รมว.พาณิชย์ เผยชาติอาเซียน ได้ดุลการค้ามะกัน จ่อถกรับมือคำสั่งทรัมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 เม.ย. 2560 01:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/911447


‘อภิรดี’ เผย สมาชิกอาเซียนได้ดุลการค้ามะกัน ทั้งเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย และญี่ปุ่น เตรียมหารือภาคเอกชน-หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศ รับมือผลกระทบจากคำสั่งพิเศษ “ทรัมป์” แล้ว พร้อมเดินหน้าดัน “อาร์เซพ” จบในปีนี้…

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2560 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เข้าร่วมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (เออีเอ็ม) เดินทางไปโรดโชว์ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยเออีเอ็ม และรัฐมนตรีเศรษฐกิจของญี่ปุ่นมีโอกาสหารือกันในกรอบกว้างๆ ถึงประเด็นที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯได้ออกคำสั่งพิเศษให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯกับ 16 ประเทศในปี 59 ซึ่งในอาเซียน นอกจากไทย ที่ได้ดุลการค้าสหรัฐฯมูลค่า 18,920 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แล้ว ยังมีเวียดนาม ได้ดุล 31,958 ล้านเหรียญฯ มาเลเซีย 24,820 ล้านเหรียญฯ อินโดนีเซีย 13,166 ล้านเหรียญฯ ส่วนญี่ปุ่น 68,938 ล้านเหรียญฯ

“เออีเอ็ม และรัฐมนตรีเศรษฐกิจญี่ปุ่น เห็นตรงกันว่า การค้าในอนาคตมีแนวโน้มปกป้องมากขึ้น ดังนั้น อาเซียน และประเทศคู่เจรจา 6 ประเทศ คือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ต้องเร่งเจรจาอาร์เซพ (ความตกลงทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค) ให้เสร็จภายในปีนี้ เพื่อทำให้การค้าระหว่างกันเปิดเสรีมากขึ้น ไม่ใช่หันมาปกป้องการค้า” รมว.พาณิชย์ กล่าว

นางอภิรดี กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ทั้งเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และไทย ต่างได้เตรียมหารือกับผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศ เพื่อเตรียมข้อมูล และหามาตรการรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากสหรัฐฯใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า แต่จากการประเมินเบื้องต้น สินค้าส่วนใหญ่ที่ส่งออกไปสหรัฐฯ จะเป็นสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทของสหรัฐฯที่ลงทุนในไทย คาดว่า สหรัฐฯไม่น่าใช้มาตรการอะไรกับไทยรุนแรง เพราะไทยไม่ใช่ประเทศเป้าหมาย และไม่ใช่ประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐฯมากๆ.

 

สุวรรณภูมิ จัดพื้นที่ อำนวยความสะดวกผู้โดยสาร ถูกหลอกเที่ยวญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 เม.ย. 2560 01:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/911521


ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อำนวยความสะดวกผู้โดยสารตกค้าง จากการถูกบริษัทขายตรงหลอก พาไปเที่ยวญี่ปุ่น โดยจัดพื้นที่ให้นั่งพักคอย และประสานตำรวจ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และกองกำกับการ 6 มารับเรื่องร้องทุกข์ …

นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยว่า ตามที่มีผู้โดยสารจำนวน 1,000 – 1,500 คน เดินทางมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ในช่วงเวลา 19.00 น. – 20.00 น. วานนี้ (11 เม.ย.) โดยผู้โดยสารดังกล่าว ได้ให้ข้อมูลในเบื้องต้นแก่เจ้าหน้าที่ ทสภ.ว่า ได้ร่วมลงทุนกับบริษัทแห่งหนึ่ง โดยบริษัทมีนโยบายในการนำผู้ลงทุนไปเที่ยวต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น และผู้โดยสารถูกนัดหมายให้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นในคืนนี้ แต่เมื่อเดินทางมาถึง ทสภ. กลับไม่พบบุคคลที่จะพาไปเที่ยว จึงทราบว่าถูกหลอก กรณีดังกล่าวทำให้ในช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา มีผู้โดยสารมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก จนทำให้เกิดความแออัดบริเวณห้องโถงผู้โดยสารขาออกชั้น 4 ในส่วนของเคาน์เตอร์เช็คอินตั้งแต่ Row A จนถึง Row J

เบื้องต้น ทสภ. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทสภ. และเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกพาผู้โดยสารกลุ่มนี้ไปพักรอที่บริเวณห้องโถงผู้โดยสารขาเข้า ชั้น 2 แทน เพื่อลดความแออัดของห้องโถงผู้โดยสารขาออก จะได้ไม่กีดขวางการใช้บริการของผู้โดยสารที่มีเที่ยวบินปกติ พร้อมทั้งให้การดูแลแจกจ่ายน้ำดื่มให้กับผู้โดยสาร และจัดจุดอำนวยความสะดวกผู้โดยสารที่บริเวณ ประตู 2 ชั้น 2 หน้าทางออก Exit A โดยจัดให้มีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งยังได้จัดรถบัส เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางไปยังท่าอากาศยานดอนเมือง บริเวณประตู 3 ชั้น 2 อีกด้วย สำหรับข้อเท็จจริงของกรณีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการสอบสวนของสถานีตำรวจท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

นอกจากนี้ นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยม และกำชับให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่ได้รับความเสียหายอย่างเต็มที่

ต่อมาเวลาประมาณ 23.30 น. ผู้โดยสารกลุ่มดังกล่าวได้เริ่มทยอยกลับ คงเหลือเพียงผู้โดยสารเพียงเล็กน้อย ที่รอญาติมารับหรือกำลังเดินทางกลับด้วยระบบการขนส่งสาธารณะต่อไป จากการเกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบให้ผู้โดยสารไม่ได้รับความสะดวก ทสภ. จึงต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้

ทั้งนี้ ขอความกรุณาให้ผู้โดยสารทุกท่านเผื่อเวลาในการเดินมาถึง ทสภ. ล่วงหน้าก่อนเวลาเดินทางอย่างน้อย 3 ชั่วโมง สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ และ อย่างน้อย 2 ชั่วโมงสำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ เพื่อป้องกันการพลาดเที่ยวบิน และหากผู้โดยสารต้องการตรวจสอบเที่ยวบินที่จะเดินทาง สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ AOT Contact Center โทร. 1722 ตลอด 24 ชั่วโมง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

– สุวรรณภูมิวุ่น ลูกทัวร์ไปญี่ปุ่น ถูกลอยแพนับพัน

– รมว.ท่องเที่ยว คาดผู้โดยสารถูกหลอก ไร้เช่าเหมาลำไปญี่ปุ่น แนะแจ้งความ

 

รมว.คมนาคม ตรวจหมอชิต คาดวันนี้คนกลับภูมิลำเนา 1.3 แสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 เม.ย. 2560 23:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/911467


รมว.คมนาคม ลงพื้นที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 ตรวจความพร้อมรถโดยสารก่อนเดินทางช่วงสงกรานต์ คาดวันนี้ คนกลับภูมิลำเนา 1.3 แสน ส่วน 10 วันที่ผ่านมา เดินทางไปแล้ว 1.2 ล้านคน

เมื่อวันนี้ 11 เม.ย. 60 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงคมนาคม และนายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมรถโดยสารสาธารณะและพนักงานประจำรถ ก่อนออกเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่สถานีขนส่งหมอชิต 2

นายอาคม กล่าวว่า ประชาชนทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้เป็นจำนวนมาก โดยตั้งแต่วันที่ 1-10 เม.ย. 60 มีผู้โดยสารเดินทางกลับภูมิลำเนาประมาณ 1.2 ล้านคน ขณะที่วันนี้ (11 เม.ย.) คาดว่าจะมีประชาชนเดินทางประมาณ 1.3 แสนคน โดย บขส. น่าจะสามารถระบายผู้โดยสารเดินทางกลับภูมิลำเนาได้หมดในเวลาประมาณ 23.00 น.

อย่างไรก็ดี คาดว่าในวันพรุ่งนี้ (12 เม.ย.) จะมีผู้โดยสารเดินทางมากที่สุด ประมาณ 1.8 แสนคน ซึ่ง บขส. ได้จัดรถโดยสารบริการเพียงพอ จึงมั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาผู้โดยสารตกค้าง นอกจากนั้น ยังได้กำชับ 3 มาตรการ ให้กับ พนักงานขับรถ เน้นความปลอดภัย ขับช้า เปิดไฟหน้ารถ และคาดเข็มขัดนิรภัย เพื่อความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุในการใช้รถใช้ถนน และขอให้ผู้ประกอบการอย่าขายตั๋วเกินราคา มิเช่นนั้น จะระงับการเดินรถทันที โดยผู้โดยสารที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถร้องเรียนมาที่ Call Center 1490 เรียก บขส. หรือ สายด่วน 1584 ของกรมการขนส่งทางบกได้.

 

หุ้นไทย 11 เม.ย.ปิดตลาด บวก 1.59 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,582.78 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 เม.ย. 2560 17:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/911270


หุ้นไทยวันที่ 11 เม.ย.2560 ปิดตลาดปรับเพิ่ม 1.59 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,582.78 จุด มูลค่าการซื้อขายกว่า 4 หมื่นล้านบาท…

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2560 การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 11 เม.ย. 60 พบว่า หุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.59 จุด เปลี่ยนแปลง +0.10% ดัชนีอยู่ที่ 1,582.78 จุด มูลค่าการซื้อขาย 44,658.33 ล้านบาท โดยระหว่างวันดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,585.93 จุด ต่ำสุดอยู่ที่ 1,579.96 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 2. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

 

ก้าวไปอีกขั้นกับความสุขรับสงกรานต์ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ออกเงินฝากประจำพิเศษ 6 เดือน ดอกเบี้ย 1.6%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 11 เม.ย. 2560 16:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/911262


นายอดิศร เสริมชัยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจรายย่อย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เสนอโปรแกรมเงินฝากประจำพิเศษ 6 เดือน อัตราดอกเบี้ย 1.6% ต่อปี สำหรับลูกค้า CIMB Preferred (ลูกค้าบุคคลธนกิจที่มีเงินฝากหรือเงินลงทุน 1 ล้านบาทขึ้นไป) ฝากขั้นต่ำ 50,000 บาท สามารถเลือกรับดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนดหรือเลือกรับดอกเบี้ยรายเดือนก็ได้ ตั้งแต่วันนี้ – 30 เม.ย.60 โปรแกรมเงินฝากนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญชุ่มฉ่ำซัมเมอร์ ซึ่งยังมีผลิตภัณฑ์อีกมากมายทั้ง Wealth และสินเชื่อ ที่มาพร้อมโปรโมชั่นและสิทธิประโยชน์ดีๆ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0 2626 7777 หรือ www.cimbthai.com

 

คาด 12 เม.ย.พีคสุด โดยสารรถไฟกลับสงกรานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 เม.ย. 2560 16:23

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/911232


“พิชิต” กำชับเจ้าหน้าที่รถไฟ-ตำรวจรถไฟ ลงพื้นที่สถานี รองรับประชาชนเดินทางกลับบ้านเกิด หวังสร้างความมั่นใจเดินทางด้วยรถไฟไทยปลอดภัยหายห่วง มั่นใจขนคนหมดไม่ตกค้าง…

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2560 นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงานสงกรานต์ร่วมทำความดี ขับขี่ปลอดภัย ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิเมาไม่ขับ และภาคีเครือข่ายรณรงค์ลดอุบัติเหตุเมาไม่ขับ ร่วมกันจัดขึ้น เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนช่วงเทศกาลสำคัญ และสร้างความมั่นใจในการเดินทางแก่ผู้ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ ว่า กระทรวงคมนาคมได้ให้ความสำคัญในการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางให้กับประชาชน จึงได้กำหนดเป็นนโยบายให้พนักงานที่ขับรถโดยสารสาธารณะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และเข้มงวดกวดขัน

ผู้ขับขี่ต้องปลอดจากแอลกอฮอล์ ตรวจเข้มในเรื่องการเมาสุรา การขับรถเร็ว การโทรแล้วขับ โดยเฉพาะรถสาธารณะแอลกอฮอล์จะต้องเป็น 0 มิลลิกรัม หากตรวจพบว่าพนักงานขับรถมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 0 มิลลิกรัม ลงโทษสถานหนักถึงขั้นไล่ออก ให้ออก ตัดเงินเดือนหรือพักงาน ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของการรถไฟและตำรวจรถไฟตรวจสอบเจ้าหน้าที่ทุกคน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการโดยสารรถไฟมีความปลอดภัยแน่นอน ขณะเดียวกันได้ขอความร่วมมือประชาชนทั่วไปในกรณีที่ดื่มสุราจะต้องไม่ขับขี่ยานพาหนะ เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวต่อว่า สำหรับภาพรวมการเดินทางโดยรถไฟเพื่อกลับภูมิลำเนาในช่วงสงกรานต์ การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้จัดเพิ่มเที่ยวรถเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งวันนี้วันแรกเพิ่มขาไปจำนวน 9 ขบวน และขากลับอีก 15 ขบวน นอกเหนือจากการเพิ่มโบกี้ในเที่ยวรถปกติในทุกเส้นทาง รองรับประชาชนได้เพิ่มอีก 30% คาดว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะมีประชาชนเดินทางมาใช้บริการรถไฟรวมทั้งสิ้นกว่า 200,000-300,000 คน ซึ่งในวันที่ 12 เม.ย. จะเป็นวันที่มีผู้โดยสารเดินทางมากที่สุดประมาณ 130,000 คน แต่คาดว่าปริมาณคนต่อวันจะลดลง เนื่องจากประชาชนต่างเริ่มทยอยเดินทางกันตั้งแต่สัปดาห์ก่อนแล้ว เพื่อลดความแออัด จึงมั่นใจว่าในปีนี้จะไม่มีผู้โดยสารตกค้างอย่างแน่นอน.

 

นักวิจัย TDRI แนะรัฐแก้ลดอุบัติเหตุ บังคับใช้แต่ ก.ม.ไม่น่าจะมาถูกทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 เม.ย. 2560 14:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/911140


นักวิจัย TDRI ชี้รัฐถอยคำสั่ง ‘ห้ามนั่งท้ายกระบะ’ ย้ำบังคับและใช้ก.ม.ไม่ช่วยแก้ปัญหา ทั้งยังมีแรงต้านจากสาธารณะ สถิติอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ตั้งแต่ปี 57 ไม่ลดลง แนะเพิ่มทางเลือกให้ ปชช. เพิ่มรถสาธารณะที่ควบคุมความปลอดภัยได้…

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2560 นางสาวณัชชา โอเจริญ และ นางสาวณิชมน ทองพัฒน์ นักวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้มุมมองต่อกรณีการถอยคำสั่ง มาตรา 44 ห้ามนั่งท้ายกระบะช่วงสงกรานต์ ว่า ได้รับแรงต้านจากสาธารณะ เพราะผู้กำหนดนโยบายเน้นที่การบังคับใช้กฎหมาย โดยประชาชนและปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นยังไม่พร้อม อีกทั้งขาดการดำเนินกลยุทธ์สร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชน และถึงแม้ประชาชนจะตระหนักถึงความเสี่ยงอันตรายหากนั่งและใช้รถผิดประเภท แต่ประชาชนก็ยังขาดทางเลือกอื่นในการเดินทาง โดยเฉพาะรถโดยสารสาธารณะที่ปลอดภัยและเพียงพอ

ถึงแม้ว่าภาครัฐจะระบุว่า มาตรา 44 นี้ เป็นเพียงแค่การบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้ว แต่จะเห็นได้ว่า การที่ภาครัฐไม่ได้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง และมีการอะลุ่มอล่วยให้มีการนั่งท้ายกระบะหลังมาเป็นเวลานาน อีกทั้งภาครัฐมีการอนุญาตให้ใช้งานรถที่มีลักษณะเช่นเดียวกัน เช่น รถสองแถว ซึ่งมีมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่ไม่แตกต่างจากการนั่งท้ายกระบะหลังเท่าไรนัก ทำให้ประชาชนตั้งข้อสงสัยกับการดำเนินนโยบายของรัฐ ทั้งนี้รัฐต้องสื่อสารต่อสาธารณะถึงข้อเท็จจริงของอันตรายจากการใช้รถผิดประเภท หรือการนั่งท้ายและนั่งเบาะหลังกระบะ (บางรุ่น) เพราะไม่มีเข็มขัดนิรภัย ควบคู่กับการเน้นให้ข้อมูลความรู้ถึงความคุ้มค่าในการเลือกใช้รถที่ได้มาตรฐานเพื่อป้องกันและลดความสูญเสียในอนาคต

นางสาวณิชมน ทองพัฒน์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ภาครัฐควรคำนึงถึงและพิจารณาอีกประการคือ ความจำเป็นหรือข้อจำกัดของประชาชนบางส่วนที่ต้องเลือกใช้รถกระบะ เพราะอาจตอบสนองการใช้งานได้ทั้งการเดินทางและประกอบอาชีพ เป็นต้น ดังนั้น การเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน โดยการจัดให้มีรถโดยสารสาธารณะที่เพียงพอ และรัฐสามารถควบคุม ยืนยันความปลอดภัยได้ จะช่วยให้ประชาชนลดความเสี่ยงจากการใช้รถส่วนตัว

เปิดตัวเลขสถิติสงกรานต์ย้อนหลัง ตั้งแต่ 2557 เพิ่มขึ้น ตั้งข้อสังเกตมาตรการที่ใช้ยังไม่ตรงจุด จากสถิติของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนในปี 2559 พบว่า ดัชนีความรุนแรงของอุบัติเหตุ (จำนวนผู้เสียชีวิตต่อจำนวนอุบัติเหตุ 100 ครั้ง) ในช่วงสงกรานต์อยู่ที่ 12.8 เพิ่มขึ้นจาก 10.8 ในปี 2557 และ 2558 กล่าวคืออุบัติเหตุทางถนนทุก 100 ครั้ง ในปี 2559 มีคนเสียชีวิต เพิ่มขึ้นจากเดิม 2 คน

“จากสถิติเห็นได้ว่า อุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ คือ พาหนะที่มีความเสี่ยงสูงมากที่สุดในช่วงสงกรานต์ ซึ่งคำสั่งมาตรา 44 (ม.44) โดย คสช. ที่ออกมานั้นมีเรื่องการบังคับใช้เข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง การเพิ่มความปลอดภัยของรถตู้โดยสารสาธารณะ การลงโทษหากไม่เสียค่าปรับเมื่อได้รับใบสั่ง รวมทั้งกรณีห้ามนั่งท้ายรถกระบะนั้น ทั้งหมดไม่ได้ครอบคลุมหรือเน้นป้องกันอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์” นางสาวณัชชา โอเจริญ ตั้งข้อสังเกต

เผยสาเหตุอุบัติเหตุในช่วงสงกรานต์ ต่างจากช่วง ก่อน/หลัง 7 วันอันตราย แนะออกแบบมาตรการความปลอดภัยให้เหมาะสม
แม้อุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์จะสร้างความสูญเสียไม่น้อย แต่นักวิจัยเห็นว่า การดำเนินมาตรการต่างๆ ไม่ควรมุ่งเน้นที่ช่วงเทศกาลอย่างเดียวเท่านั้น เนื่องจากจำนวนอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์มีสัดส่วนร้อยละ 5 ของอุบัติเหตุทางถนนทั้งปี และการออกมาตรการต่างๆ ควรทบทวนไปถึงสาเหตุของอุบัติเหตุที่ครอบคลุมทั้ง 3 ปัจจัย คือ “คน-รถ-ถนน” ปัจจัยด้านคนต้องบังคับใช้กฎหมายที่ป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงให้ได้ผลอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะพฤติกรรมเมาแล้วขับ การขับขี่เร็วเกินกำหนด การใช้รถผิดวิธี และการไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย

“ปัจจัยด้านถนน มีความสำคัญมาก จึงควรออกแบบจัดการให้มีความปลอดภัยตั้งแต่ต้น และแจ้งเตือนการใช้เส้นทางจุดเสี่ยงด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ จะเห็นว่าประสิทธิผลของมาตรการในช่วงต้นหรือปลายของช่วง 7 วันอันตรายนั้น ขึ้นอยู่กับการสร้างระบบความปลอดภัยในช่วงเวลาปกติเป็นสำคัญ” นางสาวณัชชากล่าว

นางสาวณิชมน กล่าวด้วยว่า นอกจากการป้องกันและแก้ปัญหา คน รถ ถนน แล้ว หนทางสำคัญที่ช่วยยกระดับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตประชาชนที่ดีอย่างยั่งยืน คือ การปรับปรุงบริการรถโดยสาธารณะให้มีมาตรฐานและมีเพียงพอ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทางให้กับประชาชน และช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้รถส่วนตัวที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือผู้ขับอยู่ในสภาพไม่พร้อม

โดยภาครัฐต้องสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันของผู้ประกอบการรถสาธารณะด้านคุณภาพ และสามารถกำกับดูแลผู้ประกอบการให้เตรียมความพร้อมทั้งด้านเครื่องยนต์และคนขับ ผ่านระบบบันทึกประวัติผู้ประกอบการที่สามารถเปิดเผยข้อมูลผู้ให้บริการสาธารณะที่ได้มาตรฐานแก่ประชาชน.

 

ทองไทยราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 21,100

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 เม.ย. 2560 12:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/911001


ราคาทองไทยโดยสมาคมค้าทองคำประจำวันที่ 11 เม.ย. คงที่จากวันที่ผ่านมา โดยทองรูปพรรณขายออกบาทละ 21,100 บาท…

เมื่อวันที่ 11 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองคำประจำวัน โดยครั้งแรกราคาคงที่จากวันที่ผ่านมา ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,500 บาท ขายออกบาทละ 20,600 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,132.48 บาท ขายออกบาทละ 21,100 บาท.

 

หมีหวั่นมะกันโจมตีโสมแดงเหมือนซีเรียโดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/911496


กรณีสหรัฐฯส่งกองเรือรบจู่โจม “คาร์ล วินสัน สไตรก์ กรุ๊ป” มีทั้งเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนีมิตซ์ “ยูเอสเอส คาร์ล วินสัน” เรือพิฆาตติดขีปนาวุธที่ใช้ระบบนำวิถี และเรือครุยเซอร์ติดขีปนาวุธแบบนำวิถี ซึ่งมีศักยภาพตรวจ สกัดขีปนาวุธข้ามทวีป มุ่งหน้าสู่คาบสมุทรเกาหลีท่ามกลางข้อวิตกโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเมื่อหลายวันก่อนนั้น

ล่าสุดเมื่อ 11 เม.ย.กระทรวงต่างประเทศเกาหลีเหนือแถลงจะป้องกันตัวเองด้วยอาวุธที่มีแสนยานุภาพเพื่อรับมือกับการส่งกองเรือจู่โจมเข้าคาบสมุทรเกาหลีของสหรัฐฯซึ่งเกาหลีเหนือถือว่าเป็นการเคลื่อนพลเพื่อบุกรุกโดยไม่ยั้งคิดและถึงขีดระดับอันตรายแล้ว พวกเราจะให้สหรัฐฯรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่จะตามมาจากพฤติกรรมระรานนี้ทั้งหมด

วันเดียวกัน กระทรวงต่างประเทศรัสเซียแถลงหวังว่าการหารือระหว่างนายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ผู้มาเยือนกับนายเซอร์เก ลาฟรอฟ รมว.ต่างประเทศรัสเซีย จะได้ดอกผลหลังสหรัฐฯเพิ่งโจมตีฐานที่มั่นกองทัพซีเรียที่ถูกกล่าวหาใช้อาวุธเคมีถล่มฝ่ายกบฏและหวังว่าสหรัฐฯจะไม่โจมตีเกาหลีเหนือเหมือนกรณีซีเรีย อีกทั้งก่อนหน้านี้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯเคยระบุว่ามีแผนจัดการเกาหลีเหนือโดยลำพังไม่ว่าจีนจะมีส่วนช่วยหรือไม่.

 

ดูไปกว่า12 ล้านวิว! จีนด่าจนโซเชียลแทบแตก ยูไนเต็ด แอร์ไลน์สงานนี้อ่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 เม.ย. 2560 16:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/911210


(ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Audra D. Bridges)

ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส อ่วม..ชาวจีน รุมจวกยับ หลังดูคลิป เหตุการณ์สุดตะลึง ผู้โดยสารชายคนหนึ่ง โดนเจ้าหน้าที่ช่วยกันฉุดกระชากลากถูลงไปจากเครื่องบิน บีบีซีเผยมีชาวเน็ตแห่ดูคลิปนี้แล้วกว่า 12 ล้านวิว

เมื่อ 11 เม.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าชาวโลกประณามพนักงานของสายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส หลังได้เห็นคลิปเหตุการณ์ ชายผู้โดยสารเชื้อสายเอเชียคนหนึ่ง โดนเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัย 3 คนมาช่วยกันฉุดกระชากจากที่นั่งและลากลงไปจากเครื่องบิน เที่ยวบิน 3411 จากนครชิคาโก ไปยังหลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกี อันเนื่องมาจากสายการบินจำหน่ายตั๋วเกินจำนวน ไม่มีที่นั่งให้เจ้าหน้าที่ของสายการบิน 4 คน และเมื่อทางลูกเรือเสนอจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้โดยสาร แต่ก็ไม่มีใครอาสาจะไปเที่ยวหลัง จึงทำให้ลูกเรือต้องใช้วิธีสุ่มเลือก ผู้โดยสาร 4 คนให้ลงไปจากเครื่อง ซึ่งต่อมา ผู้โดยสาร 3 คน ได้ยินยอม ขณะที่ชายคนดังกล่าว ยืนกราน ปฏิเสธ โดยบอกเหตุผลกับลูกเรือว่าเขาเป็นแพทย์ และมีธุระที่ต้องไปพบกับคนไข้ในวันรุ่งขึ้น แต่ทางลูกเรือไม่ยอมฟังเหตุผล จนนำไปสู่การเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความตกตะลึง หวาดกลัวให้แก่ผู้โดยสารบนเที่ยวบินนี้ ตลอดจนชาวโลกที่ได้เห็นคลิปอย่างยิ่งนั้น

บีบีซี แจ้งว่า ปฏิกิริยาของผู้คน โดยเฉพาะชาวจีน ต่างพากันประณามสายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส อย่างถล่มทลาย ผ่านทางโซเชียล มีเดียเนื่องจากชายผู้โดยสารที่โดนลากลงจากเครื่องบิน เป็นชายเอเชีย วัย 69 ปี และมีคนที่เห็นเหตุการณ์คนหนึ่ง ระบุว่า ชายผู้นี้เป็นแพทย์ชาวอเมริกัน เชื้อชาติจีน ขณะที่ คลิปวิดีโอนี้ถูกนำมาเผยแพร่ลงในเฟซบุ๊ก ออดรา บริดจ์ (Audra D. Bridges) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้โดยสารบนเที่ยวบินนี้ จนมีคนแห่เขาไปดูคลิปในเฟซบุ๊กแล้วกว่า 12 ล้านวิว และถูกแชร์ผ่านทางเฟซบุ๊กแล้ว 181,000 ครั้ง

ทั้งนี้ ตามรายงานของนิวยอร์ก ไทม์ส ระบุว่า ไทเลอร์ บริดจ์ ผู้โดยสารคนหนึ่งซึ่งเห็นเหตุการณ์ บอกว่า เธอได้ยินเสียงชายผู้โดยสารที่โดนเจ้าหน้าที่มาลากตัวลงไป ตะโกนว่า เขาถูกเลือกให้เป็นคนลงจากเครื่องเพราะเป็นชาวจีน ขณะที่คนบนเครื่องบินเล่าตรงกันว่า ชายผู้นี้บอกว่าเขาเป็นหมอ ต้องไปทำงานที่โรงพยาบาลในวันพรุ่งนี้ และเขาไม่ต้องการลงจากเครื่องบิน เนื่องจากเที่ยวบินนี้เป็นเที่ยวบินของคืนวันอาทิตย์ แต่เที่ยวต่อไป ต้องรอถึง 15.00 น.ของวันจันทร์

พยานคนหนึ่งยังเล่าว่า ชายผู้นี้ ไม่พอใจมากที่เขาถูกสุ่มเลือกให้ลงจากเครื่องบิน และพยายามจะโทรศัพท์หาทนาย แต่ทางผู้จัดการของสายการบินได้มาแจ้งกับเขาว่า ถ้าเขาไม่ยอมลงจากเครื่องบินแต่โดยดี จะเรียกเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยมานำตัวเขาลงไป จนในที่สุด ชายคนนี้ก็โดนเจ้าหน้าที่คนที่ 3 มาฉุดออกจากที่นั่งและลากตัวเขาลงมา ก่อนเจ้าหน้าที่จะช่วยกันจับแขนจับขาหามเขาลงไป ขณะที่มีผู้โดยสารเห็นว่ามีเลือดออกบริเวณใบหน้าของเขาด้วย

ชมคลิป ที่นี่

ข่าวเกี่ยวข้อง

ชาวเน็ตรุมด่า! ยูไนเต็ดแอร์ขายตั๋วเกิน ลากผู้โดยสารลงเครื่อง (คลิป)