คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล สลัดปลาทอดน้ำปลาหวานสตรอเบอร์รี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578148

  • วันที่ 25 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล สลัดปลาทอดน้ำปลาหวานสตรอเบอร์รี่

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์  ภาพ cookool studio

แม้ว่าผู้เขียนจะมีอายุเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว แต่คุณแม่ของผู้เขียนก็ยังคงเห็นว่าเรามีความเป็นเด็กอยู่เสมอ ไม่ว่าจะซื้อชุดนอนลายกระต่ายมาฝาก หรือเป็นประจำในทุกๆ อาทิตย์คือ คุณแม่จะสั่งอาหารทะเลสดๆ จากแพปลามาส่งให้ผู้เขียนถึงบ้าน เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการทำกับข้าวให้ลูกๆ หลานๆ ได้กินกันทั้งอาทิตย์

ถือเป็นความใส่ใจของแม่ที่มีมาให้ตลอด อยากให้กินอาหารทะเลดีๆ สดๆ เพราะความคิดที่ว่าอาหารทะเลจำพวกปลาจะช่วยทำให้หลานๆ ของคุณยายฉลาด เรียนเก่ง และมีความจำดีจากสารอาหารชั้นยอดในอาหารทะเล

บางครั้งลูกๆ ของผู้เขียนมักจะบ่นอยู่เสมอว่าบ้านเรากินปลาบ่อยเกินไปแล้ว บ้านเพื่อนๆ กินหมูทอด หมูปิ้ง อาหารที่เด็กๆ ชอบ แต่บ้านเราต้องมีปลาเป็นอาหารประจำโต๊ะ และน่าแปลกคือ เด็กๆ ส่วนใหญ่ถ้าเลือกได้ เขาจะไม่กินปลาเป็นอันดับแรกๆ อาจจะด้วยเรื่องของก้าง กลิ่นและรสชาติที่ไม่เข้มข้นเท่าหมู ไก่หรือเนื้อวัว กว่าเขาจะเลือกกินปลาก็น่าจะเป็นช่วงอายุผู้ใหญ่ที่เริ่มรู้ประโยชน์ของอาหารทะเลสดๆ

สุดสัปดาห์ล่าสุดก็เช่นกัน ผู้เขียนกลับมาจากเชียงใหม่พร้อมสตรอเบอร์รี่ลังใหญ่สดๆ จากดอย แบ่งเอาไปฝากแม่ ได้ปลากะพงและปลาเก๋าชิ้นงามกลับมาพร้อมกุ้งและปลาหมึกถุงใหญ่ เลยตัดสินใจว่าจะนำปลามาชุบแป้งทอดกินกับยำสตรอเบอร์รี่ดีกว่า เพราะสตรอเบอร์รี่ที่ได้มานั้นยังสุกไม่เต็มที่มีรสเปรี้ยวนำแต่กรอบอร่อย

มานึกได้ว่าเพิ่งได้ชิมสลัดผลไม้น้ำปลาหวานจากร้านโอ้กะจู๋ สาขาต้นตำรับที่เชียงใหม่ เลยจัดแจงทำน้ำปลาหวานขึ้นมาแบบง่ายๆ เครื่องเคราไม่ได้หนีไปจากยำผลไม้นัก ยังคงมีน้ำปลา มะนาว แต่เลือกใช้เป็นน้ำตาลปี๊บแทนเคี่ยวแบบน้ำปลาหวานจนข้นเหนียว

ความอร่อยของยำสตรอเบอร์รี่น้ำปลาหวาน ต้องมีเนื้อสัมผัสอื่นๆ แตกต่างไปด้วย เพราะสตรอเบอร์รี่กรอบน้อยๆ มีความฉ่ำน้ำมากกว่าน้ำปลาหวานที่กินกับมะม่วง ผู้เขียนจึงขอแทรกความกรอบด้วยหอมแดงและกุ้งแห้งทอดกรอบ

สำหรับปลากะพงทอดนั้นยิ่งง่าย แค่ตบแป้งทอดกรอบให้ทั่วชิ้นปลา ทอดน้ำมันเยอะๆ ร้อนจัดๆ ให้ฟูฟ่องกรอบเหลือง ตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำมันแล้วเสิร์ฟคู่น้ำปลาหวานสตรอเบอร์รี่ของเรา ซึ่งหอมด้วยพริกป่นคั่ว ใครชอบเผ็ดรสจัดจะซัดลงไปทั้งพริกขี้หนูซอย พริกป่น แล้วแถมด้วยลูกโดดพริกแห้งทอดด้วยก็ยังได้

เคนอิจิ คันโนะ เมนูญี่ปุ่นต้องพิถีพิถันและใส่ใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578145

  • วันที่ 25 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

เคนอิจิ คันโนะ เมนูญี่ปุ่นต้องพิถีพิถันและใส่ใจ

เรื่อง ภาดนุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เชฟญี่ปุ่นวัย 34 ปี เคนอิจิ คันโนะ หัวหน้าเชฟประจำร้านโอตารุ มาสะ ซูชิ (Otaru Masa Sushi) ชั้น 4 โซน โรส ไดนิ่ง ห้างสยามทาคาชิมายะ ไอคอนสยาม คือเชฟชาวญี่ปุ่นฝีมือดี ผู้พิถีพิถันในการรังสรรค์เมนูอาหารญี่ปุ่น โดยเฉพาะเมนูซูชิซึ่งมีความพิเศษและทำด้วยใจรัก

“ผมสนใจอาชีพเชฟมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว พอเรียนจบชั้นมัธยมปลายที่จังหวัดฟูกุชิมา ซึ่งเป็นเมืองทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นบ้านเกิด ผมก็เริ่มฝึกทำอาหารและเริ่มทำงานในร้านอาหารญี่ปุนที่ฟูกุชิมานั่นแหละ โดยเก็บเกี่ยวประสบการณ์จริงจากการทำงานในร้านอาหารอยู่นานถึง 10 ปี

จากนั้นผมก็เดินทางไปทำงานเป็นเชฟที่ร้านอาหารซึ่งโดดเด่นในเรื่องปลาไหลในย่านชินจูกุของกรุงโตเกียว โดยร้านอาหารแห่งนี้ นอกจากมีปลาไหลแล้ว ยังขายปลาปักเป้า และปลาชนิดอื่นๆ อีกด้วย ผมจึงต้องไปฝึกฝนและเรียนรู้การแล่ปลาอย่างถูกวิธีที่สถาบันสอนเทคนิคการแล่ปลาซึ่งอยู่ที่ตลาดปลาซึกิจิ เช่น ปลาปักเป้า ก็ต้องแล่ปลาด้วยความรู้และความระมัดระวังไม่ให้โดนต่อมพิษของมัน ซึ่งอาจกินแล้วเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ฉะนั้นจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ผมทั้งเรียนแล่ปลาไปด้วย ทั้งทำงานที่ร้านอาหารไปด้วย พอเรียนจบผมสามารถแล่ปลาได้ทุกชนิดเลยล่ะ”

เชฟเคนอิจิเล่าว่า ก่อนจะมาเป็นเชฟประจำร้านโอตารุ มาสะ ซูชิ เขาได้ผ่านการทำอาหารในร้านอื่นๆ มาก่อน โดยมีหน้าที่แล่ปลาชนิดต่างๆ และทำอาหารประเภทซูชิ มาทั้งหมด 2 ร้านด้วยกัน จากนั้นจึงมีโอกาสได้ไปเป็นเชฟที่ร้านโอตารุ มาสะ ซูชิ ซึ่งมีสาขาที่ย่านชินจูกุและมีสาขาที่ย่านกินซ่าโดยทำอยู่นาน 3 ปี ก่อนจะบินมารับหน้าที่หัวหน้าเชฟประจำร้านโอตารุ มาสะ ซูชิ ที่ห้างสยามทาคาชิมายะ ไอคอนสยาม อย่างในปัจจุบันนี้ ซึ่งถือว่าเป็นร้านสาขาที่อยู่นอกประเทศญี่ปุ่นเป็นร้านแรกเลย

“หน้าที่หลักของผม ก็คือ การทำอาหารญี่ปุ่นทั้งหมดในร้าน อาทิ ซูชิ เทมปุระ เมนูจากปลา และเมนูที่ใช้วิธีย่างด้วยถ่าน เช่น ปลาไหลย่าง ไก่ย่าง และเนื้อย่าง เป็นต้น ระหว่างที่ทำงานผมจะเปิดรับการเรียนรู้เทคนิคต่างๆ อยู่เสมอ โดยทำตัวเองให้เป็นเสมือนตู้ที่มีลิ้นชักมากมาย ฉะนั้นการได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ สำหรับผมจึงเปรียบเสมือนการที่ผมได้ดึงลิ้นชักออกมาเก็บความรู้ต่างๆ ที่ผมได้พบเห็นรอบๆ ตัว ซึ่งก็คือทักษะต่างๆ ในการทำอาหารนั่นเอง

นอกจากนี้ ผมยังพยายามเก็บสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจในทุกรายละเอียด ซึ่งผมสามารถทำได้เพื่อลูกค้าทุกคนโดยเฉพาะ เพราะต้องบอกว่า ก่อนหน้าที่ผมจะมาอยู่ร้านซูชิ ผมเคยทำอาหารอยู่ในครัวเป็นหลักมาก่อน จึงอาจจะไม่ค่อยได้มีโอกาสพูดคุยหรือสื่อสารกับลูกค้ามากนัก ทำให้ผมอยากจะมาอยู่หน้าเคาน์เตอร์และทำซูชิให้ลูกค้ารับประทานต่อหน้าเลย สิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขที่สุด ก็คือ การได้เห็นลูกค้ากินซูชิที่ผมตั้งใจทำให้แล้วพวกเขายิ้มออกมาด้วยความพอใจ นั่นแหละคือความสุขของเชฟอย่างผมครับ”

เชฟเคนอิจิบอกว่า เขามักจะหาแรงบันดาลใจให้กับตัวเองด้วยการออกไปชิมอาหารญี่ปุ่นตามร้านซูชิอื่นๆ อยู่เป็นประจำ เพื่อดูว่าทำไมร้านนั้นถึงมีชื่อเสียงและเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้ามากขนาดนั้น ซึ่งเมื่อได้ลิ้มลองจนซาบซึ้งในรสชาติแล้ว เขาก็จะนำประสบการณ์นั้นกลับมาพัฒนาฝีมือของตัวเองต่อไป

“ถ้าถามถึงแพลนในอนาคตของผม ผมมีความฝันว่าสักวันหนึ่งผมอยากจะมีร้านอาหารญี่ปุ่นหรือร้านซูชิของตัวเองสักร้านหนึ่ง โดยอาจจะเป็นร้านเล็กๆ ที่อยู่ในโตเกียว ซึ่งมีเมนูที่ทำให้ลูกค้าที่ได้มาชิมอาหารที่ร้าน อยากจะกลับมาชิมใหม่อีกครั้งให้ได้ แน่นอนว่าในโตเกียวนั้นอาจมีร้านอาหารญี่ปุ่นอยู่นับร้อยนับพัน แถมยังมีการแข่งขันที่สูงมากด้วย แต่ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่ท้าทายมากๆ สำหรับผม

นอกเหนือจากการทำงานที่ร้านโอตารุ มาสะ ซูชิ ที่สยามทาคาชิมายะ ไอคอนสยามแล้ว ในวันว่างหรือวันที่ผมได้หยุดงาน ผมมักจะออกไปทำกิจกรรมสนุกๆ กับเพื่อนๆ นั่นก็คือ การโยนโบว์ลิ่ง และการปาลูกดอก ซึ่งในกรุงเทพฯ จะมีบาร์ที่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ชอบไป และบาร์เหล่านี้ก็มักจะมีมุมสำหรับฝึกปาลูกดอกด้วย สำหรับผมแล้วการทำกิจกรรมทั้งโยนโบว์ลิ่งและปาลูกดอก ถือเป็นกิจกรรมที่ทำให้ผมได้อยู่กับสมาธิของตัวเอง เพราะต้องตั้งใจหรือจดจ่ออยู่สิ่งที่ตัวเองกำลังทำโดยไม่ต้องสนใจเรื่องอื่นๆ ซึ่งผมเชื่อว่า เมื่อคนเรามีสติและสมาธิอยู่กับตัวแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรในชีวิตประจำวัน เราก็จะสามารถทำได้ดีทั้งเรื่องการทำงานและการใช้ชีวิตเลยครับ”

เชฟเคนอิจิทิ้งท้ายว่า สำหรับเมนูแนะนำในครั้งนี้ จะเป็นชูซิที่ผสมผสานระหว่างอาหารกลางวันและอาหารเย็นไว้ในเมนูเดียวกัน ซึ่งถือเป็นเมนูพิเศษที่ทำขึ้นเพื่ออยากให้ลองสัมผัสกับรสชาติแท้ๆ ของซูชิโดยเฉพาะ ซึ่งเคล็ดลับความอร่อยของซูชิทุกคำในเมนูเซตนี้อยู่ที่ความสดใหม่ของวัตถุดิบที่ส่งตรงจากฮอกไกโดโดยตรง ถือว่าเป็นสุดยอดของวัตถุดิบที่นำมาทำซูชิเลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อได้ลองชิมแล้วจะได้ความอร่อยจากรสธรรมชาติแท้ๆ ของวัตถุดิบพรีเมียมเหล่านี้นั่นเอง

มะลิวัลย์ขนมไทย รสชาติชวนให้คิดถึงรสมือแม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578137

  • วันที่ 25 ม.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

มะลิวัลย์ขนมไทย รสชาติชวนให้คิดถึงรสมือแม่

เรื่อง/ภาพ พี่เวส

ขอเอาใจสาวกคนรักขนมไทยกันสักหน่อยวันนี้ ด้วยการพามาชิมขนมไทยขึ้นชื่อ ใครที่เคยแวะมากินรับรองว่าต้องกลับมากินอีก ร้านตั้งอยู่ ซอยอารีย์ 1 ร้านนี้มีชื่อว่า ร้านมะลิวัลย์ขนมไทย

อันที่จริงเพื่อนผมแนะนำมา ไหนๆ ก็แวะมาทำธุระแถวนี้แล้ว ต้องแวะมาลิ้มลองให้หายอยากกันสักหน่อย และผมก็โชคดีที่วันนี้ได้เจอตัวป้าอ้อย ทายาทรุ่นที่ 1 ที่รับมรดกตกทอดการทำขนมมาจากคุณแม่

ป้าอ้อย เล่าให้ฟังอย่างออกรสว่า เมื่อก่อนเปิดขายอยู่แถวตลาดมะลิทอง พอแม่สิ้นก็เลยมาขายอยู่ตรงนี้ได้ 37 ปีแล้ว

ป้าอ้อย บอกว่า เคล็ดลับของขนมไทยที่ร้านนี้ คือจะเลือกใช้แต่ของดีๆ อย่างกะทิต้องใช้กะทิสด ไม่ใช้กะทิกล่อง น้ำตาลก็ใช้น้ำตาลอย่างดี ที่เหลือก็เป็นเคล็ดลับการทำ ซึ่งป้าอ้อยบอกว่าต้องพิถีพิถันมาก และต้องทำสดใหม่ทุกวัน อย่างข้าวเหนียวมูนก็จะทำเฉพาะหน้ามะม่วงออกเท่านั้น นอกฤดูกาลไม่ทำครับ ป้ายังย้ำว่าถ้าไม่อร่อยก็ไม่ทำ

ขนมไทยของที่นี่มีให้ลิ้มลองในแต่ละวันไม่ต่ำกว่า 15 เมนู ไม่ว่าจะเป็น ข้าวต้มมัด เผือกกวน ขนมกล้วย ถั่วกวน หม้อแกง ขนมชั้น ขนมตะโก้ ขนมใส่ไส้ ขนมต้ม สาคูเปียก ข้าวเหนียวดำ ขนมครองแครง และกล้วยบวชชี

วันนี้ป้าอ้อยให้ผมลิ้มลองขนมครองแครง อร่อยมากครับ หวานกำลังดี มีรสเค็มนิดๆ มาตัดความหวาน ตัวครองแครงอ่อนนุ่ม ไม่แข็งกระด้าง หอมน้ำกะทิและงาคั่ว แถมยังใส่เนื้อมะพร้าวน้ำหอมอ่อนๆ มาให้กินเล่นเพลินๆ อีกด้วย และยังได้กินขนมชั้นที่ร้านมีให้เลือกถึง 3 สี คือ สีเขียวใบเตย สีม่วงอัญชัน และสีกาแฟ ป้าบอกว่าไม่ได้ใช้สีผสมอาหาร ทุกอย่างมาจากธรรมชาติ นอกจากนี้ยังได้กินขนมกล้วยสีออกแดงๆ โรยมะพร้าว หวานมันกำลังโอเคเลย

บอกตรงๆ ได้กลิ่นแล้วชวนให้คิดถึงรสมือคุณยาย กับคุณแม่สุดที่รักจัง ร้านเขาก็สะอาดสะอ้านชวนให้น่ารับประทานกันเข้าไปอีก ร้านมะลิวัลย์ขนมไทย เปิดบริการตั้งแต่เวลา 09.30-17.00 น. (หยุดทุกวันอาทิตย์ต้นเดือน) ป้าอ้อยบอกไม่มีเบอร์โทรศัพท์ อยากกินขนมไทยแท้ๆ ต้องแวะมากินกันเอง เพราะแค่นี้ก็ทำไม่ทันแล้วล่ะครับ 

ความรื่นรมย์ริมน้ำ ฮ็อบส์ ไอคอนสยาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578141

  • วันที่ 25 ม.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

ความรื่นรมย์ริมน้ำ ฮ็อบส์ ไอคอนสยาม

เรื่อง : คีตะ pk_st@yahoo.com ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ใครๆ ก็ไปไอคอนสยาม เมื่อห้างใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้เปิดตัว ก็ได้กลายเป็นหมุดหมายซึ่งทั้งคนไทยและนักเที่ยวต่างชาติต่างอยากมาเยือน เพื่อสัมผัสกับหลากหลายไลฟ์สไตล์อันน่าตื่นตา โดยเฉพาะคนที่ชอบดื่มกินของอร่อยยิ่งต้องไป เพราะได้รวมนานาของอร่อยมาไว้ด้วยกัน สำหรับคอเบียร์ต้องไม่พลาดไปเยือน “ฮ็อบส์” สาขาไอคอนสยาม

บาร์เบียร์ที่โด่งดังมายาวนานอย่างฮ็อบส์ เปิดสาขาล่าสุดบนชั้นที่ 6 ในโซนทัศนานคร เป็นพื้นที่เปิดโล่งรับลม พร้อมชมวิวท้องฟ้า แม่น้ำ และตึกรามอันงดงาม ทั้งบรรยากาศเช้า สาย บ่าย เย็น และดึกดื่น ซึ่งล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดดเด่นแตกต่างกันไป บางวันมีลมเย็นๆ พระอาทิตย์ตกดิน พระจันทร์ดวงโตสดใสเป็นโบนัส

เมื่อเทียบกับฮ็อบส์สาขาอื่น ที่นี่แตกต่างไปมากพอสมควร ด้วยการตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ ภาชนะจานชามอาหาร รวมไปถึงการแต่งตัวของพนักงานให้ความรู้สึกพิเศษไปอีกระดับ หลังจากเปิดมาได้ 2 เดือน แฟนๆ ของฮ็อบส์ต่างก็แวะมาเยือน สมทบด้วยลูกค้าของห้าง และนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตัวร้านกว้างขวางมีทั้งหมดราว 200 ที่นั่ง และมุมยอดนิยมซึ่งถูกจับจองไม่เว้นว่างก็คือ โต๊ะริมกระจก ซึ่งสามารถรื่นรมย์กับวิวได้แบบไม่มีใครบัง แต่ในมุมอื่นๆ ก็นั่งสบายไม่ด้อยไปกว่ากัน

เมื่อได้ชื่อว่า ฮ็อบส์ ที่นี่ย่อมมีเบียร์หลากหลายไว้พร้อมเสิร์ฟ ทั้งคราฟต์เบียร์ที่มีมากกว่า 10 ชนิด สมทบด้วยชนิดขวดกว่า 60 ชนิด คัดสรรจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเยอรมนี เบลเยียม สเปน ญี่ปุ่น ฯลฯ นอกจากตัวยอดนิยมแล้ว ที่หายากก็มีมาแนะนำไม่น้อย แขกต่างชาติที่อยากลองเบียร์ไทยก็ไม่ผิดหวัง รสชาติอื่นๆ อย่างเช่นค็อกเทลก็พร้อมเสิร์ฟ อยากให้ลอง บี นี (Bee Knee) ผสมจากจิน เลมอน และฮันนี่ไซรัป หรือจะเป็น แซงเกรีย (Sangria) ผสมจากรัม ไวน์แดง พีชไซรัป น้ำส้ม และน้ำแอปเปิ้ล ไวน์และลิเคียวร์ต่างๆ ก็มีให้เลือก พร้อมทั้งม็อกเทล สมูทตี้ หรือน้ำผลไม้ไทยๆ มอบให้สดชื่น

ส่วนอาหารนั้น ทางฮ็อบส์คัดสรรเมนูตะวันตกผสมผสานกับไทยจานอร่อยซึ่งเหมาะกับสถานที่ และเหมาะกับรับประทานพร้อมเบียร์อย่างเช่น หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์อบเบียร์ หอยนำเข้าตัวใหญ่อบกับซอสที่มีเบียร์ชื่อดังเป็นส่วนผสม นุ่มละมุนลิ้น จานยอดนิยมอย่างเช่น ขาหมูเยอรมันทอด เสิร์ฟพร้อมกะหล่ำปลีดอง มันฝรั่งบด และน้ำจิ้มแบบไทยรสแซ่บ กรุบกรอบอร่อยจนหมดชิ้นไม่รู้ตัว ส่วนเฟรนช์ฟรายส์ก็นับเป็นอีกหนึ่งซิกเนเจอร์เมนู เสิร์ฟพร้อมกับดิป 6 ชนิด อร่อยจนยากที่จะหยุดรับประทาน นอกจากนี้ยังมีพาสต้า รสถูกปากคนไทยก็ต้อง พาสต้าขี้เมาซีฟู้ด ซึ่งมีหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ กุ้ง และปลาหมึกมาเต็มจาน หรือจะเป็นเบอร์เกอร์ สลัด ยำ ฯลฯ ก็ยังเป็นตัวเลือกที่น่าลอง

ทุกวันที่ฮ็อบส์มีดนตรีแสดงสดให้ความบันเทิงกับลูกค้า ระหว่างเวลา 19.30-23.30 น. วันละ 2-3 คนหรือวง รื่นรมย์กับเพลงแจ๊ซ เพลงป๊อปจากนักดนตรีนักร้องผู้มีประสบการณ์ผ่านเวทีต่างๆ อย่างเช่น ฉัตร ดิ เอ็กซ์แฟคเตอร์, บอส เดอะ วอยซ์, อาร์ต เวเคชั่น แบนด์, เมลโลโมทิฟ ฯลฯ ทั้งยังมีศิลปินพิเศษ อย่างในวันที่ 26 ม.ค. พบกับ น๊อต-วรุตม์ พิทักษ์สรยุทธ ศิลปินในสังกัดเลิฟอีส ส่วนในวันวาเลนไทน์ 14 ก.พ. ก็ขอเชิญไปดื่มด่ำเพลงรักกับ บี-พีระพัฒน์ เถรว่อง สำหรับตารางแสดงนั้นสามารถติดตามได้จากเฟซบุ๊กหรือไอจี : HOBS

ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่ 11.00-24.00 น. เสิร์ฟแอลกอฮอล์ 2 ช่วง คือ 11.00-14.00 น. และ 17.00-24.00 น. สามารถจองโต๊ะได้ที่โทร. 09-5197-1905 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม ตั้งอยู่บนถนนเจริญนคร เขตคลองสาน วิธีเดินทางสะดวกสบายสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการขับรถส่วนตัว มีทั้งรถบัสรับส่งจากรถไฟฟ้าสถานีกรุงธนบุรี และเรือจากท่าสาทรทุกวันถึง 23.30 น.

ที่ ฮ็อบส์ ณ โซนทัศนานครของไอคอนสยาม ทำให้เราได้เห็นกรุงเทพฯ ในอีกมุมมองซึ่งแตกต่างและงดงาม ทั้งมีความรื่นรมย์ไว้พร้อมเสิร์ฟทุกวัน 

เดอะ ลิตเทิล คิทเช่น 3 ทศวรรษความอร่อยคู่ชิดลม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578134

  • วันที่ 25 ม.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

เดอะ ลิตเทิล คิทเช่น 3 ทศวรรษความอร่อยคู่ชิดลม

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม, วันวิสา เหมือนศรี

มื้อเที่ยงที่นี่แออัดเสมอ เรียกว่าใครอยากอร่อยอาหารไทยๆ เมนูง่ายๆ สั่งได้เร็วทันใจสไตล์จานด่วน ก็ต้องมุ่งมาร้านที่อยู่คู่กับห้างเซ็นทรัลชิดลมมายาวนาน ร้านอาหาร เดอะ ลิตเทิล คิทเช่น (The Little Kitchen) ชั้น 2 ห้างเซ็นทรัลชิดลม

ย้อนเวลากลับไปให้หายคิดถึง เดิมทีเป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยว ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 ของห้างเซ็นทรัลชิดลม ร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ รสดีๆ เริ่มต้นขึ้นในปี 2535 ก่อนจะเกิดเหตุอุบัติเหตุเพลิงไหม้ห้างหรูกลางกรุง จึงได้ทำการรีโนเวตใหม่ และได้ย้ายขึ้นมาอยู่ที่ชั้น 2 ตรงทางเชื่อมกับเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ร้านเปิดมาแล้ว 27 ปี นับเป็นร้านอาหารที่ผ่านร้อนหนาวผ่านกาลเวลากระทั่งก้าวสู่ 3 ทศวรรษ อยู่ยงคงกระพันรักษามาตรฐานความอร่อย และคุณภาพของวัตถุดิบไว้อย่างดี

จุดเด่นของร้านคือ เจ้าของร้านคัดสรรวัตถุดิบชั้นดี สดใหม่ ไม่ละเลยแม้กระทั่งข้าวสวย ก็เลือกใช้ก็เป็นพันธุ์ข้าวหอมมะลิดีที่สุด เพราะเข้าใจคนไทยเราว่ามื้อเที่ยงๆ ถ้าเริ่มด้วยกะเพราเนื้อกับข้าวสวยนุ่มๆ รับรองมีแรงทำการทำงานได้ทั้งวัน

พวงผกา บุนนาค เจ้าของร้าน เล่าย้อนจุดเริ่มต้นให้ฟังว่า ครอบครัวชอบทำกับข้าว หัวหน้าครอบครัว เจ้าคุณปู่ (เจ้าพระยาพิชัยญาติ) ชอบทำอาหาร และเป็นนักชิมตัวยง แล้วด้วยความเป็นครอบครัวใหญ่ที่ทุกๆ คนก็ทำกับข้าวเก่งกันทุกคน สมาชิกครอบครัวจึงทำได้ทั้งอาหารจีน อีกคนทำอาหารแขก อีกคนทำอาหารไทย ส่งต่อดีเอ็นเอให้บรรดาลูกหลานที่เหมือนมีสายเลือดชอบทำอาหาร ชอบกินอาหารไปโดยปริยาย แล้วเวลาได้ไปชิมอาหารนอกบ้านก็สนุกกับการแกะรสชาติแต่ละจานเด็ด ว่าจานนั้นจานนี้ผ่านการปรุงมาอย่างไร

“ดิฉันเริ่มทำอาหารมาตั้งแต่อายุ 13 ปีแล้วค่ะ เริ่มจากเบเกอรี่ พอทำเป็นแล้วอร่อย ก็รู้สึกแฮปปี้ว่าเราทำได้ดี ก็เลยรู้สึกว่ามีความสุขเวลาทำอาหารให้คนกิน ไม่ได้เรียนมาจากที่ไหนเลยค่ะ หัดทำเองก็มี เปิดตำราบ้าง แล้วคุณแม่ของเพื่อนๆ ดิฉันชอบเข้าไปคุย ไปขอสูตรประจำครอบครัวมาลองทำบ้าง”

หลายคนคงได้ชิมเบเกอรี่ฝีมือ “ปิ๋ม-พวงผกา” กันบ้างแล้ว กับขนมยี่ห้ออร่อย Pim’s Bakery ซึ่งมีวางให้เลือกเป็นเมนูตบท้ายของที่นี่ด้วย

จานเรียกน้ำย่อยต้องมาก่อน ลาบปลาท่องโก๋ ความกรอบของปลาท่องโก๋ตัวเล็กๆ ทอด ผสมกับลาบหมู ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะไปด้วยกัน แต่กลับเข้ากันอย่างลงตัว ให้รสสัมผัสทั้งความกรอบและความนุ่มของเนื้อหมูคลุกเคล้ากัน ทำให้ได้สนุกกับการไปกิน จานถัดไปเป็นสตูลิ้นวัว ที่มาแบบชิ้นใหญ่ๆ ลิ้นวัวนุ่มๆ เนื้อชุ่มฉ่ำ ปล่อยทีเด็ดด้วยซอสสตูรสชาติอ่อนๆ ที่ทำให้กินได้เรื่อยๆ แบบไม่มีเบื่อ เป็นเมนูหลายๆ คนติดอกติดใจ จนถึงขนาดที่ขับรถจากไกลๆ เพื่อมาซื้อเทคโฮมเฉพาะสตูกันถึงชิดลมเลยทีเดียวเชียว

อีกจานเป็นก๋วยเตี๋ยวเรือเนื้อนุ่ม น้ำซุปหอมเข้มข้น จานนี้มีดีที่ความนุ่มของเนื้อโคขุนคัดสรรมาอย่างดี ยิ่งซดน้ำร้อนๆ รับรองว่าอร่อยเลิศ ซึ่งจานนี้รับรองความอร่อยเด็ด เนื่องจากเดิมร้านเคยเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเรือมาก่อน

ร้านของตระกูลเก่าแก่ น้ำพริกต่างๆ ก็ย่อมไม่ควรพลาด ควรสั่งมาเลย น้ำพริกกะปิ น้ำพริกลงเรือ น้ำพริกมะม่วง มาพร้อมผักแนม เป็นสูตรของทางครอบครัวที่เจ้าของร้านได้เสน่ห์ปลายจวักมาจากคุณแม่ และคุณป้า การันตีความเผ็ดร้อนครบรสไทยแท้แน่นอน อีกเมนูที่ขอแนะนำ ขนมจีนแกงเขียวหวานไก่ ใส่ใจในเครื่องแกงเป็นพิเศษ ทำให้ได้รสชาติสุดเข้มข้น เป็นสูตรของครอบครัวบุนนาค กินคู่กับขนมจีน หรือโรตีก็เข้ากันได้ดี

จานสุดท้าย เป็นเมนูขนมหวาน เจ้าของร้านทำเองกับมือทุกๆ ชิ้น เครปกล้วยหอม แป้งบางนุ่มๆ หอมๆ กินคู่กับกล้วยหอม และไอศกรีมมรสวานิลลายิ่งเข้ากันไปใหญ่ ถือเป็นเมนูล้างปากที่ดีเยี่ยม

บรรยากาศในร้านจะเน้นไปที่โทนสีขาว และใช้เฟอร์นิเจอร์ทำจากไม้ ให้ความรู้สึกที่อบอุ่น สบายๆ แม้ทุกโต๊ะจะหมุนเวียนรวดเร็ว คนเข้าร้านคึกคักตลอดช่วงมื้อกลางวัน ซึ่งเหมาะมากๆ กับความเร่งรีบของคนทำงานออฟฟิศ เมนูหลักของทางร้านจะเน้นแบบอาหารจานด่วน ง่ายและอร่อย มีให้จิ้มเลือกมากมายกว่า 100 เมนู แต่หลายๆ โต๊ะที่มาชิมในช่วงบ่ายแก่ๆ บรรยากาศคลายความยุ่งเหยิงแออัดไปบ้างแล้ว การนัดกินแชร์พบปะเพื่อนฝูงเก่าแก่จึงเป็นมุมรื้อฟื้นความทรงจำดีๆ ได้เลย ความเป็นร้านดั้งเดิมอยู่คู่ห้างเซ็นทรัล ชิดลม มานมนาน

ร้านอาหารเดอะ ลิตเทิล คิทเช่น ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ชิดลม ชั้น 2 ตรงทางเชื่อมกับเซ็นทรัล เอ็มบาสซี เปิดตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. โทร. 02-665-7777 

ชิโกคุครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/577607

  • วันที่ 20 ม.ค. 2562 เวลา 13:40 น.

ชิโกคุครั้งแรก

ยามบ่ายในห้องแอร์เย็นๆ หลังมื้ออาหาร ท่ามกลางไฟสลัว มีเพียงแสงสว่างจากสไลด์หน้าห้อง เสียงพิธีกรเสมือนเสียงเพลงขับกล่อม ชวนนอนเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ต้องถ่างตาทำตัวเป็นเด็กดีทั้งๆ ที่เลือกนั่งหลังห้องแล้ว เคลียร์โสตสัมผัสเพื่อรับข้อมูลที่อยู่ตรงหน้า อย่าให้โอกาสที่ได้รับมาเสียเปล่า ฉันยังจำได้ว่าการสัมมนาเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้ เป็นสัมมนาการท่องเที่ยวงานแรกในชีวิต อดตื่นเต้นไม่ได้กับประสบการณ์ใหม่ๆ และความรู้ใหม่ๆ พอรู้สึกตัวฉันก็กำลังขะมักเขม้นตั้งใจรับสารที่อยู่เบื้องหน้า ผ่านการถ่ายทอดจากคนใหญ่คนโตของภูมิภาคนี้ และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฉันได้รู้จัก “Shikoku”

ชิโกคุ คือ หนึ่งเกาะหนึ่งภูมิภาค บนสี่เกาะหลักของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะฮอนชู และตะวันออกของเกาะคิวชู ตามความหมายคำว่า “Shikoku” (四国) แปลว่า สี่ประเทศ หรือในความเป็นจริงคือสี่จังหวัด เกาะแห่งนี้มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดาเกาะใหญ่ทั้ง 4 เกาะ และในภูมิภาคนี้ประกอบด้วย 4 จังหวัด คือ Tokushima Kagawa Ehime และ Kochi จากการไปสัมมนาทำให้รู้จักสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ ของภูมิภาคนี้อยู่บ้าง เช่น วัด น้ำวนนารูโตะ ปราสาทต่างๆ แม่น้ำชิมันโตะ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ รวมถึงเทศกาลอะวะโอโดริอันโด่งดัง การจัดสัมมนาเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและสื่อต่างๆ ได้รู้จักภูมิภาคนี้มากขึ้น ฉันคิดว่าเป็นวิธีการหนึ่งที่ค่อนข้างได้ผล ถึงจะเป็นการทำความรู้จักแค่ผิวเผิน แต่ก็มองเห็นภาพรวมได้ทั้งหมด สามารถนำไปต่อยอดได้ เป็นเหมือนการทักทายเริ่มต้นให้รู้จักกันคร่าวๆ เพื่อกระตุ้นให้ลองไปสัมผัสของจริง

สำหรับคนไทย ภูมิภาคชิโกคุอาจจะไม่คุ้นหูมากนัก ยังไม่ค่อยมีรีวิวเที่ยว หนังสือไกด์บุ๊กก็มีเพียงไม่กี่เล่ม ถ้าเทียบกับข้อมูลการเที่ยวของภูมิภาคอื่นอย่างคันโต คันไซ คิวชู จูบุฮอกไกโด และโทโฮคุ ทั้งๆ ที่ชิโกคุเต็มไปด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ สถานที่เที่ยวที่สดใหม่และบริสุทธิ์ คงความ Real และ Local ที่ยังไม่ได้ถูกปรุงแต่งจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภูมิภาคนี้เด่นเรื่องธรรมชาติ ความเรียบง่าย ความสงบ อาจจะไม่ค่อยถูกสไตล์คนไทยส่วนใหญ่นัก ที่ถ้าพูดถึงญี่ปุ่นก็ต้องนึกถึงเรื่องช็อปปิ้ง หรืออะไรที่เป็นเมืองๆ หน่อย ให้ความรู้สึกที่ดูศิวิไลซ์มีอะไรให้เที่ยวให้ดูเยอะ จึงทำให้ชิโกคุอยู่นอกสายตา แต่สำหรับคนที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นมาแล้วหลายครั้ง และใครที่กำลังมองหาสถานที่เที่ยวแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ภูมิภาค Shikoku คือหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับ Next Destination ของคุณเลยล่ะ

การเดินทางมายังชิโกคุมีด้วยกันหลายวิธี วิธีที่สะดวกสบายก็คงเป็นการนั่งเครื่องบินมาลงที่สนามบินหลักของญี่ปุ่นก่อน แล้วต่อเครื่องภายในประเทศ ซึ่งสนามบินภายในประเทศบนเกาะชิโกคุมีทั้งหมด 4 สนามบิน ได้แก่ Takamatsu Airport Matsuyama Airport Tokushima Awadori Airport และ Kochi Ryoma Airport หรือนั่งรถไฟจากเกาะฮอนชู แล้วต่อรถไฟข้ามมายังสถานีหลักๆ ในเกาะชิโกคุก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังสามารถนั่งเรือนอนจากโกเบ หรือนั่งเฟอร์รี่ข้ามมาได้อีกด้วย ขึ้นอยู่กับจุดเริ่มต้นของแต่ละคนว่ามาจากไหน แต่สำหรับการเดินทางไปชิโกคุครั้งแรกของฉัน เป็นการเดินทางที่เริ่มจากสนามบินฮาเนดะ แล้วนั่งเครื่องบินภายในประเทศมาลงที่สนามบิน Matsuyama ในจังหวัด Ehime

เริ่มต้นจากการนั่งเครื่องบินสายการบิน All Nippon เที่ยวบินที่ NH848 เครื่องเทกออฟตอนเช้า 09.35 น. ก่อนหน้านี้เคยมีประสบการณ์นั่ง All Nippon ภายในประเทศมาบ้างแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้บินระหว่างประเทศกับสายการบินนี้ ค่อนข้างประทับใจ ที่นั่งสบายไม่แคบ อาหารรสชาติใช้ได้ จอทีวีทัชสกรีนสัมผัสลื่นไหลไฮโซทันสมัยดูใหม่มาก มีหนังใหม่ที่เพิ่งออกจากโรงค่อนข้างเยอะ แต่ไม่มีซับภาษาไทย มีแต่ซับภาษาอังกฤษและญี่ปุ่น แล้วก็ภาษาจีนนิดหน่อย แต่ถ้าเป็นหนังเก่าๆ จะมีแต่ซับภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น ถือว่าใช้โอกาสนี้เป็นการฝึกภาษาไปในตัวก็แล้วกัน สิ่งที่ทำให้ตื่นเต้นและประทับใจที่สุด ไม่ใช่การบริการ อาหาร หรือทีวีทัชสกรีน แต่เป็นความเก๋ของหน้าต่าง ที่เหมือนจะธรรมดาแต่แฝงลูกเล่นไว้ในตัว ปกติหน้าต่างบนเครื่องจะมีฉากดึงลงมากันแดด แต่สำหรับเครื่องลำนี้ฉากกันแดดหายไปไหน เอ๊ะ! แล้วเวลาแดดออกเราจะหลบแดดได้อย่างไร สำรวจไปมาก็พบว่ามันมีปุ่มควบคุมอัจฉริยะอยู่ด้านล่างของหน้าต่าง มีปุ่มขึ้นและลง พร้อมจุดบอกระดับ เอาไว้ปรับความเข้มของสีกระจก ถ้าอยากปรับให้กันแดดก็กดปุ่มขึ้น สีหน้าต่างก็จะค่อยๆ เข้มขึ้น อยากมองเห็นท้องฟ้าก็แค่ปรับความเข้มให้อ่อนลง หน้าต่างก็จะค่อยๆ สว่างขึ้น คุณอาจจะเคยนั่งเครื่องบินแล้วเจอเทคโนโลยีแบบนี้กันมาบ้าง แต่สำหรับฉันที่จะคุ้นชินหน้าต่างแบบอัตโนมือ ก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นกับความเลิศและเก๋ไก๋นี้

โชคดีที่เครื่องบินมาถึงตามเวลา 17.55 น. จากนี้ต้องต่อเครื่องไปยังสนามบิน Matsuyama เที่ยวบินที่ NH599 เวลา 19.40 น. และจะถึงในเวลา 21.10 น. หลังจากผ่านการตรวจเข้าเมืองและรับกระเป๋าออกมาแล้ว ก็เดินมาโหลดกระเป๋าเพื่อต่อเครื่อง สำหรับ Boarding Pass เที่ยวบินภายในประเทศ จะได้รับตั้งแต่เช็กอินที่ไทย เก็บให้ดีอย่าทำหายก็พอ เนื่องจากอาคารสนามบินภายในประเทศจะอยู่คนละอาคาร จึงต้องนั่งรถบัสรับส่ง ตรงโซนรอรถบัสแทบไม่มีคนเลย นั่งรอแป๊บเดียวรถบัสก็มาจอดรับ ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีก็ถึงที่หมาย ระหว่างทางไปขึ้นเครื่อง มีร้านเสื้อผ้า ร้านขายของฝาก ร้านอาหารบ้างนิดหน่อย เที่ยวบินนี้คนค่อนข้างแน่น มีทั้ง Business Man ครอบครัว คุณลุง คุณป้า ส่วนนักท่องเที่ยวอย่างเรามีไม่เยอะ บนเที่ยวบินไม่มีเสิร์ฟอาหาร ที่นั่งค่อนข้างเล็ก ทีวีก็ไม่มี แต่ยังดีที่โหลดซีรี่ส์ Netflix เผื่อไว้ กว่าจะถึงสนามบิน Matsuyama ก็ดูซีรี่ส์จบไป 2 ตอนพอดี

สนามบิน Matsuyama เป็นสนามบินเล็กๆ สายพานรับกระเป๋ามีเพียง 2 แถวเท่านั้น ไม่ต้องกลัวหลง เดินไปกับเพื่อนร่วมไฟลต์ได้เลยมีแค่ทางเดียว ทางออกมีเจ้าหน้าที่ของจังหวัดคอยต้อนรับอยู่ 2 คืนแรกเราจะพักที่โรงแรม ANA Matsuyama ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสนามบิน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที โรงแรมค่อนข้างใหญ่ โลเกชั่นดี อยู่ใกล้กับแหล่งเดินเล่นช็อปปิ้ง และสถานที่เที่ยวอย่างปราสาท Matsuyama ค่ำคืนแรกที่ชิโกคุ เราเหนื่อยกับการเดินทางพอสมควร แต่ถึงจะเหนื่อยแค่ไหนก็ไม่ปล่อยให้ตัวเองท้องว่าง ดึกขนาดนี้คงมีร้านอาหารให้เลือกไม่มากนัก และฉันเองก็ไม่อยากเดินสำรวจให้พลังลดลงไปมากกว่านี้ จึงหาอะไรง่ายๆ อย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากร้านสะดวกซื้อใกล้ๆ โรงแรมพอให้อิ่มท้องก็สบายใจ คืนนี้จะได้พักผ่อนให้เต็มที่ เติมพลังตัวเองให้พร้อมสำหรับการไปทำความรู้จักกับจังหวัดแรกของภูมิภาคชิโกคุในวันพรุ่งนี้ ราตรีสวัสดิ์

ทัวริ่งพะเยา ชมวิถีไทลื้อ จากเชียงคำถึงภูซาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/577508

  • วันที่ 19 ม.ค. 2562 เวลา 14:28 น.

ทัวริ่งพะเยา ชมวิถีไทลื้อ จากเชียงคำถึงภูซาง

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

ปี 2561 รัฐบาลมีนโยบายต้องการให้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือเสริมสร้างและยกระดับฐานรากให้มีความเข้มแข็ง จากการกระจายรายได้สู่ชุมชนและเมืองรอง 55 จังหวัดทั่วประเทศ โดยพิจารณาเมืองรองจากจังหวัดที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวและนักทัศนาจรน้อยกว่า 4 ล้านคน พบว่ามีจำนวน 55 จังหวัดทั่วไทย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงได้ส่งเสริมให้มีการเดินทางท่องเที่ยวนำร่องในพื้นที่เมืองรองในช่วงปี 2558-2561 ภายใต้แคมเปญ 12 เมืองต้องห้ามพลาด และ 12 เมืองต้องห้ามพลาดพลัส ซึ่งเป็นเมืองรองที่มีศักยภาพและมีความน่าสนใจ และได้รับผลตอบรับดีทำให้เกิดการเดินทางเข้าพื้นที่จำนวนมาก

วิศรุต อินแหยม ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือททท. เปิดเผยตัวเลขหลังผุดโครงการส่งเสริมเมืองรองว่า ในปี 2561 มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางทั่วประเทศ 228.94 ล้านคน/ครั้ง มีรายได้อยู่ที่ 1.08 ล้านล้านบาท และมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัดอยู่ที่ 83.92 ล้านคน/ครั้ง และมีรายได้อยู่ที่ 2.3 แสนล้านบาท

ดังนั้นในปีนี้ ททท. จึงต่อยอดจากแคมเปญเมืองต้องห้ามพลาด โดยส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นเพื่อเป็นการกระจายการเดินทางท่องเที่ยว และสร้างความเข้มแข็งให้แก่พื้นที่เมืองรอง และเป็นทางเลือกใหม่สำหรับการท่องเที่ยวในอนาคตต่อไป ผ่านการจัดกิจกรรมในเมืองรองเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างโครงการ เที่ยวไปวิ่งไป ไลค์ อะ โลคอล ที่จะจัดขึ้นใน จ.พะเยา วันที่ 16-18 ก.พ. 2562

งานวิ่งครั้งนี้มีความน่าสนใจเพราะเป็นการวิ่งที่ไม่มีการแข่งขัน ไม่จับเวลา แต่อยากให้ใช้เวลานานที่สุด เพื่อสัมผัสกับสิ่งรอบตัวและชมวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ซึ่งตอบโจทย์เป้าประสงค์ของ ททท. ที่ต้องการให้นักท่องเที่ยวมีประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบลึกซึ้งในมิติร่วมสมัย และต่อยอดให้สร้างรายได้ให้เกิดแก่ชุมชน

เส้นทางวิ่งเริ่มจาก อ.เชียงคำ ถึง อ.ภูซาง ผ่านสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ รวมระยะทาง 11 กม. ซึ่งนอกจากจะเหมาะกับการวิ่ง ยังเหมาะสมอย่างยิ่งกับการปั่นจักรยาน เพราะเป็นถนนเลี่ยงเมืองลัดเลาะทุ่งนา และมีจุดแวะให้ลงไปท่องเที่ยวชมวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชาวพะเยา

จุดสตาร์ทเริ่มต้นที่ เฮือนไทลื้อ บ้านธาตุสบแวน อ.เชียงคำ เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมโดย แม่แสงดา สมฤทธิ์ ได้อนุรักษ์บ้านหลังนี้ไว้ให้คงสภาพเดิมมากที่สุด และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมของชาวไทลื้อ รวมถึงเปิดโอกาสให้เรียนรู้วิธีการทอผ้าของชาวสิบสองปันนา

เรือนแห่งนี้เป็นเรือนไม้ยกใต้ถุนสูง หลังคาทรงจั่ว ซึ่งหลังคาของเฮือนไทลื้อหลังนี้ แตกต่างจากในเมืองสิบสองปันนา คือมีลักษณะเป็นหลังคาสูง ใหญ่ จั่วผสม ส่วนโครงสร้างของตัวบ้านออกแบบให้มีสองหลังติดกัน โดยมีพื้นยกสูงเชื่อมติดกัน มีเรือนนอนกับครัวแยกหลังคากัน และมียุ้งข้าวแยกออกจากเรือนอยู่อาศัยสะท้อนถึงวิถีชีวิตเกษตรกรและความผูกพันกับข้าว

ปัจจุบันเฮือนไทลื้อของแม่แสงดา สมฤทธิ์ได้รับการยกย่องเชิดชูในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ไทลื้อ เป็นแหล่งศึกษาวัฒนธรรมใน จ.พะเยา และเป็นบ้านไทลื้อเพียงหลังเดียวใน อ.เชียงคำ

นอกจากนี้ รอบๆ เรือนจะมีการจำลองกาดชาติพันธุ์ให้เห็นวิถีชีวิต สนุกกับการช็อปปิ้งของที่ระลึก เสื้อผ้า เครื่องประดับ และผ้าทอมือชาวไทลื้อที่ไม่เหมือนใคร

จากนั้นใช้เส้นทางเชียงคำ-ภูซาง ไปอีกประมาณ 4.5 กม. ผ่านป่าชุมชนจนถึงบ้านสวนผักมีสุข ปั่นชมวิวแปลงผัก แถวดอกดาวเรือง และการทำเกษตรพอเพียง ก่อนจะซอกแซกไปตามเส้นทางสู่โลกของทุ่งนาแห่งภูซาง แนะนำให้ลดจังหวะความเร็วเพื่อชื่นชมวิวสองข้างทาง

ในช่วงต้นปีนาข้าวกำลังเขียวชอุ่ม ยามที่ลมพัดจะเห็นยอดหญ้าพลิ้วไหวเป็นภาพที่ทำให้รู้สึกสบายใจและสบายตา ระยะทางกว่า 2 กม. ที่มีแต่ทุ่งนาทอดยาวสุดสายตาถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก นอกจากธรรมชาติและตัวคุณเอง

บนเส้นทางเดียวกันไปต่ออีก 2 กม. สามารถแวะพักขาและท่องเที่ยวได้ที่บ้านหมุน ภูซาง หนึ่งเดียวในสยามกับไอเดียสร้างบ้านให้ขยับได้ตามทิศทางแดดและฤดูกาล คือสามารถหมุนเป็นวงกลมได้ 360 องศา จึงสามารถกดรีโมทสั่งให้เคลื่อนที่ไปอยู่ในตำแหน่งหลบแสงแดดหรือรับลมหนาว จึงช่วยประหยัดพลังงานในตัวบ้านและไม่ต้องติดเครื่องปรับอากาศแต่อย่างใด

บ้านไอเดียเจ๋งหลังนี้เป็นของ ศิวกร ผาแก้ว ชาวภูซางที่เพิ่งกลับมาอยู่บ้านเกิด จึงสร้างบ้านสองชั้น สองห้องนอน หนึ่งห้องทำงาน และสั่งให้เคลื่อนที่ได้ตามใจ ซึ่งได้ทำการจดสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาไว้แล้วเรียบร้อย

นอกจากนี้ เจ้าของบ้านยังใจดีเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชม นักปั่นที่ผ่านมาจึงสามารถเข้าไปสวัสดีพี่ศิวกรและทดลองอยู่บนบ้านที่ขยับได้

จากบ้านหมุนปั่นต่อไปอีก 3 กม. จะถึงจุดหมายปลายทางที่ อุทยานแห่งชาติภูซาง มีไฮไลต์อยู่ที่น้ำตกภูซาง จุดเด่นคือเป็นน้ำตกน้ำอุ่นแห่งเดียวในประเทศไทย ไม่มีกลิ่นกำมะถันน้ำใสแจ๋ว และมีแอ่งน้ำสีเขียวมรกตให้ลงเล่นน้ำได้

หรือจะท้าทายตัวเองด้วยการเดินป่าศึกษาธรรมชาติด้านบนของน้ำตก เพื่อชมป่าต้นน้ำ ป่าดงดิบ และบ่อซับน้ำอุ่นตามธรรมชาติ

เส้นทางดังกล่าวมีระยะทาง 11 กม. แต่เป็นพะเยาในมุมเล็กๆ เท่านั้น เพราะจังหวัดนี้ยังมีจุดที่น่าสนใจ อย่างเช่น วัดนันตาราม ศาสนสถานที่มีความงดงาม สักการะหลวงพ่อยิ้มซึ่งเป็นพระพุทธรูปไม้สักทอง ขอพรพระพุทธรูปเกสรดอกไม้ที่สร้างจากดอกไม้หอมนานาชนิดจากเมืองตองกี ประเทศเมียนมา รวมทั้งพระเจ้าทันใจพระเจ้าแสนแซ่ และหลวงพ่อสุขใส เพื่อความเป็นสิริมงคล

หรือวัดมาง ที่สร้างขึ้นโดยชาวเมืองมางจากมณฑลยูนนาน ซึ่งถูกเจ้าเมืองน่านกวาดต้อนลงมาจากสิบสองปันนาและมาตั้งรกรากอยู่บริเวณนี้ กราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระพุทธรูปที่มีพุทธศิลป์ของชาวไทลื้อ ซึ่งเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในเชียงคำ โดยประดิษฐานอยู่ในพระวิหารหลังคามุงแป้นเกล็ดที่สร้างขึ้นตามแบบศิลปะไทลื้อผสมล้านนา และในบริเวณวัดยังมีศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดแสนเมืองมาง สถานที่เก็บโบราณวัตถุทางพุทธศาสนาและเครื่องใช้โบราณในชีวิตประจำวัน

อีกวัดสำคัญคือ วัดพระธาตุสบแวน เป็นวัดไทลื้อที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองเชียงคำ เดิมเป็นวัดร้าง แต่เมื่อชาวไทลื้ออพยพเข้ามา เจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้านครเมืองน่าน จึงให้บูรณปฏิสังขรณ์เพื่อเป็นศูนย์กลางของชาวไทลื้อ และพระธาตุภูซาง อายุมากกว่า700 ปี เป็นพระธาตุเก่าแก่เป็นที่เคารพสักการะของคนภูซาง

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวสามารถสร้างประสบการณ์แบบท้องถิ่นได้ที่เฮินป้ามาลี ที่มีการสาธิตวิธีย้อมผ้าแบบโบราณ และเรียนรู้การทอผ้านั่งกี่ ตัดตุง และเย็บหมากลูกโยนที่ ศูนย์วัฒนธรรมไทลื้อ (วัดหย่วน) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำให้การเดินทางมีคุณค่าและมีความหมายขึ้น

สำหรับโครงการเที่ยวไป วิ่งไป ไลค์อะ โลคอล เปิดรับสมัครนักวิ่งจำนวน 300 คนรับสมัครตั้งแต่วันนี้-31 ม.ค. 2562 มี 2 แพ็กเกจคือ ทัวร์เที่ยว-วิ่ง วันที่ 15-18 ก.พ. 2562ราคา 6,850 บาท และกิจกรรมวิ่ง วันที่ 17 ก.พ.2562 ราคา 900 บาท เข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ race.thai.run/like-a-local

ทีลอจ่อ ทีลอซู จับละอองสายรุ้งแห่งอุ้มผาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/577479

  • วันที่ 19 ม.ค. 2562 เวลา 11:51 น.

ทีลอจ่อ ทีลอซู จับละอองสายรุ้งแห่งอุ้มผาง

โดย/ภาพ : จำลอง บุญสอง

ถ้าคำว่า น้ำตก หมายถึง น้ำที่ตกลงมาจากหน้าผาทอดยาวลงเป็นสายๆแล้ว เห็นทีว่า “ทีลอจ่อ” คงเข้ากับความหมายดังกล่าวไม่ได้ เพราะทีลอจ่อเป็นเพียง “ละอองน้ำ” ที่ตกลงมาสู่ลำน้ำแม่กลองเท่านั้น แถมยังเป็นละอองน้ำที่ซึมออกมาจากปุ่มปมหินปูนสลับซับซ้อนแผ่นมหึมา ซึ่งละลายออกมาเป็นแง่งแง่ชะเงื้อมงุ้มเหนือลำน้ำแม่กลอง

ละอองน้ำฟุ้ง ทีลอจ่อ

ไหล่เขาหินปูนที่เทลาดเอียงลงมาจากยอดเขานั่นแหละที่ทำให้น้ำจากฟ้าในฤดูฝนละลายหินปูนยาวต่อเนื่องกันมานับล้านๆ ปีจากมิลฯ แล้วมิลฯ เล่าจนลายเป็นเซนฯ จากเซนฯ เป็นเมตร จากเมตรเป็นหลายเมตรจนชะโงกง้ำลึกเข้ามาในลำน้ำแม่กลอง

แม้ว่าไม่มีฝนจากฟ้าแล้วก็ตาม น้ำซับใต้ดินของป่าอันอุดมสมบูรณ์ของ “อุ้มผาง” ก็ยังคงทำหน้าที่ไหลผ่านหินปูนที่ถูกกัดกร่อนนับล้านๆ จุด ทีละนิดๆ ออกมาเป็นละอองนับล้านๆ ละอองลงมาเติมความสมบูรณ์ให้ลำน้ำแม่กลองที่ไหลเอื่อยลงไปทางทิศใต้ ผ่านป่าดงแห่งความอุดมสมบูรณ์ที่เต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิดไปสู่เขื่อนศรีนครินทร์ก่อนพัดพาเอาฮิวมัสจากป่าออกสู่ทะเลเพื่อเลี้ยงแพลงก์ตอน ซึ่งเป็นอาหารของกุ้งหอยปูปลาน้ำกร่อยและน้ำเค็มที่อ่าวตัว ก. โดยผ่านร่องน้ำของปากน้ำสมุทรสงคราม

ความมหัศจรรย์ของน้ำตกทีลอจ่ออยู่ที่การเกิดรุ้งกินน้ำจากการทำมุมของละอองน้ำกับแสงแดดช่วงเวลา 09.00-10.00 น. ที่ทำให้ผู้คนทุกสารทิศล่องแก่งมาดูและต้องดูให้ทันเวลาของการทำมุมกันระหว่างพระอาทิตย์และละอองน้ำด้วยจึงจะเห็น

ละอองน้ำหักเหแสงของดวงอาทิตย์ได้ทุกสีที่ดวงอาทิตย์มี ถ้าพ้นจากเวลาอันเหมาะสมแล้วก็จะไม่เห็นรุ้งกินน้ำจากละอองน้ำอีกเลย แต่จะเห็นเพียงละอองน้ำกับผาหินงอกหินย้อยที่เต็มไปด้วยตะไคร่ มอส เฟิร์น และสีเขียวจากใบไม้ นั่นหมายถึงว่า นักท่องเที่ยวต้องรอวันใหม่ที่มีแดดดีๆ มาทำมุมกับละอองน้ำ ณ จุดนั้นอีก เพื่อให้กลับไปคุยกับคนอื่นๆ ที่ไม่ได้มาได้ว่า คุณได้มาถึงอุ้มผางแล้ว!

น้ำตกละอองรุ้งทีลอจ่อ หรืออีกชื่อที่เรียกกันว่า น้ำตกสายฝน คือ ความท้าทายของช่างภาพทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพ ท้าทายไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการหามุมเซลฟี่ตัวเอง หมู่คณะ ท้าทายกับการถ่ายภาพให้ทันเวลาอันจำกัด ท้าทายกับการใช้กล้อง ใช้เลนส์ ใช้สปีด ใช้รูรับแสง จับละอองหมอกแสง เงา ให้นิ่ง ให้แน่น ให้นัว บนพื้นที่ที่ลื่น ที่แคบ และเต็มไปด้วยน้ำทั้งที่ฟุ้งลอยในอากาศ และน้ำจากลำน้ำแม่กลองที่ไหลอาบเท้าของคุณในเรือยางโดยไม่ให้กล้องเสียหาย เพื่อให้ได้ภาพที่ดีมาอวดกันได้อย่างไร?

โจทย์ที่ต้องใช้ความสามารถนี้แหละที่เหมาะแก่การประชันฝีมือกันตัวต่อตัวเป็นหมู่คณะ เพื่อตัดสินในความสามารถจริงโดยไม่ต้อง “เซตอัพ” เพื่อให้ได้ภาพสวยงามแบบที่นิยมกันนักกันหนาในบรรดานักเซตทั้งหลาย และก็เชื่อว่าทั้งช่างภาพสมัครเล่นและช่างภาพมืออาชีพที่ผ่านเบ้าหลอมของการถ่ายภาพที่หลากหลายจะใช้กล้อง ใช้เลนส์ใช้มุมมอง ถ่ายทอดบรรยากาศมหัศจรรย์ที่มีชีวิตแห่งนี้ในแต่ละวินาทีออกมาไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน

นั่นแหละคือ ความพิเศษของน้ำตกละอองน้ำแห่งป่าอุ้มผาง ป่าที่ให้ความท้าทาย ป่าที่ให้ชีวิตทั้งพืช คน และสัตว์จำนวนนับล้านๆ จากป่าสู่ทะเล!

น้ำตกเทียมฟ้า ทีลอซู

คงยังไม่สามารถจบเรื่องน้ำตกมหัศจรรย์แห่งป่าอุ้มผางนี้ได้เลย ถ้ายังไม่ได้กล่าวถึง “ทีลอซู” น้ำตกหินปูนที่ใหญ่และสวยที่สุดของประเทศไทย

นํ้าตกทีลอซูตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง (ส่วนทีลอจ่อเป็นน้ำตกระหว่างทางไปสู่ทีลอซู) ลักษณะเป็นนํ้าตกขนาดใหญ่กลางเขาหินปูนมีความกว้างประมาณ500 เมตร สูงประมาณ 200 เมตร เกิดจากนํ้าในห้วยกล้อทอไหลตกจากหน้าผาสูงลดหลั่นกันลงมาเป็นชั้นๆ โดยชั้นบนจะเป็นหน้าผาสูงชัน ส่วนชั้นล่างเป็นตะพักขนาดเล็กไหลลงมายังแอ่งด้านล่าง และหินปูนบริเวณนี้เป็นหินปูนสีเทาดําของหมวดหินปูนอายุประมาณ 206-144 ล้านปี

ในผืนป่าตะวันตกที่กินเนื้อที่นับล้านๆ ไร่ของประเทศ กินดินแดนไปทั้ง จ.ตาก อุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ผืนป่ามหึมานี้มีน้ำตกหินปูนมากมายหลายสิบแห่ง แต่ละแห่งก็มีความสวยงามที่แตกต่างกันไป ทีลอเลก็อย่างหนึ่ง แม่ขมิ้นก็อย่างหนึ่ง ซองกาเลียก็อย่างหนึ่ง เกริงกระเวียก็อย่างหนึ่ง ไทรโยคก็อย่างหนึ่ง เอราวัณก็อย่างหนึ่ง ผาตาดก็อย่างหนึ่ง ตะเคียนทองก็อย่างหนึ่ง แต่ทุกน้ำตกก็ต้องหลีกทางให้ทีลอซู เพราะมันเป็นน้ำตกที่ทั้งใหญ่และมีน้ำไหลได้ตลอดทั้งปี ที่ไหลได้ทั้งปีก็เพราะผืนป่าแห่งนี้อุ้มน้ำจากฟ้ามาเก็บเป็นน้ำใต้ดินไว้มาก มากพอที่จะทยอยปล่อยลงมาสู่แม่กลองให้ไหลได้ทั้งปีโดยไม่ขาดช่วง

ความเป็นชั้นของน้ำตกหินปูนที่มีต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นอยู่และอุ้มน้ำเอาไว้ ทำให้น้ำตกหินปูนมีน้ำไหลเกือบทั้งปี (ยกเว้นบางแห่งที่ป่าถูกทำลายลงไป) จึงทำให้น้ำตกหินปูนสวยงามกว่าน้ำตกหินทราย (ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ) ที่ไหลเฉพาะหน้าฝน

วันนี้คนกรุงเทพฯ สามารถเดินทางไปทีลอซูได้ไม่ยากนัก แต่กว่าจะขับรถไปถึงตาก-แม่สอด-อุ้มผาง ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน ก็ต้องใช้เวลา 1 วัน พักแล้วจึงค่อยขึ้นไปทีลอซูด้วยการเหมารถขับเคลื่อนสี่ล้อขึ้นไป เป็นเส้นทางลูกรังอัดแน่นระยะทาง 25 กม. อนุญาตให้เฉพาะรถปิกอัพและรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น และเปิดใช้เส้นทาง 7 เดือน(1 พ.ย.-31 พ.ค.) และปิดเส้นทาง 5 เดือน(1 มิ.ย.-31 ต.ค.) หรือหากเลือกใช้วิธีล่องเรือยางจะสามารถเข้าได้ตลอดปี โดยใช้เวลาล่องเรือในห้วยแม่กลองประมาณ3 ชั่วโมง ถ้าจะให้ได้น้ำตกทีลอจ่อด้วยก็ต้องเริ่มล่องเรือยางตั้งแต่เวลา 07.30 น. เพื่อเพิ่มโอกาสไปจับรุ้งกินน้ำ แล้วค่อยล่องต่อไปยังน้ำตกทีลอซู

ตากเป็นจังหวัดที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนของแนวเทือกเขาถนนธงชัย ซึ่งเป็นแกนกลางของจังหวัดและยังมีความแตกต่างของลักษณะภูมิประเทศ ประกอบด้วย ที่ราบลุ่มแม่นํ้าไปจนถึงเทือกเขาสูง โดยบริเวณทิศใต้จนถึงทิศเหนือของพื้นที่มีลักษณะเป็นภูเขาสูง และค่อยเปลี่ยนเป็นแอ่งที่ราบลุ่มแม่นํ้าคือ แม่นํ้าเมยทางด้านทิศตะวันตกติดกับเมียนมา และที่ราบลุ่มแม่นํ้าปิงและแม่นํ้าวังทางทิศตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ ทําให้ธรณีวิทยามีความแตกต่างและซับซ้อนกลายเป็นแหล่งธรรมชาติที่อุดมไปด้วยภูเขาและสายน้ำ

สอบถามรายละเอียดการเดินทาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตาก โทร. 055-514-341-3

ประสบการณ์วาเลนไทน์สุดหรู สไตล์เพนนินซูลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/577373

  • วันที่ 18 ม.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

ประสบการณ์วาเลนไทน์สุดหรู สไตล์เพนนินซูลา

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.com

โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ ชวนคู่รักมาร่วมเนรมิตวันวาเลนไทน์ ให้เป็นช่วงเวลาที่แสนมหัศจรรย์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ท้องฟ้าเหนือกรุงเทพฯ จะอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความรัก เมื่อคู่รักนั่งเฮลิคอปเตอร์ชมเมือง อย่างสุดเอ็กซ์คลูซีฟก่อนเริ่มต้นมื้อค่ำที่น่าประทับใจ

โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ จะเนรมิตช่วงเวลาให้เป็นเสมือนดั่งฝันในวันวาเลนไทน์ปีนี้ ซึ่งตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 14 ก.พ. นำเสนอประสบการณ์การฉลองวันวาเลนไทน์ ให้กลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาแห่งความประทับใจ ที่จะตราตรึงในความทรงจำของคู่รักไปอีกแสนนาน

ประสบการณ์การฉลองที่หรูหราเหนือระดับ และสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ในแบบฉบับเพนนินซูลา เริ่มจากการนั่งเฮลิคอปเตอร์ชมทัศนียภาพที่งดงามเหนือน่านฟ้ากรุงเทพฯ ทำให้คู่รักได้เห็นความงามของเมืองหลวงในมุมมองที่แตกต่าง เป็นเวลา 15 นาที ก่อนมื้ออาหารค่ำสุดพิเศษ เพื่อให้คู่รักได้เริ่มต้นการฉลองอย่างสุดเอ็กซ์คลูซีฟและเป็นหนึ่งในความทรงจำที่ดีที่สุด

ขณะที่อาหารค่ำสุดพิเศษ ณ ห้องเจสเตอร์ จะนำเสนอให้แก่คู่รักเพียง 5 คู่เท่านั้น เพื่อความเป็นส่วนตัวอย่างสูงของแต่ละคู่รัก ในวันวาเลนไทน์ห้องเจสเตอร์จะได้รับการเนรมิตให้เป็นเสมือนสวนแห่งดอกไม้สีขาว ราวกับดินแดนแห่งเทพนิยาย โดยมีความงดงามของแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่เบื้องหน้า สร้างบรรยากาศที่โรแมนติก และให้ทุกคู่รักได้เกิดความปลื้มใจและชื่นใจทันทีเมื่อเข้ามาถึง

อาหารค่ำเมนูพิเศษ 9 คอร์ส ในตำรับอาหารตะวันตก ได้รับการรังสรรค์โดยหัวหน้าพ่อครัวใหญ่ สเตฟาน ไลท์เนอร์ เอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟซึ่งมีประสบการณ์ในการทำอาหารมากว่า 20 ปี กับเชฟระดับแนวหน้าของโลก รวมถึงเชฟที่ได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ ในห้องอาหารที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในประเทศแถบยุโรป

เมนูอาหารค่ำสุดพิเศษได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน รวมถึงการคัดสรรวัตถุดิบชั้นเยี่ยม เพื่อให้คู่รักไม่เพียงได้สัมผัสถึงความหรูหราและความงดงามของประสบการณ์ที่ได้สัมผัส ซึ่งเชฟจัดให้มีความสมดุลทั้งในเรื่องรสชาติ หน้าตาของอาหาร และปริมาณ และในบางคอร์สเชฟจะซ่อนความประหลาดใจ หรือเซอร์ไพรส์ให้แก่คู่รัก

อย่างเช่น Oscietra Caviar, Beetroot Macaron with Sour Cream, Chive-Infused Oil ซึ่งหน้าตาเป็นขนมหวานมาการง แต่เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วกลับกลายเป็นอาหารคาวเรียกน้ำย่อย Foie Gras Praline ช็อกโกแลตตับห่าน ซึ่งนำเสนอในรูปลักษณ์ของช็อกโกแลตทรัฟเฟิล เมื่อรับประทานเข้าไปจะได้รสสัมผัสของตับห่าน ฯลฯ

สำหรับของหวาน เชฟได้คัดสรรฝักวานิลลาจากตาฮีตี ซึ่งให้กลิ่นหอมคล้ายดอกไม้ และเป็นวานิลลาชนิดที่หายาก และมีเฉพาะฤดูกาลเท่านั้น รังสรรค์ออกมาเป็น Tahitian Vanilla Madeleine, Rose Mousseline, Chantilly and Berry Sorbet และที่จะขาดไม่ได้สำหรับวันวาเลนไทน์ คือ ช็อกโกแลตสูตรพิเศษตำรับเพนนินซูลา ซึ่งใช้ดาร์กช็อกโกแลต 66% จัดทำสูตรให้เป็นพิเศษโดย วาลโรห์นา (Valrhona) แบรนด์ช็อกโกแลตระดับพรีเมียมจากฝรั่งเศส เป็นการปิดท้ายค่ำคืนอันแสนพิเศษด้วยความหวานอร่อย

ระหว่างมื้ออาหาร วิรุฬห์ กุลตัณฑ์ ช่างภาพสไตล์แคนดิด ที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูงจากผู้คนในวงการแฟชั่น และเหล่าเซเลบริตี้ชั้นนำของไทย อีกทั้งยังได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในช่างภาพถ่ายภาพงานแต่งงานที่ดีที่สุดในไทย จะทำการบันทึกช่วงเวลาแห่งความประทับใจโดยที่คู่รักไม่รู้ตัว เพื่อให้ภาพแห่งความทรงจำเป็นธรรมชาติมากที่สุด พร้อมใส่กรอบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผลงานลิมิเต็ด เอดิชั่นของนักวาดมากฝีมืออย่าง ปัณพัท เตชเมธากุล กลายเป็นของขวัญวันวาเลนไทน์สุดเก๋

สำหรับมื้อค่ำพิเศษ 9 คอร์ส พร้อมแชมเปญเพนนินซูลา 1 ขวด ณ ห้องเจสเตอร์ พร้อมนั่งเฮลิคอปเตอร์ชมทัศนียภาพความงามของกรุงเทพฯ 15 นาที อย่างเป็นส่วนตัว ราคา 112,999 บาท++ สำหรับ 2 ท่าน ส่วนมื้อค่ำพิเศษ 9 คอร์ส พร้อมแชมเปญเพนนินซูลา 1 ขวด ณ ห้องเจสเตอร์ ราคา 39,999 บาท++ สำหรับ 2 ท่าน

ท่านที่จับจองเป็น 1 ใน 5 ที่ไม่ทัน ยังมีอาหารค่ำแบบบุฟเฟ่ต์นานาชาติ ณ ห้องอาหารริเวอร์ คาเฟ่ แอนด์ เทอเรซ ราคา 5,600 บาท++ สำหรับ 2 ท่าน บรรยากาศริมน้ำเจ้าพระยาเช่นเดียวกัน

ข้อมูลเพิ่มเติม หรือสำรองที่นั่ง โทร. 02-020-2888 อีเมล pbk@peninsula.com เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ www.peninsula.com/bangkok 

อัพเดทเทรนด์กาแฟ ปี 2019 เมนูสำหรับชาวมิลเลนเนียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/577376

  • วันที่ 18 ม.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

อัพเดทเทรนด์กาแฟ ปี 2019 เมนูสำหรับชาวมิลเลนเนียล

เรื่อง คาเอรุ ภาพ เอเอฟพี, เอพี

กาแฟนั้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอาหาร ซึ่งมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงใหม่อยู่ตลอดเวลา มาอัพเดทเทรนด์กาแฟกันอีกรอบ ณ ต้นปี 2019 ว่าจะมีทิศทางไปอย่างไรบ้าง

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดของกาแฟได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จาก 57% เป็น 62% โดยเฉพาะการขยายเข้ามาในกลุ่มของคนที่อายุน้อยๆ ในผลวิจัยฉบับหนึ่งของสหรัฐ เมื่อปี 2017 ที่ว่าด้วยเรื่องการบริโภคกาแฟ ซึ่งทำในกลุ่มคนถึง 5.2 แสนรายในสหรัฐ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงตัวเลขอายุเฉลี่ยที่น้อยลง สำหรับคนดื่มกาแฟ โดยเมื่อลงลึกไปในรายละเอียดพบว่า เฉพาะในสหรัฐนั้น คอกาแฟที่เป็นคนยุคมิลเลนเนียลนั้นมีกว่า 44% ทีเดียว ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในช่วง 13-18 ปี

ทิศทางการออกแบบเมนูกาแฟ จึงเน้นมาเจาะกลุ่มนักดื่มรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็น กาแฟเชก หรือกาแฟทางเลือกที่มีกลิ่นรสหอมหวาน ตามรสนิยมของนักดื่มรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นลาเต้เชกรสชาติหลากหลาย หรือกาแฟสร้างสรรค์แนวใหม่ๆ ที่ใส่ขนมนมเนยเข้าไปเป็นส่วนประกอบ อย่างกาแฟใส่ป๊อปคอร์น ใส่คุกกี้ กาแฟรสคาราเมล ฯลฯ

กาแฟสายมิลเลนเนียล ยังมีประเภท เรดดี้-ทู-ดริงก์ ทั้งหลาย ที่ประกอบด้วยความหวานและครีมข้นๆ ตามรสนิยมที่ออกมาในรูปแบบขวดและกระป๋อง มีขายทั้งในร้านกาแฟเอง ร้านสะดวกซื้อ และซูเปอร์มาร์เก็ต ขนาดที่ว่าค่ายกาแฟกูร์เมต์ชื่อดังๆ เองก็ไม่มองข้ามตลาดนี้ แล้วยังเผื่อแผ่ไปยังนักดื่มกาแฟเจนฯ อื่น อย่างกาแฟดำพร้อมดื่ม โคลด์บริวพร้อมดื่ม สำหรับคนที่ชื่นชอบรสชาติขมๆ ของกาแฟอีกด้วย

ในด้านกาแฟพรีเมียมสำหรับเด็กมิลเลนเนียล พวกเขาเน้นตั้งแต่รูปลักษณ์ของบรรจุภัณฑ์ แต่กระนั้นสิ่งที่อยู่ข้างใน พวกเขาก็คาดหวังคุณภาพแบบคับกล่อง ไม่ว่าจะเป็นกาแฟคราฟต์ หรือกาแฟที่สุดแสนพรีเมียมแบบมีน้อยหายากทั้งหลาย รวมทั้งเรื่องราวความเป็นมาของกาแฟที่น่าประทับใจ ไม่ว่าจะออกแนวออร์แกนิก หรือทำเพื่อผลประโยชน์ของชุมชนแบบแฟร์เทรด ฯลฯ

กาแฟชนิดพิเศษที่ไม่ได้ผลิตในรูปแบบอุตสาหกรรม ในร้านที่มีให้เลือกหลากหลาย ก็เป็นเทรนด์อีกอย่างของนักดื่มยุคมิลเลนเนียล ยิ่งเปลี่ยนเมนูใหม่ๆ บ่อยๆ ก็ยิ่งเป็นเป้าหมายที่จะดึงดูดพวกเขาให้เข้ามาทดลองได้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการหยิบยกเอาเมนูคลาสสิกๆ กลับมาเป็นไฮไลต์ หรือสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ประจำเดือน ประจำฤดูกาลก็ตาม

กาแฟโคลด์บริว (Cold Brew Coffee) ที่รสชาติดื่มง่ายๆ เพราะลดความขมจากกาแฟชงร้อนลงไปได้มาก ขณะที่มีกาเฟอีนมากกว่ากาแฟชงผ่านความร้อน ก็ยังเป็นที่นิยมของตลาดนักดื่มชาวมิลเลนเนียล โดยเฉพาะในสหรัฐ ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะความขมกับความเปรี้ยวลดลงไป ซึ่งสามารถนำมาผสมกับส่วนผสมอื่นๆ ได้หลากหลาย เช่น ใส่ครีมวานิลลา เติมน้ำผลไม้เข้าไปเพิ่มความสดชื่น

ขณะที่ไนโตรดริงก์เองก็กลายเป็นเทรนด์สุดคูลของแวดวงกาแฟเช่นกัน โดยกาแฟที่ชงผ่านก๊าซไนโตรเจนซึ่งมาสร้างความเย็นจัดๆ นั้น เต็มไปด้วยรสสัมผัสแบบครีมมี และยังมีพรายฟองนุ่มๆ แถมมาด้วย เพิ่มมาจากรูปลักษณ์ที่ดูทันสมัย

ตามมาจากเทรนด์การควบคุมน้ำหนักแบบคีโตไดเอต (Keto diet) ทำให้เกิดกาแฟเนย (Buttered Coffee) ขึ้นมาในโลกนี้ ด้วยความเชื่อว่าจะไปหลอกร่างกายให้เบิร์นไขมันตามหลักคีโต ทำให้กาแฟหันมามีส่วนผสมของเนยและน้ำกะทิ ใครมีสูตรอร่อยต้องสรรหามาเสิร์ฟหนุ่มสาวมิลเลนเนียลกันด่วนๆ

ขณะที่ค็อกเทลที่มีส่วนผสมของกาแฟ ก็เป็นเทรนด์ในบาร์ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นแบบที่เห็นบ่อยๆ อย่าง เอสเปรสโซ่มาร์ตินี หรือเมนูคลาสสิก ไอริช คอฟฟี่ ยังมีแฟลตไวท์มาร์ตินี แบล็กคอฟฟี่ ลาเกอร์ ฯลฯ และคงจะมีการสร้างสรรค์ไปอีกเรื่อยๆ