ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤศจิกายน 2560 เวลา 13:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/526088

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 3

จากเมือง Tsumago เราเดินทางต่อไปยังเมือง Kiso เมืองเล็กๆ ในหุบเขาคิโสะ ที่ตั้งอยู่ในชัยภูมิที่ดีมากคือหน้าประชิดแม่น้ำคิโสะและหลังประชิดภูเขา Kisokama ในเขตเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นตอนกลาง กิจกรรมในบ่ายวันนี้คือมาเยี่ยมชมศูนย์หัตถกรรมของเมือง ตอนแรกที่เห็นตารางการเดินทางยังแอบคิดในใจว่า พามาทำโซบะอีกแล้ว ญี่ปุ่นนี่มีแค่เก็บสตรอเบอร์รี่ ตำโมจิ ชงชา และทำโซบะอุด้งเท่านั้นเหรอ แต่มานึกอีกที โซบะนี่คือความภูมิใจอย่างหนึ่งของคนญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ เวลาเรานึกถึงอาหารญี่ปุ่นจะต้องมีโซบะอยู่ในลิสต์ด้วยเสมอ เป็นอาหารที่คนญี่ปุ่นกินอยู่ในชีวิตประจำวันเหมือนคนไทยกินก๋วยเตี๋ยวบะหมี่ หากินได้ทั่วทุกหนแห่งตั้งแต่สถานีรถไฟไปจนถึงร้านระดับติดดาว เป็นอาหารที่มีราคาถ่างกันมากตั้งแต่ไม่กี่ร้อยเยนไปถึงหลายพันเยน คิดได้ดังนี้มีกำลังไปทำขึ้นอีกมากมาย และพอรถจอดที่หน้าอาคาร Furusato Taikenkan เท่านั้นแหละความรู้สึกเปลี่ยนทันที ถ้าไม่ได้มาจะต้องเสียดายมาก

ตัวอาคารหลักน่ะไม่เท่าไหร่เป็นอาคารสร้างใหม่ไม่มีอะไรโดดเด่น แต่อาคารที่อยู่ด้านข้างและด้านหลังนี่สิครับน่าสนใจมาก เห็นปุ๊บผมนึกถึงการ์ตูนของค่าย Ghibli ขึ้นมาโดยพลัน ที่นี่เคยเป็นโรงเรียนประถมมาก่อน อาคารด้านข้างคืออาคารเรียนสองชั้น อาคารด้านหลังดูเหมือนเป็นโรงยิม การ์ตูนของค่ายนี้มีฉากในโรงเรียนหรือฉากอาคารไม้เก่าๆ ให้เห็นบ่อย มองผ่านๆ เหมือนตัวเองเข้าไปอยู่ในฉากของการ์ตูนเหล่านั้นเลย ยิ่งได้เดินเข้าไปในอาคารเรียนด้วยแล้วยิ่งชอบ เพราะยังรักษาสภาพของโรงเรียนและห้องเรียนไว้ได้เป็นอย่างดี เพียงแค่นำอุปกรณ์การทำกิจกรรมต่างๆ ไปใส่ไว้แทนที่โต๊ะเก้าอี้ แต่ก็ยังมีบางห้องที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร คงสภาพเดิมๆ ไว้อย่างนั้น

เจ้าหน้าที่พาเราเดินชมภายในอาคารเรียน และก่อนจะขึ้นไปที่ชั้นสองก็ให้เราหยิบลูกบอลที่กลึงจากไม้ขนาดเล็กกว่าลูกปิงปองนิดนึงติดมือไปด้วยคนละสองลูก พอถึงชั้นบนก็ให้หย่อนลูกบอลกลิ้งลงตามรางไม้ที่แนบอยู่ข้างผนังฝั่งบันได ลูกบอลที่กลึงจากไม้ไม่ได้กลมกิ๊กเหมือนลูกปิงปอง เวลาไหลลงตามรางจึงไม่เสถียรร่วงหล่นกลางทางบ้างมีให้ลุ้นกันตลอด พวกเราถ่ายรูปกันตั้งแต่หน้าประตู บันได ระเบียง หน้าต่าง ข้างห้อง ในห้อง แทบจะทุกมุมของอาคารด้านในเพราะมันถูกใจคอการ์ตูนที่ชอบบรรยากาศแห่งการรำลึกถึง (Nostalgia) บนพื้นระเบียงชั้นสองมีตารางสี่เหลี่ยมวาดด้วยสีขาวเป็นระยะๆ เจ้าหน้าที่บอกว่า นี่คือโต๊ะปิงปองแบบง่ายๆ แทนที่จะสร้างเป็นโต๊ะ ใช้พื้นนี่แหละประหยัดทั้งวัสดุและพื้นที่

แต่ยังนึกภาพไม่ออกว่าตีปิงปองกับพื้นมันจะเป็นอย่างไร ผมเตร็ดเตร่ไปดูอีกห้องหนึ่งที่อยู่คนละฝั่งของอาคาร มีป้ายไม้เขียนชื่อโรงเรียนวางอยู่ถึงรู้ว่าที่นี่คือโรงเรียนประถมคุโระคาวะ ในห้องยังเก็บหนังสือตำราเรียนสมัยก่อนไว้ในตู้กระจก มีกระดานที่บอกให้ทราบว่ามีนักเรียนในแต่ละชั้นกี่คน ชายหญิงกี่คน รวมทั้งสิ้นกี่คน ดูจากขนาดของอาคารแล้วน่าจะจุได้เป็นร้อย แต่ข้อมูลในกระดานทั้งโรงเรียนมีนักเรียนประถม 1-6 รวมแค่ 54 คนเท่านั้น น้อยจนใจหาย นักเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กชาย แต่มีห้องนึงที่มีเด็กชายคนเดียวที่เหลือเป็นเด็กหญิงทั้งหมด ผมจินตนาการย้อนกลับไปในอดีต ที่นี่ต้องเรียนกันอย่างมีความสุขแน่ๆ นักเรียนน้อยครูดูแลทั่วถึง ใกล้ชิดประหนึ่งครอบครัว อยากรู้ว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้ามันย้อนกลับไปนานแค่ไหน ลองไล่หาหลักฐานจนพบหนังสือที่ระบุปี ค.ศ. 1969 นี่คือโรงเรียนประถมเมื่อเกือบ 50 ปีก่อนหรือนานกว่านั้น ก็ประมาณตอนผม 5 ขวบอยู่ ป.1 หรือ ป.2 เลยอินเข้าไปใหญ่ ยิ่งนึกยิ่งคิดถึง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

หลังสำรวจห้องหับและถ่ายรูปจนหนำใจแล้ว เจ้าหน้าที่ก็พาเราเข้าไปในห้องทำโซบะ เริ่มต้นจากล้างมือให้สะอาด เช็ดมือให้แห้ง แล้วมานวดแป้งโซบะ ค่อยๆ รินน้ำค่อนถ้วย คลุกให้แป้งจับตัวเป็นก้อน รินน้ำที่เหลือลงไปจนหมด จากนั้นก็นวดนวดนวด ทบไปทบมาจนได้ที่แล้วปั้นเป็นก้อนทรงกลมเหมือนปั้นดินน้ำมัน นำก้อนแป้งออกจากกะละมังมาวางบนโต๊ะ โรยผงแป้งให้ทั่วป้องกันแป้งติด ใช้มือกดแป้งให้แผ่ขยายกลายเป็นแผ่นคล้ายพิซซ่า จากนั้นนำไม้ท่อนกลมยาวมากลิ้งทับให้แผ่ขยายออกไปทุกทิศทางจนบาง โรยผงแป้งทับแล้วพับพับพับจนเหลือประมาณกระดาษ A4 แต่ยาวกว่านิดนึง นำแผ่นแป้งพับไปวางบนเขียงแล้วใช้มีดคล้ายอีโต้สำหรับหั่นเส้นโซบะค่อยๆ ซอยเป็นเส้นบางๆ โดยมีแผ่นไม้คล้ายเกรียงปาดปูนในมือซ้ายเป็นตัวควบคุมระยะห่าง ซอยได้ขนาดพอรวบได้หนึ่งกำมือก็นำไปวางไว้ในถาด ซอยจนหมดจะได้ประมาณหกกำ แล้วนำเส้นไปลวกน้ำร้อนจนเดือดประมาณ 5 นาที ลองหยิบเส้นมากัดถ้านิ่มพอใจแล้วก็ใช้ตะเกียบขนาดใหญ่คีบใส่ตะกร้า แล้วนำไปใส่อ่างเปิดน้ำเย็นล้างเส้นด้วยมือให้ทั่ว สะเด็ดน้ำแล้วนำขึ้นวางบนโต๊ะ จับเส้นม้วนเป็นกลุ่มวางบนถาดไม้ เป็นอันเสร็จสิ้นพร้อมเสิร์ฟ

พวกเรานั่งล้อมวงพร้อมจ้วงโซบะคนละหนุบละหนับ เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นชมต่อหน้าว่า อร่อยมาก เส้นโซบะนุ่มหนึบดี เพราะปกติเคยเจอแต่โซบะที่นุ่มและนิ่ม คุณริกะเจ้าหน้าที่ประสานงานคนไทยรีบสนับสนุน ปกติริกะไม่ค่อยทานโซบะนะเพราะเจอแต่ร้านที่ไม่ถูกใจ แต่โซบะถาดนี้มันดีมาก ว่าแล้วก็จ้วงโซบะลงในถ้วยซอสแล้วสูดเสียงดังพร้อมอุทานว่า Umai ไม่ว่าจะจริงเท็จอย่างไรแต่มันทำให้หัวใจคนทำพองโตทันที เลยลองชิมดูบ้างปรากฏว่า เฮ้ย!จริงด้วย เส้นโซบะมันหนึบกว่าร้านที่กินตอนกลางวัน นึกทบทวนกระบวนการทำเข้าใจว่าคงมาจากตอนลวกเส้นที่ใช้เวลาน้อยกว่ามาตรฐาน พอเจอน้ำเย็นเลยทำให้เส้นหดตัวอย่างรวดเร็ว ความร้อนที่อยู่ภายในเส้นยังคงเหลืออยู่พอที่จะทำให้เส้นสุกพอดี ในขณะที่ผิวนอกรัดตัวจนหนึบ เวลากัดเส้นจึงมีแรงดีดสะท้อนมากกว่าโซบะทั่วไป ความบังเอิญก่อเกิดความพอดีโดยมิได้คาดคิด สงสัยต้องจำเคล็ดลับไว้มาเปิดร้านที่เมืองไทยแล้ว อันนี้แค่คิดนะครับ

กินกันเสร็จเลยขออนุญาตเจ้าหน้าที่ไปถ่ายรูปที่อาคารไม้ด้านหลัง มีทั้งกองฟืน โต๊ะเก้าอี้และม้าหกที่ทำจากไม้ เจ้าหน้าที่พาไปอีกด้านของอาคาร เป็นมุมที่เงียบสงบติดกับลำธารสายเล็กๆ ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 5 โมงเย็น แสงแดดอ่อนละมุนกับอากาศเย็นสบาย มันช่างเหมือนฉากในการ์ตูนหลายเรื่องที่เคยดู ถ้าใครมีโอกาสขับรถเที่ยวแล้วผ่านมาแถวเมือง Kiso ขอให้แวะมาครับ รับรองว่า ภาพชีวิตในวัยเด็กจะหวนกลับมาสร้างความสุขให้คุณได้อย่างคาดไม่ถึง

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s