เลาะรั้วเกษตร : ว่าด้วยการแบนสารเคมีเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/268634

วันศุกร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

281225166

ผ่านมา 1 เดือนแล้วที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.ปิยะสกลสกลสัตยาทร แถลงผลการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ครั้งที่ 4/2560 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ว่า ที่ประชุมมีมติให้ประกาศยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 2 ชนิด คือ พาราควอท และ คลอร์ไพริฟอส ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป โดยห้ามนำเข้าสารเคมีทั้ง 2 ชนิด ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2560 นี้

คลอร์ไพริฟอส เป็นสารกำจัดแมลงกลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟต ประเภทไม่ดูดซึม แมลงต้องสัมผัส หรือกินจึงจะตาย กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้ใช้กำจัดหนอนเจาะสมอฝ้าย เสี้ยนดิน เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจั่น ด้วงงวงมันเทศ ผีเสื้อข้าวเปลือก ด้วงงวงข้าวโพด มอดแป้ง หนอนเจาะลำต้น หนอนเจาะฝักแมลงดำหนาม ด้วงงวงกล้วย โดยให้ใช้กับพืช ถั่วเหลือง ถั่วลิสง มันเทศ ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว และกล้วย ไม่แนะนำให้ใช้กับพืชผัก และผลไม้อื่นๆ แต่เกษตรกรมักนำไปใช้กับพืชที่ไม่แนะนำให้ใช้นี่แหละจึงเป็นประเด็น

ส่วนพาราควอท เป็นสารเคมีกำจัดวัชพืชที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในโลก มีการสังเคราะห์ขึ้นมาใช้ครั้งแรกเมื่อกว่า 130 ปีมาแล้ว นำมาใช้กำจัดวัชพืชครั้งแรกเมื่อ 62 ปีที่แล้ว และมีการผลิตจำหน่ายครั้งแรกเมื่อประมาณ 56 ปีมาแล้วโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ คือ ไอซีไอ และยังใช้มาจนถึงทุกวันนี้ โดยมีบริษัทอื่นนำไปผลิตภายใต้เครื่องหมายการค้าต่างๆ มากมาย

พาราควอท จะหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์วัชพืชส่วนที่เป็นสีเขียว และทำให้เนื้อเยื่อของเซลล์นั้นแห้ง วัชพืชจึงแห้งตายไปแต่ในทางพิษวิทยา พาราควอท จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อส่วนที่สัมผัส เกิดแผลพุพอง ถ้าถูกตาจะทำให้ตาบวมแดง อักเสบประสิทธิภาพในการมองเห็นลดลง ที่มีข่าวว่ามีการใช้พาราควอทเป็นยาพิษในการฆ่าตัวตาย เพราะเมื่อดื่มพาราควอทเข้าไป จะทำให้ระคายเคืองลำคอ ปอด และหายใจไม่ออก และการที่ใช้เป็นสารพิษฆ่าตัวตายนี่แหละเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำมาอ้างในการแบน

หลังจากมติ ของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ออกมาไม่กี่วัน หลังจากสนุกสนานกับเทศกาลสงกรานต์กันไปแล้ว กรมวิชาการเกษตรในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย และดูแล พ.ร.บ.วัตถุอันตราย จึงรีบเชิญหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วย นักวิชาการทั้งภาครัฐและเอกชน เครือข่ายเตือนภัยเกษตรกรผู้ประกอบการนำเข้า ผลิต และจำหน่ายสารเคมีเกษตร รวมทั้งผู้แทนเกษตรกรรวมประมาณ 80 คนมาร่วมประชุม เมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมาอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ดร.สุวิทย์ชัยเกียรติยศ ปฏิเสธว่าไม่ได้เชิญมาประชาพิจารณ์เหมือนอย่างที่สื่อบางฉบับเอาไปเขียน แต่เชิญหน่วยงานต่างๆ มาให้ข้อคิดเห็นเพื่อรวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วน ทั้งในทางวิชาการและด้านพิษภัยต่างๆ นำมาประกอบการพิจารณาในการควบคุม หรือ แบนสารเคมีทั้ง 2 ชนิดดังกล่าว

ข้อคิดเห็นจากบรรดานักวิชาการ หรือเครือข่ายต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่คนใช้สารเหล่านั้นก็ดูจะไม่สำคัญเท่ากับเกษตรกรคนใช้จริงๆอย่างเกษตรกรจากจังหวัดสุพรรณบุรี ที่มีดีกรีเป็นเกษตรกรดีเด่น เป็นปราชญ์ชาวบ้าน และ เป็นประธาน ศพก. อำเภอหนองหญ้าไซสุกรรณ สังข์วรรณะ ที่บอกว่า ถ้าแบนพาราควอทซึ่งเป็นสารกำจัดวัชพืชที่ใช้มานาน แล้วเกษตรกรจะทำอย่างไร จะหันกลับไปใช้วิธีถอนหญ้าทีละต้นหรือ จะเอาแรงงานที่ไหนมาทำ พร้อมทั้งคำนวณให้เสร็จสรรพว่า แรงงาน 1 คนสามารถถอนหญ้าได้ชั่วโมงละ 16ตารางเมตร ถ้าต้องการจะถอนหญ้า 1 ไร่ใน 1 วัน ต้องใช้แรงงานถึง 14 คน ค่าแรงคนละ 300 บาทต่อวัน จะต้องลงทุนค่าถอนหญ้าหรือกำจัดวัชพืชถึงไร่ละ 4,200 บาท

ที่เกษตรกรยกตัวอย่างอาจจะดูโอเวอร์ไป แต่พอจะเห็นภาพว่าเราไม่สามารถจะย้อนกลับไปใช้วิธีกำจัดวัชพืชแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไปแล้ว ครั้นจะใช้สารเคมีชนิดอื่นมาทดแทนพาราควอท ตามที่ฝ่ายขอให้แบนพาราควอทเสนอมา สารที่ว่าก็มีราคาแพงกว่าพาราควอทหลายเท่า..เกษตรกรจะทำอย่างไรดี…

“การสั่งแบนจึงไม่ใช่คำตอบ” สุกรรณยืนยัน พร้อมกับชี้โพรงว่า “ถึงไม่มีหน้าร้าน เกษตรกรก็หาจากหลังร้าน หรือใต้ดินได้”….นี่สิของจริง

การสั่งแบนจึงไม่ใช่คำตอบ จริงๆ…..เรื่องนี้…สาธารณสุขจะรู้ดีไปกว่าเกษตรได้อย่างไร…..

แว่นขยาย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s