Star Retro : ‘โพลาร์-ชยพล’ อดีตหนุ่มเซอร์ เบนเข็มสู่อาชีพ ‘ครู’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/254327

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สตาร์เรโทร สัปดาห์นี้ขอนำทุกท่านไปร่วมย้อนวันวาน และรู้จักตัวตนของนักแสดงหนุ่มมาดเข้มสายเฮลตี้ “โพลาร์-ชยพล อินทรวงศ์” พร้อมการเปิดใจถึงอีกหนึ่งบทบาทที่เขาภูมิใจสุดๆ

นอกจากการเป็นนักแสดงแล้วยังมีอาชีพประจำที่เริ่มทำมาได้สองปีกว่าแล้วครับ คืออาชีพอาจารย์ เรียกว่าเป็นอาชีพเลยครับ เพราะว่ารับเงินเดือนประจำมีบทบาท มีหน้าแปะอยู่ที่บอร์ดว่าเป็นอาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ สาขาประชาสัมพันธ์ อยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ก่อนที่จะมาเป็นอาจารย์ ผมเคยถูกเชิญให้มาเป็นวิทยากร ด้วยความที่เป็นคนชอบถ่ายทอดชอบสอนชอบอธิบาย แม้กระทั่งกับน้องนักแสดงที่เราพอจะแนะนำได้เราก็ทำ เขาก็มองว่าพูดได้แบบนี้น่าจะลองมาเป็นวิทยากรไหม ก็รู้สึกว่าดีเหมือนกันคือเราต้องยอมรับว่าอาชีพนักแสดงมันไม่แน่นอน รายได้อาจจะสูงจริง แต่เราไม่รู้ว่าจะมีใครจ้างเราจนถึงอายุ 60 หรือเปล่า ก็เลยมาทำอาชีพนี้ด้วยดีกว่า

ความรู้สึกแรกกับคำว่า “อาจารย์”

ตื่นเต้นครับคือลองมองย้อนไปตอนที่เราเป็นนักศึกษา เราจะรู้สึกว่าอาจารย์จะเป็นผู้ทรงภูมิ แต่พอวันนี้เราไปเป็นอาจารย์เราไปยืนในตำแหน่งที่เราไม่เคยเป็นก็เลยต้องพยายามทำตัวให้เหมาะสมกับคำว่าอาจารย์ซึ่งก็คือเป็นครู (คาแร็กเตอร์ของอาจารย์โพลาร์ ?) ดุมาก(ยิ้ม) ดุจริงครับ ต้องบอกว่าอาจารย์โพลาร์เป็นคนที่มี2 พาร์ทอย่างชัดเจน นอกห้องเรียนใจดีมาก จะคุยจะแซวอะไรได้หมด แต่ต้องอยู่ในขอบเขต ในห้องเรียนดุมากทุกอย่างต้องเป็นตามกฎและกติกาที่ตั้งกันเอาไว้ ผมเป็นคนละเอียด เลยอยากจะฝึกให้เด็กมีระเบียบ จนกลายเป็นอาจารย์โพลาร์สุดเฮี้ยบไป มีคนบอกว่าเป็นอาจารย์ที่ดุที่สุดในคณะ มีเด็กหลายคนที่ก่อนจะเรียนบอกว่าอยากเรียนกับผมมาก แต่พอมาเรียนด้วย เริ่มมีกลิ่นของความเข้มงวดจริงจัง เมื่อไหร่ก็ตามที่อาจารย์โพลาร์เดินมา เด็กก็จะนอบน้อมอย่างเห็นได้ชัด

ผู้นำเทรนด์แฟชั่นในมหาวิทยาลัย

ด้วยสไตล์และด้วยเราเป็นดารานักแสดง เราก็จะดูวัยรุ่น คือดูแลตัวเอง และทรงผมก็จะตามแฟชั่น ยิ่งวันไหนไปถ่ายละครก่อน แล้วค่อยไปสอน ก็จะหน้าเนียนไปเลย คืออาชีพนักแสดงทำให้เราเป็นคนที่ดูแลตัวเอง พอมาเป็นอาจารย์ก็เลยกลายเป็นอาจารย์ที่แต่งตัวจัด แต่ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของความเรียบร้อย กาลเทศะไม่มีอะไรขาดตกบกพร่อง แต่แฟชั่น(ในโลกโซเชียลจะดูโชว์สรีระ?) ผมจะพูดกับเด็กเสมอว่า คนเราทุกคนต้องแบ่งแยกกาลเทศะ คือคนเราทุกคนมีหลายหัวโขน ผมก็เป็นคนหนึ่งที่มีหัวโขนดารานักแสดง มีหัวโขนลูก
ของแม่ มีหัวโขนอาจารย์ของนักศึกษา แต่สิ่งต่างๆ เราต้องอิงกาลเทศะเป็นสำคัญ อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยผมแต่งตัวเรียบร้อยมาก ผมให้เกียรติเด็ก พูดจาสุภาพผมไม่เคยใช้ถ้อยคำหยาบคายกับเด็ก แม้แต่ครั้งเดียว ยกเว้นพูดเป็นโจ๊กเป็นเรื่องเล่าสนุกๆ อาจจะมีบ้างครับ

ภูมิใจในอาชีพเรือจ้าง

ต้องยอมรับว่างานอาจารย์เป็นงานที่ยุ่ง และเหนื่อยนะ การเป็นนักแสดงก็เหนื่อยเพราะมันจะมีช่วงที่เราจะต้องทำงานกลางแดดกลางฝน แต่ว่าเราเหนื่อยไม่นาน และงานแสดงภาพสวยรายได้สูง งานอาจารย์รายได้น้อยมาก ถ้าเทียบกับสิ่งที่เขาต้องทำ คือไม่ได้พูดแทนว่าตัวเองเป็นอาจารย์นะ อยากจะให้ใครที่มีอำนาจมาช่วยกันดูแล แต่เราก็เรียกว่ามาถูกครับ สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความสุขแม้ว่าเราจะเหนื่อยก็ตาม มีความสุขที่เห็นว่าเด็กที่เราสอนค่อยๆ รู้มากขึ้น ค่อยๆ เปลี่ยนค่อยๆ โตวันที่เห็นเขารับปริญญามันเป็นวินาทีที่ดีมากนะครับ

ความฝันในวัยเยาว์

ผมอยากเป็นดารานักแสดงตั้งแต่เด็กแล้วครับไม่ได้มีใครเป็นไอดอล แต่ว่าแม่เป็นคนชอบดูละครเราก็เลยพลอยได้ดูไปด้วย พอดูเสร็จเราจะรู้สึกว่ามันดีจังเลยไม่รู้ทำไม ไม่รู้ว่าอะไรเป็นแรงบันดาลใจ รู้สึกว่าดาราอยู่หน้ากล้องแล้วเท่จังเลยเล่นมิวสิกเล่นละคร เราก็เอามาเลียนแบบเล่นคนเดียวอย่างมีความสุขกระโดดโลดเต้นอยู่บนเตียงเอาพัดลมมาเปิดเหมือนเราเล่นคอนเสิร์ต ทำอย่างนั้นตั้งแต่เด็กๆ (หัวเราะ) เป็นความชอบที่แอบเก็บไว้คนเดียวไม่บอกแม่เขิน เคยมีคนถามว่าโตขึ้นจะเป็นอะไร เราก็ยังตอบว่าไม่รู้เลย เพิ่งมาวิเคราะห์ตอนมัธยมครับว่าสรุปเราอยากเป็นนักแสดง อาชีพอื่นๆ ไม่ได้มีอยู่ในหัวเลย การเป็นนักแสดงเรารู้สึกว่ามันเท่มันดูดีสวยงามก็เลยอยากทำ

เนื้อหอมตั้งแต่ยังไม่เข้าวงการ

ผมเคยได้นามบัตรครั้งแรกตอนอยู่ ป.6 จากบริษัทดาราวิดีโอ พี่ท่านหนึ่งให้มาซึ่งผมมาสืบทราบภายหลังว่าพี่เขาได้เสียไปแล้ว คือพี่เขาเป็นทีมงานของบริษัทดาราวิดีโอเดินเจอกันแล้วเขาก็ยื่นนามบัตรให้ สมัยนั้นเขาจะให้มาเล่นละครจักรๆ วงศ์ๆ ก่อนนะ เราก็เคยไปครั้งหนึ่งตอนนั้นออฟฟิศเขาอยู่ติวานนท์แล้วบ้านผมอยู่สำโรงเลยพ่ายแพ้กับการเดินทาง ไปครั้งเดียวและไม่ไปอีกเลย หลังจากนั้นเขาก็โทร.มาตามอีกหลายครั้งนะครับ เราก็บอกเขาไปตรงๆว่าไม่ไหวเพราะมันไกลจริงๆ พอตอน ม.1 ม.2 ก็ยังได้รับนามบัตรจากโมเดลลิ่งต่างๆ อีกเรื่อยๆ เคยเอามานับน่าจะมีประมาณ 30-40 ใบ คือเราไม่ได้ว่าเราหล่ออะไรนะแต่ผมว่ามันเป็นยุคที่โมเดลลิ่งเฟื่องฟู แล้วผมก็ชอบไปปรากฏตัวตามที่ต่างๆ ที่มีโมเดลลิ่ง (ตั้งใจไปเองรึเปล่า?) ไม่ครับ เพื่อนที่สนิทกันเขาไปประกวดเต้นแล้วเราก็ไปเชียร์เพื่อน ไปรอบหนึ่งก็จะได้นามบัตรมา 3 ใบ 5 ใบ แต่ก็ไม่ค่อยได้ไปเทสต์งานอะไร เพราะว่าทุกที่มันอยู่ไกลหมด บ้านเราอยู่สำโรงไปไหนก็ไกล

เริ่มต้นก้าวแรกจากการประกวด

กว่าจะได้ทำงานที่แตะงานบันเทิงจริงๆ คือแนะนำดาราหน้าใหม่ของนิตยสารเธอกับฉันตอนประมาณช่วง ม.ปลาย พอได้ลงก็หายไปอีก ไปเรียนหนังสือตามปกติ ทำงานหารายได้เสริมบ้าง เป็นเด็กเสิร์ฟเพื่อช่วยเหลือที่บ้าน ก็ไม่ได้สนใจงานบันเทิง จนกระทั่งเพื่อนคนหนึ่งเขาจะไปประกวดชีเน่ซัมเมอร์แคสติ้งของอาร์เอสฯ ก็เลยชวนเราไปด้วย เขาจะมีให้เลือกประกวดนักแสดงและนักร้อง เราก็ลงทั้งคู่เลย แต่สุดท้ายเราก็ชนะจากนักแสดง คนประมาณสามพันกว่าคนคัดเหลือชาย 8 หญิง 8 เราก็ติดหนึ่งในนั้น และได้ไปเรียนการแสดง จนคัดเหลือชาย 4 หญิง 4 ก็ยังอยู่ในนั้นแล้วท้ายที่สุดก็เหลือชายหนึ่งหญิงหนึ่งซึ่งที่ 1 นั่งอยู่ตรงนี้แหละครับ (ยิ้ม) แต่กว่าจะได้ทำงานละครก็ไม่ได้ทำตอนที่อยู่อาร์เอสฯนะครับ คือพอชนะเลิศการประกวดเราก็ได้ทำพิธีกร เล่นเอ็มวีเป็นเจ้าพ่อเอ็มวีอยู่พักหนึ่ง อยู่อาร์เอสฯประมาณ 3 ปี แล้วก็มีงานถ่ายแบบแนวเซ็กซี่ถอดเสื้อโชว์สรีระ คือจากในเอ็มวีเราก็ถอดเสื้อมาแล้วเหมือนกันเพราะว่าผมเป็นคนที่มีบอร์ดี้มีกล้ามพอผู้กำกับเขารู้เขาก็อยากจะให้เราโชว์

หนุ่มเฮลตี้

ผมเป็นนักกีฬาโรงเรียนตั้งแต่สมัยมัธยมแล้วครับ จะรู้จักคำว่าฟิตเนสมาตั้งแต่เด็กเพียงแต่ว่าไม่ได้จริงจังเหมือนตอนนี้ พองานผมมันถูกโชว์บ่อยๆ ก็เลยกลายเป็นมีติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ ทำให้เราได้ไปร่วมงานกับช่างภาพดังๆ หลายคน เคยติดอันดับผู้ชายที่ถูกพูดถึงมากในเว็บเกย์เว็บหนึ่งด้วยนะครับ (หัวเราะ) ผมค่อนข้างโชคดีที่ว่าจะมีคนติดต่องานเข้ามาจากงานชิ้นเก่าๆ “อาตู่”(นพพล โกมารชุน) ก็ไปเจอผมในคลีโอ แล้วเรียกเข้ามาแคสละคร แต่คือทีมงานเขาก็บอกว่าเคยเอารูปผมไปเสนอแล้วแต่อาตู่ไม่สนใจเอง จนกระทั่งอาตู่มาเปิดเจอเองก็เลยบอกให้เรียกเด็กคนนี้เข้ามา ก็เลยทำให้ได้เจออาตู่ครั้งแรก และเกือบจะได้เล่นละครเรื่อง “เพลิงพายุ” แต่ว่าได้มาเล่นเรื่อง “แคนลำโขง” แล้วต้องบอกว่าตัวละครของผมเขาเขียนขึ้นมาทีหลัง และเขาก็หากันใหญ่เลยว่าเอาใครดีมาเล่นบทนี้ต้องเป็นผู้ชายสีเทา สีขาว “พี่ออย” (ธนา สุทธิกมล) สีดำ “พี่ลิฟท์” (สุพจน์ จันทร์เจริญ)

สัมผัสแรกของการแสดง

ต้องบอกว่าชนะเลิศที่ 1 การแสดงนะครับ แต่ว่าพอเข้าฉากเหมือนคนตกรอบครับ (หัวเราะ) การประกวดเขาก็มีคุณภาพของเขานะ แต่พอลงสนามจริงมันกดดันไปหมดแล้วเราคือเด็กใหม่มาเจอ “นุ่น” (วรนุช ภิรมย์ภักดี) เราก็รู้สึกว่าตัวลีบเลยตื่นเต้นเป็นธรรมดาครับ ทุกวันนี้พอเจอเด็กใหม่แล้วเขาสั่นตื่นเต้นเราไม่เคยโกรธเลยนะ เพราะเราก็เคยเป็นมาก่อน (กับลุคหนุ่มเซอร์ผมยาว ?) ผู้ชายที่อยู่โรงเรียนมัธยมที่มีการซีเรียสเรื่องทรงผมมากๆ มันจะเก็บกดพอเรียนจบก็อยากจะไว้ผมยาว ตอนนี้ผมเพิ่งบวชมานี่ถือเป็นช่วงที่ผมสั้นที่สุดในรอบ20 ปี คือผมไว้ผมยาวอยู่ประมาณ 7-8 ปีเหมือนกันนะ เล่นละครผมยาวตลอดแต่จะเปลี่ยนทรงไปบ้าง

เสียงตอบรับละครเรื่องแรก

จริงๆ มันดีมากเลยนะครับจากเรื่อง “แคนลำโขง”เป็นละครที่เรตติ้งสูงที่สุดอันดับ 3 ในปีนั้น บทที่เราได้รับอาตู่ก็ให้โอกาสค่อนข้างเยอะ ไปไหนมาไหนคนก็ชื่นชอบและด้วยความที่คาแร็กเตอร์เราผมยาวนี่แหละ คนก็เลยจำง่าย เลยเป็นการจุดประกายเรื่องแรกนำไปสู่ละครเรื่องที่ 2 “สตรีที่โลกลืม” เท่าที่ผมรู้คือตอนที่เสนอตัวละครเขาก็เสนอกันไปพระ-นางเป็นออยกับนุ่นแล้ว “คุณแดง”(สุรางค์ เปรมปรีดิ์) ก็บอกว่าให้เอาผมมาเล่นเป็นตัวสองตอนแรกก็ดีใจคือไม่ได้สนใจหรอกว่าบทเด่นหรือดีแค่ไหน มีละครเล่นก็ดีแล้วเพราะว่าเราก็เป็นเด็กใหม่และไม่มีผู้จัดการที่มาดูแลคิวอะไรให้เลย แต่พอมาเห็นบทแล้วก็ช็อกเหมือนกันเพราะว่าบทยากมาก การที่มาเล่นกับอาตู่ก็ไม่ได้เซ็นสัญญานะครับ แต่ทุกคนจะมองว่าเราเป็นลูกรักเป็นเด็กในสังกัดของเป่าจินจง เล่นกับเป่าจินจงเรื่อยๆ จนอาตู่ย้ายไปช่อง 3 เรื่องแรกผมก็ยังได้เล่นด้วยทุกวันนี้ผมมีโอกาสได้เล่นละครกับค่ายอื่นๆ แต่กว่าที่เราจะขยับเพิ่มขึ้นแต่ละค่ายได้ต้องใช้เวลา ผมได้เล่นกับดาราวิดีโอในเรื่อง “โบ๊เบ๊” ซึ่งเป็นละครที่ผมประทับใจมาก ต้องบอกว่ามีผู้ใหญ่หลายท่านมากๆ ที่ให้โอกาสผมอาตู่ พี่นุช (ปรียานุช ปานประดับ) และเป่าจินจง ท่านเป็นเหมือนครูที่ให้โอกาส และต้องขอบคุณคุณแดง เมื่อครั้งที่อยู่ช่อง 7 ซึ่งคุณแดงก็เป็นคนพิจารณาและเลือกเราให้มารับบทบาทต่างๆ “พี่หลุยส์” (สยาม สังวริบุตร) รวมทั้งช่อง 3 “พี่สมรักษ์ ณรงค์วิชัย”

ผลงานที่ประทับใจ

จริงๆ ประทับใจทุกเรื่องไม่ใช่ว่าเป็นดาราเลยต้องตอบแบบนี้นะครับ แต่ว่าละครแต่ละเรื่องมันก็มีความสำคัญมีเรื่องใหม่ๆ มาให้ลองเรียนรู้เสมอ แต่ถ้าที่เราประทับใจที่สุดก็น่าจะเป็นละครเรื่องแรกแคนลำโขงครับ เพราะว่าเรื่องแรกมันคือตัดสายสะดือ มันคือจากคนธรรมดาหนึ่งคนเปลี่ยนสถานะเป็นดารา เป็นความฝันของเราจากเด็กที่เคยแอ๊กติ้งคนเดียวอยู่ในห้องนอนและวันหนึ่งได้เห็นหน้าตัวเองออกทีวี.และมีคำว่าขอแนะนำ “โพลาร์ อิศวร์” ก็ประทับใจ ส่วนละครเรื่องอื่นไม่มีคำว่าขอแนะนำนะ ทุกวันนี้ไปไหนมาไหนก็ยังเรียกนุ่น ว่าเป็นนางเอกคนแรกของผม (ยิ้ม)

ทำหลายบทบาทแล้วมีเวลาให้กับหัวใจไหม

ต้องบอกว่ามีเสมอครับ (ยิ้ม) เพียงแต่ว่ายังไม่เจอคนที่ถูกใจ คือเป็นคนเรื่องมาก เป็นคนละเอียด แม่เคยบอกว่าใครที่จะมาอยู่กับผมได้น่าจะหายากน่าดู แต่ว่าแม่จะไม่ค่อยยุ่งเรื่องนี้คือแม่เขาอาจจะชินกับการที่อยู่กับเรามาตั้งแต่เด็ก จริงๆ ผมมีพี่น้องนะครับแต่ว่าผมจะสนิทกับแม่มาก ถ้าผมมีแฟนแม่เขาก็คงจะดี แต่ถ้าไม่มีเขาก็คงจะแฮปปี้ไปอีกแบบ (มักเห็นภาพควงคุณแม่ออกสื่อ ?) ใช่ครับ ผมมองว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กมันคือชีวิต อย่างนักข่าวก็ต้องลงภาพไปทำข่าว ผมเองก็มีลงภาพขึ้นรถลงเรือรูปกับแม่ ซึ่งแม่ก็คือส่วนหนึ่งในชีวิตเรา คุณพ่อไม่ค่อยได้ลงเพราะว่าคุณพ่อกับคุณแม่แยกทางกัน ลงรูปพ่อก็อาจจะมีเห่อบ้างแต่ว่าท่านไม่ค่อยแข็งแรงบางทีรูปถ่ายออกมาอาจจะไม่ค่อยหล่อก็เลยเห็นน้อยกว่า

อีกหนึ่งหน้าที่ของลูกผู้ชาย

ผมมีความตั้งใจว่าจะบวชมาเป็นสิบปีแล้ว แต่ผมเป็นคนที่รับผิดชอบทุกอย่างในบ้าน งานละครก็ไม่ได้มีบ่อยนัก บางทีจะโกนหัวไปแล้วถ้าเกิดมีงานเข้ามามันจะยังไง จังหวะปิดเรื่อง “ดาวหลงฟ้า ภูผาสีเงิน” และมหาวิทยาลัยปิดเทอม บวกกับช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาสุขภาพพ่อก็ไม่ค่อยจะดีนัก แต่ว่าตอนนี้สุขภาพพ่อแข็งแรงพอที่จะมางานแม่ก็ด้วย เราก็เลยรู้สึกว่าเราอยากจะบวชในวันที่พ่อกับแม่มีแรงมาปลงผม และต้องบอกว่าการบวชครั้งนี้คุ้มค่าที่สุดในชีวิต คือความตั้งใจแรกผมจะบวชเดี่ยว แต่ว่าด้วยจังหวะเวลาและทุกอย่างมันไม่ได้เลยแต่ทางวัดจะมีอุปสมบทหมู่ ที่วัดบวร แต่ว่าเต็มแล้วสุดท้ายจังหวะมีคนยกเลิกเราเลยได้เข้าแล้วหลังจากนั้นก็มีข่าวในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตการบวชครั้งนี้ก็เลยเป็นการบวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล บวชให้พ่อ-แม่เราก็ว่าดีแล้ว ได้บวชให้ในหลวงก็ยิ่งดีรวมทั้งได้รับการนิมนต์จากรัฐสภาไปสวดในงานทำบุญ เราคงจะตอบแทนอะไรมากมายไม่ได้ในฐานะคนไทยคนหนึ่งแต่ว่าอย่างน้อยเราก็ได้บวชให้ท่านและได้ไปร่วมงานที่เกี่ยวกับพระองค์ในช่วงที่เราเป็นพระ

กับกระแสข่าวด้านลบ

ต้องยอมรับครับว่าถ้าเป็นสมัยที่เข้าวงการใหม่ๆ ภูมิเราไม่แข็งแรงเจอเข้าไปโดนเข้าไปคนนั้นเลี้ยงเป็นเด็กคนนี้บ้าง ก็แอบเศร้านิดหนึ่งนะ จริงๆ เข้ามามองในชีวิตผมสมัยนั้นไม่มีโซเชียลผมนั่งรถเมล์ รถสองแถวนั่งเรือคลองแสนแสบ คนที่มีคนเลี้ยงมันลำบากแบบนี้ได้ยังไง ทุกวันนี้เวลาที่ผมจะขับรถไปไหนมาไหนก็ได้แค่ไม่ชอบเอง แต่ว่าการที่เราใช้ชีวิตง่ายๆ แปลว่าเราไม่ยึดติดกับความหรูหรา มีข่าวคนนั้นคนนี้เลี้ยงเราก็รู้สึกนิดๆ เจอข่าวว่าเป็นเกย์บ้างเราก็แอบนอยด์แอบจิตตกไปบ้าง แต่พอเวลามันผ่านไปเราก็เลือกที่จะไม่สนใจ ใครจะคอมเม้นท์อะไรก็เรื่องของเขา เราก็แค่มีพ่อ-แม่มีเพื่อนๆทุกคนรอบตัวที่รู้ว่าเราเป็นยังไงก็พอแล้ว ณ วันนี้ก็เลยอยู่ในจุดที่ความแข็งแรงและเข้มแข็งมันเยอะแล้วสิบกว่าปีมันหล่อหลอม

อนาคตที่เป็นไป

อยากจะเล่นละครไปจนแก่ ก็หวังว่าผู้ใหญ่จะเมตตา และเราก็ต้องพัฒนาฝีมืออยู่ตลอดนะครับพยายามทำตัวเป็นคนง่ายๆ ผมเชื่อว่าเราอยู่กันมานานก็เห็นๆ อยู่ว่าบางคนมาแล้วหายไป ขนาดคนที่เขาทำตัวดีๆ ก็ใช่ว่าจะอยู่กันได้นิรันดร์เลย แล้วจะยังไม่ทิ้งอาชีพอาจารย์ถ้าเขายังไม่ไล่ออก (ยิ้ม) แต่ก็จะพยายามใฝ่หาความรู้เพื่อที่จะได้มีความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอดถ้ามีจังหวะเหมาะก็จะเรียนต่อดอกเตอร์ และอาจจะมองหาธุรกิจอะไรทำเสริมสักอย่างเป็นธุรกิจเล็กๆ แต่นั่นเป็นเรื่องของระยะยาว

กุหลาบสีเงิน

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s