ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ค. 2560 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996005


ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ค. 2560 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996005


ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.ค. 2560 21:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/995925

เมื่อวันที่ 5 ก.ค. กรมการจัดหางาน จัดเสวนาเรื่อง “พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ปวงชนชาวไทยได้อะไร” มีนายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายสมพงศ์ สระแก้ว ผอ.มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (แอลพีเอ็น) ร่วมเสวนา
นายวรานนท์ กล่าวว่า ที่ต้องออกเป็น พ.ร.ก. ไม่ออกเป็น พ.ร.บ. เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่คนไทยอาจจะมองปัญหาต่างด้าวเป็นเรื่องชิลๆ อยู่ร่วมกับคนผิดกฎหมายโดยไม่รู้สึกอะไร ที่ผ่านมาเปิดจดทะเบียนหลายครั้ง นำคนผิดกฎหมายเข้าระบบเป็นล้านคน แต่ก็ยังเรียกร้องให้จดอีกไม่รู้จบ ขณะที่ประเทศคู่ค้าของไทยจับตามองว่าการจัดการปัญหายังไม่ถูกต้อง จึงต้องรวบกฎหมาย 2 ฉบับที่มีอยู่เดิม มารวมเป็น พ.ร.ก.ฉบับนี้ เพื่อให้การทำงานครอบคลุม รวมทั้งป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ เพราะหากยังอยู่ในสถานะเดิม จะไม่สามารถขึ้นไปอยู่ในอันดับเทียร์ 1 หรือปลดล็อกใบเหลืองของอียูได้ตามที่หวัง โดยรวม พ.ร.ก. มีประโยชน์ต่อชาวไทย กฎหมายไม่ใช่เพื่อใครบางคน ค่าปรับ 4-8 แสนบาท ที่ใช้ลูกจ้างผิดกฎหมาย เป็นการเน้นลงโทษนายจ้างไม่ให้ทำผิด จึงต้องมีจิตสำนึก อย่าพูดย้ำเรื่องบทลงโทษ 4 แสน หรือ 8 แสนบาท มักหนักเกินไป เพราะยิ่งพูด นายจ้างจะยิ่งขายหน้า หากไม่ผิด ก็ไม่ต้องกลัว
นายวรานนท์ กล่าวว่า ทาง ตม.แจ้งว่า มีแรงงานต่างด้าว 5-6 หมื่นคนออกผ่านแดนกลับบ้าน ยังไม่นับพวกปีนรั้วไปช่องพิเศษ ภายในวันนี้ กกจ.จะออกประกาศมาตรการรองรับ จะทำให้แรงงานต่างด้าวที่ไม่ถูกต้องหลายแสนคนกลับสู่ระบบ และยังมีการทำเอ็มโอยูนำเข้าแรงงาน ซึ่งมีเข้ามาแล้ว 4 แสนคน และ กกจ.จะเปิดศูนย์แจ้งการใช้แรงงานต่างด้าว ให้นายจ้างและลูกจ้างที่อยู่กันมานานผ่านการคัดกรองของเจ้าหน้าที่ เพื่อยืนยันและออกใบอนุญาต จะมีหนังสือให้ไปทำตรวจสัญชาติให้ถูกต้อง โดยศูนย์จะเปิดในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เฉพาะกรุงเทพฯ มี 10 ศูนย์ จะเปิดสั้นๆ ในระยะ 15 วัน และมีเวลาดำเนินการให้เสร็จภายใน 6 เดือน ได้คุยกับทางการเมียนมาแล้วจากนั้นจะหารือกับกัมพูชาและลาว คาดว่าจะเปิดภายใน 2 สัปดาห์ จะได้รู้ว่ายังมีแรงงานผิดกฎหมายอีกเท่าไร เพราะที่ผ่านมายังไม่มีใครยืนยันตัวเลขได้ชัดเจน
ด้านนายสมพงศ์ กล่าวว่า จากข้อมูลทางการระบุแรงงานข้ามชาติอยู่ในระบบกว่า 2.6 ล้านคน แต่ตนท้าได้เลยว่ามียังมีอีกเท่าตัวที่ผิดกฎหมายจาก 4-5 ล้านคน มีแค่ 2.6 ล้าน ที่อยู่บนดินเข้าระบบถูกต้อง ที่เหลือล้วนอยู่ใต้ดิน และกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจาก พ.ร.ก.อย่างชัดเจน ส่วนใหญ่กังวลพาสปอร์ต วีซ่าหมดอายุ ทำงานผิดนายจ้าง นายจ้างก็กังวลค่าปรับสูงถึง 4 แสน แรงงานจึงพากันกลับบ้าน ส่งผลกระทบขาดแคลนคนทำงาน ภาครัฐบอกว่าแรงงาน 3 สัญชาติ เดินทางออกไปหลายหมื่นคน แต่ภาคสังคมเชื่อว่าตัวเลขที่ออกไปในขณะนี้มีประมาณ 2 แสนคน ส่วนใหญ่ออกไปตามช่องทางธรรมชาติ ไม่ผ่านด่าน ผลกระทบยังไปถึงเศรษฐกิจฐานราก ต่างด้าวกลัวถูกจับ ออกไปหน้าปากซอยถูกตรวจผิดเจอไป 5 พัน
ขณะที่การทุจริตเรียกเก็บส่วยกันแบบอุปถัมภ์ โทษปรับนายจ้าง 4-8 แสน รับดูแลให้ในราคา 4 พัน ต่างด้าวจึงไม่ออกมาซื้อของตามปกติ คนไทยขายของไม่ได้ ขณะที่ธุรกิจด้านท่องเที่ยวทั้งภูเก็ต ชลบุรี ร้านอาหารเงียบลงเพราะไม่มีคนทำอาหาร การชะลอโทษ 180 วัน จึงเป็นทางหนึ่งที่จะทำให้ทุกฝ่ายลดความเจ็บปวดจากผลกระทบ
นายพจน์ กล่าวว่า ภาคเอกชนใช้ต่างด้าวมาก จึงต้องปรับตัวเรื่องแรงงาน ต้องดูหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง สาธารณสุข ถ้าเอาทฤษฎีมาพูดก็ไม่จบ เราเขียนแผนพัฒนาเศรษฐกิจเติบโตทุกด้าน มีเมกะโปรเจ็กต์เริ่มก่อสร้างจะเอาแรงงานจากไหน จึงอย่าไปเน้นเรื่องความมั่นคงอย่างเดียว ทุกวันนี้ขาดแคลนต่างด้าวมากแค่ไหน ให้เดินไปถามในตลาด ตามซอยต่างๆ ตัวเลขขาดแคลนแรงงานปี 2558 คณะกรรมาธิการแรงงานฯ เดินทางไป จ.ชลบุรี ทั้งจังหวัดมีแรงงานขึ้นทะเบียนแค่ 1.5 แสนคน ล่าสุดขึ้นทะเบียนไม่ถึง 5 หมื่นคน ทั้งที่พัทยาก็น่าจะมีมากกว่า 1 แสน เพราะเป็นแรงงานหมุนเวียน ตนสนับสนุน พ.ร.ก. เพียงแต่กังวลเรื่องการบังคับใช้เท่านั้น ต้องขอบคุณออกมาตรการมาบรรเทาทุกข์ ส่วนเวลา 180 วันเพียงพอหรือไม่ จะมีคำตอบเมื่อเข้าสู่การปฏิบัติ
ด้าน รศ.แล กล่าวว่า ความโกลาหลที่เกิดขึ้นในช่วง 4-5 วัน ไม่ใช่เนื้อหา พ.ร.ก. แต่เป็นเรื่องการบริหารจัดการการใช้กฎหมาย ซึ่งไม่มีใครวิจารณ์เนื้อหากฎหมาย ปัญหาคือ การประกาศใช้ลักษณะนี้เหมาะสมหรือไม่ในการบริหารจัดการการปรับปรุงก็เพื่อให้เป็นมาตรฐานของสหภาพยุโรป เพื่อหลีกเลี่ยงการที่ไทยจะตกเทียร์ จึงต้องดูว่าการใช้แรงงานของเราเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ ซึ่งประเด็นที่จะอยู่อันดับไหนไม่ได้อยู่ที่มีการออกกฎหมายกี่ฉบับมาควบคุม แต่เขาสนใจการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ หากมีอัตราบทลงโทษสูง ราคาในการเลี่ยงกฎหมายก็สูงขึ้น นักเศรษฐศาสตร์มองว่า หากปฏิบัติตามกฎหมายแพง เขาก็เลือกไม่ปฏิบัติตามกฎหมายด้วยวิธีที่ถูกกว่า มาตรการเหล่านี้ยิ่งเอื้อต่อการติดสินบน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีการเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมเสวนาสอบถามข้อสังสัยใน พ.ร.ก. ต่างด้าว โดยนายจ้างรายย่อยบางคนสอบถามถึงงานอาชีพกรรมกรไม่มีความชัดเจนในลักษณะงาน ทำให้เป็นช่องทางถูกเจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับผลประโยชน์ อาทิ ให้คนงานต่างด้าวฉาบปูน แต่ถูกจับว่าทำงานผิดประเภท รวมทั้งนายอุทิศ เหมวัตถกิจ หรือ “เสี่ยตาชั่ง” ได้ถามถึงข้อกฎหมายที่ไม่เห็นด้วย และตั้งข้อสงสัยว่าการออก พ.ร.ก. ต่างด้าว เป็นการเตะหมูเข้าปากหมา ซึ่งหลังออกจากห้องเสวนาได้ให้สัมภาษณ์ทีวีช่องหนึ่ง แต่ได้ถูกเจ้าหน้าที่กรมการจัดหางานเข้าไปกัน จนเกิดการปะทะคารมกันเล็กน้อย
ขณะที่ นายวรานนท์ แถลงหลังเสวนา ถึงมาตรการบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงาน จากผลกระทบ พ.ร.ก.ต่างด้าวฯ ว่า ในช่วงเย็นนี้ รมว.แรงงาน จะลงนามประกาศกระทรวงแรงงาน 1 ฉบับ ซึ่งจะเป็นข้อกำหนดมาตรการสำหรับแรงงานเมียนมา ส่วนของลาว และกัมพูชา น่าจะเรียบร้อยใน 2 สัปดาห์ ซึ่งมีอยู่ 2 เรื่องที่มีความกังวล คือ การทำงานผิดนายจ้างที่ระบุไว้มีโทษปรับ 4-8 แสนบาท ได้เปิดให้เปลี่ยนนายจ้างให้ถูกต้องจะได้หมดกังวล ส่วนที่จะให้เปิดจดทะเบียนต่างด้าวรอบใหม่ ยืนยันว่าจะไม่เปิดแบบเซตซีโร่อีก แต่จะเปิดให้รายงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้าง จะให้โอกาสมาผ่านการพิสูจน์ทราบว่าทั่งคู่ทำงานกันอยู่จริง อยู่ในเมืองไทยจริง แต่ไม่มีเอกสารในการขอใบอนุญาตทำงาน กกจ.จะเปิดรับข้อมูลในระยะสั้นๆ ประมาณ 15 วัน
นายวรานนท์ กล่าวว่า ศูนย์รับข้อมูลจะชื่อว่า “ศูนย์แจ้งการใช้แรงงานต่างด้าว” เปิดโอกาสให้นายจ้างนำแรงงานต่างด้าวที่จ้างทำงาน แต่เป็นแรงงานผิดกฎหมายที่ไม่มีบัตรสีชมพูมาแจ้งแสดงตัวยืนยันว่าเป็นนายจ้างลูกจ้างกันจริง โดยให้นำเอกสารของลูกจ้างที่มีอยู่ หรือพาสปอร์ต์ พร้อมบัตรประจำตัวประชาชนนายจ้าง มาติดต่อที่ศูนย์รับแจ้งซึ่งจะเปิดเร็วที่สุด เพียงแค่เขียนเอกสารยื่นคำร้องแผ่นเดียว ยื่นเอกสารกลับบ้านได้เลย ถ้าเป็นไปได้จะเปิดภายในเดือน ก.ค. เป็นเวลา 15 วัน แล้วปิดทันที โดยจะเปิดในกรุงเทพฯ 10 ศูนย์ และในทุกจังหวัดทั่วประเทศจะเปิดจังหวัดละ 1 ศูนย์ จะทำให้สะดวกรวดเร็วที่สุด คาดว่าจะมีตัวเลขแรงงานผิดกฎหมายที่ต้องมารายงานตัวไม่เกิน 1 ล้านคน
ส่วนแรงงานที่มีบัตรสีชมพูอยู่แล้วไม่ต้องมา เพราะอยู่ในขั้นตอนการพิสูจน์สัญชาติ ขณะนี้มีแรงงานเมียนมากลุ่มบัตรชมพูผ่านการพิสูจน์สัญชาติออกซีไอไปแล้ว 1.9 แสนคน และยังยืดเวลาขอใบอนุญาตทำงานให้แรงงานที่ผ่านการตรวจสัญชาติแล้ว กลุ่มแรงงานทั่วไปขออนุญาตได้ถึง 31 มี.ค. 61 และกลุ่มแรงงานในกิจการประมงทะเลและแปรรูปสัตว์น้ำภายในวันที่ 1 พ.ย. 60 เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลน
“เวลา 15 วัน น่าจะเพียงพอที่จะให้นายจ้างกับลูกจ้างจูงมือกันมายื่นเอกสารกับทางราชการ ออกใบรับ 1 ใบแล้วกลับบ้าน ไม่ต้องคอยเจ้าหน้าที่จะคัดกรอง รายไหนที่ต้องมีการสัมภาษณ์ เพื่อจะพิสูจน์ความเป็นนายจ้างลูกจ้างก็จะต้องทำ รายไหนมีความชัดเจนก็จะเร็วขึ้น เมื่อคัดกรองแล้วจะออกเอกสารมีรูปลูกจ้างติดอยู่ เพื่อให้นำเอกสารไปเข้าสู่ขั้นตอนพิสูจน์สัญชาติ ซึ่งขณะนี้เมียนมาร์ตั้งศูนย์พิสูจน์สัญชาติในไทย 5 ศูนย์ และกำลังจะมีการขยายเพิ่มอีก จนกว่าจะเหลือเมียนมาคนสุดท้ายจึงจะปิดศูนย์ แต่ถ้าดำเนินการไม่เสร็จใน 180 วัน ก็จะต้องมีมาตรการเสริม แต่มั่นใจว่าภายใน 31 มี.ค. ปีหน้า แรงงานต่างด้าวทุกคนจะเข้าอยู่ในระบบที่ถูกต้อง” นายวรานนท์ กล่าว.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.ค. 2560 18:20
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/995808

เมื่อเวลา 17.07 น. วันที่ 5 ก.ค. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทยครั้งที่ 3 ปรับลดลงอีก 50 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 19,600 บาท ขายออกบาทละ 19,700 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,253.20 ขายออกบาทละ 20,200 บาท.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.ค. 2560 18:13
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/995778

เมื่อวันที่ 5 ก.ค. นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ระงับการประกวดราคาและการทำสัญญากับผู้ชนะการประมูลข้าวเข้าอุตสาหกรรมที่มิใช่คนบริโภค ที่เปิดประมูลเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา หลังจากที่บริษัท ที พี เค เอทานอล จำกัด ได้ยื่นฟ้องว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการอนุมัติ และถูกตัดสิทธิ์การเข้าร่วมประมูล ว่า เมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้ทำหนังสืออุทธรณ์คำสั่งทุเลาการบังคับคำสั่งทางปกครองต่อศาลปกครองกล่าวไปแล้ว โดยได้ยืนยันว่า การตัดสิทธิ์บริษัทดังกล่าวเป็นผู้ขาดคุณสมบัติการเป็นผู้เสนอซื้อเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะการประมูลมีการกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขไว้ชัดเจน และการประมูลทำถูกต้องตามกฎระเบียบ โดยเปิดประมูลมาแล้ว 27 ครั้งไม่เคยมีแต่ปัญหาใดๆ ยกเว้นครั้งที่ 26 ที่บริษัทนี้เข้าร่วม
ส่วนกรณีที่บริษัทระบุว่าการไม่ได้ซื้อข้าวรัฐ ทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงยากแก่การเยียวยานั้น กรมฯ ได้ยืนยันกับศาลฯ ว่า บริษัทเป็นผู้ผลิตเอทานอล ซึ่งวัตถุดิบหลักในการผลิตไม่ใช่ข้าว แต่เป็นวัตถุดิบอื่น เช่น มันสำปะหลัง การที่บริษัทเข้าร่วมประมูลข้าว เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของบริษัทที่จะทำกำไรในทางธุรกิจ การไม่ได้ข้าวที่ประมูล และหากเกิดความเสียหายขึ้น ก็เป็นเพียงการคาดการณ์ของบริษัท ซึ่งอาจจะมาก-น้อย หรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ แต่ถ้ามีความเสียหาย ก็สามารถเรียกร้องค่าเสียหายต่อรัฐเพื่อขอรับการเยียวยาได้
อย่างไรก็ตามในทางกลับกัน การที่ศาลฯ ระงับการทำสัญญาซื้อขายข้าวกลุ่ม 2 หรือข้าวเสื่อมเข้าสู่อุตสาหกรรมที่คนบริโภคไม่ได้ กับผู้ชนะประมูล 16 ราย ปริมาณกว่า 2.07 ล้านตัน และระงับการประมูลขายข้าวกลุ่ม 3 หรือข้าวเสื่อมเข้าสู่อุตสาหกรรมที่คนและสัตว์บริโภคไม่ได้ รอบ 2 ที่จะประมูลวันที่ 17 ก.ค.นี้ กว่า 530,000 ตัน จะทำให้เกิดผลกระทบมากกว่า เพราะทำให้รัฐต้องเสียค่าเก็บรักษาเดือนละ 163 ล้านบาท เสียรายได้ที่ได้จากการขายข้าว 2.07 ล้านตัน ราว 11,376 ล้านบาท กระทบต่อเป้าหมายการระบายข้าวให้เสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้ อีกทั้งยังจะกระทบต่อสิทธิของผู้ชนะประมูลข้าวทั้ง 16 ราย ที่ยังไม่ได้ทำสัญญา ซึ่งผู้ประกอบการเหล่านี้มีแผนการผลิต และแผนการขายอยู่แล้ว เมื่อไม่ได้ข้าวไปก็จะกระทบต่อแผนการทางธุรกิจ เกิดความเสียหายทางธุรกิจ
“ที่สำคัญ คำสั่งให้ชะลอขายข้าวจนกว่าคดีจะแล้วเสร็จนั้นยังไม่รู้ว่าจะนานแค่ไหน จากเดิมที่ตลาดรับรู้แล้วว่า รัฐจะระบายข้าวออกในเดือน ก.ค. และจะระบายให้หมดในเดือน ก.ย. ซึ่งจะกระทบต่อจิตวิทยาด้านการตลาด และกระทบต่อราคาข้าวเปลือกฤดูกาลใหม่ที่จะออกปลายปีนี้ ผลกระทบเหล่านี้เป็นผลกระทบในวงกว้างและใหญ่หลวง และเมื่อเกิดความเสียหายแล้ว ไม่รู้ใครจะเยียวยารัฐและผู้ชนะประมูลทั้ง 16 ราย”
นอกจากนี้ ในประเด็นที่ศาลปกครองเห็นว่าไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องระบายข้าวเสื่อมสภาพเหมือนข้าวคุณภาพดี ได้ยืนยันว่า ข้าวเสื่อมก็เป็นข้าวส่วนเกินที่กดทับตลาด ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ มีภาระค่าใช้จ่าย และกระทบต่อตลาดข้าว เพราะทำให้เกิดความกังวลต่อตลาดว่ารัฐมีข้าวเสื่อม และไม่รู้ว่าจะระบายออกมาเมื่อใด ทั้งๆ ที่ความกังวลนี้ได้หมดไปก่อนหน้านี้แล้ว ตอนนี้ได้กลับมามีความกังวลเกิดขึ้นอีก
“กรมฯ หวังว่า การยื่นอุทธรณ์จะทำให้ศาลเห็นถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น และถ้ามีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ก็จะหยุดความเสียหายได้ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก็จะมีผลกระทบยาวตามที่ได้บอกไว้ การที่ศาลฯ มีคำสั่งชะลอการขายข้าว ก็เป็นเพียงการฟ้องร้องเพื่อประโยชน์ของบริษัทรายเดียวเท่านั้น ถ้าฟ้องร้องกันแล้วบริษัทชนะ รัฐสามารถเยียวยาให้ได้ แต่ถ้ารัฐชนะ บริษัทแพ้ รัฐจะฟ้องร้องค่าเสียหายจากบริษัท ซึ่งประเมินมูลค่าเป็นตัวเลขไม่ได้”.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.ค. 2560 18:06
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/995805

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 5 ก.ค. 60 ช่วงครึ่งวันบ่าย พบว่า ดัชนีปรับเพิ่มขึ้น 0.91 จุด อยู่ที่ 1,575.02 เปลี่ยนแปลง +0.06% มูลค่าการซื้อขาย 34,001.62 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,579.28 จุด และต่ำสุดที่ 1,573.52 จุด
สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) และ 5. บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน).
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.ค. 2560 16:53
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/995715

เมื่อวันที่ 5 ก.ค. นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า หลังจากพระราชกำหนดบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้ ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานขนถ่ายสินค้าที่ท่าเรือ จนมีสินค้าตกค้างที่ท่าเรือจำนวนมาก และทำให้การส่งมอบข้าวล่าช้ากว่ากำหนด ซึ่งจะกระทบกับการส่งออกข้าวของไทยที่กำลังขยายตัวได้ดีตั้งแต่เดือน ก.ค.เป็นต้นไป
“การส่งออกข้าวที่กำลังดีอยู่พอเจอปัญหาขาดแรงงาน ทำให้การส่งมอบล่าช้า เพราะแรงงานที่ท่าเรือหายไป 30-40% จากเดิมที่ใช้เวลาโหลดสินค้าลงเรือ 7-10 วัน ก็กลายเป็น 1 เดือน ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลัง จะต้องส่งออกข้าวให้ได้เดือนละ 900,000 ตัน ถึงจะได้ตามเป้าที่สมาคมตั้งไว้ 10 ล้านตันในปีนี้ แต่พอการส่งออกล่าช้า อาจทำให้ส่งออกได้เพียงเดือนละ 700,000-800,000 ตัน ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกข้าวในปีนี้ต่ำกว่าปีก่อน ที่ส่งออกได้เกือบ 10 ล้านตันได้” นายชูเกียรติ กล่าว
นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นและผันผวน ก็มีผลต่อการส่งออกข้าวในช่วงครึ่งปีหลังเช่นกัน เพราะการที่ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าเพื่อนบ้านอย่าง เวียดนาม ที่เป็นคู่แข่งสำคัญในการส่งออกข้าว ทำให้ไทยเสียโอกาสในการส่งออก เพราะเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทุกๆ 1 บาท จะทำให้ราคาข้าวไทยสูงขึ้นตันละ 8-9 เหรียญสหรัฐฯ
นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวถึงสถานการณ์ส่งออกข้าวไทยว่า การส่งออกข้าวไทยล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-20 มิ.ย. 2560 อยู่ที่ 5.33 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 15.6% แซงหน้าอินเดียขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก หลังจากที่เสียแชมป์ให้อินเดีย 2 ปีต่อเนื่อง คาดว่าครึ่งแรกของปีนี้ น่าจะส่งออกรวม 5.5 ล้านตัน และน่าจะบรรลุเป้าหมาย 10 ล้านตัน เพราะยังมีสัญญาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับจีน ที่ยังเหลือส่งมอบอยู่ 600,000 ตัน จากทั้งหมด 1 ล้านตัน การมีความต้องการซื้อจากตลาดฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย รวมทั้งตลาดอิหร่าน และอิรักที่เริ่มมีคำสั่งซื้อกลับมาหลังจากที่ไม่ได้ซื้อข้าวไทยมานานหลายปี ขณะที่ยังคาดว่า จะมีคำสั่งซื้อข้าวจากบังกลาเทศและศรีลังกาอีก เพราะทั้งสองประเทศประสบปัญหาภัยธรรมชาติ ทำให้ผลผลิตข้าวเสียหายมาก.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.ค. 2560 16:50
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/995678

เมื่อเวลา 15.07 น. วันที่ 5 ก.ค. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทยครั้งที่ 2 ราคาลง 50 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 19,650 บาท จากช่วงเช้า 19,700 ราคาขายออกบาทละ 19,750 ขณะที่ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,298.68 ขายออกบาทละ 20,250 บาท.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.ค. 2560 16:20
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/995630

เมื่อวันที่ 5 ก.ค. นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กนง. ครั้งที่ 4/2560 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปี ซึ่ง กนง.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชัดเจนต่อเนื่องจากการส่งออกที่ขยายตัวดีขึ้น ขณะที่อุปสงค์ในประเทศขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และไม่กระจายตัวเท่าที่ควร ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปชะลอลงและอาจต่ำกว่ากรอบเป้าหมายในบางช่วง จากปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก แต่มีทิศทางปรับสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวชัดเจนต่อเนื่อง จากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวมากขึ้นในหลายกลุ่มสินค้าและตลาดส่งออก และจากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวได้เร็ว ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวตามรายได้ภาคเกษตรที่ปรับดีขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อโดยรวมไม่เข้มแข็งนัก การใช้จ่ายของภาครัฐยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้าๆ ซึ่งแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังต้องระมัดระวังปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะความต่อเนื่องของการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลัก การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจีน และความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยขอให้ติดตามผลกระทบจากสถานการณ์แรงงานต่างด้าวอย่างใกล้ชิด
ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปชะลอลงจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ โดยเฉพาะราคาอาหารสดที่ปรับลดลงตามผลผลิตผักและผลไม้ที่เพิ่มสูงขึ้นตามสภาวะอากาศที่เอื้ออำนวย และผลของฐานสูงจากภาวะภัยแล้งในปีก่อน รวมทั้งราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับลดลง แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ยังอยู่ในระดับต่ำ แต่อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีทิศทางปรับสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีอย่างช้าๆ ตามปัจจัยด้านอุปทานและการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ การคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะปานกลางของสาธารณชนยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่ากลางของกรอบเป้าหมาย
ขณะที่ ภาวะการเงินโดยรวมอยู่ในระดับผ่อนคลาย และเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ สภาพคล่องในระบบการเงินอยู่ในระดับสูง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ในระดับต่ำ ภาคธุรกิจสามารถระดมทุนได้เพิ่มขึ้น ทั้งจากสินเชื่อสถาบันการเงินและตลาดทุน สำหรับค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาเคลื่อนไหวสอดคล้องกับสกุลเงินในภูมิภาค ทาง กนง.จึงเห็นควรให้ติดตามการเคลื่อนย้ายเงินทุนระยะสั้นต่อไป
นอกจากนี้ เห็นว่าระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ สามารถรับมือกับความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจการเงินทั้งในและต่างประเทศได้ดี แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงในบางจุด อาทิ ความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อนปัญหาความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น ในภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาเป็นเวลานาน ซึ่งอาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงของตลาดที่ต่ำกว่าที่ควร.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.ค. 2560 16:15
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/995628

เมื่อวันที่ 5 ก.ค. นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ รับทราบปัญหาการขาดแคลนเครื่องยนต์อะไหล่เครื่องบินโบอิ้ง 787 Dreamliner และส่งผลให้ต้องจอดเครื่องบินดังกล่าว บางลำไม่สามารถนำมาให้บริการได้ ในขณะนี้ซึ่งพบว่า ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นกับการบินไทยเพียงสายการบินเดียว แต่เกิดกับสายการบินต่างๆ ทั่วโลกที่ใช้เครื่องบินโบอิ้ง 787 ที่ติดตั้งเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์รุ่น Trent-1000 โดยสาเหตุจากการตรวจพบปัญหา Turbine Blade ในเครื่องยนต์ ที่อาจส่งผลถึงความปลอดภัยในการปฏิบัติการบิน บริษัทฯ จึงมีความจำเป็นต้องถอดเครื่องยนต์ส่งไปเข้าซ่อมบำรุง ณ ศูนย์ซ่อมของบริษัท โรลส์-รอยซ์ ที่สิงคโปร์ เพื่อทำการแก้ไขตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แต่ด้วยจำนวนเครื่องยนต์ที่มีปัญหาทั่วโลกมีเป็นจำนวนมาก ทำให้ บริษัท โรลส์-รอยซ์ ไม่สามารถซ่อมให้เสร็จได้ทันเวลา และเครื่องยนต์ที่เกิดปัญหามีจำนวนสะสมเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งบริษัท โรลส์-รอยซ์ ยังไม่สามารถจัดหาเครื่องยนต์อะไหล่ให้ทันกับความต้องการของสายการบินลูกค้า
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้พยายามทุกวิถีทางในการเร่งแก้ปัญหา โดยในเบื้องต้นได้นำเครื่องบินแบบอื่นมาทำการบินทดแทนเป็นการชั่วคราว รวมทั้งมีการควบรวมเที่ยวบินบางเที่ยวบินเข้าด้วยกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ฝ่ายบริหารได้มีการจัดประชุมวางแผนร่วมกันในทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง บริษัท โรลส์-รอยซ์ เพื่อเตรียมแผนรองรับไว้ล่วงหน้าแล้ว ทำให้บริษัทฯ สามารถแก้ไขปัญหาด้านการให้บริการผ่านพ้นไปได้ด้วยดี นอกจากนี้บริษัทฯ จะมีการเจรจาให้บริษัท โรลส์-รอยซ์
รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ดังกล่าวต่อไป ทั้งนี้ปัญหาเรื่องอะไหล่เครื่องยนต์ดังกล่าว คาดว่าจะเริ่มดีขึ้นตั้งแต่เดือน ส.ค. และกลับเข้าสู่ภาวะปกติในเดือน ก.ย.2560.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.ค. 2560 16:10
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/995615

นายรณฤทธิ์ ซื่อวาจา กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอร์โนแอนด์แนช จำกัด ในเครือ บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล ออโต ซาลอน 2017 กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่ 5 แล้วที่บริษัทได้จัดงานจำหน่ายรถยนต์ตกแต่งพิเศษ และอุปกรณ์โมดิฟาย รวมถึงยังเป็นการเชิญชวนให้ประชาชนผู้สนใจการแต่งรถได้มาชมงาน

ทั้งนี้ จากการผนึกกำลังกับค่ายผู้ผลิตรถยนต์ อุปกรณ์ตกแต่งทั้งในและต่างประเทศแล้ว ค่ายผู้ผลิตอุปกรณ์ตกแต่งและเครื่องเสียง ต่างเตรียมแคมเปญส่วนลดพิเศษมาให้ในงานนี้ด้วย สำหรับไฮไลต์ภายในงานนั้น ค่ายรถยนต์ต่างๆ ได้นำรถยนต์รุ่นดังๆ เช่น นิสสัน สกายไลน์ อาร์32, โตโยต้า เวลไฟร์ และ ฮอนด้า เอส660 รวมถึง มาสด้า อาร์เอ็กซ์-8, ซูบารุ ดับบลิวอาร์เอ็กซ์ เอสทีไอ และ ซูซูกิ จิมนี่ มาจัดแสดง

ขณะเดียวกัน ภายในงานยังได้รวบรวมรถแต่งจากประเทศอาเซียนอย่าง มาเลเซีย ลาว สิงคโปร์ และไทย มาโชว์ด้วย นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นจากค่ายรถยนต์ จักรยานยนต์ อุปกรณ์โมดิฟายชุดแต่ง พร้อมแคมเปญลุ้นรางวัล รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท รวมถึงสุดยอดรถแต่งจากคาร์คลับชื่อดังเมืองไทย ที่จะมาร่วมประชันไอเดียการแต่งรถด้วย
สำหรับงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล ออโต ซาลอน 2017 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-9 ก.ค.60 ณ ชาเลนเจอร์ 3 เมืองทองธานี บัตรเข้างานราคา 100 บาท.