‘กฤษฎา’สั่งเร่งจัดส่งงบให้เกษตรกร เข้มตรวจซ้ำปลูกพืชอื่นฤดูแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/320850

'กฤษฎา'สั่งเร่งจัดส่งงบให้เกษตรกร เข้มตรวจซ้ำปลูกพืชอื่นฤดูแล้ง

‘กฤษฎา’สั่งเร่งจัดส่งงบให้เกษตรกร เข้มตรวจซ้ำปลูกพืชอื่นฤดูแล้ง

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 20.20 น.

“กฤษฏา” สั่งตรวจซ้ำโครงการปลูกพืชอื่นช่วงแล้ง เร่งรัดส่งงบถึงมือเกษตรกร ด้านกรมชลฯระบุเขื่อนลำตะคอง งดส่งน้ำนาปรัง เขื่อนปราณบุรี ส่งน้ำเพาะปลูก 4.7 พันไร่ เฝ้าระวัง 47 จว.เสี่ยงภัยแล้ง 

14 ก.พ. 61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้สั่งให้ทุกพื้นที่สำรวจเพื่อตรวจสอบซ้ำในพื้นที่มีเกษตรกรเข้าโครงการปลูกพืชหลากหลาย พบว่า ปลูกพืชหลากหลาย 4.8 พันไร่ พืชปุ๋ยสด 4 หมื่นไร่ ปลูกพืชอาหารสัตว์ 3 พันไร่ ส่วนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 2 แสนไร่ กำลังรอสำนักงบประมาณจ่ายเงิน

“ในขณะนี้ข้อมูลรายงานยังไม่มีเกษตรกรรับเงิน แล้วไปปลูกข้าว ซึ่งมีเกษตรกรที่เข้าโครงการอยู่เดิม ตอนนี้ยังไม่ได้รับเงิน ก็ปลูกพืชอื่นไปก่อน โดยเรื่องนี้เป็นจุดอ่อนที่ต้องเร่งรัดงบเพื่อให้ถึงเกษตรกรช่วงต้นฤดู” รมว.เกษตรฯ กล่าว

ด้านนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในติดตามผลการเพาะปลูกฤดูแล้งทั้งประเทศ พบว่า ปลูกไปแล้วรวม 8.45 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 93 ของแผน วางไว้ 9.05 ล้านไร่ เฉพาะข้าวนาปรัง ปลูกแล้ว 7.95 ล้านไร่ ร้อยละ95 จากวางไว้ 8.35 ล้านไร่ ทั้งนี้เฉพาะเขตชลประทานลุ่มเจ้าพระยา ปลูกแล้ว 5.61ล้านไร่ ร้อยละ 107 ของแผน จากวางไว้ 5.23 ล้านไร่ เฉพาะข้าวนาปรัง ปลูกแล้ว 5.55 ล้านไร่ ร้อยละ 107 จากแผน 5.17 ล้านไร่ ดังนั้นจะเห็นว่าข้าวนาปรังปลูกเกินแผน แต่มีแนวโน้มทรงตัว และขยายพื้นที่ไม่มากนักโดยชลประทานได้เข้าชี้แจงให้ปลูกตามแผน ทำความเข้าใจปริมาณน้ำต้นทุน

“ขอยืนยันว่า มีน้ำเพียงพอใช้ถึงเดือนก.ค.61 สำหรับเขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา กรรมการบริหารชลประทานอ่างเก็บน้ำ ส่งน้ำเฉพาะอุปโภค บริโภค รวมการประปา และระบบนิเวศ และเขื่อนปราณบุรี วางแผนเพาะปลูก 4,711 ไร่ ปลูกแล้ว 1,490 ไร่” อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

นายทองเปลว กล่าวว่า รมว.เกษตรฯสั่งให้ชลประทานทุกพื้นที่เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้ง ช่วยเหลือประชาชน เตรียมพร้อมเครื่องมือ เครื่องจักรกล เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ และรถยนต์บรรทุกน้ำ ให้สามารถช่วยได้ทันที หากมีการร้องขอโดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง 47 จังหวัด ตามที่กรมพัฒนาที่ดินวิเคราะห์

อย่างไรก็ตามกรมชลฯได้สั่งการเฝ้าระวังใกล้ชิด ในส่วนของเครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ ไว้ตามโครงการต่างๆทั่วประเทศรวม 2,193 เครื่อง และรถบรรทุกน้ำอีก 231 คัน โดยรมว.เกษตรฯห่วงใยพี่น้องอาศัยนอกเขตชลประทานให้ดูแลเต็มที่ซึ่งอาจประสบกับปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งนี้

กรมชลฯมั่นใจน้ำมีพอใช้ตลอดหน้าแล้ง ย้ำต้องร่วมกันประหยัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/320715

กรมชลฯมั่นใจน้ำมีพอใช้ตลอดหน้าแล้ง  ย้ำต้องร่วมกันประหยัด

กรมชลฯมั่นใจน้ำมีพอใช้ตลอดหน้าแล้ง ย้ำต้องร่วมกันประหยัด

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 13.28 น.

14 ก.พ. 61 ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยในพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นอกเขตชลประทาน ซึ่งอาจจะประสบกับปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งนี้ ประกอบกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สนทช.) มีนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์ภัยแล้งและให้การช่วยเหลือประชาชนที่อาจจะประสบกับปัญหาภัยแล้ง นั้น

กรมชลประทาน ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทุกแห่ง เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้งและการช่วยเหลือประชาชน โดยให้บริหารจัดการน้ำในเขตพื้นที่ชลประทานด้วยการใช้ระบบชลประทานที่มีอยู่ในพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และให้เตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ และรถยนต์บรรทุกน้ำ ให้สามารถนำไปช่วยเหลือได้ทันทีหากมีการร้องขอ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง 47 จังหวัด ตามที่กรมพัฒนาที่ดินได้วิเคราะห์ไว้  กรมชลประทานได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ซึ่งในส่วนของเครื่องสูบน้ำและรถบรรทุกน้ำ ได้เตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำไว้ตามโครงการชลประทานต่างๆ ทั่วประเทศ รวม 2,193 เครื่อง และรถบรรทุกน้ำอีก 231 คัน

อย่างไรก็ตามในส่วนของการติดตามผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2560/2561 ทั้งประเทศ(ข้อมูล ณ 7 ก.พ. 61) พบว่ามีการเพาะปลูกไปแล้วรวม 8.45 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 93 ของแผนฯ(แผนวางไว้ 9.05 ล้านไร่) เฉพาะข้าวนาปรัง มีการเพาะปลูกไปแล้ว 7.95 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 95 ของแผนฯ(แผนวางไว้ 8.35 ล้านไร่) ทั้งนี้ เฉพาะในเขตชลประทานของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้มีการเพาะปลูกไปแล้ว 5.61 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 107 ของแผนฯ (แผนวางไว้ 5.23 ล้านไร่) เฉพาะข้าวนาปรัง มีการเพาะปลูกไปแล้ว 5.55 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 107 ของแผนฯ (แผน 5.17 ล้านไร่)

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าพื้นที่เพาะปลูกข้าวรอบที่ 2(นาปรัง) แม้ว่าจะมีการเพาะปลูกเกินแผนที่วางไว้ แต่พบว่าพื้นที่เพาะปลูกมีแนวโน้มทรงตัวและขยายตัวเพิ่มขึ้นไม่มากนัก เนื่องจากที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่รณรงค์และติดตามการเพาะปลูกให้เป็นไปตามแผนที่ได้วางไว้อย่างใกล้ชิด พร้อมกับชี้แจงทำความเข้าใจกับกลุ่มเกษตรกร ถึงปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ และต้องใช้ตามแผนจัดสรรน้ำที่ได้วางไว้ เพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในอนาคตอย่างไม่ขาดแคลน

สำหรับส่วนของการใช้น้ำในเขตพื้นที่ชลประทานทั่วประเทศ กรมชลประทาน ขอยืนยันว่าปริมาณน้ำที่มีอยู่ในแต่ละพื้นที่ มีปริมาณเพียงพอที่สนับสนุนการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และการเกษตรใช้น้ำน้อยตลอดในช่วงฤดูแล้งนี้ ไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2561 แต่ยังคงต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาการขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ถอด‘สวัสดิ์ แสงบางปลา’ พ้น‘นักสหกรณ์แห่งชาติ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/320576

x

ถอด‘สวัสดิ์ แสงบางปลา’ พ้น‘นักสหกรณ์แห่งชาติ’

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่ากรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ออกประกาศเพิกถอน นายสวัสดิ์แสงบางปลา อดีตประธานกรรมการบริหารสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ออกจากการเป็นนักสหกรณ์แห่งชาติ สาขาบริหารและส่งเสริมพัฒนาสหกรณ์ ประจำปี 2542 หลังตกเป็นจำเลยฐานหลอกลวงสมาชิกสหกรณ์นำเงินมาร่วมลงทุนเพื่อจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล และได้จับกุมตั้งแต่พฤษภาคม 2560 โดยไม่ได้รับประกันตัวตั้งแต่ชั้นฝากขัง และขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ทั้งนี้ นายสวัสดิ์ จำเลยในคดีเคยเป็นผู้ได้รับรางวัลนักสหกรณ์แห่งชาติ และแม้ว่าขณะนี้คดียังไม่มี คำตัดสินถึงที่สุด แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า นายสวัสดิ์ ได้กระทำการอันก่อให้เกิดความเสียหาย เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์และระบบสหกรณ์อย่างร้ายแรง อีกทั้งยังดำรงตนไม่เหมาะสมกับเกียรติคุณที่ได้รับเป็นนักสหกรณ์แห่งชาติ กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้พิจารณาเพิกถอน นายสวัสดิ์ แสงบางปลา ออกจากการเป็นนักสหกรณ์แห่งชาติ โดยได้ออกประกาศ ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา

“กรมส่งเสริมสหกรณ์ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อกรณีที่เกิดขึ้นซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นและมาตรฐานในการคัดเลือกผู้ที่จะได้รับตำแหน่งนักสหกรณ์แห่งชาติ ซึ่งต้องมีความยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรม มีจิตสำนึกที่ดี ซื่อสัตย์สุจริต ทำให้สิ่งที่ถูกต้อง เป็นธรรมและถูกกฎหมาย แต่หากตรวจพบในภายหลังว่าดำรงตนไม่เหมาะสม ก็จะต้องเพิกถอนทันที” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

เคลื่อนเทคโนโลยีเกษตรอัจฉิยะ ระดมนวัตกรรมเครื่องจักรกลนำร่อง‘มันสำปะหลัง-ข้าว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/320582

เคลื่อนเทคโนโลยีเกษตรอัจฉิยะ ระดมนวัตกรรมเครื่องจักรกลนำร่อง‘มันสำปะหลัง-ข้าว’

เคลื่อนเทคโนโลยีเกษตรอัจฉิยะ ระดมนวัตกรรมเครื่องจักรกลนำร่อง‘มันสำปะหลัง-ข้าว’

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ทิศทางการเกษตรกรรมของโลกกำลังเปลี่ยนไปจากการเกษตรแบบเดิมสู่การเกษตรสมัยใหม่ ประกอบกับอนาคตของภาคเกษตรไทย กำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนแรงงาน เกษตรกรเข้าสู่วัยสูงอายุ จึงต้องค้นหาเทคโนโลยี นวัตกรรม หรือเครื่องจักรกลมาใช้ทำการเกษตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน แก้ปัญหาแรงงาน กระทรวงเกษตรฯ จึงได้จัดงานวันรณรงค์การใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเพื่อการผลิตข้าวแปลงใหญ่ โดยมีการนำเทคโนโลยีการผลิตพืชมาใช้ในกระบวนการผลิต ตั้งแต่การเตรียมแปลง การปลูก การดูแลรักษา และการเก็บเกี่ยว ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของการขับเคลื่อนการทำการเกษตรอัจฉริยะในการผลิตข้าวนาแปลงใหญ่อย่างเป็นรูปธรรม

ดร.วราภรณ์ พรหมพจน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการโครงการแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ กระทรวงเกษตรฯของไทย ได้ศึกษาดูงานภาคเกษตรกรรมในประเทศญี่ปุ่น และระบบเกษตรกรรมอัจฉริยะ พร้อมทั้งหารือเรื่องความร่วมมือด้านการนำนวัตกรรมภูมิสารสนเทศมาใช้ในการทำการเกษตรต่อมาจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการโครงการแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะ ประกอบด้วยหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขับเคลื่อนดำเนินการการจัดทำแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะเป็นแปลงต้นแบบที่นำเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะมาใช้ในกิจกรรมการผลิตพืชให้เป็นรูปธรรม โดยนำร่องในแปลงพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ มันสำปะหลัง และข้าว ถ่ายทอดให้แก่เกษตรกร นักวิจัยผู้ประกอบการ ประชาชนที่สนใจ เรียนรู้ และนำไปใช้ประโยชน์

สำหรับโครงการแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะ ซึ่งมีการนำร่องในแปลงมันสำปะหลังและข้าว ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาพัฒนาที่มีการนำเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะมาใช้อย่างเป็นรูปธรรม คือใช้ในทุกกิจกรรมการผลิตพืช โดยเทคโนโลยีที่นำมาใช้ ประกอบด้วย การใช้แทรกเตอร์ไร้คนขับ ร่วมกับเครื่องจักรกลเกษตรสมัยใหม่ การให้น้ำตามความต้องการของพืชโดยพิจารณาจากข้อมูลความชื้นของดิน และสภาพอากาศผ่านระบบเซ็นเซอร์ และ Internet of Things (IOT) เป็นต้น โดยมีพื้นที่แปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะการผลิตมันสำปะหลังอยู่ที่ จ.นครราชสีมา และ จ.กำแพงเพชร ส่วนแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะการผลิตข้าว อยู่ที่จ.กำแพงเพชร และ จ.พระนครศรีอยุธยา

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวถึงผลการดำเนินโครงการนาแปลงใหญ่ของจ.กำแพงเพชร ว่า หน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมบูรณาการให้มีการจัดตั้งนาแปลงใหญ่แล้วจำนวน 12 แปลง พื้นที่ 19,955 ไร่ เกษตรกร 835 ราย โดยสามารถยกระดับการผลิตข้าวของจังหวัดให้สูงขึ้นด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกข้าวให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงการลดต้นทุนการผลิต ลดค่าใช้จ่ายในการลงทุน มีความสะดวกในการปฏิบัติงาน และลดการใช้แรงงาน ตลอดจนส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตรกรรมแม่นยำตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ การใช้เครื่องมือในกระบวนการทำนา จึงมีการสาธิตและจัดนิทรรศการในวันนี้ อาทิ การปรับพื้นที่ด้วยระบบเลเซอร์ รถแทรกเตอร์แบบไร้คนขับเป็นต้น และในปี 2561 กรมการข้าวมีแผนการจัดตั้งกลุ่มเพิ่มขึ้นในปี 2561 จำนวน 21 แปลง โดยที่ อ.พรานกระต่าย มีการจัดตั้งกลุ่มนาแปลงใหญ่แล้ว 3 แปลง พื้นที่ 7,221 ไร่ เกษตรกร 322 ราย

ปัดจ่ายเงินล่วงหน้าเกษตรกร ย้ำ‘ปลูกพืชหลากหลาย-ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์’ช่วยเหลือตามระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/320580

x

ปัดจ่ายเงินล่วงหน้าเกษตรกร ย้ำ‘ปลูกพืชหลากหลาย-ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์’ช่วยเหลือตามระบบ

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย ฤดูนาปรัง ปี 2561 อยู่ในขั้นตอนของการลงทะเบียนยืนยันหลังการเพาะปลูก จากเกษตรกรที่สมัครเข้าร่วมโครงการ จำนวน 41,049 ราย พื้นที่ 344,639.25 ไร่ คิดเป็น 76.6%

ของเป้าหมาย จำนวน 450,000 ไร่ แจ้งยืนยันการปลูกพืชหลากหลายแล้ว จำนวน 20,486 ราย พื้นที่ 184,496.75 ไร่ คิดเป็น 53.5% ของพื้นที่สมัครเข้าร่วมโครงการ และในบางส่วนที่เกษตรกรได้แจ้งยืนยันการเพาะปลูกแล้ว คณะทำงานตรวจสอบพื้นที่ระดับตำบล ได้ตรวจสอบแปลงปลูกพืชหลากหลายของเกษตรกรแล้ว จำนวน323 ราย พื้นที่ 2,629.75 ไร่ คิดเป็น 1.4%(ข้อมูล วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561) ของพื้นที่แจ้งยืนยันการปลูก ซึ่งหากเกษตรกรท่านใดยังไม่ได้เข้ามาแจ้งยืนยันหลังการเพาะปลูก 15 วัน สามารถแจ้งได้ไม่เกินวันที่ 15 มีนาคม 2561 นี้

สำหรับโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนาปี 2560/61 ปิดแจ้งยืนยันหลังการเพาะปลูกไปเมื่อสิ้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา จากเกษตรกรที่สมัครเข้าร่วมโครงการ จำนวน 84,881 ราย พื้นที่ 618,174.25 ไร่ คิดเป็น 88.31% ของเป้าหมาย จำนวน 700,000 ไร่ แจ้งยืนยันการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนาแล้ว 66,619 ราย พื้นที่ 468,569.25 ไร่ คิดเป็น 66.94% (ข้อมูล วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561) ซึ่งในขณะนี้ คณะทำงานตรวจสอบพื้นที่ระดับตำบลกำลังดำเนินการลงพื้นที่ตรวจสอบแปลงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งได้รับการตรวจสอบแล้ว 5,364 รายพื้นที่ 34,712.75 ไร่แล้ว

โดยทั้ง 2 โครงการ เกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือ ตามเงื่อนไขโครงการไร่ละ 2,000 บาท คนละไม่เกิน 15 ไร่ โดยขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรขอยืนยันว่า ยังไม่มีการจ่ายเงินจำนวน 2,000 บาท/ไร่ ให้แก่เกษตรกรรายใด เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบแปลง โดยคณะทำงานตรวจสอบพื้นที่ระดับตำบล ซึ่งประกอบด้วย ปลัดอำเภอประจำตำบล เป็นประธานคณะทำงาน กำนัน หรือผู้ใหญ่บ้านเจ้าหน้าที่ทหารจากมณฑลทหารบก อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) และนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรประจำตำบล ซึ่งต้องตรวจสอบจริงในทุกแปลง จึงจะดำเนินการจ่ายเงินให้เกษตรกรผ่าน ธ.ก.ส. ทั้งนี้หากเกษตรกรที่ได้รับเงินช่วยเหลือแล้วไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ จะถูกดำเนินคดีในข้อหาแจ้งเข้าร่วมโครงการเป็นเท็จฐานฉ้อโกง และถูกดำเนินการตัดสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการ พร้อมทั้งเกษตรกรต้องส่งเงินคืนอย่างไม่มีเงื่อนไข

ส่องเกษตร : ‘เสือดำ’ต้องไม่ตายเปล่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/320579

449007

ส่องเกษตร : ‘เสือดำ’ต้องไม่ตายเปล่า

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แม้จะเป็นเวลากว่าสัปดาห์แล้ว กรณีการจับกุมกลุ่ม “พรานบรรดาศักดิ์” ของคนระดับเจ้าสัวแสนล้านอย่างนายเปรมชัยกรรณสูต ประธานบริหารและกก.ผู้จัดการบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์จำกัด(มหาชน) แต่คงยังไม่ช้าเกินไปที่ผมจะขอเป็นส่วนหนึ่งร่วมกับประชาชนคนไทยทั่วทั้งประเทศ ในการให้กำลังใจ“ฮีโร่”อย่างนายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกและทีมเจ้าหน้าที่ซึ่งร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ด้วยความกล้าหาญ ไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลใดๆ

ซึ่งไม่เพียงสามัญชนคนไทยทั่วไปแทบทุกวงการเท่านั้น แม้กระทั่งคนระดับ“เจ้าฟ้า” อย่างทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ยังทรงแสดงออกถึงการให้กำลังใจตั้งแต่วันแรกๆของเหตุการณ์จับกุมสะท้านแผ่นดินไทยครั้งนี้ โดยใช้อินสตาเเกรมส่วนพระองค์โพสต์ว่า“สู้ สู้ คุณวิเชียร ชิณวงษ์”

และในเวลาต่อมายังได้โพสต์ตอบทางอินสตาแกรมที่มีผู้ทูลถามว่า“ในฐานะข้าพระพุทธเจ้าเป็นเพียงประชาชน จะทำอะไรได้บ้างในกรณีเสือดำ” (หมายถึงกรณีจับนายเปรมชัยกับพวกซึ่งมีของกลางสำคัญนอกจากอาวุธปืนล่าสัตว์ ก็คือซากสัตว์ป่าหลายชนิดโดยเฉพาะ“เสือดำ”ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมายห้ามล่าอย่างเด็ดขาด)โดยทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงโพสต์ตอบว่า“ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานทุกคนไม่ให้โดนรังแก พวกเราต้องช่วยกันปลูกจิตสำนึกว่าไม่มีใครมีสิทธิเหนือคนอื่น อย่าลืมว่าประเทศนี้เป็นของประชาชนคนไทยทุกคน ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง”

“คีย์เวิร์ด”ที่ทรงโพสต์ตอบนี้ไม่เฉพาะเรื่องให้กำลังใจ แต่คำสำคัญคือ“ไม่ให้(เจ้าหน้าที่) โดนรังแก”และ“ปลูกจิตสำนึกว่าไม่มีใครมีสิทธิ์เหนือคนอื่น…ประเทศนี้เป็นของประชาชนคนไทยทุกคน ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง” เป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนของสังคมต้องร่วมกันออกมาแสดงการปกป้อง“วิเชียร ชิณวงษ์”กับทีมจับกุม ซึ่งก็ได้เห็นภาพนี้กันคึกคักในเวลานี้ นับเป็นเรื่องดีงาม น่ายินดีอย่างยิ่ง

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น นักวิเคราะห์ทุกภาคส่วนเห็นตรงกันว่า เป็นการสะท้อนอย่างสำคัญยิ่งถึงความตื่นตัวของประชาชนต่อการคุ้มครองสัตว์ป่าและการอนุรักษ์ธรรมชาติมิให้ถูกทำลายหรือล่วงละเมิด โดยเฉพาะจากน้ำมือ“อภิสิทธิ์ชน”คนมีอิทธิพล ที่มีอำนาจในการทำลายล้างสูงยิ่งกว่าชนชั้นใดๆ

ความสำคัญของสัตว์ป่าโดยเฉพาะสัตว์ป่าที่ใกล้“สูญพันธุ์”สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับป่า สัมพันธ์กับ“ห่วงโซ่อาหาร”และความสมดุลทางธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ทั่วโลกต่างก็มีความห่วงใยอย่างยิ่ง เพราะนับวันผลร้ายแรงที่เกิดจากการทำลายความสมดุลทางธรรมชาติ กำลังย้อนมาลงโทษมนุษยชาติเอง จากความปรวนแปรของสภาพดินฟ้าอากาศ ที่ทำให้เกิดมหันตภัยทางธรรมชาติยิ่งเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ

กรณีจับ“พรานบรรดาศักดิ์”ครั้งนี้ จึงต้องไม่ปล่อยให้การตายของเสือดำก็ดี ไก่ฟ้าหลังเทาก็ดี และสัตว์อื่นๆอีก ต้องจบลงไปง่ายๆ ในทางคดีต้องติดตามให้มีการลงโทษตามกฎหมายให้ถึงที่สุดให้จงได้(ซึ่งเป็นประเด็นที่คนไทยส่วนใหญ่ห่วงใยยิ่ง ด้วยเกรงจะเกิด“มวยล้ม”หรือหลบหนี“ลอยนวล”เหมือนหลายๆคดีของคนรวย คนมีอิทธิพลมีอำนาจทั้งหลายในช่วงที่ผ่านมา จนผู้คนเกิดความรู้สึกฝังใจว่า“คุกมีขังคนจนเท่านั้น”)

แต่คุณค่าที่สำคัญยิ่งกว่าคงไม่อยู่เฉพาะเรื่องคดีเท่านั้น จะต้องขยายผลเรื่องนี้เลี้ยงกระแสเพื่อ “ปลูกจิตสำนึก” อย่างถาวรให้กับประชาชน ตลอดจนนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ได้มากที่สุดในการดูแลป้องกันการล่าสัตว์ป่า ตลอดจนการทำลายป่า ทำลายธรรมชาติต่อไป เช่นเรื่องแรกคือ การเสริมกำลังคุ้มครองสัตว์ป่าและดูแลรักษาป่า เพราะสิ่งที่สะท้อนจากปาก“วิเชียร ชิณวงษ์”เอง เฉพาะป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฯที่เขาดูแลอยู่มีเนื้อที่มหาศาลถึง 1.4 ล้านไร่แต่ขาดทั้งกำลังคน,ขาดอุปกรณ์อย่างปืน และยังขาดองค์ความรู้ในการดูแลจัดการด้วยโดยมี 25 หน่วยคุ้มครองสัตว์ มีปืนหน่วยละ2-3 กระบอก บางกระบอกก็ยิงไม่ออกด้วยซ้ำขณะที่ป่าอื่นๆยิ่งขาดแคลนหนักกว่านี้ก็มี

เฉพาะหน้านี้ ทางกองทัพภาคที่ 1 นอกจากส่งทหารมาช่วยคุ้มครอง“วิเชียร ชิณวงษ์”แล้ว ยังประสานส่งทหารเข้าร่วมดูแลรักษาป่าและสัตว์ป่าด้วย นับเป็นเรื่องดีและควรจะต้องขยายผลให้เกิดความยั่งยืนต่อๆไป

การตายของ“เสือดำ”แห่งทุ่งใหญ่นเรศวรจากฝืมือพรานบรรดาศักดิ์ครั้งนี้ ผมจึงหวังอย่างยิ่งว่าจะ“ไม่สูญเปล่า” แต่ต้องเกิดคุณูปการต่อการคุ้มครองเสือตัวอื่นๆ ตลอดสัตว์ป่าทุกชนิด และป่าโดยรวมให้ได้มากที่สุด

สาโรช บุญแสง

ตรวจแหลก3ตลาดสด เกษตร-และสิ่งแวดล้อม เกษตรฯล้อมคอก-การันตีอาหารปลอดภัยตรุษจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/320578

x

ตรวจแหลก3ตลาดสด เกษตร-และสิ่งแวดล้อม เกษตรฯล้อมคอก-การันตีอาหารปลอดภัยตรุษจีน

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯให้ความสำคัญกับสินค้าเกษตรคุณภาพ เพื่อให้ผู้บริโภคได้บริโภคสินค้ามีคุณภาพในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยกรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และสำนักมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) มีแผนบูรณาการในการสุ่มตรวจสอบสถานที่จำหน่ายสินค้าเกษตรในช่วงเทศกาลตรุษจีน ระหว่าง

วันที่ 12-14 กุมภาพันธ์ ลงพื้นที่ตลาดสด 3 แห่ง คือ ตลาดสดเยาวราช ตลาดสี่มุมเมือง ศูนย์กระจายสินค้าลำลูกกา โดยมีการสุ่มเก็บตัวอย่างเนื้อ พืช ผัก และผลไม้ มาตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการวิเคราะห์หาสารตกค้าง รวมทั้งประเมินสถานที่จำหน่าย เพื่อให้มีอาหารสะอาด ปลอดภัยนอกจากนี้ยังมอบให้เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร ให้ความรู้กับผู้ประกอบการ เกษตรกร และสนับสนุนข้อมูลแหล่งผลิตสินค้าเพื่อให้ประชาชนผู้บริโภค มีความมั่นใจในการบริโภคสินค้าเกษตรในช่วงเทศกาลดังกล่าว

นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ในฐานะเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลการผลิตสินค้าปศุสัตว์ เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ได้เร่งรัดดำเนินการขับเคลื่อนตามนโยบายมาตรฐานความปลอดภัยด้านปศุสัตว์ของกระทรวงเกษตรฯ โดยยกระดับมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ได้ร่วมกันดำเนินการ “กิจกรรมตรวจตลาดสดแบบบูรณาการ ในช่วงเทศกาลตรุษจีน” ขึ้นเพื่อช่วยส่งเสริมความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคในช่วงเทศกาลตรุษจีน

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตร ตั้งเป้าสุ่มเก็บตัวอย่างพืช จำนวน 270 ตัวอย่าง จากแหล่งจำหน่ายศูนย์กระจายสินค้า ตลาดค้าส่ง และตลาดค้าปลีกเพื่อส่งวิเคราะห์สารเคมีตกค้าง 4 กลุ่ม 44 ชนิดสารเคมี หากพบตัวอย่างพืชมีปริมาณสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐาน จะแจ้งหน่วยงานตรวจรับรองทราบ เพื่อดำเนินการทวนสอบและเฝ้าระวังต่อไป

ก.เกษตรลงพื้นที่22จังหวัด ลุยเปลี่ยนที่ทำนา ปลูกพืชอื่น 2 แสนไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/320462

ก.เกษตรลงพื้นที่22จังหวัด ลุยเปลี่ยนที่ทำนา ปลูกพืชอื่น 2 แสนไร่

ก.เกษตรลงพื้นที่22จังหวัด ลุยเปลี่ยนที่ทำนา ปลูกพืชอื่น 2 แสนไร่

วันอังคาร ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 13.16 น.

13 ก.พ. 61 ที่จ.อ่างทอง นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และทีมกระทรวงเกษตรฯลงพื้นที่สำรวจพื้นที่เข้าโครงการปลูกพืชอื่นทดแทนนาข้าว ว่า ปี 2561 เดินหน้าโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่การปลูกพืชให้เหมาะสม 2 แสนไร่ ตาม 22 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง ตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรปี 2560/61 (ด้านการผลิต) แบ่งออกเป็น ภาคเหนือ 7 จังหวั ดและภาคกลาง 15จังหวัด โดยจะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ต้นทุน ให้กับเกษตรกร การไถเตรียมดิน และการไถกลบพืชปุ๋ยสด

ซึ่งประโยชน์ที่คาดจะได้รับ สามารถเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน ปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้นเพื่อเตรียมการเพาะปลูกข้าวนาปีในฤดูกาลต่อไป ทำให้เกิดสมดุลระหว่างอุปสงค์อุปทานข้าวสอดคล้องกับนโยบายการตลาดนำการผลิต เพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุในดินจากการไถกลบพืชปุ๋ยสด และช่วยลดวงจรการระบาดของศัตรูพืชในนาข้าว และเตรียมปฏิบัติตามนโยบายขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน

ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ ไปสู่การปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

เปิดฉากเทศกาลดนตรี แจ๊ส เฟสติวัล 2018

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/319657

เปิดฉากเทศกาลดนตรี แจ๊ส เฟสติวัล 2018

เปิดฉากเทศกาลดนตรี แจ๊ส เฟสติวัล 2018

วันเสาร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เป็นการเปิดฉากเทศกาลดนตรีแจ๊สนานาชาติปีแรก ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด กับ Thailand International Jazz Festival 2018 (ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล แจ๊ส) ซึ่งคอนเสิร์ตครั้งนี้
ได้รวมพลศิลปินแจ๊สระดับโลกมาไว้ในเวทีเดียวกัน มีคอเพลงแจ๊สกว่า 5,000 คน ร่วมดื่มด่ำเพลงแจ๊สสุดโรแมนติกภายใต้บรรยากาศ 16 องศา ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยที่สุดกลาง ไร่สิงห์ปาร์ค จ.เชียงราย นับเป็นอีกปรากฏการณ์ทางดนตรีแจ๊สสุดคลาสสิก ที่ตั้งใจจัดโดย บริษัท หนีกรุง คอนเน็ค จำกัด ร่วมกับ บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด เมื่อวันที่ 2-3 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยมีครอบครัวคนดังอย่าง อมิตา ทาทายัง, อุ้ย-เกรียงไกร อุณหะนันทน์,
หนึ่ง-จักรวาล, จุ๊บ-วุฒินันต์ ภิรมย์ภักดี และเซเลบฯอีกมากมายร่วมงาน

‘ชาลีดา’สาวไทย ดีกรีศิลปินอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/319660

‘ชาลีดา’สาวไทย ดีกรีศิลปินอินเตอร์

‘ชาลีดา’สาวไทย ดีกรีศิลปินอินเตอร์

วันเสาร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.
นอกจากจะเป็นศิลปินไทยที่ได้เซ็นสัญญากับสังกัดเพลงในต่างแดน ร็อคเก็ตฟูเอล เอนเตอร์เทนเมนท์ ค่ายเพลงอินดี้อันดับ 1 ของมาเลเซีย พร้อมปล่อย“Mind Over Matter”เป็นซิงเกิ้ลเปิดตัวแล้ว “ชาลีดา กิลเบิร์ต” Chaleeda Gilbert หรือที่รู้จักกันในนาม “ชาลีดา” ยังได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น เมื่อมิวสิกวีดีโอเพลงนี้บน YouTube ถูกคลิกชมเป็นล้านครั้ง หลังอัพโหลดขึ้นไปได้ไม่นาน และด้วยความที่ยังคงได้รับความนิยม จนกลายเป็นเพลงดังต่อเนื่อง ยาวนาน “ชาลีดา” เลยจับเอา “Mind Over Matter” มาเรียบเรียงใหม่ร้องใหม่ ในแบบอะคูสติก จนกลายเป็นเพลงซึ้งๆ ที่ประทับใจได้มากกว่าเดิม ทำให้ได้เห็นถึงความสามารถของเด็กสาววัยแค่ 16 ปี รายนี้ได้ชัดเจนมากขึ้น และไม่แปลกใจเลยที่ว่า ทำไมเธอถึงได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงต่างประเทศ