นิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึกทรายขาว แลนด์มาร์กใหม่ จันทบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05075151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

ท่องเที่ยวเกษตร

ธัญวรัตน์ คงถาวร

นิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึกทรายขาว แลนด์มาร์กใหม่ จันทบุรี

อาชีพเกษตรกรรม เป็นหนึ่งในอาชีพของคนรักที่จะอยู่กับบ้าน และสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นจากการจัดสรรพื้นที่บ้านของตนเองทำการเกษตร โดยยึดหลักการวิถีชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชผัก ไม้ดอก ไม้ผล

องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ (อผส.) เป็นหนึ่งหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือเหล่าทหารผ่านศึกและทหารนอกประจำการ ในด้านต่างๆ รวมถึงการส่งเสริมให้ครอบครัวทหารผ่านศึกทำอาชีพ และสร้างรายได้จากการเกษตร โดยการสงเคราะห์ในด้านเกษตรกรรมนี้ นำมาสู่โครงการศูนย์การเรียนรู้วิถีชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง นิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึก ซึ่งให้การสงเคราะห์ด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ทำให้เกิดอาชีพ มีรายได้เลี้ยงครอบครัว ยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวทหารผ่านศึกและทหารนอกประจำการ

ปัจจุบัน โครงการศูนย์การเรียนรู้วิถีชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง นิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึก โดยความดูแลของ อผส. มีทั้งหมด 8 แห่ง กระจายอยู่แทบทุกภาคของประเทศ อาทิ นิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึกคลองน้ำใส จังหวัดสระแก้ว นิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึกเชียงราย และนิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึกบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น

และเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา พลเอกรณชัย มัญชุสุนทรกุล ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ (อผส.) ได้ให้เกียรติเป็นประธานในงานแถลงข่าว แนะนำ “โครงการศูนย์การเรียนรู้วิถีชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง นิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึกทรายขาว” ในพื้นที่อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ร่วมกับ คุณปรีดา ปราบประชา ผู้อำนวยการฝ่ายอาชีวสงเคราะห์ และ ร้อยโทสมาน กระโจมพล หัวหน้าสมาชิกโครงการ

“นิคมฯ แห่งนี้ จัดตั้งขึ้นตามวัตถุประสงค์หลักของ อผส. คือ ช่วยเหลือทหารผ่านศึกและครอบครัว อีกทั้งทหารนอกประจำการ โดยภารกิจแรกหลังจากก่อตั้งนิคมฯ คือส่งเสริมให้สมาชิกเลี้ยงสุกร ต่อมาได้ส่งเสริมให้ประกอบอาชีพแบบผสมผสาน ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และมีการส่งเสริมการประกอบอาชีพอื่นๆ เสมอมา ปัจจุบัน มีการพัฒนาจนเรียกได้ว่าเป็นนิคมเกษตรกรรมที่มีศักยภาพสูง เพราะมีการประกอบอาชีพทางด้านเกษตรที่หลากหลาย ทำให้นิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึกทรายขาวแห่งนี้ เหมาะที่จะเป็นต้นแบบวิถีชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจันทบุรี” พลเอกรณชัย กล่าว

ทั้งนี้ ด้วยพื้นที่ของนิคมฯ ทรายขาว ตั้งอยู่ในบริเวณที่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดจันทบุรี เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว น้ำตกเขาสอยดาว รวมทั้งทะเลอ่าวไทย จะส่งผลให้นิคมฯ แห่งนี้สามารถเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งในจังหวัดจันทบุรี ในการศึกษาเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงและการประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม โดยสืบเนื่องจากนโยบายของรัฐบาลด้านการท่องเที่ยว โดยนำวาระแห่งชาติ “วิถีไทย” มากระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชน เน้นพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนและสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในท้องถิ่น

นิคมฯ ทรายขาวแห่งนี้ จัดตั้งขึ้น ในปี 2535 โดย อผส. จัดซื้อที่ดินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด ทั้งสิ้น 1,036 ไร่ มีสมาชิกแรกเริ่มทั้งหมด 101 ครอบครัว และในปี 2560 จะบรรจุสมาชิกเพิ่มอีก 80 ครอบครัว มีพื้นที่ที่ได้รับการจัดสรร ครอบครัวละ 4-12 ไร่ และมีพื้นที่ส่วนกลางของนิคมฯ กว่า 312 ไร่

คุณเกียง มาดี อายุ 72 ปี เกษตรกรที่อาศัยอยู่ในนิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึกทรายขาว ผู้ประสบความสำเร็จจากการประกอบอาชีพเกษตรแบบผสมผสาน คุณเกียง เล่าว่า “ก่อนหน้านี้เป็นเกษตรกรทำนา ทำไร่ อยู่ที่บุรีรัมย์ เข้ามาอยู่ที่นิคมฯ แห่งนี้ ตั้งแต่ ปี 2535 เพราะเป็นภรรยาของ สิบโทสมบูรณ์ มาดี ซึ่งเป็นทหารผ่านศึกปฏิบัติภารกิจในการช่วยรบกับพันธมิตรที่ประเทศเวียดนาม เป็นเหตุให้พิการทุพพลภาพ ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว เมื่อย้ายเข้ามา ทาง อผส. ได้สนับสนุนให้สมาชิกเลี้ยงสุกร ได้มีการออกเงินทุนให้ ร่วมกับฟาร์มสุกรไทยเดนมาร์คในการสนับสนุนพ่อพันธุ์แม่พันธุ์สุกร ซึ่งนอกจากจะขายเนื้อสุกรแล้ว ยังมีการสนับสนุนให้ทำบ่อหมักก๊าซจากมูลสุกร เพื่อนำมาใช้หุงต้มภายในครัวเรือนด้วย แต่ในปี 2550 เศรษฐกิจไม่ค่อยดี จึงได้ยกเลิกไป แต่ยังมีบางครอบครัวที่สู้ไหว และเลี้ยงสุกรมาจนถึงปัจจุบัน” คุณเกียง กล่าวถึงที่มาของการเข้ามาเป็นสมาชิกในนิคมฯ

ต่อมา ในปี 2552 ได้ปรับเปลี่ยนมาเพาะเห็ดฟางขาย จากความสนใจของตนเองและลูกชาย (คุณกล้า) ซึ่งเป็นพนักงานเครื่องมือทุ่นแรง ในนิคมฯ ทรายขาว สังกัดหน่วยงาน ของ อผส. โดยได้ดัดแปลงโรงเรือนเลี้ยงสุกร มาเป็นโรงเพาะเห็ด ได้รับการสนับสนุนด้านข้อมูลและจัดหาตลาด จาก อผส. แต่ก็พบปัญหา ทำให้ต้องเลิกทำ เนื่องจากภรรยาของคุณกล้าป่วยหนักในช่วงนั้น

จนกระทั่ง ในปี 2554 คุณกล้า ลูกชาย มีความสนใจที่จะเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดขาย เนื่องจากเห็นเพื่อนบ้านทำ แล้วประสบความสำเร็จ และตนได้ศึกษาข้อมูลการเลี้ยงจากอินเทอร์เน็ตเพิ่มเติม อีกทั้งได้รับการสนับสนุนของ อผส. ในเรื่องของอุปกรณ์ในการเลี้ยง อย่าง ถาดไข่ไก่ จึงตัดสินใจซื้อไข่จิ้งหรีดจากเพื่อนบ้านมาเพาะเลี้ยง ซื้อมาทั้งหมด 200 ขัน ราคาขันละ 10 บาท พื้นที่โรงเพาะเลี้ยงคือพื้นที่โรงเลี้ยงสุกร และโรงเพาะเห็ดเดิม คิดรวมต้นทุนทั้งไข่จิ้งหรีดและอุปกรณ์ในการเลี้ยง เช่น ถาดไข่ไก่ ถาดน้ำ และถาดอาหารแล้ว ต้นทุนตกอยู่ที่บ่อละ 7,000 บาท

สำหรับอาหารในการเลี้ยง แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ G1 และ G5 โดยอาหารจิ้งหรีด G1 จะใช้เลี้ยงจิ้งหรีดที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิดถึง 21 วัน ราคาถุงละ 520 บาท และอาหาร G5 ใช้เลี้ยงจิ้งหรีด อายุตั้งแต่ 21-45 วัน ราคาถุงละ 420 บาท โดยจะให้อาหารทุกเช้า-เย็น ในถาดที่เตรียมไว้แต่ละบ่อ นอกจากนี้แล้ว ยังสามารถนำพืชผักที่ปลูกไว้ในบริเวณบ้านให้จิ้งหรีดแทะกินได้ โดยคุณกล้าได้นำใบตองกล้วยและฟักทองให้จิ้งหรีดแทะกิน นอกจากจะเป็นอาหารเสริมให้กับจิ้งหรีดแล้ว ยังเป็นการลดการกัดกันของจิ้งหรีดด้วย ใช้เวลาหลังจากเพาะไข่ ประมาณ 45 วัน จะสามารถจับจิ้งหรีดขายได้

“การดูแลจิ้งหรีดไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่มีอาหารและน้ำเตรียมไว้ในบ่อ อุปกรณ์ในการเลี้ยงหาไม่ยากซื้อได้ทั่วไป ที่สำคัญต้องคลุมมุ้งเขียวให้จิ้งหรีดด้วย ไม่ได้ป้องกันจิ้งหรีดกระโดดหนี แต่ป้องกันไม่ให้จิ้งจกหรือตุ๊กแก แอบกินจิ้งหรีด” คุณสิน มาดี ภรรยาคุณกล้า กล่าว

นอกจากครอบครัวของคุณเกียง จะเพาะจิ้งหรีดเพื่อขายตัวกันแล้ว ยังนำมูลของจิ้งหรีดมาหมักเพื่อทำเป็นก๊าซหุงต้มไว้ใช้ในครัวเรือน เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่เลี้ยงสุกร โดยใช้บ่อหมักเดิม ซึ่งมีต้นทุนค่าอุปกรณ์ในการผลิตก๊าซอยู่ที่ 30,000 บาท ซึ่งจะประกอบไปด้วย บ่อทิ้งมูลสัตว์ บ่อหมัก และบ่อล้น ซึ่งกากมูลจิ้งหรีดยังสามารถนำมาเป็นปุ๋ยใส่พืชผักที่ปลูกไว้ได้อีกด้วย

นอกจากจิ้งหรีดแล้ว ภายในบริเวณบ้านคุณเกียงยังมีบ่อสำหรับเลี้ยงกบและปลา มีพื้นที่เพาะปลูกพืชผักสวนครัว รวมถึงไม้ผล อย่าง ลำไย อีกด้วย เรียกได้ว่า เป็นหนึ่งครอบครัวต้นแบบในการจัดสรรพื้นที่บริเวณบ้านให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถสร้างรายได้จากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างยั่งยืน

นอกจากครอบครัวของคุณเกียงแล้ว ภายในนิคมเกษตรกรรมทรายขาวแห่งนี้ ยังมีครอบครัวทหารผ่านศึกและทหารนอกประจำการที่ประสบความสำเร็จ ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะการเลี้ยงสุกร ทำให้ผู้เลี้ยงมีรายได้จากการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเนื้อสุกร เป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงของนิคมฯ ในปัจจุบัน เช่น ไส้อั่วกระวาน กุนเชียง ไส้กรอกอีสาน แหนมหมู เนื้อแดดเดียว นอกจากนี้ ยังมีการรวมกลุ่มแม่บ้าน รับจ้างจัดโต๊ะจีนตามงานเลี้ยงต่างๆ โดยใช้วัตถุดิบจากชุมชน เป็นอีกหนึ่งวิธีในการระบายผลผลิตจากชุมชนเป็นที่รู้จักนิคมฯ แห่งนี้อีกด้วย

สอบถามข้อมูลการเลี้ยงจิ้งหรีดได้ที่ คุณกล้า มาดี เบอร์โทรศัพท์ (061) 403-9258

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s