“ชิงเต่า” เสน่ห์สีสันมังกรสลับลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2560 เวลา 14:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/528429

"ชิงเต่า" เสน่ห์สีสันมังกรสลับลาย

เรื่อง/ภาพ : นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

สำหรับนักเดินทางแล้ว การได้ไปสัมผัสเมืองที่เต็มไปด้วยความหลากหลายคงเป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย

เมืองชิงเต่าในมณฑลซานตง ทางตะวันออกของจีนนั้น เป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวริมชายทะเลซึ่งความเป็นตะวันตกและตะวันออกผสานเข้ากับธรรมชาติอันสวยงามของเมืองได้อย่างลงตัว เปรียบเสมือนมังกรที่มีลวดลายหลายเฉดสี

การไปสัมผัสมนต์เสน่ห์ของเมืองชิงเต่าครั้งนี้ อยู่ภายใต้การดูแลของสายการบินนกสกู๊ต ซึ่งพาคณะสื่อมวลชนเดินทางลัดฟ้าจากสนามบินดอนเมือง บินตรงไปยังสนามบินชิงเต่าหลิ่วถิงภายในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง 30 นาที โดยสายการบินมีไฟลต์กรุงเทพฯ-ชิงเต่า สัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน ในวันอังคาร พุธ ศุกร์ และอาทิตย์

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เมื่อเท้าแตะพื้นชิงเต่า แลนด์มาร์คที่ให้มุมมองทิวทัศน์ของเมืองในภาพรวมคงหนีไม่พ้นจุดชมวิว “เสี่ยวอี๋ซาน” ซึ่งแปลเป็นชื่อเล่นภาษาไทยได้ว่า เนินปลาน้อย

โดยเมื่อเดินขึ้นไปยังชั้นบนสุดของศาลาจีนแปดเหลี่ยม จะสามารถมองเห็นชิงเต่าได้ทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นหาดทรายที่ทอดยาวตลอดชายฝั่งทางใต้ของเมือง หรืออาคารบ้านเรือนหลังคาสีแดงสดใสสไตล์ยุโรป รวมถึงตึกสูงระฟ้าแบบเมืองสมัยใหม่

หลังชมความงามของชิงเต่าในมุมสูงก็ถึงเวลาตามรอยความคลาสสิกแบบยุโรปที่ “ถนนปาต้ากวน” หรือถนนแปดสาย ซึ่งเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปกว่า 200 หลัง เนื่องจากบริเวณนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเยอรมันมาก่อน เมื่อครั้งชิงเต่ายังเป็นอาณานิคมของเยอรมนีเป็นเวลาหลายสิบปีก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1

โดยใบไม้ที่กำลังผลัดเปลี่ยนสีสันสู่สีส้มบ้าง สีเหลืองบ้าง ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงย่างเข้าฤดูหนาวราวปลายเดือน พ.ย. ทำให้ถนนแห่งนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศความโรแมนติก จนมีคู่รักจำนวนมากนิยมมาถ่ายรูปพรีเวดดิ้งที่นี่

เลยออกไปอีกหน่อยเป็นที่ตั้งของ “โบสถ์เซนต์เอมิล” โบสถ์คาทอลิกที่สร้างขึ้นโดยสถาปนิกชาวเยอรมัน ตามรูปแบบสถาปัตยกรรมโกธิคผสานกับแบบโรมาเนสก์ ซึ่งด้านหน้ามีจุดเด่นที่หอนาฬิกาสูง 56 เมตร จากบรรยากาศเก่าแก่ที่ให้ความรู้สึกสูงส่งและงดงามในเวลาเดียวกัน ทำให้โบสถ์แห่งนี้กลายเป็นสถานที่ถ่ายพรีเวดดิ้งยอดนิยมอีกที่หนึ่ง

หากเดินจากโบสถ์มาอีกไม่ไกลจะพบ “แอนนา วิลลา” บ้านสไตล์บาโรกอายุกว่า 100 ปี ซึ่งในปัจจุบันกลายเป็นห้องสมุดประชาชนและร้านขายหนังสือประจำเมือง และเมื่อเดินขึ้นไปที่ชั้นสองจะมองเห็นโบสถ์เซนต์เอมิลในอีกมุมหนึ่งได้อย่างชัดเจน

การสัมผัสกลิ่นอายแบบยุโรปของชิงเต่าคงไม่สมบูรณ์แบบ หากไม่ได้ไปที่ “พิพิธภัณฑ์ที่ทำการเก่าของเยอรมนี” อาคาร 4 ชั้นสไตล์ปราสาทยุโรปแท้ๆ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักของผู้สำเร็จราชการเยอรมันในเมืองชิงเต่าเมื่อปี 1907 โดยตลอดช่วงเวลา 110 ปี นับตั้งแต่สร้างขึ้น อาคารแห่งนี้ได้กลายเป็นที่พำนักของบุคคลสำคัญระดับโลกจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นอดีตประธานาธิบดีเหมาเจ๋อตุง ของจีน และโฮจิมินห์ หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ ลุงโฮ นักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ของเวียดนาม

อิทธิพลของเยอรมนีไม่ได้ปรากฏผ่านรูปแบบสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่ยังหยั่งรากลงไปอยู่ในอุตสาหกรรมเก่าแก่อันเลื่องชื่อของเมืองชิงเต่า อย่างการผลิตเบียร์โดย “โรงงานเบียร์ชิงเต่า” จะบอกเล่าประวัติความเป็นมา ขั้นตอนการผลิต และพัฒนาการของกรรมวิธีต่างๆ ที่ทำให้ชิงเต่าสามารถผลิตเบียร์ได้ถึง 30 ประเภทในขณะนี้ อยู่ที่ 4 แสนตัน/ปี และส่งขายไปยัง 80 ประเทศทั่วโลก

เมื่อพูดถึงเบียร์ชิงเต่าแล้ว คงเลี่ยงไม่กล่าวถึงแหล่งวัตถุดิบสำคัญอย่างน้ำแร่ที่ใช้ในการผลิตเบียร์ไม่ได้ โดยต้นธารน้ำแร่ที่ว่าอยู่บน “ภูเขาเหลาซาน” ภูเขาอันโด่งดังไปทั่วมณฑลซานตง ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองชิงเต่าราว 30 กม.

ภูเขาเหลาซานไม่ได้เป็นเพียงแหล่งน้ำแร่ชั้นดีเท่านั้น แต่ยังได้ชื่อว่าเป็นจุดกำเนิดลัทธิเต๋าที่เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่ง เนื่องจากบนภูเขาเป็นที่ตั้งของ “วัดไท่ชิง” สถานที่บำเพ็ญพรตอายุกว่า 2,000 ปีของปรมาจารย์ลัทธิเต๋าชื่อดังจำนวนมาก เช่น จางซันเฟิง ความสงบร่มรื่นของวัดแห่งนี้ ช่วยขับเน้นเสน่ห์ความเป็นตะวันออกของชิงเต่าให้โดดเด่นขึ้นมา

ความเรียบง่ายสไตล์ตะวันออกยังสัมผัสได้ที่ “สวนจงซาน” ซึ่งมีประวัติความเป็นมากว่า 90 ปี โดยสวนแห่งนี้รายล้อมไปด้วยต้นเชอร์รี่กว่า 2 หมื่นต้น ที่นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น ทำให้สวนจงซานกลายเป็นหนึ่งในจุดชมทัศนียภาพและสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอันสวยงามที่สุดของเมืองชิงเต่า

หากเดินชมสวนจนเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าแล้ว การเปลี่ยนบรรยากาศไปเดินรับลมริมชายทะเลที่ “สะพานจ้านเฉียว” ก็เรียกความสดชื่นกลับมาได้ไม่น้อย โดยสะพานความยาว 440 เมตร ที่ยื่นออกสู่ทะเลแห่งนี้เป็นสะพานโบราณสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง และเป็นหนึ่งในจุดชมวิวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของเมืองในปัจจุบัน

บริเวณรอบสะพานมักมีเรือหาปลาจำนวนมากจอดแน่นขนัด ท่ามกลางฝูงนกที่บินโฉบไปมาเหนือผิวน้ำ และถ้ามองเลยออกไปจะเห็นท้องทะเลสีฟ้าครามทอดยาวไปไกลสุดสายตา

นอกจากนี้ ด้วยความที่เป็นเมืองชายฝั่ง ชิงเต่าจึงไม่เคยขาดแคลนอาหารทะเล จนทำให้ทางเมืองสามารถจัดเทศกาลอาหารทะเลได้เป็นประจำทุกปี ในเดือน พ.ย.

ส่วนช่วงอื่นๆ ตลอดทั้งปีนั้น ร้านอาหารหลายแห่งในเมือง จะมีเมนูอาหารทะเลสดใหม่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น กุ้ง หอย ปู ปลา ให้เลือกชิมอย่างจุใจ โดยอาหารขึ้นชื่อของชิงเต่าอย่างเกี๊ยวปลา ซึ่งชาวเมืองรับประทานกันมาตั้งแต่สมัยโบราณจนกลายเป็นอาหารประจำเมืองในปัจจุบัน

เมนูอาหารทะเลนานาชนิดยังมีให้ลิ้มลองตามแผงสตรีทฟู้ด ที่วางขายเรียงรายตลอด “ถนนวัฒนธรรมพีฉายย่วน” อีกหนึ่งย่านเก่าแก่ของเมือง โดยอาหารที่ห้ามพลาด คือปลาหมึกย่างเสียบไม้ปรุงด้วยซอสสูตรเฉพาะ รสชาติอร่อยไม่เหมือนใคร หรือถ้าอยากลองอาหารแปลกๆ อย่างปลาดาวทอด หรือไข่นึ่งหอยเม่น ก็หาซื้อมาชิมได้ที่ถนนสายนี้

เสน่ห์ของชิงเต่า ไม่เพียงอยู่ที่สีสันอันกลมกลืนระหว่างความเป็นตะวันตกและตะวันออกเท่านั้น แต่ยังมาจากความคลาสสิกแบบยุคเก่าและความเป็นเมืองสมัยใหม่ที่สอดประสานกันอย่างลงตัว จนสร้างบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ของชิงเต่าขึ้น

ประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ของชิงเต่านั้น สะท้อนออกมาจากบรรดาสถานที่สำคัญต่างๆ ทั่วเมือง ทั้งสไตล์ยุโรปและแบบจีนดั้งเดิม ขณะที่เรื่องราวของยุคสมัยใหม่ ปรากฏผ่าน “จัตุรัส 54” ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการเคลื่อนไหว “4 พฤษภา” ปี 1919 เพื่อคัดค้านการถ่ายโอนเมืองชิงเต่าไปอยู่ใต้การปกครองของญี่ปุ่น

โดยจัตุรัส 54 เป็นที่ตั้งของ May Wind สัญลักษณ์ประจำเมืองชิงเต่า ซึ่งเป็นประติมากรรมรูปทรงแปลกตาสีแดงสดใส สื่อถึงสายลมแห่งเดือน พ.ค.

ภายในบริเวณของจัตุรัส 54 ยังมี “ศูนย์เรือใบโอลิมปิกชิงเต่า” ซึ่งเคยเป็นสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาพายเรือในกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 29 และกีฬาพาราลิมปิกครั้งที่ 13 ด้วยเช่นกัน

หากยังอยากสัมผัสความสมัยใหม่ของเมืองอีกสักหน่อย การไปเดินเล่นยามค่ำคืนที่ “ถนนไท่ตง” ก็เพลิดเพลินดีทีเดียว เพราะถนนแห่งนี้เป็นแหล่งช็อปปิ้งทันสมัยที่มีชื่อเสียงและคึกคักที่สุดของเมือง เต็มไปด้วยสินค้าทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นของกิน ของใช้ เสื้อผ้า หรือร้านขายของจิปาถะราคาย่อมเยา

ความหลากหลายของชิงเต่า จึงตอบโจทย์การเดินทางท่องเที่ยวเกือบทุกรูปแบบ ตั้งแต่การเที่ยวแบบสบายๆ เสพความงดงามของธรรมชาติ ซึ่งก็มีให้เลือกทั้งภูเขาและทะเล โดยชิงเต่านั้นยังเป็นเมืองที่มีครบทั้งสี่ฤดู คือฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว และถ้าเดินทางมาในฤดูที่แตกต่างกัน จะได้สัมผัสกับบรรยากาศของเมืองที่เปลี่ยนไปในแต่ในช่วงเวลา

ถ้าอยากเดินเท้าเที่ยวสไตล์แบ็กแพ็กก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะจะได้เก็บเกี่ยวบรรยากาศรอบเมือง ลัดเลาะไปตามถนนหลายสาย ค่อยๆ ตามหาเสน่ห์ของชิงเต่า ซึ่งแฝงไว้อยู่ในแทบทุกที่และกำลังรอให้นักเดินทางไปค้นพบ

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s