ผักข้างบ้าน ของลุงป่วน-ป้าจรรยา ชื่นบาน ที่ภูเก็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05036010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

ผักข้างบ้าน ของลุงป่วน-ป้าจรรยา ชื่นบาน ที่ภูเก็ต

ความคิดที่จะปลูกผักกินเองหลังบ้านจริงแล้วอยู่ในสมองของหลายๆคน โดยเฉพาะคนที่เติบโตจากสังคมชนบทแล้วมาศึกษาและประกอบอาชีพในเมือง บางคนเมื่อเกษียณตัวเองแล้วกลับบ้านนอกจึงมีโอกาสทำ แต่บางคนที่ลงหลักปักฐานในเมืองแล้วยากที่จะกลับไปอีกโอกาสจะปลูกผักในเมืองกินเองก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี เวลาของคนหลังเกษียณมีมาก แต่กำลังความคิดอาจถดถอยเหนื่อยล้า ส่วนสถานที่ไม่ใช่เป็นอุปสรรคเพราะมีรูปแบบต่างๆมากมายตามที่เคยนำเสนอ

มีโอกาสได้ไปภูเก็ตที่ผ่านมา เห็นภูเก็ตเปลี่ยนแปลงไปทุกๆครั้งที่มาเยือน คนท้องถิ่นจริงๆมีไม่มากเท่าไหร่นอกนั้นจะเป็นคนจากภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสานและภาคใต้เองหลั่งไหลกันมาประกอบอาชีพที่ภูเก็ต รวมถึงชาวต่างชาติประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคนี้มีมากมายจริงๆ จนต้องมีป้ายเป็นภาษานั้นๆตามจุดต่างๆ ที่เห็นตั้งแต่เมื่อ 5 ปีก่อน โดยเฉพาะชาวพม่า ผมพูดกับเพื่อนชาวภูเก็ตว่า ชาวพม่าที่อยู่ในภูเก็ตวันนี้มีมากกว่าพม่าที่ยกมาตีเมืองถลาง คราวสงคราม 9 ทัพเสียอีก เพราะภูเก็ตมีการจ้างงานมากและค่าครองชีพก็สูงกว่าที่อื่น กับข้าวใส่ถุงขายสนนราคาถุงละ 50 บาทเป็นอย่างต่ำ แต่ในกรุงเทพฯเองกับข้าวถุงราคาถุงละ 20 บาท ยังพอหาได้บ้าง ถ้ารู้จักเสาะหา

เพื่อนฝูงพอทราบข่าวว่ามาเยือนก็ช่วยแนะนำและช่วยพาไปทำข่าวกันถึงที่ จึงทำให้มีโอกาสนำเรื่องราวมาเสนอ ลุงป่วนกับป้าจรรยา ชื่นบาน อยู่ที่หมู่บ้านอิรวดี ซอยนานาชาติ ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต โทรศัพท์ (083) 107-4289 ปลูกผักบนเนื้อที่เกือบ 100 ตารางวาข้างบ้าน ลุงป่วนเดิมเป็นช่างของแผนกถลุงแร่ของบริษัททำเหมืองแร่ขนาดใหญ่ในภูเก็ต ทำงานเกี่ยวกับเหมืองแร่จนเกษียณมาเมื่อปี 2543 หลังจากนั้นได้เปิดร้านอาหารเมื่ออายุมากขึ้นก็เลิกรา แต่ด้วยความเป็นคนขยันไม่อยู่ว่างจึงคิดที่จะปลูกผักกินเองดูเผินๆก็เป็นแค่พื้นที่ปลูกผักกินเองธรรมดา แต่พอเข้าไปสัมผัสจริงๆ ผมได้ไอเดีย 3 อย่างจากลุงป่วนซึ่งผมจะเอามาปรับใช้ที่สวนผักข้างบ้านของผมบ้าง

ค้างมีชีวิต

ลุงป่วนปลูกต้นมะรุมลงไปตรงตำแหน่งที่ต้องการแล้วก็รดน้ำใส่ปุ๋ยจนต้นมะรุมเจริญเติบโตเต็มที่โดยจะมีลำต้นเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 นิ้ว ก็จะตัดยอดด้านบนออกให้มีความสูงเหนือดินประมาณ 150-160 เซนติเมตร หรือแล้วแต่ความต้องการ นำไม้ไผ่มาพาดโดยใช้เชือกรัดเพื่อไม่เป็นการรังแกต้นไม้เกินไปก็ควรขยายเชือกปีละครั้งเพราะขนาดของต้นจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ระยะที่ปลูกของลุงป่วนยาว 3 เมตร โดยใช้ไม้ไผ่ 2 ลำ ห่างกันประมาณ 20 เซนติเมตร เมื่อปลูกฟักแฝงหรือต้นไม้เลื้อยอื่นๆ ก็จะใช้ไม้ไผ่ผ่าซีกปักให้เลื้อยขึ้นมาอีกที ส่วนยอดของต้นมะรุมที่แตกยอดอ่อนออกมาเรื่อยๆ ก็ถูกเด็ดออกไปตลอดเวลา กลายเป็นพืชผักเด็ดยอดอีกชนิดหนึ่งที่สามารถนำไปกินหรือจำหน่ายได้อีก ไม่เหมือนเสาปูนหรือเสาไม้ที่นำมาทำค้างนอกจากเสียพื้นที่แล้วยังต้องเสียเงินซื้ออีก บางครั้งใช้ประโยชน์ไปนานๆก็จะต้องซ่อมแซมอีกต่างหาก ส่วนค้างมีชีวิตนอกจากไม่เสียเงินซื้อแล้วยังเพิ่มรายได้อีก

นวัตกรรมชาวบ้าน

เนื่องจากค้างมีชีวิตแล้วผมยังมีโอกาสเห็นสิ่งประดิษฐ์ของลุงป่วนอีกชิ้นหนึ่งคือซาแรนเคลื่อนที่ ลุงป่วนบอกว่า “ลุงอายุมากแล้วและทำงานคนเดียว ไม่สามารถใช้เครื่องมืออะไรได้ นอกจากเครื่องมือที่ต้องใช้มือช่วยเท่านั้น ภาคใต้เมื่อถึงคราวมีแดดก็ค่อนข้างแรงมาก บางครั้งผักที่ย้ายกล้ามาปลูกก็เหี่ยวเฉาเมื่อเจอแดด ถ้าจะเอาเสามาฝังเพื่อกางซาแรนก็จะเกะกะพื้นที่ในการทำงาน จึงคิดทำเครื่องกำบังแดดที่มีน้ำหนักเบาที่สามารถทำได้คนเดียว ด้วยการเอาท่อพลาสติกที่เป็นท่อประปามาต่อเป็นรูปตัวยูให้สูงประมาณ 1.5 เซนติเมตรส่วนความกว้างเท่ากับแปลงผัก ทำตามจำนวนที่เราต้องการ แต่ท่อประปาไม่สามารถปักลงไปในดินได้ จึงต้องใช้เหล็ก 4 หุนยาวประมาณ 80 เซนติเมตรปักเป็นขาแทน โดยกดลงไปในดินประมาณครึ่งหนึ่งแล้วจึงสวมท่อประปาที่ทำไว้ลงไปจะเห็นว่าท่อประปาที่เป็นเสาตัวยูจะสามารถคงตัวอยู่ได้อย่างแข็งแรงพอสมควร”

ส่วนซาแรนที่ใช้ก็จะเย็บติดกับโครงไม้ไผ่ที่มีน้ำหนักเบาสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย มาวางบนขาที่เป็นท่อประปาได้พอเหมาะ วิธีนี้จะมีข้อจำกัดกับบริเวณที่มีลมแรงแต่สำหรับที่ของลุงป่วนไม่มีปัญหาในเรื่องนี้เนื่องจากบริเวณรอบข้างมีบ้านบังลมไว้ทั้งสองด้าน การพรางแสงแบบนี้ลุงป่วนบอกเราว่าใช้ 2 กรณี คือการย้ายเบี้ยมาปลูกใหม่ซึ่งจะพรางแสงแค่ 3-5 วันเท่านั้น ส่วนอีกกรณีหนึ่งคือ ใช้พรางแสงในฤดูแล้งที่แสงแดดจ้ามากโดยเฉพาะในช่วงเที่ยงถึงแม้จะเป็นผักที่โตแล้วก็ตามทำให้ผักเหี่ยวเฉาได้ง่ายและอีกอย่างหนึ่งเป็นการประหยัดน้ำไปในตัวด้วยเพราะหน้าแล้งภูเก็ตมักจะมีปัญหาเรื่องน้ำเสมอ ซาแรนเคลื่อนที่นี้เมื่อเอาออกไปพื้นที่ก็จะโล่งไม่มีอะไรมาเกะกะ ซาแรนเคลื่อนที่ที่ทำไว้จะมี 2 ระดับความสูงคือขนาดความสูงประมาณ 1 ฟุตจะไว้ใช้สำหรับเบี้ยที่ย้ายมา ส่วนความสูง 150 เซนติเมตรใช้สำหรับผักที่โตแล้วแต่ต้องการพรางแสงเพราะร้อนเกินไป โดยเฉพาะในหน้าร้อนที่ผ่านมาซึ่งร้อนมากผิดปกติหนำซ้ำยังแล้งมากอีกด้วย ในจังหวัดภูเก็ตในช่วงหน้าร้อนทุกปีจะขาดแคลนน้ำ ชาวบ้านมักจะซื้อน้ำจากรถน้ำเอกชนซึ่งมีการขายอย่างเป็นล่ำเป็นสันในช่วงแล้ง

ร่มสุริยันกรรแสง

สำหรับคนเมืองที่อยู่แต่ในห้องปรับอากาศหรือในที่ร่ม การทำงานกลางแดดซึ่งต้องใช้เวลานานเพราะความไม่ถนัดและเรี่ยวแรงไม่เหมือนกับคนทำงานภาคเกษตรตั้งแต่เด็กๆ ปัญหาเรื่องแดดสำคัญมากเพราะสู้ความร้อนไม่ไหวผมเคยใช้ร่มแม่ค้าขนาดใหญ่บังเวลาทำงานกลางแจ้ง ตอนแรกๆก็ดี พอตอนขยับไปเรื่อยๆก็จะเป็นต้องขยับร่มตามก็มีปัญหาเพราะมันวุ่นวายพอสมควร บางครั้งมีปัญหาเรื่องลมจนต้องเปลี่ยนเอาร่มกันฝนธรรมดานี่แหละมามัดติดตัวไว้ พอก้มๆเงยๆดันหลุดขึ้นมาอีกวุ่นวายไม่ได้งาน มัวแต่สาละวนกับร่มกันแดด

ลุงป่วนเอาท่อพีวีซีขนาด 6 หุนมาต่อเป็นที่สวมบ่าทั้งสองข้าง ส่วนข้องอที่รับกับไหล่ใช้ข้องอของพลาสติกที่ใช้ร้อยท่อสายไฟฟ้าเนื่องจากโค้งเข้ารับกับไหล่มากกว่า ส่วนด้านหลังต่อไว้สำหรับเสียบก้านร่ม และจะมีเข็มขัดร้อยมารัดไว้ด้านหน้าเพื่อให้เกิดความสมดุลไม่หลุดง่าย (ดูตามภาพจะเข้าใจง่ายกว่า)เราก็จะได้ร่มสุริยันกรรแสงมา 1 คัน เพราะไม่ว่าจะก้มจะเงยอย่างไรแสงแดดก็ไม่โดนเรา ทีนี้จะทำงานกลางแดดก็ทำไปไม่ต้องทนร้อนอีก

เรื่องการขายผัก ป้าเตี๊ยนหรือป้าจรรยาบอกว่า ไม่ได้ขายทุกวันถ้าผักโตมีเพียงพอที่จะตัดกำได้ก็จะตัดผักขายโดยมัดเป็นกำๆใส่เข่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์คู่ใจขี่ขายอยู่ในบริเวณใกล้บ้านตอนบ่ายแก่ๆแดดร่มลมตก พักเดียวไม่ทันมืดผัก 1 เข่งก็ขายหมด เพราะกำขายกำละ 10 บาทราคานี้ส่งถึงหน้าบ้าน ถูกกว่าในตลาดสดและห้างสรรพสินค้ามาก การขายของป้าเตี๊ยนเน้นการแบ่งกันกินมากกว่า เพราะผักมีจำนวนมากกว่าที่จะกินหมด ไม่ได้หวังรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่มีความสุขที่ได้แบ่งผักปลอดภัยที่ไม่ได้ฉีดยาเคมีให้กับเพื่อนบ้าน เสียดายที่ไปสัมภาษณ์วันนั้นไม่มีผักพอที่จะตัดขาย เพราะเพิ่งรื้อแปลงปลูกใหม่เลยทำให้ไม่มีภาพมาฝากผู้อ่าน

ด้วยวัย 76 ปีของลุงป่วนชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีคุณภาพ อยู่กับคู่ชีวิตที่ร่วมทางกันมาอย่างยาวนาน ทำให้อดนึกถึงอนาคตของประเทศไทยที่อีกไม่กี่ปีก็จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุคือมีจำนวนผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปี เกินกว่าร้อยละ 10-20 ของพลเมืองทั้งประเทศถ้าเรามีผู้สูงวัยหรือทางการให้เรียกว่า ชช. หรือผู้เชี่ยวชาญชีวิตที่มีคุณภาพตามวิถีที่ควรจะเป็นได้ของแต่ละคน ชีวิตของผู้สูงวัยก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่จะฉุดดึงประเทศชาติให้อยู่กับที่ แต่จะช่วยเป็นรากฐานที่มั่นคงให้กับประเทศมากกว่า

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s