เลาะรั้วเกษตร : ถึงคิวผักไฮโดรโพนิกส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/352666

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ถึงคิวผักไฮโดรโพนิกส์

วันศุกร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลังจากที่เครือข่ายต่อต้านสารเคมีทางการเกษตรทั้งหลายไม่สามารถทำให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย แบนสารกำจัดวัชพืชได้ตามประสงค์ ก็มีการเผยแพร่ผลการตรวจสอบสารพิษตกค้างในผักอีกรอบ คราวนี้เป็นผักที่ปลูกในระบบไม่ใช้ดิน หรือที่เรียกว่า ผักไฮโดรโพนิกส์

เป็นที่น่าสังเกตว่า ข่าวที่มีการเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียในช่วงนี้นั้น ได้อ้างถึงข่าวที่ไทยแพนเคยเผยแพร่ผ่านสื่อมาแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 โดยระบุว่าได้ไปเก็บตัวอย่างผักในห้างขายปลีกหลายแห่ง ในกรุงเทพฯและปริมณฑล พบว่ามีสารตกค้างมากถึง 25 ชนิด ทั้งสารกำจัดเชื้อราสารกำจัดวัชพืช สารกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช รวมทั้งไนเตรท

ผู้ที่นำมาเผยแพร่อีกครั้งคือ ไบโอไทยโดยอ้างถึงข้อมูลของไทยแพนที่กล่าวมาแล้ว พร้อมกับตบท้ายว่าตั้งแต่มีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว (ตั้งแต่มกราคม 2561) ยังไม่เห็นการแสดงความรับผิดชอบใดๆ ของหน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด

ภาพอินโฟกราฟิก ที่ไบโอไทยนำมาเผยแพร่ ภายใต้หัวข้อ “ทำไมพบสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานในผักไฮโดรโพนิกส์มากกว่าผักที่ปลูกโดยใช้ดิน” อ้างที่มา จาก สรุปสาระสำคัญจากรายงานของ Horticulture Australia,2008,2011 และ New Zealand Institute for Crop & Food Research 2003 ซึ่งเป็นรายงานที่เนิ่นนานมากแล้ว

ไบโอไทยยังสรุปด้วยว่า ปัญหาสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานของผักไฮโดรโพนิกส์นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งมีการส่งเสริมปลูกผักไฮโดรโพนิกส์มากที่สุดก็พบเช่นกัน แต่รายละเอียดอื่นๆ ไบโอไทยไม่ได้พูดถึง

เผือกร้อนตกถึงกรมวิชาการเกษตร อธิบดี สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ เปิดแถลงข่าว และ เฟซบุ๊คไลฟ์ ชี้แจงเรื่องนี้โดยสรุปว่า การปลูกผักไฮโดรโพนิกส์ ไม่ใช่การปลูกผักในระบบอินทรีย์ เป็นการปลูกผักธรรมดาที่เหมือนกับการปลูกในดิน แต่แทนที่จะเป็นดินก็เป็นการปลูกในสารละลายที่เป็นธาตุอาหารพืชแทน ด้วยเหตุนี้การปลูกผักไฮโดรโพนิกส์จึงสามารถใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้ แต่ต้องใช้อย่างถูกต้องตามคำแนะนำในฉลาก และต้องทิ้งระยะเวลาเก็บเกี่ยวหลังจากฉีดพ่นสารเคมีตามกำหนดเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค พูดง่ายๆ คือ ต้องทำตามระบบการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ GAP เหมือนการปลูกผักในดินเช่นเดียวกัน

พร้อมกับบอกด้วยว่า กรมวิชาการเกษตรให้การรับรองพืชที่ปลูกตามระบบ GAP จึงสุ่มตรวจเฉพาะผักที่ได้การรับรอง GAP ถ้าพบว่ามีสารตกค้างก็จะเตือนผู้ผลิตให้ปรับปรุงการผลิตให้ถูกต้อง ถ้าไม่เชื่อฟังก็จะยกเลิกการรับรอง ส่วนผัก หรือพืชอื่นๆ ที่ไม่ได้รับการรับรอง GAP จะเป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย.ทำการสุ่มตรวจ

อย่างไรก็ตามอธิบดี สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ยังบอกด้วยว่าจริงๆ แล้ว จะมีการทำงานร่วมกันทั้ง กรมวิชาการเกษตร อย.กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และ สาธารณสุขจังหวัด ในการสุ่มตรวจสารตกค้างในพืชผักผลไม้ในท้องตลาดอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ไม่ได้นิ่งเฉยอย่างที่ไบโอไทยกล่าวหา

ว่ามา ก็ว่าต่อ…เพื่อโปรดทราบ

ขอแถมท้ายด้วยเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ที่ค่อนข้างเป็นห่วง ไม่ใช่เรื่องผัก ไม่ใช่เรื่องสารพิษตกค้าง แต่เป็นเรื่องที่ รองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เข้ามาประชุมสั่งการที่กระทรวงเกษตรฯ ให้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง แล้วให้เกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทน เช่น ข้าวโพด และมันสำปะหลัง รวมทั้งให้โค่นยางทิ้งโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อจะดึงราคายางให้สูงขึ้นเป็นกิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 60 บาท

เรื่องยางก็ว่ากันไป…แต่เรื่องเอามันสำปะหลังลงนานี่ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะมันสำปะหลังไม่ใช่พืชอายุสั้นมีอายุเก็บเกี่ยวเป็นปีทีเดียว ถ้าเกษตรกรหลงเชื่อเอาที่นาไปปลูกมันสำปะหลังตามที่ว่า พื้นที่นาที่อุดมสมบูรณ์สำหรับการทำนาปีก็จะหายไป ราคามันตอนนี้ก็แย่อยู่แล้วจะมิยิ่งสร้างปัญหาไปกันใหญ่หรือ เปลี่ยนเป็นมันเทศก็ว่าไปอย่าง โดยเฉพาะมันม่วง หรือมันญี่ปุ่นที่ตลาดต้องการ…

เอานักเศรษฐศาสตร์มาดูแลเกษตร..ก็ผิดฝาผิดตัวเช่นนี้แล…..

แว่นขยาย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s