม่ได้ใช้อาวุธเพื่อเข่นฆ่าใครอย่างไร้เหตุผล ขอให้ทุกคนเคารพในศักดิ์ศรีของตัวเองและเคารพในคนอื่น ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี เพื่อสหภาพของเรา

ตอนนี้เสียงปืนอาจจะสงบลง แต่สงครามยังไม่สิ้นสุด สงครามยังมีในรูปแบบอื่นๆ นี่คือ สิ่งที่เรากังวล”

คำปราศรัยยังมีอีกมาก ฉันจดอย่างไม่ปะติดปะต่อเท่าที่ตัวเองทำได้ และเลือกจดบางถ้อยความที่ตรึงใจ ฟังไปก็นึกถึงขุนทหารผู้นำของเราไป

แล้วก็นึกถึงคำที่ว่า สงครามยังไม่จบ แต่มันมาในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะกะเหรี่ยงหรือกลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่งเท่าที่กำลังเผชิญ ทว่าเราทุกคนในอุษาคเนย์นี่แหละที่ต้องรับมือกับมัน

สงคราม ไม่เคยมี คำว่า ครั้งสุดท้าย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s