ชายคาพระพิรุณ : 18 กุมภาพันธ์ 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396051

586851

ชายคาพระพิรุณ : 18 กุมภาพันธ์ 2562

วันจันทร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ประเด็นร้อนๆ ในโลกโซเชียลที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในช่วงนี้ คงมีอยู่ 2 เรื่อง คือ แบนหรือไม่แบนสารเคมี และเรื่องของ พ.ร.บ.ข้าว ประเด็นแรก เรื่องวัตถุอันตรายทางการเกษตร (พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส) ที่ปัจจุบันมีกลุ่มองค์กรต่างๆ เรียกร้องต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ยกเลิกการใช้สารทั้ง 3 ชนิดดังกล่าวในการทำเกษตรกรรม ประกอบกับประธานผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีความเห็นให้มีการยกเลิกการใช้สารพาราควอตด้วยนั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจ้งว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือเกี่ยวกับการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิดดังกล่าว และได้มีความเห็นร่วมกัน คือ ไม่เห็นด้วยกับการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายและชีวิตมนุษย์ แต่ปัจจุบันประเทศไทยมีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้มีอาชีพเกษตรกรรม 5.7 ล้านครอบครัว รวม 25 ล้านคน มีพื้นที่ทำการเกษตร 149 ล้านไร่ โดยเกษตรกรส่วนใหญ่มีความคุ้นเคยกับการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด ในการกำจัดวัชพืชและแมลงศัตรูพืชมาเป็นเวลานาน เนื่องจากมีประสิทธิภาพดีและมีต้นทุนต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้แรงงานและวิธีการทางการเกษตรอื่นๆ ประกอบกับมีนักวิชาการบางกลุ่มให้ข้อมูลว่าหากมีการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดดังกล่าวอย่างถูกต้องตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ผู้ใช้ก็ยังคงมีความปลอดภัย ดังนั้น เพื่อให้การประกาศยกเลิกการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด นั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทำให้เกษตรกรมีเวลาปรับตัวในการลด ละ และเลิกใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ควรดำเนินการตามขั้นตอนคือ ขอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายเร่งรัดการพิจารณาออกประกาศตาม พ.ร.บ. 5 ฉบับ ดังกล่าวข้างต้นเพื่อกำหนดเงื่อนไขการใช้สารเคมีดังกล่าวคือ การกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ใช้ ผู้จำหน่าย ผู้ให้บริการพ่นสารเคมีจะต้องผ่านการอบรมก่อน รวมทั้งกำหนดให้มีการปิดฉลากที่เห็นได้ชัดเจนบนบรรจุภัณฑ์ของวัตถุอันตราย ทั้ง 3 ชนิดที่สื่อความหมายว่าสารเคมีดังกล่าวเป็นอันตรายต่อร่างกายและชีวิตมนุษย์ การประกาศเขตห้ามใช้/ครอบครอง/จำหน่ายสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ในพื้นที่ต้นน้ำตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร จะต้องควบคุมการนำเข้าวัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด อย่างต่อเนื่องตาม แผนดำเนินการที่กำหนดไว้ในปี 2562 และในปีต่อ ๆ ไป โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะได้มอบหมายให้หน่วยราชการในสังกัดจัดทำแผนปฏิบัติการเร่งรัดขยายการทำการเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) และหรือเกษตรอินทรีย์ (Organic Farming) ให้ครอบคลุมทั้งประเทศ ให้ได้ภายใน 2 ปี นับตั้งแต่ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้ง 5 ฉบับ มีผลบังคับใช้และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับภาควิชาการ และหรือภาคเอกชนได้ทำการศึกษาวิจัยแล้วหาวิธีการหรือนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชให้ได้ภายใน 2 ปี และเมื่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการมาตรการจำกัดการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด ครบกำหนด 2 ปี นับตั้งแต่ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้ง 5 ฉบับ มีผลบังคับใช้ ขอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาประกาศยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด หรือพิจารณาดำเนินการด้วยวิธีอื่นในการทำเกษตรกรรมต่อไป…

ประเด็นที่ 2 จากกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์กำลังวิพากษ์วิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.ข้าว ซึ่งส่วนใหญ่แสดงความกังวลว่าชาวนาจะได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่สามารถผลิตพันธุ์ข้าวไว้ใช้เอง หากฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำคุกและปรับ และจำกัดให้ต้องใช้เมล็ดพันธุ์จากบริษัทใหญ่เท่านั้น จนถึงขั้นหาช่องทางไม่รับร่างกฎหมายฉบับนี้ นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.ข้าว ได้ออกมาปฏิเสธว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความเข้าใจผิด พร้อมชี้แจงว่า ร่างกฎหมายนี้ระบุให้ร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว ต้องจำหน่ายพันธุ์ข้าวคุณภาพที่ได้รับการรับรองและมีการสุ่มตรวจ เพื่อให้ชาวนามีเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ แต่ไม่มีผลบังคับกับชาวนา ในขณะที่ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ชี้แจงว่า ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ข้าว ที่เป็นการจำกัดสิทธิ์ในการขยายและพัฒนาข้าวของชาวนา โดยได้ส่งความเห็นคัดค้านเรื่องนี้ไปยัง สนช.แล้ว เบื้องต้นทางกรรมาธิการเตรียมนำเรื่องนี้ไปกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลเพื่อขยายเวลาการบังคับใช้ออกไป และเชื่อว่า หลังจากหลายฝ่ายแสดงความกังวลกับเนื้อหาในร่างพ.ร.บ.ข้าว คณะกรรมการธิการและสนช.จะรับฟังความเห็นเหล่านี้ไปประกอบการพิจารณา และก่อนที่สนช.จะมีการพิจารณาเพื่อลงมติ ร่างพ.ร.บ.ข้าว ในวาระ 2 และ 3 รัฐบาลได้ส่งตัวแทนไปหารือร่วมกับคณะกรรมาธิการเพื่อหาข้อสรุปอีกครั้ง…ต้องติดตามกันต่อไปครับ โดยขุนเกษตราเชื่อว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องปกป้องผลประโยชน์ให้กับชาวนามากกว่าเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนตามที่มีกระแสวิจารณ์อย่างแน่นอน และต้องเร่งทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ว่าชาวนาจะได้ประโยชน์อะไร มีผลดีกับอุตสาหกรรมข้าวไทยอย่างไร ก่อนจะเกิดการวิจารณ์ในวงกว้าง ข้อมูลถูกบ้าง ผิดบ้าง อะไรที่เกี่ยวข้องกับชาวนา เกี่ยวข้องกับข้าวมันอ่อนไหวนะครับ…

ขุนเกษตรา

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s