เทคนิค การขยายพันธุ์มะนาวด้วยวิธีตอนกิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05077150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

หมอเกษตร ทองกวาว

เทคนิค การขยายพันธุ์มะนาวด้วยวิธีตอนกิ่ง

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมปลูกมะนาวไว้ในสวนหลังบ้าน ขณะนี้ต้นมีขนาดใหญ่ขึ้น และกิ่งก้านกำลังงาม ผมอยากลองขยายพันธุ์ด้วยวิธีตอนกิ่ง แต่ก็ยังไม่กล้าเพราะไม่เคยทำมาก่อน ครั้นจะลงมือเลยก็กลัวเสียการ ผมจึงเขียน จ.ม. มาขอคำปรึกษาจากคุณหมอเกษตร ได้กรุณาอธิบายขั้นตอนอย่างง่ายๆ ให้ด้วยครับ ขอขอบคุณ

ด้วยความนับถืออย่างสูง

ประพาส วงศ์ไพศาล

เลขที่ 135/8 หมู่ที่ 12 ตำบลลำลูกบัว อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม 75150

ตอบ คุณประพาส วงศ์ไพศาล

เทคนิค วิธีการตอนมะนาว ทำได้ไม่ยากครับ เริ่มจากเลือกกิ่งพันธุ์มะนาวพันธุ์ดี ไม่แก่และไม่อ่อนจนเกินไป หรือถึงแม้เป็นกิ่งที่ยังมีเปลือกสีเขียวอยู่แต่สมบูรณ์ดีก็ใช้ได้ แถมยังงอกรากได้ดี ควรมีความยาว ประมาณ 50-60 เซนติเมตร ขึ้นไป วัดเส้นรอบวงได้ 2.0-2.5 เซนติเมตร หรือมีขนาดใกล้เคียงกับดินสอดำ เลือกตำแหน่งที่จะควั่น ให้ห่างจากต้นแม่ หรือกิ่งหลัก 8.0-10.0 เซนติเมตร เพื่อสะดวกขณะควั่นกิ่ง เลือกกิ่งและตำแหน่งที่เหมาะสมได้แล้วจึงควั่นรอบกิ่ง 2 รอบ ห่างกัน 2.0 เซนติเมตร ไม่จำเป็นต้องควั่นที่ตาใบหรือข้อต่อ จากนั้นลอกเปลือกออกพร้อมกับขูดเมือกเหนียวๆ ออกให้หมด ขั้นตอนนี้ต้องใช้มีดคมและสะอาด อย่าให้รอยแผลช้ำ เมื่อแผลสะอาดและไม่มีรอยช้ำก็ไม่จำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนแต้ม หรือทารอยแผลแต่อย่างใด นำถุงพลาสติกใส ขนาด 3×5 หรือ 3×6 นิ้ว ที่เรียกว่าถุงน้ำจิ้ม

นำขุยมะพร้าวแช่น้ำสะอาดทิ้งไว้ 1 คืน บีบน้ำออกพอหมาดๆ ใส่ลงในถุงที่เตรียมไว้เกือบเต็ม และผูกปากถุงให้แน่นเป็นตุ้มขนาดพอเหมาะกับมือ ผ่าครึ่งถุง หรือตุ้มตามแนวยาวด้วยมีดที่คม แหวกตุ้มและขุยมะพร้าวออกตามแนวที่ผ่า บรรจงสวมเข้ากับรอยควั่น ให้รอยควั่นอยู่กลางตุ้มพอดี ใช้เชือกฟางรัดให้แน่น 3 เส้น หรือ 3 เปราะ เพื่อไม่ให้ตุ้มหมุนหรือขยับเขยื้อนได้ เพราะจะมีผลต่อการงอกของราก โดยปกติใช้เวลา 20-22 วัน กิ่งมะนาวจะแทงรากสีขาว หรือสีเหลืองออกมาปรากฏให้เห็น

ข้อสังเกต รากมะนาวหรือพืชอื่นๆ ก็ตาม จะเกิดขึ้นที่บริเวณรอยควั่นด้านบนเท่านั้น ครบ 30 วัน จึงตัดกิ่งตอนแยกออกจากต้นแม่ และทารอยแผลด้วยปูนแดงหรือสีน้ำมันก็ได้ ตลอดเวลา 30 วัน ไม่จำเป็นต้องรดน้ำให้ตุ้มอีก เพราะขุยมะพร้าวมีความสามารถอุ้มน้ำได้อย่างเพียงพอ นำกิ่งที่ตัดออกมาปลูกลงในถุง ขนาด 11×23 เซนติเมตร อย่าลืมตัดเชือกฟางพร้อมดึงถุงพลาสติกที่ห่อตุ้มเอาไว้ออก ระวังอย่าให้รากขาด และขุยมะพร้าวแตกออก ภายในถุงเพาะชำมีวัสดุปลูก ประกอบด้วย ดินร่วน 3 ส่วน กาบมะพร้าวสับขนาดเล็ก 1 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากันดี กลบด้วยวัสดุปลูกชนิดเดียวกันพอแน่น ปักหลักไม้ไผ่ขนาดพอเหมาะ ผูกกับกิ่งพันธุ์ให้แน่นป้องกันลมพัดโยก นำเข้าพักในเรือนเพาะชำอย่างน้อยเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อให้รากเดินเต็มถุง เมื่อนำไปปลูกลงแปลง หรือวงบ่อซีเมนต์ ทำให้เปอร์เซ็นต์การรอดตายสูง

ช่วงเวลาการตอนกิ่งที่ดีที่สุด เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม ไปจนถึงเดือนสิงหาคม ในทางตรงกันข้าม ถ้าตอนในช่วงอากาศร้อนจัด หรือหนาวจัด รากจะงอกช้ากว่าในช่วงที่มีฝน เทคนิคการตอนกิ่งทั้งหมดดังกล่าว ผมได้ความรู้มาจากเกษตรกรชาวสวนเขตบางกอกน้อย เมื่อราว 30 ปีก่อน เสียดายที่ผมไม่รู้จักชื่อท่าน จึงขอยกความดีทั้งหมดให้กับเกษตรกรนิรนามท่านดังกล่าว ขอกราบคารวะท่านด้วยความเคารพอย่างสูง และไม่มีวันลืมครับ

รู้เฟื่องเรื่องปุ๋ย

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมมีปัญหาค้างคาใจมานานเกี่ยวกับเรื่องปุ๋ย ผมอาจจะเชยไปก็ได้ คือเห็นปุ๋ยที่วางขายในตลาด มีสารพัดสูตร แต่ละสูตรใช้อย่างไร และปุ๋ยเคมีกับปุ๋ยอินทรีย์ มีข้อดี ข้อเสีย ต่างกันอย่างไร ผมขอรบกวนถามคุณหมอเกษตรเพียงเท่านี้ก่อน ผมจะติดตามอ่านคำตอบในคอลัมน์หมอเกษตรต่อไป

ด้วยความนับถืออย่างสูง

อภิชัย บุญประสงค์สุข

เลขที่ 112/8 ถนนบางขุนนนท์-ตลิ่งชัน แขวงชักพระ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170

ตอบ คุณอภิชัย บุญประสงค์สุข

ปุ๋ย เป็นอาหารที่ทำให้พืชหรือต้นไม้เจริญเติบโตและลืมเผ่าพันธุ์ได้ต่อไป ปุ๋ยแบ่งออกได้ 3 ชนิด ชนิดแรก ปุ๋ยอินทรีย์ ได้จากการหมักเศษซากพืช มูลสัตว์ และพืชสดสับแล้วไถกลบลงดิน แม้ว่าปุ๋ยชนิดนี้จะให้ธาตุอาหารกับพืชน้อยก็ตาม แต่จะช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้โปร่ง ร่วนซุย เก็บและระบายน้ำได้อย่างพอเหมาะ อีกทั้งยังเป็นแหล่งอาหารให้กับจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดินอีกด้วย ชนิดที่สอง ปุ๋ยชีวภาพ เป็นปุ๋ยที่เกิดจากการอิงอาศัยกัน ระหว่างจุลินทรีย์กับต้นไม้ ตัวอย่างเช่น ไรโซเบียม และไมโครไรซาหลายชนิด ที่อาศัยน้ำเลี้ยงจากรากต้นไม้ในเวลาเดียวกัน จุลินทรีย์เหล่านี้จะดักจับเอาก๊าซไนโตรเจน (N) ที่มีมากมายในอากาศให้เป็นประโยชน์กับต้นไม้ และ ชนิดที่สาม ปุ๋ยอนินทรีย์ หรือเรียกกันทั่วไปว่า ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยชนิดนี้เป็นแหล่งของธาตุอาหารจำเป็นสำหรับต้นไม้ ประกอบด้วย 3 ธาตุ คือ ธาตุไนโตรเจน (N) ธาตุฟอสฟอรัส (P) และ ธาตุโพแทสเซียม (K) ทั้งนี้ บทบาทของธาตุแต่ละชนิด มีดังนี้

ธาตุไนโตรเจน (N) ทำหน้าที่ทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตทางลำต้นและใบในระยะแรก หากต้นไม้ขาดธาตุนี้แล้ว ใบจะเหลืองและแคระแกร็น

ธาตุฟอสฟอรัส (P) ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของระบบรากและกระตุ้นการออกดอกของต้นไม้ ส่วน ธาตุโพแทสเซียม (K) มีบทบาทในการเคลื่อนย้ายแป้งและน้ำตาล ที่เกิดจากขบวนการสังเคราะห์แสงที่ใบ ส่งไปยังผล ลำต้น หรือหัว ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพืชแต่ละชนิด

มักมีคำถามเสมอว่า ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือสูตรอื่นนั้น มีความหมายอย่างไร คำตอบ คือ น้ำหนักปุ๋ยที่บรรจุในถุง หรือในกระสอบ 100 กิโลกรัม จะมีธาตุไนโตรเจน (N) ธาตุฟอสฟอรัส (P) และธาตุโพแทสเซียม (K) ชนิดละ 15 กิโลกรัม ที่ต้นไม้นำไปใช้ประโยชน์ได้ เมื่อรวมกัน 3 ธาตุ จะได้ 45 (15+15+15) กิโลกรัม ส่วนเกินอีก 55 (100-45) กิโลกรัม เรียกว่าสาร ตัวเติม นิยมใช้ทราย หรือดินเหนียวเป็นส่วนผสม แล้วนำไปแต่งสี ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้เกษตรกรนำไปใช้ได้สะดวก แม้จะบรรจุ ขนาด 20, 50 หรือ 100 กิโลกรัม ต่อถุง ตัวอย่างมีคำแนะนำว่า ให้ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ เกษตรกรก็สามารถชั่งน้ำหนักตามนั้น หว่านลงในแปลงข้าวโพดได้ทันที

ขออธิบายเพิ่มเติมปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 เรียกว่า ปุ๋ยผสม เป็นชนิดครอบจักรวาล ใช้ได้กับทุกระยะการเจริญเติบโตของต้นไม้ แต่เน้นไปที่การเจริญเติบโตในระยะแรก ส่วนปุ๋ยสูตร 12-24-12 เป็นปุ๋ยช่วยกระตุ้นการออกดอกของต้นไม้ และปุ๋ยสูตร 13-13-21 หรือสูตรใกล้เคียงให้ใส่เมื่อต้นไม้ติดผลแล้ว จะช่วยให้ผลมีสีสวยและขนาดใหญ่ขึ้น

สำหรับยูเรีย แหล่งของธาตุไนโตรเจน (N) มีสูตร 46-0-0 นั้น มีโครงสร้างเหมือนกับน้ำปัสสาวะของมนุษย์ทุกประการ โดยได้มาจากขบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม

สูตร 46-0-0 นั้น หมายถึงมีธาตุไนโตรเจน (N) เพียงธาตุเดียว ภาษาวิชาการเรียกว่า ปุ๋ยเดียว ใน 100 กิโลกรัม มีธาตุไนโตรเจน (N) ที่ต้นไม้นำไปใช้ได้เพียง 46 กิโลกรัม เท่านั้น ใช้ในกรณีที่ต้นไม้ทรุดโทรม ใบมีสีเหลือง ให้ละลายน้ำสะอาด อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 ปี๊บ หรือ 20 ลิตร รดให้ชุ่มเป็นครั้งคราวก็พอ

ทั้งนี้ ธาตุฟอสฟอรัส (P) กับธาตุโพแทสเซียม (K) นั้น นำขึ้นมาจากใต้พิภพ หรือใต้ดิน โดยเฉพาะธาตุโพแทสเซียม (K) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยมีอยู่มากมายมหาศาล แต่เป็นเรื่องยากที่จะนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้น ปุ๋ยอนินทรีย์ หรือปุ๋ยเคมี นั้นไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

คำตอบของความต่างระหว่างปุ๋ยอินทรีย์กับปุ๋ยเคมีนั้น โดยรวมแล้ว ปุ๋ยอินทรีย์ทำให้โครงสร้างของดินดี ส่วนปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยอนินทรีย์นั้นให้เนื้อธาตุ ดังนั้น การปลูกต้นไม้เพื่อให้ผลดีต้องผสมผสานกัน ระหว่างอินทรีย์กับเคมี เป็นวิธีที่ดีที่สุด ผมขอนำผลการวิเคราะห์ธาตุอาหารพืชในวัสดุอินทรีย์ชนิดต่างๆ ของกองปฐพีวิทยา กรมวิชาการเกษตรมาเขียนเป็นสูตรปุ๋ยที่ประกอบด้วยธาตุไนโตรเจน (N) ธาตุฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) ของมูลค้างคาว มูลไก่ มูลสุกร ปุ๋ยหมักจากฟางข้าว มูลโค กระบือ และแกลบดิบ ได้ดังนี้ 2-14-1, 2-6-2, 1-2-1, 1-1-1, 1-0-2 และ 0-0-1 ตามลำดับ จากตัวเลขข้างต้น แม้ว่ามูลค้างคาวจะมีธาตุฟอสฟอรัสค่อนข้างสูงมากก็ตาม แต่กว่าจะรวบรวมได้ 100 กิโลกรัม ก็หาได้ลำบากยากเย็น

อีกทั้งยังมีธาตุไนโตรเจน และธาตุโพแทสเซียม ต่ำมาก ดังนั้น ถ้าต้องการปลูกพืชให้ได้ผลดี ต้องใช้ร่วมกันจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดตามที่ผมอธิบายมาแล้วข้างต้น ทั้งนี้ ผมได้รับการยืนยันจากเกษตรกรชาวสวนผลไม้ที่จังหวัดจันทบุรีว่าปุ๋ยไม้ผลนั้น อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเคมีร่วมอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ ผลไม้จึงจะได้คุณภาพ แม้จะปรุงแต่งปุ๋ยอินทรีย์อย่างดีแล้วก็ตาม

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s