ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 4

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2560 เวลา 13:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/527356

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 4

จากโรงเรียนประถมคุโระคาวะเรามุ่งหน้าสู่ที่พักในค่ำคืนแรก เป็นสถานที่ที่มีความหมายกับใครหลายคน โดยเฉพาะกับแฟนภาพยนตร์การ์ตูน เรื่อง Kimi no na wa หรือ Your Name หรือในชื่อไทยว่าหลับตาฝัน ถึงชื่อเธอ ที่โด่งดังในญี่ปุ่นเมื่อปี 2559 ทำรายได้ถล่มทลายไป 355 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คลื่นความนิยมของแอนิเมชั่นเรื่องนี้ก่อให้เกิดการตามรอยต้นแบบสถานที่จริงในเรื่อง ซึ่งผิดจากการตามรอยหนังหรือภาพยนตร์ที่ไปถ่ายทำกันจริง แต่ในอนิเมะเรื่องนี้มีเมืองสมมติที่ใช้สถานที่จริงหลายแห่งมาเป็นต้นแบบ ที่โดดเด่นที่สุดก็คือเมือง Itomori บ้านเกิดของ Mitsuha นางเอกในเรื่อง ที่ได้แรงบันดาลใจจากเมือง Suwa จังหวัดนากาโนะ และคืนนี้เราก็จะไปนอนชมวิวทะเลสาบซูวะกันครับ

เราถึงโรงแรมประมาณทุ่มนิดๆ ก่อนถึงก็เห็นวิวทะเลสาบยามค่ำคืนระยิบระยับเหมือนในแอนิเมชั่น เลยตื่นเต้นออกนอกหน้า คิดไปว่าจะเห็นดาวหางเหมือนในเรื่องไหมหนอ โรงแรม Beniya ตั้งอยู่ริมทะเลสาบซูวะแบบที่เดินออกจากโรงแรมข้ามถนนก็เป็นทะเลสาบแล้ว แถมมีห้องอาบน้ำแร่ให้นอนแช่ชมวิวทะเลสาบได้ชัดแจ๋วอีกต่างหาก ที่สำคัญคือโรงแรมนี้ปรากฏอยู่ในแอนิเมชั่น Your Name ด้วย เดี๋ยวค่อยมาเฉลยว่าอยู่ตรงไหน

ตอนนี้ขอรีบขึ้นไปกินข้าวก่อน ไม่ใช่เพราะหิวนะครับเพิ่งโซ้ยโซบะมาเมื่อเย็น แต่เพราะมีเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวมารอทักทายเลยต้องรีบ เขามารอนานแล้ว อาหารค่ำเป็น Kaiseki ที่หน้าตาดีเลยทีเดียว มีทั้งของดิบ ต้ม ทอด ย่างหลากหลาย อาหารแบบนี้ดูเหมือนแต่ละอย่างจะน้อย ถ้ากินทุกอย่างรับรองว่าอิ่ม แต่ที่ไม่อิ่มอาจเป็นเพราะเลือกกินบางอย่างและไม่กินบางอย่าง อิ่มหนำสำราญแล้วไม่รอช้า รีบขึ้นห้องเปลี่ยนเป็นชุดยูกาตะไปแช่น้ำแร่ดูวิวให้หนำใจ ห้องอาบน้ำแร่กรุกระจกบานใหญ่มองเห็นวิวได้แจ่มชัด แสงไฟวิบวับยามค่ำคืนช่างงดงามเหมือนในแอนิเมชั่น คืนนี้ผมนอนหลับตา ก็นึกถึงแต่ฉากต่างๆ ใน Your Name คิดไปต่างๆ นานาว่าถ้าตื่นมาแล้วกลายเป็นอีกคนจะรู้สึกอย่างไร

เผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ ตี 5 ฟ้าเริ่มสว่าง ตื่นมาจะปิดม่าน แต่พอเห็นวิวทะเลสาบยามเช้าก็อดใจหยิบโทรศัพท์มาถ่ายรูปไม่ได้ วิวยามเช้าอาจจะไม่แพรวพราวเหมือนยามดึก แต่ก็ชัดเจนเต็มตากว่า เช้าแบบนี้ยังมีหมอกปกคลุม ยิ่งทำให้ทะเลสาบดูน่าค้นหา จนกระทั่งแสงอาทิตย์สาดส่องมา ความงดงามจึงปรากฏให้เห็นเด่นชัดทีละน้อย ฉวยโอกาสที่ยังพอมีเวลาไปเดินรอบทะเลสาบเสียหน่อย ถ้าใครชอบจ๊อกกิ้งยามเช้า ที่นี่เหมาะมาก มีทางเดินรอบทะเลสาบระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร มีกำลังและเวลาแค่ไหนจัดกันไป

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ส่วนผมขอเดินเก็บบรรยากาศซักนิดก่อนกินข้าว เห็นคุณพ่อหน้าตายังไม่ตื่นดีพาลูกสาวสองคนมาออกกำลังกาย คุณยายจูงหมามาเดินเล่น คุณลุงวิ่งเหยาะๆ จนเหงื่อชุ่ม เป็นชีวิตที่น่าอิจฉามากครับ เมืองที่มีทะเลสาบเป็นของตัวเอง ทราบมาว่าที่ทะเลสาบซูวะนี้ยังมีงานเทศกาลดอกไม้ไฟในหน้าร้อนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นด้วย และก็มีปรากฏการณ์พิเศษในค่ำคืนอันยะเยือกของฤดูหนาว พื้นผิวของทะเลสาบที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง จู่ๆ ก็เกิดรอยร้าวจนเกิดเสียงแตกดังชัด

หลังจากนั้นน้ำแข็งที่แตกก็ถูกผลักดันให้สูงกว่าระดับพื้นผิวจนเกิดเป็นรูปร่างคล้ายภูเขาลูกย่อมๆ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Omiwatari หรือ เทพสัญจร เรื่องมีอยู่ว่า เทพ Takeminakata no Kami แห่งศาลเจ้าซูวะ ได้ออกจากสถานบำเพ็ญตนแล้วข้ามฝั่งทะเลสาบไปพบกับเทพี Yasakatome ผู้เป็นภริยา ระหว่างการก้าวข้ามจึงเกิดร่องรอยขึ้นเหนือพื้นผิวน้ำแข็ง ซึ่งในความเป็นจริงคือใต้ทะเลสาบซูวะมีแหล่งน้ำพุร้อนตามธรรมชาติผุดอยู่ พอพื้นผิวที่จับตัวเป็นน้ำแข็งปะทะกับแรงดันของสายน้ำแร่ที่พวยพุ่งขึ้นมาจึงเกิดการแตกโดยธรรมชาติ บางส่วนของสายน้ำพุร้อนได้ดันระดับน้ำให้สูงขึ้นมาปะทะกับความเย็นจัดเหนือพื้นผิวจนกลายเป็นน้ำแข็งอีกครั้ง สร้างสีสันก่อเกิดเป็นตำนานที่น่าสนใจขึ้น

หลังอาหารเช้าเราเดินทางขึ้นเขาไปยังศาลเจ้าซูวะ (Suwa Taisha) ซึ่งมีทั้งสิ้น 4 แห่งในเมืองนี้ และมีสาขาทั่วประเทศอีกหลายพันแห่ง ประกอบด้วย ศาลเจ้าหลัก Honmiya ศาลด้านหน้า Maemiya ตั้งอยู่ฝั่งทิศใต้ของทะเลสาบ ส่วนฝั่งเหนือก็เป็นที่ตั้งของ Harumiya ศาลแห่งฤดูใบไม้ผลิ และ Akimiya ศาลแห่งฤดูใบไม้ร่วง จนถึงตอนนี้ผมจึงถึงบางอ้อว่าทำไมเทพจึงต้องข้ามทะเลสาบ เพราะมีศาลเจ้าตั้งอยู่คนละฟากฝั่งนั่นเอง ด้วยเวลาไม่มากนักเราจึงมีโอกาสแวะชมได้เพียงศาลเจ้า Harumiya ผมชอบบรรยากาศของศาลเจ้ามากกว่าวัด ไม่เพียงเพราะความร่มรื่นโดยธรรมชาติ หากแต่เป็นความสงบที่เหมือนมีพลังบางอย่างซ่อนเร้น ตั้งแต่เสาโทริอิที่สูงตระหง่าน อาคารศาลเจ้าที่เรียบง่ายแต่สง่างาม

ทุกครั้งที่ได้เข้าไปในเขตศาลเจ้าเหมือนได้รับพลังโดยอัตโนมัติ มีข้อแนะนำว่าการเดินผ่านเสาโทริอิมิควรเดินตรงกลางอันเป็นเส้นทางหลักของเทพเจ้า เพราะมีพลังงานเปี่ยมล้น (ที่ขนาดข้ามทะเลสาบน้ำแข็งยังแตกตัว) ปุถุชนอย่างเราจึงควรเดินเลาะด้านข้างหลีกเลี่ยงพลังงานรุนแรง โดยแฝงนัยของการสำรวมตนอยู่ในที ทุกสรรพสิ่งในศาลเจ้าล้วนแต่ชี้นำทำให้เราพลิ้วไหว ร่วมใช้ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติแทบทั้งสิ้น

ในบริเวณศาลเจ้าซูวะจะมีวัตถุที่โดดเด่นอยู่ 2 อย่าง อย่างแรก คือ Shimenawa หรือเชือกถัก ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นเทียบเท่ากับที่ศาลเจ้าอิสุโมะ จังหวัดชิมาเนะ อีกอย่างคือ เสา Onbashira 4 ต้นที่ประดับอยู่สี่มุมในบริเวณศาลเจ้า และเมื่อนับรวมทั้งสี่ศาลแล้วก็เป็น 16 ต้น เสา Onbashiri นี้มีประวัติยาวนานมากว่า 1,200 ปี เป็นการแสดงออกถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ (แต่ทำไมถึงไปตัดไม้มาทำเป็นเสา อันนี้ต้องขอไปหาข้อมูลเพิ่มก่อน)

และมีพิธีกรรมยกเสาต้นใหม่ทุก 6 ปี ปีล่าสุดที่จัดคือปี 2559 และจะจัดครั้งต่อไปในปี 2565 พิธี Onbashiri เป็นหนึ่งในพิธีที่แปลกและอันตรายที่สุดของญี่ปุ่น คือ การขึ้นไปตัดต้นไม้ที่นำมาเป็นเสา แล้วลากลงจากภูเขา แต่จากที่เคยเห็นในหนังเรื่อง Wood Job หนังที่พูดถึงเรื่องการอยู่ร่วมกันของมนุษย์และผืนป่า และมีพิธีกรรมแบบเดียวกับ Onbashiri ให้ดูตอนท้ายเรื่อง มันไม่ใช่การลากครับ แต่เป็นการปล่อยท่อนซุงลงจากเขาโดยมีมนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างเราคอยควบคุมทิศทาง ผลจะออกมาเป็นอย่างไรต้องลองไปหาดูกันเอาเองครับ และด้วยความน่าสนใจของพิธีนี้ ทางเมืองเลยจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ไว้ให้คนทั่วไปได้เข้าชม และบังเอิญว่าอยู่ไม่ไกลจากศาลเจ้า เจ้าหน้าที่เลยจะพาเราไปชมหลังจากนี้

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s