ห้องลับเจ้าสำราญ @ เดอะ คีย์ รูม นัมเบอร์ 72

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578849

  • วันที่ 01 ก.พ. 2562 เวลา 11:40 น.

ห้องลับเจ้าสำราญ @ เดอะ คีย์ รูม นัมเบอร์ 72

เรื่อง ลีโอ เคน ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

หากคุณกำลังมองหาห้องลับที่มีพลพรรคหัวใจเดียวกัน ต้องแวะมาที่นี่ครับ เดอะ คีย์ รูม นัมเบอร์ 72 (The Key Room No.72) ห้องลับเจ้าสำราญที่พร้อมต้อนรับคุณทุกค่ำคืน

บาร์ลับแห่งใหม่ที่ตั้งอยู่ในห้องหมายเลข 72 ของโรงแรมจอช โฮเทล (Josh Hotel) ซอยอารีย์ 4 (ฝั่งเหนือ) ที่พร้อมเสิร์ฟเมนูค็อกเทลที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราว (สมมติ) จากการเดินทางทั่วโลกของมิสเตอร์จอช (Mr.Josh) ตัวละครหลักของทางโรงแรม โดยเพิ่มกิมมิกผ่านการไขประตูสู่ห้องแห่งความลับนี้ด้วยคีย์การ์ดพิเศษ เหมือนเป็นการเช็กอินเข้าสู่ห้องพักที่ถูกเพิ่มเติมมาจากจำนวนห้องทั้งหมดของโรงแรม

บรรยากาศภายในบาร์เต็มไปด้วยกลิ่นอายตามมู้ดแอนด์โทน ผสานความคลาสสิกของยุค 60’s และ 70’s และตกแต่งด้วยกุญแจดอกใหญ่ที่แขวนเรียงรายอยู่ตามผนังและโซนต่างๆ สอดรับกับเฟอร์นิเจอร์สไตล์วินเทจ มุมหนังสือเล็กๆ พร้อมทีวีที่ถ่ายทอดเรื่องราวย้อนยุค ประกอบกับการจัดไฟที่มาช่วยเสริมบรรยากาศให้เหมือนบาร์ย้อนยุคมากขึ้น

เพิ่มความสุนทรีจากการกล่อมด้วยเสียงเพลงบรรเลงย้อนยุคนิดๆ ไม่ว่าจะเป็นแนวเพลงแจ๊ซ แนวเพลงสไตล์ฟังกี้ ช่วยขับกล่อมให้นักดื่มทั้งหลายมีความสุขจนลืมเวลา ราวได้ร่วมสังสรรค์ไปกับมิสเตอร์จอชเลยทีเดียว

ในส่วนของเครื่องดื่มค็อกเทล ทุกเมนูล้วนสร้างสรรค์มาจากเรื่องราวการเดินทางท่องเที่ยวประเทศต่างๆ โดยเลือกใช้วัตถุดิบหรือส่วนผสมที่ดึงเอากลิ่นอายวัฒนธรรมเอกลักษณ์เฉพาะมาถ่ายทอดลงไป เพื่อให้ค็อกเทลแต่ละแก้วผ่านการรังสรรค์จากบาร์เทนเดอร์มากฝีมืออย่าง ดนุวัธร์ อินโต ที่เนรมิตแต่ละแก้วอย่างตั้งใจ

เริ่มต้นที่พระเอกของบาร์กับเมนู Mr.Josh Journey การบอกเล่าตัวตนของมิสเตอร์จอช ที่มีวิสกี้ที่เสิร์ฟมาในแก้วออนเดอะร็อก ลิเคียว บลิสเตอร์ เพิ่มกลิ่นหอมด้วยสโมกแมรี่ ท็อปบนมาด้วยเกล็ดน้ำตาลที่ให้ความหอมหวาน ผสานเข้ากับรสขมของวิสกี้ได้อย่างลงตัว

ตามมาด้วย Marilyn 1950’S ค็อกเทลที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก Marilyn Monroe ที่มิสเตอร์จอชบังเอิญไปพบภาพถ่ายของเธอบนโปสเตอร์ในบาร์แห่งหนึ่งเข้าพอดี ถ่ายทอดคาแรกเตอร์ความสง่างาม เซ็กซี่ และมีเสน่ห์ของ มาริลีน มอนโร ลงไป โดยเบสด้วยวอดก้าและมาลิบู ไซรัป ผ่านส่วนผสมที่ช่วยชูรสชาติอย่างน้ำมะนาวและน้ำผึ้งที่ให้รสเปรี้ยวอมหวาน พร้อมด้วยกลิ่นหอมหวานของอบเชย

แก้วนี้ก็น่าสนใจ El Presidente Twisted ค็อกเทลที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการเดินทางไปเยือนประเทศคิวบา เป็นแก้วที่เฉลิมฉลองให้ประธานาธิบดีของคิวบา พร้อมต้อนรับแขกเมืองอย่างมิสเตอร์จอช สำหรับแก้วนี้เบสด้วย รัม เอจจิ้งรัม กรองด์มานิเยร์ ลิเคียวส้ม คอนญัก ไดรเวอร์มูสอินฟิวกับใบไทม์ และออเรนจ์บิทเทอร์

ตบท้ายด้วย Sweet Child ค็อกเทลที่รังสรรค์เพื่อต้อนรับทีมงานของเราโดยเฉพาะที่มีตัวเบสอย่างวอดก้า สาเก และมะพร้าว ที่เข้าขากันอย่างลงตัว

นอกจากนี้ บาร์เทนเดอร์ยังพร้อมรังสรรค์ค็อกเทลแก้วพิเศษเพื่อคุณโดยเฉพาะอีกด้วย

เดอะ คีย์ รูม นัมเบอร์ 72 ชั้น 1 โรงแรมจอช โฮเทล ซอยอารีย์ 4 (ฝั่งเหนือ) เปิดบริการทุกค่ำคืนตั้งแต่เวลา 18.00-24.00 น. โทร. 02-102-4999 

มนต์เสน่ห์ 3 จังหวัดชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578323

  • วันที่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 11:51 น.

มนต์เสน่ห์ 3 จังหวัดชายแดนใต้

เรื่อง: มัลลิกา นามสง่า

หลายคนยังหวาดกลัว กังวลใจหากต้องเดินทางไปท่องเที่ยวในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ส่งผลให้การท่องเที่ยวในพื้นที่นี้ตกต่ำ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ สมาคมถ่ายภาพกรุงเทพ จัดโครงการ “ชีพจรลง South เม้าส์ผ่านกล้อง ท่องชายแดน” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว

เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในมุมมองใหม่ผ่านภาพถ่าย และภาพเคลื่อนไหว โดยช่างภาพมืออาชีพที่มาร่วมกันถ่ายทอดวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ที่สงบร่มเย็น ทิวทัศน์ พร้อมสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามของพื้นที่

“นพคุณ กุลสุจริต” นายกสมาคมถ่ายภาพกรุงเทพ ผู้ริเริ่มโครงการ กล่าวถึงที่มาในฐานะที่เป็นช่างภาพซึ่งหลงใหลในการใช้กล้องฟิล์มมาโดยตลอด และกล้องฟิล์มนับเป็นเครื่องมือสามารถสื่อสารเรื่องราวต่างๆ ได้เป็นอย่างดี จึงได้ร่วมปรึกษากับอาจารย์ประสพ มัจฉาชีพ ศิลปินนักถ่ายภาพไทยปี 2547 จัดทำโครงการขึ้นมา

มีช่างภาพมืออาชีพจากสมาคมถ่ายภาพกรุงเทพ และช่างภาพในพื้นที่ ร่วมลงพื้นที่ถ่ายภาพและนำเสนอมุมมองที่มีต่อ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้สัมผัส รับรู้ เพราะเชื่อว่า “ภาพ 1 ภาพ แทนคำพูดได้ล้านคำ”

นิทรรศการภาพถ่ายโครงการ “ชีพจรลง South เม้าส์ผ่านกล้อง ท่องชายแดน” มีผลงาน 36 ภาพ จากช่างภาพ 12 คน นำเสนอความงามหลากหลาย อาทิ แหล่งท่องเที่ยว แหลมตาชี สะพานไม้บานา วิถีชีวิตที่มัสยิดซึ่งเป็นศูนย์รวมแหล่งพบปะของชาวบ้าน โรงเรียนสอนหนังสือ การประมง เรือกอและลวดลายสีสันงดงาม ชีวิตในตลาดเช้า ความเคลื่อนไหวในตัวเมือง ผู้คนแต่งกายตามประเพณีของชาวมุสลิม

“ประพันธ์ ไกรศักดาวัฒน์” ช่างภาพจากสมาคมถ่ายภาพกรุงเทพ “ผมใช้เวลาถ่ายภาพแค่ 1 วันครึ่ง ถ่ายทอดจากสายตาของนักท่องเที่ยว ไปตามจุดที่เขาพาไปก็กดถ่ายตามที่เราเห็นรู้สึก แล้วค่อยมาคัดเลือกอีกที คัดตามอารมณ์ของภาพและแสงของภาพ

ผมมาปัตตานีมา 3 ครั้งแล้ว ชอบถ่ายวิถีชีวิต ทิวทัศน์ซึ่งต่างจากที่อื่นอยู่แล้ว ตอนถ่ายที่มัสยิดก็เฝ้ารอแสง ใช้โดรนถ่าย ผมถ่ายทั้งแสงเช้าและเย็น แสงช่วงเย็น แสงสาด 45 องศา แสงจะเหลืองสวย แสงไม่แข็ง ส่วนถ่ายคนก็กดถ่ายตามอารมณ์ที่เป็นธรรมชาติของเขาจริงๆ ไม่มีการจัดฉาก”

“ประกาย หะยีวามิง” ช่างภาพหญิงมุสลิมในพื้นที่ จ.ปัตตานี ย้ายถิ่นฐานจากบ้านเกิด จ.ลำปาง มาอยู่ในดินแดนของสามีเมื่อ 15 ปีที่แล้ว

ด้วยหน้าที่การงาน ทำโครงการวิจัยชุมชนชายแดนใต้ต้นแบบการประมงพื้นบ้านของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ทำให้เธอได้มีโอกาสลงพื้นที่ต่างๆ ในพื้นที่สีแดงที่คนทั่วไปไม่ได้ไป และได้สัมผัสผู้คนวิถีชีวิตจริงๆ

“ตอนที่ย้ายมาปีแรก ปัตตานียังมีผู้คนพลุกพล่าน มีร้านอาหาร สถานบันเทิงเยอะ แต่หลังจากมีเหตุการณ์รุนแรงร้านรวงก็น้อยลง บรรยากาศเงียบเหงา แต่ช่วงนี้สถานการณ์ไม่ได้รุนแรงอย่างเมื่อก่อนแล้ว แต่คนภายนอกยังคงมองว่ารุนแรง เราคนในพื้นที่ก็อยากสื่อสารออกไปว่า ปัตตานียังสวยงาม”

ประกาย เป็นช่างภาพมือรางวัล เธอถ่ายรูปส่งเข้าประกวดหลายเวทีทั้งระดับท้องถิ่นไปจนถึงประดับประเทศ ผลงานที่ผ่านการชนะก็ถูกนำมาร่วมจัดแสดงเช่นกันกับนิทรรศการนี้

“เราทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชน เราเห็นอะไรที่แตกต่างจากคนอื่นเห็น เห็นความสวยงามของชาวบ้าน ชุมชน เด็ก คนแก่ นอกจากถ่ายภาพเพื่องาน ก็อยากถ่ายภาพเหล่านี้เก็บไว้เป็นบันทึกความทรงจำด้วย

เวลาถ่ายภาพก็ถ่ายจากความรู้สึกที่เรามีความสุข มองว่าสวย ดังนั้นภาพที่เรานำมาแสดงคนก็น่าจะสัมผัสได้เหมือนความรู้สึกแรกที่เราถ่าย

สิ่งที่อยากเล่าที่สุดในภาพ คือ ความงดงามของวัฒนธรรมประเพณี ในพื้นที่ของ 3 จังหวัด เพราะการถ่ายภาพเราคิดเสมอ เราต้องถ่ายภาพที่คนเห็นแล้วมีความสุข อยากมาที่นี่ เห็นความสวยงามของพื้นที่ ช่างภาพมีหน้าที่สื่อภาพออกมาแล้วให้คนเห็น

อย่างแหลมตาชี เป็นปลายแหลมของอ่าวปัตตานี พระอาทิตย์ขึ้นกับตกจะอยู่ปลายแหลม เวลาพระอาทิตย์ขึ้นอยู่ด้านซ้าย พระอาทิตย์ตกอยู่ด้านขวา ตรงนั้นมีการวาดเรือกอและด้วย มีการทำประมงพื้นบ้าน เป็นจุดที่สวยงามมาก

แล้วภาพถ่ายจากสายตาคนในพื้นที่ เราสามารถถ่ายภาพได้ทุกช่วงเวลามากกว่า ได้แสงเช้าเย็น ในจังหวะที่ดี นอกจากถ่ายช่วงที่ลงพื้นที่กับทางโครงการ ก็มีภาพที่เคยถ่ายไว้ เป็นวิถีชีวิต ประเพณี”

ความสวยงามของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านภาพถ่ายเหล่าช่างภาพหวังใจว่า มันจะมีมนต์เสน่ห์สามารถดึงดูดใจให้ผู้ชมได้ไปชมภาพเหล่านี้ด้วยสายตาตัวเอง

สามารถชมนิทรรศการภาพถ่ายโครงการ “ชีพจรลง South เม้าส์ผ่านกล้อง ท่องชายแดน” ได้ภายในงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 39” วันที่ 27 ม.ค.นี้ ณ สวนลุมพินี และช่องทางการรับชมภาพและคลิปวิดีโอ ได้ที่ http://www.facebook.com/ชีพจรลง-South-เม้าส์ผ่านกล้อง

บ้านรักไทย สัมผัสวิถีแห่งจีนยูนนาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578320

  • วันที่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 11:42 น.

บ้านรักไทย สัมผัสวิถีแห่งจีนยูนนาน

เรื่อง สืบสิน ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

แม้จะไม่ได้ไปเยือนมานาน แต่ลึกๆ ในใจยังคงนึกถึงเรื่องราวดีๆ เมื่อครั้งที่เดินทางไปเยือนที่ จ.แม่ฮ่องสอน หนึ่งในหมุดหมายที่ผมและพ้องเพื่อนประทับใจ ก็คือ การเดินทางมาสัมผัสวิถีชีวิตของชาวจีนยูนนานที่หมู่บ้านรักไทยบ้านรักไทย ตั้งอยู่หมู่ 6 ต.หมอกจำแป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนประมาณ 44 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านที่ชาวจีนยูนนานอดีตทหารจีนคณะชาติ (กองพล 93) “ก๊กมินตั๋ง” ตั้งรกรากกันอยู่ที่นี่เป็นหมู่บ้านสุดท้ายก่อนถึงชายแดนไทย-พม่า ประชากรในหมู่บ้านส่วนใหญ่อพยพหนีภัยมาจากทางตอนใต้ของจีนในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบคอมมิวนิสต์ ซึ่งตั้งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 1,776 เมตร ทำให้พื้นที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับการปลูกชาพันธุ์ดี และพืชเมืองหนาว รวมถึงการทำไวน์

นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชมวิถีชีวิตวัฒนธรรมจีนฮ่อ หรือจีนยูนนาน ซึ่งยังคงสืบทอดประเพณีไว้หลายอย่างทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน ลักษณะบ้านบางส่วนเป็นบ้านแบบเก่าซึ่งทำจากดินเหนียวผสมฟางข้าว รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อของหมู่บ้านอย่างชาชั้นดี ไม่ว่าจะเป็น ชาชิงชิง และชาอู่หลง

เนื่องจากว่าในบริเวณนี้อากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี สามารถปลูกชาและพืชเมืองหนาวได้ดี ในช่วงหน้าหนาวตอนเช้าอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศากันเลยทีเดียว โดยเฉพาะบริเวณทะเลสาบที่อยู่ตรงส่วนกลางของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นอีกจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปกัน โดยเฉพาะในช่วงเวลา 06.30-07.30 น. จะเห็นช่วงเวลาที่สวยที่สุด เพราะจะได้เห็นสายหมอกปกคลุมพื้นน้ำที่มาพร้อมกับแสงพระอาทิตย์ที่เพิ่งจะขึ้นสวยงามน่าจดจำมากทีเดียว

ทิวทัศน์ของที่นี่ แสนสวยงามเป็นหมู่บ้านที่โอบล้อมไปด้วยทิวเขา แมกไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ในหมู่บ้านแห่งนี้เรายังได้สัมผัสกับวัฒนธรรมแบบจีนอย่างเหนียวแน่น มีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย และมีอาหารการกินแบบจีนยูนนาน อย่างขาหมูหมั่นโถวที่ขึ้นชื่อ โดยในหมู่บ้านจะมีร้านอาหารใหญ่อยู่ 2-3 ร้าน ร้านที่ดังสุดจะเป็นร้านลีไวน์รักไทย เพื่อนผมแสนปลื้มปริ่มเมื่อได้ชิมหมั่นโถวร้อนๆ นุ่ม เข้าขากันดีกับขาหมูยักษ์อร่อยมากเลยละครับ

เหนืออื่นใดเรายังได้เดินชมไร่ชา ซึ่งที่นี่เปิดให้เข้าชมได้ในเวลา 09.00-18.00 น. เป็นไร่ชาขั้นบันได และมีบ้านพักรูปทรงแบบบ้านดินยูนนาน อยู่กระจายในไร่ชา บริเวณหน้าทางเข้ามีหมวกและตะกร้าให้นักท่องเที่ยวยืมถ่ายรูป เสมือนว่าเป็นชาวไร่กำลังเก็บชากันเลยละครับ

ว่ากันว่า ด้วยสภาพภูมิอากาศของหมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาแห่งนี้เหมาะแก่การปลูกต้นชาเป็นอย่างยิ่ง และยังพบเห็นรีสอร์ทในไร่ชาและร้านจำหน่ายใบชาแห้งบรรจุห่อจำนวนมากแล้ว คุณอาจจะได้พบกับชาวบ้านบางกลุ่มซึ่งกำลังตากใบชาอยู่บริเวณลานหน้าบ้านด้วย

บ้านรักไทย ยังมีกิจกรรมหลายอย่างไว้ให้นักท่องเที่ยวได้สนุกสนาน เช่น การเดินป่าศึกษาเส้นทางโดยมัคคุเทศก์น้อย พาเข้าไปชม “คุกดิน” และการขี่ม้าพาข้ามแดนไปฝั่งพม่า ที่บ้านรักไทยยังมีเกสต์เฮาส์ริมน้ำ ซึ่งเป็นบ้านดินไว้บริการนักท่องเที่ยวที่ต้องกับสัมผัสกับธรรมชาติแบบใกล้ชิดอีกด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม : ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน โทร.053-612-982-3 http://www.tourismthailand.org/maehongson

ไทยทวงคืนวัตถุโบราณบ้านเชียงได้แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578315

  • วันที่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 11:19 น.

ไทยทวงคืนวัตถุโบราณบ้านเชียงได้แล้ว

โดย: สมาน สุดโต

นักโบราณคดีที่มีชื่อเสียงคุ้นเคยกับวัฒนธรรมบ้านเชียงยุคแรกๆ เคยพูดในเวทีสัมมนาว่า ครั้งหนึ่งคนทั่วโลกเดินทางมาดูวัตถุโบราณบ้านเชียง อ.หนองหาน จ.อุดรธานี อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นของแปลกระดับโลก ในโอกาสเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จทอดพระเนตรการขุดค้นเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2515

ข้อมูลเว็บไซต์เล่าถึงภูมิหลังว่า การค้นพบโบราณวัตถุที่มีความสำคัญทางโบราณคดีและก่อนประวัติศาสตร์ในบริเวณบ้านเชียงนั้น เริ่มต้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2500 เมื่อราษฎรชาวบ้านเชียงบางคนสังเกตเห็นและมีความสนใจเศษภาชนะดินเผาที่มีลวดลายเขียนสีแดงที่มักพบเสมอ เมื่อมีการขุดพื้นดินในบริเวณหมู่บ้าน จึงได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่โรงเรียนประชาบาลประจำหมู่บ้านและจัดแสดงให้ผู้คนสนใจได้เข้าชม จนกระทั่ง พ.ศ. 2510 กรมศิลป์ จึงเข้ามา ต่อมาคณะปฏิวัติประกาศคุ้มครองสมบัติชาติ และส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่คนที่ชอบของเก่ายังไปซื้อวัตถุโบราณบ้านเชียงมาขายต่อ นี่คือที่มาว่าทำไมวัตถุโบราณหาค่ามิได้สมบัติของชาติไปท่องเที่ยวไกลถึงสหรัฐอเมริกา

วีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม กล่าวว่า โบราณวัตถุและศิลปวัตถุจากต่างประเทศ ได้กลับคืนสู่ประเทศ ในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่ พ.ศ. 2557-ปัจจุบัน รวม 8 ครั้ง จากสหรัฐอเมริกา 7 ครั้ง และออสเตรเลีย 1 ครั้ง รวมโบราณวัตถุที่ได้รับคืนทั้งหมด 751 รายการ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องการติดตามโบราณวัตถุที่ถูกลักลอบนำออกนอกประเทศไทยเพื่อกลับสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2562 วันที่กระทรวงวัฒนธรรมแถลงเรื่องวัตถุโบราณกลับสู่เมืองไทยนั้น ผู้สื่อข่าวหลายคนรวมทั้งผู้เขียนตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นวัตถุโบราณบ้านเชียงของแท้ ที่ชาวอเมริกัน และชาวไทยในสหรัฐอเมริกาส่งผ่านกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และ กต.ส่งมอบให้กรมศิลปากร

ในพิธีส่งมอบนั้น รุยาภรณ์ สุคนธทรัพย์ รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กต.เป็นผู้แทนมอบให้ อรุณศักดิ์ กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร โดยมี รมว.วัฒนธรรม เป็นประธาน

โบราณวัตถุและศิลปวัตถุจำนวน 46 รายการ จากสหรัฐอเมริกากลับคืนสู่ประเทศไทย ในครั้งนี้ เป็นผลจากคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย ต่อมากรมสารนิเทศ กต. แจ้งว่า มีชาวต่างชาติและคนไทยในสหรัฐอเมริกา มีความประสงค์ส่งคืนโบราณวัตถุที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศไทย รวมทั้งหมด 46 รายการ ประกอบด้วย โบราณวัตถุ วัฒนธรรมบ้านเชียงเป็นส่วนใหญ่ เช่น ภาชนะดินเผา ทั้งภาชนะลายเชือกทาบประดับด้วยเส้นนูน บ้านเชียงสมัยต้น อายุ 3,000-4,000 ปี และภาชนะลายเขียนสีแดง บ้านเชียงสมัยปลายอายุ 1,800-2,300 ปี

เครื่องใช้ดินเผาประเภทช้อน ลูกกลิ้งสำหรับทำให้เกิดลาย และเบ้าหลอมโลหะ รวมทั้งเครื่องประดับสำริดประเภทกำไล บ้านเชียงสมัยปลาย อายุ 1,800-2,300 ปี ส่วนโบราณวัตถุที่เหลือเป็นภาชนะดินเผาทั้งแบบมีลายและไม่มีลายที่พบได้ทั่วไปตามภาคต่างๆ ของประเทศไทย ที่น่าสนใจ คือ หินดุทำด้วยดินเผา ซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการขึ้นรูปภาชนะดินเผา

กรมศิลปากรจะดำเนินการจัดทำทะเบียนบัญชีทรัพย์สินของแผ่นดินที่รับทั้ง 46 รายการ เพื่อเก็บรักษาไว้ที่คลังกลาง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จ.ปทุมธานี

ชิโกคุ ครั้งแรก (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578291

  • วันที่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 09:41 น.

ชิโกคุ ครั้งแรก (2)

หมายเหตุบรรณาธิการ : พัฒนวีร์ เป็นนามปากกาของนักเขียนคู่ที่คลุกคลีกับญี่ปุ่นมานาน หนึ่งในนั้นเคยศึกษาที่ญี่ปุ่น จบมาก็ทำงานกับญี่ปุ่น สุดท้ายได้มาเปิดบริษัท เจแพลน ฮอลิเดย์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวแดนซากุระ

จากวรรณกรรมบันทึกทางประวัติศาสตร์เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น “Kojiki” ซึ่งกล่าวถึงการกำเนิดเทพ กำเนิดโลกมนุษย์ และบันทึกเรื่องราวในสมัยจักพรรดิองค์แรกของญี่ปุ่นจนถึงจักรพรรดิลำดับที่ 33 ก่อนจะมาเป็นแผ่นดินญี่ปุ่นนั้น บันทึกได้กล่าวไว้ว่า แผ่นดินญี่ปุ่นเกิดขึ้นโดยเทพสององค์ คือ เทพอิสะนะกิ และเทพอิสะนะมิ ที่ได้รับมอบหมายจากทวยเทพบนสวรรค์ส่งมายังเบื้องล่างเพื่อสร้างดินแดน ได้รับหอกศักดิ์สิทธิ์เพื่อใช้กวนจุ่มลงในพื้นดินสร้างเป็นเกาะต่างๆ โดย Iyonofutana หรือชิโกคุ เป็นเกาะที่ถูกสร้างเป็นลำดับที่ 2 ใน 8 เกาะใหญ่ที่เรียกรวมกันเป็นประเทศญี่ปุ่น เกาะแห่งนี้มีรูปร่างเดียวแต่มี 4 หน้า แต่ละหน้ามีชื่อเรียก คือ ฝั่งเมือง Suniki เรียกว่า Iyrihiko หรือจังหวัดคะกะวะ ฝั่งเมือง Awa เรียกว่า Ogezuhime หรือจังหวัดโทคุชิมะ ฝั่งเมือง Tosa เรียกว่า Takeyoriwake หรือจังหวัดโคจิ และฝั่งเมือง Iyo เรียกว่า Ehime หรือจังหวัดเอฮิเมะ ทั้ง 4 ด้านนี้คือ 4 จังหวัด ปัจจุบันของภูมิภาคชิโกคุนั่นเอง

เอฮิเมะ หมายถึง เจ้าหญิงที่สวยงาม เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของภูมิภาคชิโกคุ ตอนเหนือติดกับทะเลในเซโตะและใกล้กับจังหวัดฮิโรชิมะ ด้านตะวันตกใกล้กับจังหวัดโออิตะของภูมิภาคคิวชู สามารถเดินทางข้ามมาโดยเฟอร์รี่ได้ เอฮิเมะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนตะวันออก (Toyo) ส่วนกลาง (Chuyo) และส่วนตอนใต้ (Nanyo) แต่ละพื้นที่ก็จะมีลักษณะเด่น สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจแตกต่างกันไป เช่น ส่วนตะวันออก เป็นพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม มีสะพานแขวนชื่อดัง “Shimanami Kaido” ซึ่งเชื่อมเกาะทั้ง 6 เกาะ ที่ตั้งอยู่ในทะเลเซโตะ ระหว่างจังหวัดเอฮิเมะและจังหวัดฮิโรชิมา เหมาะแก่การปั่นจักรยานเที่ยวชมวิวเป็นอย่างมาก ส่วนตอนใต้ อุดมไปด้วยธรรมชาติ มีเมือง Uchiko เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถเดินเล่นชมเมืองเก่าสมัยศตวรรษที่ 19 และส่วนกลาง ที่มีเมืองมัตสึยามะ เป็นเมืองหลวงหลักของจังหวัดเอฮิเมะ

มัตสึยามะ เป็นศูนย์กลางการปกครอง การค้า มั่งคั่งไปด้วยสถานที่ทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ จึงมีสถานที่ท่องเที่ยวเกี่ยวกับด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อยู่หลายแห่ง มีที่เที่ยวหลักๆ อย่าง ปราสาทมัตสึยามะ และโดโกะออนเซน มัตสึยามะยิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากวรรณกรรมชื่อดังเรื่อง Botchan ผลงานการประพันธ์ของ Natsume Soseki นักเขียนคนสำคัญของญี่ปุ่นสมัยเมจิ ผลงานของเขายังมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมมากจนถึงทุกวันนี้ และถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นรูปของเขาปรากฏอยู่ในธนบัตร 1,000 เยน ในปีที่ตีพิมพ์ ค.ศ. 1984-2004 เรื่อง Botchan เป็นหนึ่งในผลงานที่โด่งดังถึงขนาดมีทั้งหนังสือการ์ตูน ภาพยนตร์ แอนิเมชั่น ซีรี่ส์ และหนังสือแปลเป็นภาษาอื่นๆ โดยเฉพาะซีรี่ส์ที่ได้ คาซุนาริ นิโนะมิยะ นักแสดงมากฝีมือและนักร้องสมาชิกวง Arashi รับบทเป็นตัวละครหลัก บ๊ทจังเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชายหนุ่มเมืองกรุงที่เพิ่งเรียนจบจากโตเกียว ได้รับมอบหมายให้มาฝึกสอนวิชาคณิตศาสตร์ที่โรงเรียนมัธยมต้นในมัตสึยามะ จึงทำให้หลายสถานที่ในมัตสึยามะเป็นที่รู้จักมากขึ้น

จากโรงแรม ANA Matsuyama สามารถเดินไปยังปราสาทมัตสึยามะได้เลย แต่เนื่องจากเราเป็นแขกรับเชิญของภูมิภาค เจ้าภาพจึงจัดรถบัสอำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง รถออกวิ่งไปได้ไม่เท่าไร ยังไม่ทันได้นั่งเรียกสติ ก็มาถึงที่จอดรถใกล้ตัวปราสาทแล้ว จากตรงนี้เดินนิดหน่อยก็จะถึงทางเข้าอาคาร บริเวณหน้าทางเข้ามีแผ่นภาพตัวละครในเรื่องบ๊ทจังเรียงรายอยู่ด้วย พอเข้ามาในตัวอาคาร จะมีจุดจำหน่ายตั๋วขึ้นปราสาท เนื่องจากปราสาทตั้งตระหง่านอยู่บนเขาคัตสึยามะ มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 132 เมตร ได้รับฉายาว่า “Castle in the sky” การเดินทางขึ้นไปจึงต้องขึ้นเคเบิลคาร์หรือกระเช้าห้อยขา เพื่อขึ้นไปยังเนินเขา แล้วต้องเดินเท้าเข้าไปยังตัวปราสาท

ปราสาทในญี่ปุ่นหลายร้อยแห่ง เกิดขึ้นจากการขยายอำนาจการปกครอง เป็นทั้งศูนย์กลางปกครองและเป็นที่พำนักของไดเมียวเจ้าผู้ครองแคว้น และหลายแห่งสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นป้อมปราการสำหรับการทำสงคราม หลายที่พังทลายลงเพราะผลกระทบจากศึกสงครามการแย่งชิงอำนาจ ภัยธรรมชาติ และสงครามโลก ปราสาทที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบันส่วนมากโครงสร้างของปราสาทถูกสร้างขึ้นใหม่แทนของเดิม แต่สำหรับปราสาทมัตสึยามะ เป็น 1 ใน 12 ปราสาทที่ยังมีโครงสร้างเป็นของเก่าดั้งเดิม ถึงแม้จะถูกลอบวางเพลิงจากสงคราม ฟ้าผ่า รวมถึงระเบิดจากสงครามโลก ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็มีการสร้างต่อเติมและซ่อมแซมในรูปแบบเดิม จนเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 2006 ปราสาทมัตสึยามะ สร้างขึ้นโดยโยชิอะคิ คะโตะ 1 ใน 7 ทหารพลหอกของกองทัพฮิเดะโยะชิ โตะโยะโตะมิ ผู้เป็น 1 ใน 3 ขุนศึกคนสำคัญในยุคสงครามกลางเมือง “Sengoku” โยชิอะคิ คะโตะได้รับการอวยยศให้ย้ายมาปกครองที่เมืองมาซากิ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับเมืองมัตสึยามะ ต่อมาโยชิอะคิ คะโตะได้เข้าร่วมสงครามเซคิกะฮะระ ในกองทัพของอิเอะยะสุ โตกุกาวะ ขุนศึกผู้ชาญฉลาด คะโตะได้รับรางวัลเป็นเงินจำนวนมาก จึงตัดสินใจสร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นในปี ค.ศ. 1603

หลังจากนั่งกระเช้าห้อยขาขึ้นมาแล้ว ก็เดินขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงประตูทางเข้า ก่อนถึงตัวปราสาท ต้องผ่านลานกว้างและสวนหย่อม มีต้นซากุระเป็นทางยาวนำทางไปถึงจุดขายตั๋ว ปราสาทมัตสึยามะจึงเป็นที่นิยมในช่วงฤดูซากุระผลิบานด้วยเช่นกัน ผ่านประตูหลายชั้นจนเข้ามาถึงตัวปราสาทหลักด้านใน การเข้าชมในห้องโถงหลักจะต้องเปลี่ยนรองเท้าสำหรับเดินในบ้านก่อน บันไดทางขึ้นและลงแต่ละชั้นมีขนาดความกว้างเท่ากับขนาดของตัวคนพอดิบพอดี ระยะห่างของบันไดก็ชัน (แอบคิดในใจว่าสมัยอดีตตอนมีข้าศึกบุกรุกปราสาทคงเหนื่อยแย่ ไหนจะต้องวิ่งขึ้นเนินฝ่าลูกธนู มาถึงแล้วยังต้องปีนขึ้นปราสาทกันอีก) ภายในห้องโถงจะจัดแสดงเสื้อเกราะและอาวุธ ตัวอาคารหลักมีหอคอยหลัก และหอคอยเล็กเพื่อสังเกตการณ์ข้าศึก ควรขึ้นไปถึงชั้นบนสุดของหอคอยหลัก เพื่อชมวิวเมืองมัตสึยามะแบบ 360 องศา ถ้าอากาศดีก็จะเห็นไกลไปถึงทะเลเซโตะกันเลยทีเดียว

ขากลับระหว่างเดินผ่านลานกว้าง มีเด็กน้อยมาทัศนศึกษา กำลังนั่งเป็นกลุ่มเพื่อรอคิวถ่ายรูปกับตัวปราสาท คณะพวกเราเป็นชาวต่างชาติกันทั้งหมด เห็นความน่ารักน่าเอ็นดูของเด็กน้อยชาวญี่ปุ่นก็อดเอากล้องขึ้นมาเก็บภาพความประทับใจไม่ได้ ก่อนจะถ่ายรูปน้องๆ ก็ต้องขออนุญาตคุณครูก่อนและห้ามนำรูปนั้นไปเผยแพร่สู่สาธารณะ ถ้าใครมาเที่ยวญี่ปุ่นก็ต้องระมัดระวังเรื่องการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลไว้ด้วยนะคะ เห็นชายหญิงงานดีหน่อย สุ่มสี่สุ่มห้าหยิบกล้องขึ้นมาถ่าย เอาไว้ไปเมาท์มอยกับเพื่อน ถ้าเจ้าตัวเขาซีเรียสเรื่องนี้ขึ้นมา จากเที่ยวอย่างสนุก อาจถูกเชิญไปพบคุณตำรวจในโรงพักแทน

โศกนาฏกรรมในพระราชวังชางคยอง (Moonlight Tour 3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578290

  • วันที่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 09:34 น.

โศกนาฏกรรมในพระราชวังชางคยอง (Moonlight Tour 3)

โดย ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย  piangor@hotmail.com

ทางเดินบนถนนหินที่ทอดยาวสู่ภายในพระราชวัง “ชาง-คยอง” ดูวังเวงยิ่ง ในคืนที่หนาวเหน็บนี้แสงไฟที่วางไว้ตามแนวถนนดูมัวสลัว หลังจากผ่านด่าน “แมวดำทำใจ และ โตแกบิ” ที่สะพาน “อ๊กชอนเกียว” มาแล้ว เราคาดว่าคงไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้เราตกใจได้มากกว่านี้อีก…

เบื้องหน้าของเรา คือ ประตู “มยอง-จอง-มุน” ที่เปิดเข้าไปสู่ พระที่นั่ง “มยอง-จอง-จอน” ซึ่งเป็นศูนย์กลางของพระราชวัง ก็คือ “ท้องพระโรง” ของพระราชวังนี้ โดยศาสตร์ที่ปฏิบัติตามประเพณีของราชวงศ์โชซอน กษัตริย์อยู่ทางเหนือ ประชาชนอยู่ทางใต้ ดังนั้น พระที่นั่งที่ออกว่าราชการทั้งหลายจะต้องหันหน้าไปทางทิศใต้เพื่อให้กษัตริย์มองมาทางประชาชน แต่ “มยอง-จอง-จอน” กลับหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เนื่องจากมีสิ่งสำคัญที่ขวางทางอยู่ ได้แก่ ศาลเจ้า “จงเมียว” ซึ่งเป็นศาลที่สถิตป้ายวิญญาณบรรพบุรุษของราชวงศ์ตั้งอยู่ทางทิศใต้ ถ้าทำประตูพระราชฐานออกทางใต้ก็จะเล็งสู่ศาลเจ้าพอดี ซึ่งถือว่าผิดฮวงจุ้ยอย่างแรง ประตูหน้าของพระราชวังแห่งนี้จึงหันออกด้านตะวันออกรับอรุณยามเช้า ที่มีภูเขา “นักซาน” อยู่เบื้องหน้า ในสมัยนั้นที่ยังไม่มีตึกรามบ้านเรือนประชาชนแน่นขนัดอย่างปัจจุบัน ด้านหน้าประตูเห็นภูเขาก็ทำให้เกิดทัศนียภาพที่สวยงามมิใช่น้อย

ตามประวัติศาสตร์ของพระราชวังในเกาหลีนั้น เกือบทุกพระราชวังถูกสร้างแล้วถูกทำลายมาหลายครั้งหลายหน เนื่องจากถูกรุกรานทั้งจากจีนและญี่ปุ่นต่อเนื่องหลายร้อยปี ในระหว่างที่ญี่ปุ่นบุก ช่วง ค.ศ. 1592-1598 พระราชวัง “ชาง-คยอง” ถูกไฟไหม้ และพระตำหนักในพระราชวังส่วนใหญ่ถูกเผาทำลายไปเยอะ ต่อมาในปี 1616 จึงได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ โดยเริ่มต้นที่ พระที่นั่ง “มยอง-จอง-จอน” ถือเป็นพระที่นั่งที่ซ่อมแซมครั้งสุดท้ายแล้ว มีอายุเก่าแก่ที่สุดของราชวงศ์โชซอน

พระที่นั่ง “มยอง-จอง-จอน” ในยาม 3 ทุ่มคืนนี้ ถูกตามไฟไว้ภายในเห็นแสงนวลออกมาสู่ภายนอก เมื่อเดินมาถึงบันไดทางขึ้น จะเห็นบันไดแบ่งเป็น 3 ช่อง ซ้าย กลาง และขวา บันไดช่องกลางนั้นเป็นบันไดมังกรเว้นไว้สำหรับกษัตริย์เท่านั้น เพลานี้หากไม่กลัวว่าจะมีมือที่มองไม่เห็นมาเคาะตาตุ่มหรือขัดขาให้ตกบันไดก็เชิญเดินขึ้นบันไดกลางได้เลยค่ะ…ประตูหน้าเปิดโล่งและภายในมีบัลลังก์ขนาดเล็กตั้งอยู่กลางท้องพระโรงพอเหมาะกับขนาดของพระที่นั่ง

ก่อนการสร้าง พระราชวัง “ชาง-คยอง” ในเวลานั้น พระราชวัง “ชางด๊อก” เป็นที่พำนักของทั้งพระพันปี ทั้งนางสนมกำนัลของกษัตริย์องค์ก่อนๆ ที่สวรรคตไปแล้ว และด้วยเหตุที่แต่ไหนแต่ไรมา ผู้หญิงมักอายุยืนกว่าผู้ชาย จึงทำให้มีบรรดาฝ่ายในมาอยู่อาศัยเยอะขึ้นเรื่อยๆ เกิดความแออัด พื้นที่อยู่อาศัยไม่เพียงพอ ไม่สมพระเกียรติ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสร้าง พระราชวัง “ชาง-คยอง” ขึ้นมาแล้วโยกย้ายราชวงศ์ฝ่ายหญิงเข้ามาอยู่ที่ใหม่นี้ พระที่นั่ง “มยอง-จอง-จอน” จึงถูกใช้โดยเชื้อพระวงศ์ฝ่ายหญิงผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในเวลานั้นๆ เป็นส่วนใหญ่

ส่วนพระตำหนักที่เป็นพระราชฐานของอดีตราชินีของกษัตริย์องค์ก่อนๆ อยู่เลยจาก พระที่นั่ง “มยอง-จอง-จอน” เข้าไปทางด้านขวา (เมื่อหันหน้าเข้า พระที่นั่ง “มยอง-จอง-จอน”) มีชื่อตำหนักว่า “ทง-มยอง-จอน” เป็นพระตำหนักที่ใหญ่ที่สุดในพระราชวังชาง-คยอง และก็มีตำนานที่น่ากลัวเกี่ยวกับพระตำหนักนี้ด้วย… (คำแนะนำ…อ่านบทความนี้เวลากลางวันจะเหมาะกว่า…)

พระตำหนัก “ทง-มยอง-จอน” ตั้งอยู่บน “กิดาน” หรือแท่นหินใหญ่ บริเวณหน้าพระตำหนักมีลานหินอันกว้างใหญ่ ซึ่งใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีหรือทำกิจกรรมต่างๆ…ที่ลานหน้าพระตำหนักนี้แหละที่เกิดเรื่องราวน่าสะพรึงกลัวในสมัยพระเจ้าซุกจง (ค.ศ. 1661-1720) หากใครดูซีรี่ส์เกาหลี เรื่อง “จาง อ๊ก จอง ตำนานรักคู่บัลลังก์” ซึ่งดัดแปลงมาจากเรื่องจริงในราชวงศ์ คงจำได้ว่า นางจาง เป็นสามัญชนที่ได้เป็นถึงพระสนมชั้นที่ 1 พระยศ “จางฮีบิน” ที่พระเจ้าซุกจงทรงโปรดปรานมาก และต่อมา พระสนม “จางฮีบิน” ได้มีพระประสูติการพระราชโอรส ในขณะที่ “พระราชินีอินฮยอน” ไม่สามารถมีพระโอรสธิดาได้ ประกอบกับความวุ่นวายภายในของขุนนางที่เป็นฐานอำนาจของพระสนมกับราชินีแก่งแย่งชิงดีกัน พระเจ้าซุกจงจึงสั่งประหารขุนนางฝ่ายสนับสนุน “พระราชินีอินฮยอน” พร้อมทั้งถอดยศเนรเทศ “พระราชินีอินฮยอน” ออกจากพระราชวังไป พระสนม “จางฮีบิน” จึงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระราชินี และพระราชโอรสได้เป็นองค์ชายรัชทายาท

ต่อมาพระเจ้าซุกจงกลับมีพระราชโองการคืนพระอิสริยยศให้อดีต “พระราชินีอินฮยอน” และเชิญเสด็จกลับมาประทับอยู่ในพระราชวังตามเดิม และให้ลดพระอิสริยยศพระมเหสี “จาง” กลับไปเป็นพระสนมเอกฮีบิน หลังจากนั้นอีก 6 ปี “พระราชินีอินฮยอน” ทรงพระประชวรและเสด็จสวรรคตอย่างน่าสงสัยด้วยวัยเพียง 34 พรรษา ในพระราชวัง ชาง-คยอง แห่งนี้เอง…ไม่นานนัก พระเจ้าซุกจงสงสัยในการสิ้นพระชนม์ของพระราชินีอินฮยอน จนสืบทราบได้ว่า “พระสนมเอกฮีบิน” ได้ทำพิธีสวดสาปแช่งให้พระราชินีอินฮยอนให้สวรรคต ที่แท่นบูชาหน้าพระตำหนัก “ทง-มยอง-จอน” บางตำนานบอกว่า พระราชินีอินฮยอนมาเข้าฝันพระองค์ และนำพาพระองค์ไปจนพบการทำพิธีสาปแช่งและหมอผีเข้ามาใช้ลูกศรกระหน่ำแทงไปที่หุ่นที่ใช้เป็นตัวแทนพระองค์พระมเหสีอินฮยอนในเวลากลางคืน (เรื่องราวของพระมเหสีอินฮยอนได้ถูกค้นพบในภายหลังในบันทึกที่ชื่อว่า “อิน ฮยอน วังฮู จอน”- 인현왕후전 ซึ่งเป็นบันทึกลับ เขียนโดยนางกำนัลของพระองค์)

ในที่สุด พระเจ้าซุกจงจึงมีพระราชโองการให้ปลด พระสนมเอกฮีบิน ลงเป็นสามัญชนพร้อมกับพระราชทานยาพิษให้ดื่มจนสิ้นใจตายที่พระตำหนักนี้ พระศพของพระสนมฮีบินก็ถูกขนย้ายออกไปนอกพระราชวังผ่านประตู “ซอนิมมุน” ประตูด้านข้างที่น่าอัปยศอดสู แทนที่จะเป็นประตู “ฮงฮวามุน” ซึ่งเป็นประตูหน้า เป็นเรื่องน่าอนาถใจเรื่องหนึ่งของราชวงศ์โชซอน…

‘เที่ยวไหนกัน วันศุกร์’ วิศวกรสายชิล แชร์ไอเดียกินเที่ยวพัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578244

  • วันที่ 26 ม.ค. 2562 เวลา 12:10 น.

‘เที่ยวไหนกัน วันศุกร์’ วิศวกรสายชิล แชร์ไอเดียกินเที่ยวพัก

เรื่อง : รอนแรม ภาพ : เที่ยวไหนกัน วันศุกร์

วิศวกรหนุ่มใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ต่อประสบการณ์ “ไปป์” กฤตยชญ์ ทองแก้ว จึงออกเดินทางและแชร์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก “เที่ยวไหนกัน วันศุกร์” ในคอนเซ็ปต์ ที่เที่ยวหลักร้อย วิวหลักล้าน โดยเน้นให้คนทำงานประจำตามรอยได้ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ และกลับมามีแรงทำงานวันจันทร์

“ผมเปิดเพจมา 2 ปี จะเน้นเที่ยวถ่ายรูปใกล้ๆ ทุกเดือน และจะเป็นเส้นทางไกลๆ 2-3 เดือนครั้ง ไลฟ์สไตล์การเที่ยวของผมจะชอบเที่ยวแบบชิลๆ เน้นสถานที่วิวสวยๆ ราคาไม่แพงมาก ไม่ลำบากจนเกินไป เพราะผมไม่ชอบปีนเขา ไม่ชอบเดินป่า

ดังนั้น การเที่ยวแต่ละครั้งจึงมีการคัดเลือกจุดเช็กอิน ที่พัก ที่กินอย่างละเอียด เน้นบรรยากาศเป็นหลัก หรือถ้าไม่เด่นเรื่องวิวก็ต้องมีสไตล์เป็นของตัวเอง จากนิสัยชอบเที่ยวสไตล์นี้ทำให้เพื่อนมักให้ผมเป็นคนจัดทริปอยู่บ่อยๆ ทุกครั้งที่มีการจัดทริปผมจะอ่านรีวิวหนักมากเพื่อจะได้สถานที่ที่โอเคที่สุด จึงนำมาสู่แรงบันดาลใจในการทำเพจท่องเที่ยว”

หนุ่มสายชิลกล่าวด้วยว่า เขาอยากให้เพจเป็นพื้นที่ในการแชร์ที่พัก ที่เที่ยว จุดเช็กอิน และวิวสวยๆ โดยรูปสถานที่ท่องเที่ยวในเพจจะมีทั้งรูปที่เขาถ่ายเอง รูปจากทีมงาน และรูปจากคนทางบ้าน เพราะอยากให้เพจนี้เป็นศูนย์รวมที่พัก ที่เที่ยว วิวสวยๆ โดยที่ไม่ต้องไปค้นหาเอง แต่เขาจะคัดเลือกสถานที่เด็ดๆ มาให้แล้ว

“สำหรับเนื้อหาผมจะเขียนเองทั้งหมดเพื่อให้แนวทางไปในทางเดียวกัน โดยจะเขียนหลายสไตล์ทั้งแบบอ่านง่าย เข้าใจทันที หรือในบางครั้งก็มีการใช้คำพรรณนาบ้างเพื่อเพิ่มอารมณ์ให้กับผู้อ่าน แต่ทุกโพสต์จะเน้นความเป็นกันเองเหมือนเพื่อนเล่าให้เพื่อนฟัง โดยจะไม่แจกแจงรายละเอียดมากนัก เพราะสามารถหาในกูเกิลได้ ยกเว้นที่เที่ยวใหม่ๆ ที่จะเขียนให้อย่างละเอียด”

ไปป์ ยังมองว่าการเดินทางให้ความสุขทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเดินทาง โดยช่วงก่อนการเดินทาง คือความตื่นเต้น ทำให้มีกำลังใจในการทำงานเมื่อมีแพลนเที่ยวรออยู่ จากนั้นระหว่างเดินทาง คือความสุขแบบเรียลไทม์ ได้เห็นวิวและบรรยากาศดีๆ เฮฮากับเพื่อนร่วมทริป และปลดปล่อยตัวเองอย่างเต็มที่

ส่วนหลังการเดินทาง คือความประทับใจที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านภาพสวยๆ พบเจอมิตรภาพใหม่ๆ และที่สำคัญที่สุดคือ ได้ประสบการณ์ที่ไม่อาจประเมินค่าเป็นตัวเลขได้กลับมา

นอกจากเพจเที่ยวไหนกัน วันศุกร์ เขายังเป็นผู้ดูแลเพจเที่ยวเองเออเอง เที่ยวชิว วิวดี มีโปร และสุราษฎร์บ้านฉัน ทั้งยังมีเว็บไซต์ http://www.fridayvacation.com และช่องทางยูทูบ Fridayvacation เพื่อเพิ่มอรรถรสให้คนอ่านได้ชมภาพเคลื่อนไหวที่เผยภาพมุมใหม่ที่น่าตื่นตากว่าเดิม

หากวันหยุดหน้ายังไม่มีไอเดียไปไหน ลองเข้าไปหาแรงบันดาลใจใหม่ได้ที่เพจท่องเที่ยวของหนุ่มขาชิลคนนี้ 

ขี่มังกรตามหาหัวใจ ‘ตันหยงโป’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578243

  • วันที่ 26 ม.ค. 2562 เวลา 12:02 น.

ขี่มังกรตามหาหัวใจ ‘ตันหยงโป’

เรื่อง/ภาพ : กาญจน์ อายุ

หลังพายุปาบึกผ่านพ้นไปอยากชวนไปเที่ยวภาคใต้ให้คึกคักเหมือนเดิม อย่างอุทยานธรณีโลกแห่งแรกของไทย จ.สตูล กับการท่องเที่ยวโดยชุมชนใกล้ตัวเมืองที่ “ตันหยงโป”

ชุมชนชาวประมงตันหยงโป รวมกลุ่มตั้งเป็นชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อหารายได้พิเศษจากสิ่งที่พวกเขามี “บังเดวิด” ไกด์ท้องถิ่นเป็นคนพาเที่ยว ประจำการตำแหน่งหัวเรือโทงเล่าเส้นทางคร่าวๆ ว่า เรือจะแล่นไป 3 จุด

จุดแรกที่ เกาะหัวมัน จุดพักของชาวประมงที่ยังคงวิถีชีวิตชาวเลไว้ จุดสองที่ สันหลังมังกรตัวเขื่องทอดยาวเกือบ 4 กม. และจุดสุดท้ายที่ เกาะหินเหล็ก มีหินรูปร่างประหลาดและทุ่งหญ้าคา จากนั้นจะกลับเข้าฝั่งเพื่อรับประทานอาหารกลางวันที่บังเดวิดภูมิใจนำเสนอว่า ต้องจุกแน่นอน

“ต.ตันหยงโป มี 3 หมู่บ้าน หมู่ 1 คือ ตันหยงโป ตันหยงแปลว่า แหลม โปเป็นชื่อต้นมะม่วง หมู่ 2 คือ หาดทรายยาว และที่ท่านอยู่ตอนนี้คือ หมู่ 3 บ้านบากันเคย บากัน แปลว่า ที่ตาก เคย คือกุ้งตัวเล็กไว้ทำกะปิ เพราะที่นี่เป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยกุ้งเคย”

ดังนั้นถ้าได้ยินว่า ท่องเที่ยวชุมชนบากันเคย ก็หมายถึงที่เดียวกับตันหยงโปนั่นเอง

เกาะหัวมัน

ชาวประมงเรียกเกาะหัวมันว่า ปูเลาอูบี ปูเลา แปลว่า เกาะ ส่วนอูบี แปลว่า หัวมัน บ้านเรือนบนนั้นจะเป็นกระท่อมหลังคามุงจาก ฝ้าไม้ไผ่ และบันไดสามขั้น มีลักษณะเป็นที่พักอาศัยชั่วคราวของชาวประมงเวลาออกไปหาปลาไว้พักแรม โดยที่ไม่ต้องแล่นเรือกลับเข้าฝั่ง โดยบนเกาะยังไม่มีไฟฟ้า ไม่มีประปา แต่มีบ่อน้ำจืดที่สร้างไว้เพื่อเก็บกักน้ำฝน

“คนมักถามว่าทำไมต้องมีบันไดสามขั้น นั่นเพราะว่าถ้าสร้างขั้นบันไดที่นับได้เลขคู่จะทำให้ลูกสาวบ้านนั้นขึ้นคาน ทำให้ทุกบ้านสร้างบันไดเลขคี่” บังเดวิดกล่าวต่อ

“กระท่อมเหล่านี้เป็นที่พักอาศัยชั่วคราวของชาวประมง เวลาออกเรือหาปลาอาทิตย์หรือสองอาทิตย์จะกลับมาพักบนเกาะ แล้วค่อยกลับบ้านที่อยู่บนฝั่ง มีประมาณ 10 หลัง ซึ่งเราตั้งใจให้คงรักษากระท่อมมุงจากแบบนี้ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้เห็นว่า สมัยก่อนเราใช้ชีวิตอยู่กันยังไง เพราะในอดีตไม่ได้มีแค่บนเกาะหัวมันเท่านั้น แต่บนฝั่งตันหยงโปก็สร้างบ้านลักษณะแบบนี้”

เกาะหัวมันใช้เวลาล่องเรือจากฝั่งประมาณ 20 นาที บนเกาะมีต้นไม้ขึ้นเขียวชอุ่ม โดยมีต้นหนึ่งที่บังเดวิดตื่นเต้นอยากโชว์เรียกว่า ต้นรูปหัวใจ คือมีลำต้นเป็นโพรงคล้ายหัวใจแต่ไม่เต็มดวง จึงเป็นกิมมิกให้คู่รักมาเติมเต็มให้สมบูรณ์

ส่วนหน้าเกาะเป็นหาดทรายยาว ไม่ใช่หาดทรายละเอียด แต่เป็นเศษเปลือกหอยที่ถูกคลื่นซัดมากองรวมกันเป็นสันดอนยาว และจากเกาะหัวมันจะมองเห็นสันหลังมังกรอยู่ลิบๆ กลายเป็นภาพประหลาดที่เห็นคนเดินได้กลางทะเล โดยหลังจากที่ถ่ายภาพและเดินชมกระท่อมมุงจากกันเต็มที่แล้ว ก็ขึ้นเรือหัวโทงลำเดิมเดินทางต่อไปหามังกร

สันหลังมังกร

ไฮไลต์ของเส้นทางอย่าง สันหลังมังกร ทอดยาวระหว่างเกาะหัวมัน (หางมังกร) กับเกาะสาม (หัวมังกร)

“สตูลมีสันหลังมังกร 8 ตัว แต่ตัวที่ยาวที่สุดคือที่นี่ ยาว 4 กม. โดยแต่ละวันจะเผยตัวให้ชมเวลาไม่เท่ากัน และสันหลังมังกรตัวนี้ไม่ใช่สันทราย แต่เป็นเศษเปลือกของหอยกาบงที่ถูกน้ำพัดมากองรวมกัน เวลาเดินจึงได้นวดเท้าไปด้วย”

หอยกาบงคล้ายหอยแมลงภู่แต่ตัวเล็กกว่า อาศัยอยู่ใต้โคลน บังเดวิดเล่าว่า แถวสันหลังมังกรมีหอยกาบงอยู่ทุกตารางนิ้ว การเก็บต้องช้อนมือทั้งสองข้างลงไปใต้โคลนแล้วอุ้มขึ้นมา หอยจะอยู่รวมตัวกันเป็นแพ และจะติดขึ้นมาเป็นแพ จากนั้นล้างน้ำเค็มให้โคลนออก และเก็บใส่ถุงไปต้มกินกับน้ำจิ้มซีฟู้ดเป็นอาหารกลางวัน

ในวันที่น้ำลงสุดๆ จะสามารถเดินเชื่อมระหว่างเกาะหัวมันและเกาะสามได้ ถึงขนาดที่เคยจัดอีเวนต์ขนจักรยานขึ้นเรือเพื่อมาปั่นบนสันหลังมังกรมาแล้ว

ส่วนเกาะสามนั้น ชาวบ้านเรียกว่า ปูเลาตีฆอ มีลักษณะเป็นกลุ่มเกาะ 3 เกาะใกล้กัน ถ้านักท่องเที่ยวอยากลงเล่นน้ำจะพามาที่เกาะสาม รวมถึงหากอยากพักกินของว่างระหว่างทางก็จะพามาปิกนิกบนชายหาดใต้เงาไม้ที่นี่

“หนึ่งในบริการของเราคือ อาหารว่าง แต่ละวันอาหารจะไม่เหมือนกันแล้วแต่กลุ่มแม่บ้านจะเตรียมอะไร อย่างวันนี้จะเป็นข้าวเหนียวสังขยากับหน้ากุ้ง น้ำส้ม น้ำเปล่า จะเตรียมมาให้กินรองท้องระหว่างทาง เพราะส่วนใหญ่จะออกเรือกันตอนสายๆ แล้วกลับขึ้นฝั่งหลังเที่ยง เพื่อลดความหิวระหว่างทางจะได้ไม่ต้องรีบกลับไปกินข้าว เพราะเราอยากให้ค่อยๆ เที่ยว ใช้เวลาทุกจุดได้เต็มที่ ไม่ต้องรีบร้อน” บังเดวิด กล่าว

เกาะหินเหล็ก

จากสันหลังมังกร คราวนี้นั่งเรือไกลหน่อยไปที่เกาะหินเหล็ก บังคนเดิมเล่าว่า สมัยก่อนชื่อเกาะกวาง แต่เปลี่ยนเป็นเกาะหินเหล็กเพราะพบแร่เหล็กมาก

“คนที่อยากถูหินเหล็กลองดูได้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะได้เลือดหรือเลข” บังเดวิดตลกร้ายหินจะมีลักษณะเป็นปล้องสี่เหลี่ยมแข็ง และมีไฮไลต์ของชาวมุสลิมเป็นตัวอักษรภาษาอาหรับที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ไว้ อ่านเป็นชื่อพระนามของพระเจ้าอัลเลาะห์

นอกจากนี้ บนเกาะยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตก 2 แผ่นดินระหว่างเกาะตะรุเตาฝั่งไทยและเกาะลังกาวีฝั่งมาเลเซีย แต่ต้องวางแผนมาให้ดี ให้เวลาเหมาะสมทั้งชมทะเลแหวกและแสงสุดท้าย โดยบนเกาะมีจุดชมวิวมุมสูง ต้องผาดโผนเล็กน้อยกับการไต่เชือกขึ้นไป ด้านบนจะเห็นวิว 360 องศา และเห็นภาพความตัดกันของสีเขียวจากทุ่งหญ้าคาตัดกับสีฟ้าจากท้องทะเล ปิดฉากจุดสุดท้ายของเส้นทางท่องเที่ยว

แต่หากมีเวลาเหลือและยังไม่หิวข้าวกลางวัน บังเดวิดมีจุดที่ 4 เป็นจุดใหม่ที่ไม่อยู่ในโปรแกรมแต่มีไว้แถม ชื่อ หาดทรายดำ อยู่ที่เกาะมดแดง มีกิจกรรมให้ไปนวดสปาผิวด้วยทรายสีดำ โดยตอนนี้อยู่ในช่วงทดลองสินค้าคือ หากนักท่องเที่ยวพึงพอใจก็อาจเพิ่มเข้าไปในโปรแกรมแบบถาวร

บังเล่าต่อว่า การท่องเที่ยวตันหยงโปมีมานานราว 6 ปี ผู้บุกเบิกคือ “บังอาเร็น” เขยตันหยงโป และเป็นเจ้าของบริษัททัวร์ในตัวเมืองสตูล

บังอาเร็นมีแนวคิดที่จะพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยวจึงล่องเรือสำรวจรอบพื้นที่ จากนั้นก็เริ่มขายโปรแกรมทัวร์ที่บริษัทตัวเอง หลังลูกค้าพอใจจึงเริ่มโปรโมทจนกลายเป็นชมรมส่งเสริมตันหยงโปอย่างในปัจจุบัน

“ส่วนมากคนในตันหยงโปทำประมง อีก 20 เปอร์เซ็นต์ทำสวนยาง ซึ่งถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ตันหยงโปเรามีสภาพเหมือนเกาะหัวมัน คือ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีประปา มีแต่บ่อน้ำกร่อย เวลาอาบน้ำต้องกระโดดลงทะเลก่อนแล้วค่อยขึ้นมาอาบน้ำจืดอีกสักขันสองขัน และบ้านเรือนก็เป็นกระท่อมมุงจาก อยู่กันแบบชาวประมงจริงๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความเจริญเริ่มเข้ามาชาวบ้านก็เริ่มสร้างบ้านให้แข็งแรงคงทนขึ้น แต่อาชีพก็ยังทำประมงอยู่เพราะมันเป็นชีวิตของเรา”

เขากล่าวด้วยว่า เมื่อก่อนนักท่องเที่ยวมาสตูล มาแวะเข้าห้องน้ำอย่างเดียว แต่ตอนนี้บริษัททัวร์ในตัวเมืองสตูลช่วยกันโปรโมทท่องเที่ยวตันหยงโป ทำให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวและมาพักบนฝั่ง รวมถึงเรือที่จะไปเกาะหลีเป๊ะก็แวะเที่ยว 3 จุดนี้ก่อนแล้วค่อยล่องไปถึงหลีเป๊ะช่วงเย็น

“ปัจจุบันมีชาวมาเลเซียมาเที่ยวจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่มารับประทานอาหารเพราะอาหารทะเลฝั่งไทยถูกกว่าและสดกว่า โดยส่วนใหญ่เป็นชาวมาเลย์จากกัวลาลัมเปอร์ ปีนัง เคดาห์ ที่นี่จับปูม้ากับกั้งขาวได้เยอะ โดยเฉพาะกั้งขาวที่มีมากตลอดปี ขายกิโลกรัมละ 300 บาท ส่วนคนที่มาเที่ยวโปรแกรมตันหยงโปจะได้กินซีฟู้ดแบบจัดเต็มเป็นอาหารกลางวัน”

ในขณะที่เรือเทียบท่า กลิ่นปลาทอดก็ลอยมากระตุ้นน้ำย่อยทันที และกลุ่มแม่บ้านก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะตอนไปถึงศาลากินข้าวที่ตันหยงบุรี รีสอร์ท อาหารก็เตรียมพร้อมอยู่แล้ว ทั้งปูม้านึ่ง ปลาทอดน้ำปลา กุ้งเผา กั้งผัดพริกไทยดำ แกงส้ม หมึกย่าง ข้าวผัดปู และหอยกาบงนึ่ง เป็นอาหารสำรับใหญ่สมกับที่บังเดวิดเตือนตั้งแต่ต้นว่า “จุกแน่นอน”

ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวตันหยงโปมีเรือประมง 10 กว่าลำ หมุนเวียนเป็นคิวรองรับนักท่องเที่ยว โดยไม่มีฤดูกาลท่องเที่ยวเพราะเที่ยวได้ตลอดปี และคลื่นลมไม่แรงเพราะมีเกาะตะรุเตาและเกาะลังกาวีบังคลื่นลมไว้

คิดค่าใช้จ่ายคนละ 990 บาท รวมอาหารว่างและอาหารกลางวัน เรือรองรับได้ลำละไม่เกิน 12 คน และไม่มีขั้นต่ำ มา 2 คนก็ออกเรือ ส่วนเมนูอาหารกลางวันยังคงเดิมแต่ลดปริมาณลงให้เหมาะสมกับจำนวนลูกค้า

รวมถึงหากต้องการพักค้างแรมบนฝั่ง ตันหยงบุรี รีสอร์ท เป็นรีสอร์ทเล็กๆ ของชาวบ้านให้บริการคืนละ 800 บาท ตั้งอยู่ใกล้กับท่าเรือ และก่อนกลับอย่าลืมซื้อกะปิกลับไปลองชิม รับรองว่าทำจากเคยแท้จากแหล่งบากันเคย

สนใจติดต่อชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยว ตันหยงโป โทร. 074-722-077 

ออล โคโค่ คาเฟ่ แด่คนรักมะพร้าวน้ำหอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578143

  • วันที่ 25 ม.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

ออล โคโค่ คาเฟ่ แด่คนรักมะพร้าวน้ำหอม

เรื่อง ลีโอ เคน ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

หลังจากประสบความสำเร็จจากการส่งมะพร้าวน้ำหอม จากสวนมะพร้าวที่ปลูกในแหล่งที่ดีที่สุดใน 4 จังหวัดของไทย ให้ชาวต่างชาติได้ลิ้มลองรสชาติจนหลงรัก ด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของมะพร้าวน้ำหอมออร์แกนิกที่สด มีความหวาน และมีกลิ่นที่ลงตัวแบบธรรมชาติ จึงทำให้ ออล โคโค่ (All Coco) สานต่อถึงแรงบันดาลใจที่อยากจะบอกว่ามะพร้าวน้ำหอมนั้นสามารถสร้างสรรค์เป็นเมนูที่ประทับใจอีกมากมาย

ออล โคโค่ คาเฟ่ (All Coco Cafe) คาเฟ่มะพร้าวน้ำหอมแห่งแรก ที่รวมสินค้าจากมะพร้าวน้ำหอม และเป็นสาขาเดียวที่ครีเอทเมนูจากมะพร้าวน้ำหอมไว้ในที่เดียว ในคอนเซ็ปต์สดชื่นอย่างสร้างสรรค์แบบครบรสมะพร้าว

สำหรับสาขาทองหล่อเป็นสาขาแรกที่เป็นต้นแบบของสาขาในต่างประเทศ ตกแต่งในบรรยากาศโล่งสบาย ด้วยโทนสีธรรมชาติ สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและเป็นกันเอง มีส่วนมุมเล็กๆ ของร้านตกแต่งด้วยต้นมะพร้าวและลูกมะพร้าว ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในสวนชวนให้สัมผัสถึงรสชาติของมะพร้าวน้ำหอม

สัมผัสกับมะพร้าวน้ำหอมด้วยเมนูแรก และเป็นเมนูซิกเนเจอร์ที่ขายดีของทางร้านกับ Coco Snowflake น้ำมะพร้าวน้ำหอมเกล็ดหิมะ ได้ทั้งน้ำและเนื้อมะพร้าวน้ำหอม โดยไม่ผสมน้ำแข็งและน้ำตาล มีให้เลือก 3 รสชาติ ได้แก่ No Sugar กับความหวานแบบธรรมชาติโดยไม่ผสมน้ำตาล Extreme เข้มข้น หวานมัน และรสชาโคล อร่อยทั้งสามรสชาติ

ต่อด้วยเมนู Coco Waffle Combo วาฟเฟิลที่ทำจากมะพร้าวน้ำหอมและเนื้อมะพร้าวน้ำหอม และเราใช้ไข่ขาวเป็นส่วนผสมเพื่อสุขภาพ มีทั้งรสช็อกโกแลต และรสมะพร้าวน้ำหอมดั้งเดิม

ทางร้านยังมีเมนูที่ขายดีอย่าง Coco Juicy Pudding พุดดิ้งมะพร้าวน้ำหอม มีหลากหลายรสสัมผัส โดยมีความนุ่มจากพุดดิ้งมะพร้าวน้ำหอม หนึบหนับด้วยเนื้อมะพร้าวน้ำหอม และหวานนิดๆ จากน้ำมะพร้าวน้ำหอม อร่อยแบบนุ่มลิ้นที่สุด

นอกจากนี้ยังมีไอศกรีมเย็นๆ อย่าง Coco Ice Cream Scoop ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟมะพร้าวน้ำหอมรสออริจินัล ทำจากน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% ไม่มีส่วนผสมของกะทิ ไร้ไขมันและคอเลสเตอรอล

เมนูใหม่ที่เรียกความสดชื่น ได้แก่ Coco Affogato Soft Serve ไอศกรีมมะพร้าวน้ำหอม ที่ได้จากเนื้อและน้ำมะพร้าวน้ำหอม ไม่มีน้ำตาลและนม แล้วราดด้วยชาไทย หอมชาไทยและเข้าขากันจนลงตัว

ก่อนจะปิดท้ายด้วยเครื่องดื่ม Coco Nitro Cold Brow เมล็ดกาแฟผสมน้ำมะพร้าวน้ำหอมนำไปอัดก๊าซไนโตรเจนแล้วเสิร์ฟพร้อมโดโดไอซ์บอล เป็นกาแฟที่หวานและหอมกำลังดีจากน้ำมะพร้าวน้ำหอม

ออล โคโค่ ชั้น 1 ตึกเมเจอร์ ทาวเวอร์ ทองหล่อ ซอย 10 เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30-21.00 น. โทร.06-5525-1946 

อาหารจีนกวางตุ้งเมนูมงคลต้อนรับปีกุน ณ ห้องอาหารจีนแชงพาเลซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578144

  • วันที่ 25 ม.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

อาหารจีนกวางตุ้งเมนูมงคลต้อนรับปีกุน ณ ห้องอาหารจีนแชงพาเลซ

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.com

เริ่มต้นวาระแห่งความเป็นสิริมงคลในช่วงเทศกาลตรุษจีนประจำปี 2562 นี้ มาอิ่มหนำสำราญไปกับอาหารจีนกวางตุ้ง เมนูมงคลที่รังสรรค์ขึ้นอย่างตั้งใจในทุกรายละเอียดโดย เชฟ เชา ไว แมน หัวหน้าพ่อครัวอาหารจีน แห่งห้องอาหารจีนแชงพาเลซ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ ในบรรยากาศการตกแต่งอย่างหรูหราสไตล์จีน ให้บริการทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ ตั้งแต่วันที่ 4-7 ก.พ.นี้

พบกับเมนูมงคล อย่างเช่น มัสยาพาโชค (Lo Hei with Salmon) หรือเมนูหยี่ซั้งนั่นเอง หมายถึง ร่ำรวยตลอดปี เวลากินต้องช่วยกันคลุกเคล้า ช่วยกันยกอาหารในจานให้สูงๆ ยิ่งหกเลอะเทอะยิ่งดี เหมือนเหลือกินเหลือใช้

เปาะเปี๊ยะหอยนางรม (Deep-Fried Dried Oyster Rolls) หมายถึง ความโชคดีมีชัย เกี๊ยวกุ้งนำโชค (Boiled Dumplings with Shrimp) และหมูหันโชคดี (Lucky “Suckling Pig”) ความหมายก็ตามชื่อเลย คือขอให้โชคดีมีชัย และหมูยังหมายถึงความอุดมสมบูรณ์อีกด้วย

เมนูเพื่อกิจการรุ่งเรือง (Prosperity Black Sea Moss and Dried Oysters) มีส่วนผสมคือ หอยนางรมแห้ง บร็อกโคลี่ และสาหร่ายเส้นผมผัดน้ำมันหอย ส่วนเต้าหู้สาหร่ายราดหน้าเนื้อปู (Homemade Seaweed Bean Curd Topped with Crab Meat) เหมือนมีก้อนเงินก้อนทองอยู่กับตัว ขณะที่เมนูเส้นอย่างราดหน้าปลาเต้าซี่ (Sauteed Rice Noodles with Sliced Fish and Black Bean Sauce) แปลว่า ชีวิตยืนยาว ฯลฯ

ห้องอาหารจีนแชงพาเลซ นำเสนอ 2 เซตเมนูมงคล อย่างชุดสมบูรณ์พูนสุข สำหรับ 10 ท่าน ในราคา 25,888 บาทถ้วน/โต๊ะ และชุดไร้ทุกข์สุขนิรันดร์ สำหรับ 10 ท่าน ในราคา 29,888 บาทถ้วน/โต๊ะ หรือเลือกอิ่มอร่อยไปกับ 2 เมนูมงคลสุดพิเศษ “โหล่วเหยหยี่ซัง” หรือสลัดแห่งความมงคลสมบูรณ์พูนสุข โหล่วเหยหยี่ซังปลาแซลมอน สำหรับ 2-4 ท่าน ราคา 1,288 บาทถ้วน สำหรับ 5-10 ท่าน ราคา 1,988 บาทถ้วน ส่วนเมนูโหล่วเหยหยี่ซังเป๋าฮื้อและปลาแซลมอน สำหรับ 2-4 ท่าน ราคา 1,688 บาทถ้วน สำหรับ 5-10 ท่าน ราคา 2,888 บาทถ้วน

นอกจากนี้ ยังพร้อมให้บริการเมนูติ่มซำนานาชนิด และเมนูอาหารจานเดียวตามปกติ ในช่วงเทศกาลมงคลนี้อีกด้วย

พิเศษ วันอังคารที่ 5 ก.พ. ซึ่งตรงกับวันตรุษจีน ร่วมกันรับความเป็นสิริมงคล ชมการแสดงเชิดสิงโต และพิธีเบิกเนตรสิงโต จากคณะผู้บริหารของแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ ตั้งแต่เวลา 10.15 น.เป็นต้นไป ณ บริเวณทางเข้าอาคารแชงกรี-ลา วิง

ข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งโทร.02-236-7777 หรือ 02-236-9952 อีเมล restaurants.slbk@shangri-la.com สำรองที่นั่งผ่านเว็บไซต์ที่ https://www.shangri-la.com/bangkok/shangrila/dining/restaurants/shang-palace/book-a-table/