เอเดรียน ฮาเวิร์นสไตน์ ‘ผมโชคดีที่ได้เป็นเชฟ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/577375

  • วันที่ 18 ม.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

เอเดรียน ฮาเวิร์นสไตน์ ‘ผมโชคดีที่ได้เป็นเชฟ’

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา

แค่ได้เห็นรอยยิ้มที่เคลือบอยู่บนใบหน้า เอเดรียน ฮาเวิร์นสไตน์ เชฟหนุ่มอารมณ์ดีแห่งสันติบุรี เกาะสมุย ตลอดเวลาที่บอกเล่าถึงเส้นทางการเป็นเชฟ อาชีพที่เลือกด้วยหัวใจ ก็พาให้สัมผัสได้ถึงความสุขเหนือคำบรรยาย

แม้เจ้าตัวจะออกตัวว่าไม่ได้ร่ำเรียนมาโดยตรง แค่อาศัยครูพักลักจำ เก็บชั่วโมงบินจากการทำงาน แต่ก็สามารถพาตัวเองเติบโตในอาชีพ จนวันนี้เขาถือว่าตัวเองโชคดีมากๆ ที่ได้เป็นเชฟ อาชีพที่เป็นใบเบิกทางสำคัญให้เขาได้ท้าทายตัวเองและเรียนรู้ในทุกวัน แถมยังมีรายได้จุนเจือครอบครัว

“ผมเกิดและโตที่สวิตเซอร์แลนด์ ครอบครัวผมเป็นชาวนา ผมชอบทำอาหารตั้งแต่เด็ก เพราะมีคุณย่าเป็นแรงบันดาลใจ ท่านมักทำอาหารเมนูพิเศษจากวัตถุดิบธรรมดาๆ ให้พวกเราได้อิ่มหนำอยู่เสมอ” เชฟเอเดรียน เล่าถึงความทรงจำวัยเด็กที่งดงามเสมอ

“ผมเองไม่ได้เรียนจบด้านเชฟมาโดยตรง แต่อาศัยว่าได้มีโอกาสฝึกงานตามโรงแรม และเรียนรู้จากเชฟที่มีฝีมือมากมาย ได้เห็นส่วนผสมแปลกใหม่ที่เคยไม่รู้จักมาก่อน และยังได้เรียนรู้ว่าอาหารแค่อร่อยอย่างเดียวไม่พอ แต่หน้าตาของอาหารต้องดูดีด้วย”

หลังจากเริ่มต้นเข้ามาโลดแล่นในวงการอาหาร เชฟเอเดรียนสารภาพตามตรงว่าหลงรักทันที เพราะเป็นงานที่สามารถทำให้คนอื่นมีความสุขได้ทุกวัน

“ผมว่ามันพิเศษมากนะ การที่เราสามารถทำให้คนอื่นมีความสุขได้ทุกวัน ไม่ใช่ทุกงานที่สามารถทำได้แบบนี้ แถมยังได้โชว์ไอเดียความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย” เชฟหนุ่มบอกเล่าอย่างเป็นกันเอง ก่อนเสริมว่า งานในครัวบางครั้งอาจมีเครียด เหนื่อยบ้าง แต่สิ่งที่เขาค้นพบและบอกตัวเองเสมอ คือ คุณไม่ได้เผชิญหน้าเพียงลำพัง คุณยังมีทีมงานที่พร้อมอยู่เคียงข้างเสมอ

“เหมือนกับการเล่นฟุตบอล แค่เก่งคนเดียวไม่พอ แต่ทุกคนในทีมต้องช่วยกันเพื่อยิงประตูให้ได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ทีมจะต้องแพ้และชนะไปด้วยกัน”

เชฟเอเดรียนยังบอกด้วยว่าหลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ฝึกงานอยู่ 3 ปี พออายุ 18 ปี เขาตัดสินใจเก็บกระเป๋าออกจากบ้านไปหาประสบการณ์ทำงานในสกีรีสอร์ทหรูที่เมืองเซอร์แมทท์ ก่อนจะย้ายไปทำงานที่เมืองลูเซิร์น และซูริค เมื่อสั่งสมชั่วโมงบินได้พอสมควรแล้ว จึงตัดสินใจจากบ้านเกิดข้ามทวีปมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ครั้งสำคัญ ณ อยาดา มัลดีฟส์ รีสอร์ทหรู

“ที่นี่ผมได้เปิดโลกแห่งการเรียนรู้มาก เพราะเชฟที่นี่ค่อนข้างหลากหลาย มีทั้งเชฟอาหารยุโรป อาหารฝรั่งเศส อาหารไทย และอาหารศรีลังกาก็ยังมี เชฟแต่ละคนล้วนมีจุดแข็งในตัวเอง พอมาทำงานร่วมกัน เลยเหมือนได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันไปในตัว”

1 ปีเต็มที่เชฟทำงานอยู่ที่มัลดีฟส์ นอกจากจะตกหลุมรักวัฒนธรรมแบบเอเชียเข้าอย่างจัง เชฟยังมีโอกาสมาพักผ่อนช่วงวันหยุดที่เมืองไทยหลายครั้ง งานนี้ถ้าถามว่าประทับใจเมืองไทยแค่ไหน เชฟตอบชัดว่า ฝันว่าอยากจะมาทำงานที่ไทยสักครั้ง ทว่า ความปรารถนานี้กว่าจะเป็นจริงก็ผ่านไปอีกหลายปี เพราะหลังจากมัลดีฟส์ เชฟกลับไปทำงานต่อที่ซูริคอีก 2 ปี ก่อนจะตามแฟนสาวมาทำงานที่กรุงพนมเปญของกัมพูชา

“ผมกับแฟนซึ่งเขาเรียนด้านการโรงแรม ตกลงกันว่าหลังจากเธอเรียนจบ เราจะยื่นใบสมัครงานเพื่อหางานพร้อมกัน ถ้าใครได้งานก่อน อีกฝ่ายต้องย้ายมาทำงานที่นั่น ปรากฏว่าเขาได้งานที่พนมเปญก่อน ผมก็เลยต้องมา ผมทำอยู่ 2 ปี ก็ได้รับโอกาสให้มาทำงานที่สันติบุรี เกาะสมุย ตอนนี้ทำมาปีกว่าแล้ว”

เมื่อฝันเป็นจริง เชฟเอเดรียนยอมรับว่า เขาทั้งดีใจและมองว่าโอกาสครั้งนี้เป็นความท้าทายไม่น้อย เพราะได้มาร่วมงานกับรีสอร์ทที่มีชื่อเสียงของไทย

“ผมมารับหน้าที่ดูแล 5 ห้องอาหารของสันติบุรี เกาะสมุย ซึ่งมีห้องอาหารไทยด้วย ถามว่า ผมทำอาหารไทยได้มั้ย จริงๆ ผมทำไม่ได้เลย แต่ไม่มีปัญหา เพราะอย่างที่ผมเกริ่นตั้งแต่ต้นว่า ผมเชื่อในพลังของทีมเวิร์ก ผมมีทีมเชฟที่เก่งอาหารไทยที่ทำงานร่วมกัน เราช่วยกันระดมสมองเพื่อสร้างสรรค์เมนูอาหารไทยที่ยังคงรสชาติความเป็นไทยแท้ แต่หน้าตาอาหารออกมาโมเดิร์นได้เป็นอย่างดี”

สำหรับอนาคต เชฟเอเดรียนบอกว่า เขายังสนุกกับงานที่ทำ และมองว่า ที่นี่ยังมีโอกาสอีกมากมายให้เรียนรู้และ ได้แสดงฝีมือ ส่วนความหวังที่จะสร้างร้านอาหารของตัวเองนั้น เชฟบอกว่า คงเป็นอนาคตไกลๆ ต้องรอดูอีกที

“ถึงจะเป็นเชฟมานับสิบปี แต่ผมไม่เคยเบื่อ ยังรักอาชีพนี้ ซึ่งเป็นอาชีพที่สอนให้ผมมีวินัย รู้จักการทำงานหนัก สนุกที่ได้ทดลองและเรียนรู้ตลอดเวลา”

ปิดท้ายด้วยกิจกรรมยามว่างที่เชฟชื่นชอบ แน่นอนว่า มาอยู่เมืองไทยทั้งที เชฟยกให้มวยไทยเป็นกีฬาโปรด แม้จะเพิ่งทดลองเล่นมาได้ 6 เดือนก็ชอบมาก ส่วนเวลาว่างที่เหลือ เชฟอุทิศให้กับเจ้าตูบและแฟนสาวที่กำลังจะตามมาทำงานด้วยกัน 

ซีพีเอส คอฟฟี่ จุดเช็กอินแฟชั่นนิสต้าคอกาแฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/577371

  • วันที่ 18 ม.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

ซีพีเอส คอฟฟี่ จุดเช็กอินแฟชั่นนิสต้าคอกาแฟ

เรื่อง ฟร็อกกี้ลิเชียส

ประเดิมสาขาแรกที่ช็อป ซีพีเอส แชปส์ (CPS Chaps) ชั้น 2 เซ็นทรัลเวิลด์ สำหรับซีพีเอส คอฟฟี่ (CPS Coffee) จุดเช็กอินใหม่สุดเท่ เอาใจแฟชั่นนิสต้าคอกาแฟที่นอกจากจะได้มาอัพเดทเทรนด์แฟชั่นสุดฮอตกันแล้ว ยังจะมีโอกาสได้ดื่มด่ำกับรสสัมผัสของกาแฟรสชาติพิเศษ ท่ามกลางบรรยากาศโซนคอฟฟี่บาร์สุดทันสมัย ที่ซีพีเอส แชปส์ แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นชื่อดังสัญชาติไทย รังสรรค์โซนกาแฟ ที่เป็นการหลอมรวมแฟชั่น และไลฟ์สไตล์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

ซีพีเอส คอฟฟี่ ขอแบ่งพื้นที่ด้านหน้าร้านซีพีเอส แชปส์ ในบรรยากาศเรียบเท่ โก้ด้วยโทนสีดำและคอปเปอร์ โดยมี ซีพีเอส บาริสต้า (CPS Barista) ผู้ชำนาญการในเรื่องกาแฟคอยดูแลอย่างใส่ใจ นอกจากเครื่องดื่มแล้วยังมีเบเกอรี่แสนอร่อยชนิดต่างๆ โดยเฉพาะครัวซองต์ไส้ต่างๆ ไว้คอยบริการในรูปแบบเทกอะเวย์ (Takeaway) ด้วย

โซนกาแฟขนาดย่อมรอต้อนรับผู้มาเยือนด้วยคอฟฟี่บาร์ 4 ที่นั่ง บริเวณด้านหน้าช็อป ซีพีเอส แชปส์ บาริสต้า รังสรรค์กาแฟแก้วพิเศษ ด้วยเครื่องทำกาแฟคุณภาพ Mavam Espresso Machine จากสหรัฐขนาดกะทัดรัด จิ๋วแต่แจ๋ว มีคุณสมบัติโดดเด่นในการควบคุมอุณหภูมิน้ำได้ดี ทำให้กาแฟแต่ละแก้วมีรสชาติกลมกล่อม และยังเปิดโอกาสให้บาริสต้าได้พูดคุยกับลูกค้าที่มาสั่งกาแฟได้อย่างใกล้ชิด

เมนูเครื่องดื่มหลากหลายชนิดมีให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ที่คิดค้นสูตรขึ้นมาใหม่ หรือชาไทย ชาเขียว โกโก้ และเครื่องดื่มพิเศษที่จะสร้างสรรค์ขึ้นในช่วงเทศกาลต่างๆ

ซีพีเอส คอฟฟี่ โดดเด่นด้วยเมนูกาแฟสูตรพิเศษที่ใช้เมล็ดกาแฟที่ผ่านการคัดสรรตามมาตรฐานระดับโลกมาคั่วแบบพิเศษเป็นสูตรใหม่ที่มีเฉพาะที่นี่เท่านั้น โดยแบ่งออกเป็น 2 เมล็ด คือ Copper Stout ที่ให้รสชาติเข้มข้น และ Amber Ale ที่มีกลิ่นหอมของผลไม้เมืองร้อน ชงเป็นเครื่องดื่มเมนูกาแฟสไตล์เอสเปรสโซ่ร้อนเย็น รสชาติอร่อยเข้มข้น

สำหรับเมนูซิกเนเจอร์ของทางร้านที่มาแล้วต้องลองอย่าง Popcorn Latte (180 บาท) การผสมผสานของรสชาติกาแฟลาเต้กับป๊อปคอร์น ไซรัป ที่เข้ากันอย่างลงตัว ท็อปด้านบนด้วยป๊อปคอร์นรสคาราเมล กลายเป็นเครื่องดื่มสุดเก๋ ให้เพลิดเพลินไปกับการดื่มกาแฟแก้วนี้อย่างสนุกสนานยิ่งขึ้น เพราะทำได้ทั้งดื่มและเคี้ยวในเวลาเดียวกัน

Thai Tea x Cocoa (150 บาท) ซิกเนเจอร์แก้วนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากสีของร้านนั่นคือ สีดำและสีทองแดง (Black & Copper) บาริสต้า จึงออกแบบจับคู่สีส้มของชาไทยเข้ากับ Black Cocoa ซึ่งนอกจากได้สีที่ดูสวยงามแล้ว รสชาติก็ยังเข้มข้นและมีกลิ่นหอมหวานอีกด้วย

Cookie Shot (120 บาท) ได้ไอเดียมาจากคนที่ชอบกินคุกกี้ไปพร้อมกับการดื่มนม ทางร้านจึงคิดค้นคุกกี้รสชาติอร่อย รังสรรค์ออกมาเป็นแก้วช็อต พร้อมใส่นมเข้าไป สามารถดื่มนมและกัดแก้วช็อตไปพร้อมกันได้เพลินๆ โดยมีคุกกี้ช็อตให้เลือก 3 รสชาติ คือ Chocolate Chip, Dark Chocolate และ Matcha นอกจากนี้ยังสามารถเลือกรสชาติของนมที่ต้องการดื่มได้ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นนมสด นมรสวานิลลา นมรสช็อกโกแลต และนมรสมัตฉะ พร้อมให้บริการ

ซิกเนเจอร์ดริงก์อีกแก้ว Chai Rose (150 บาท) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสดชื่น เป็นชาดำเบลนด์กับเครื่องเทศที่มีกลิ่นหอม ที่ผ่านกรรมวิธีแบบโคลด์บริว (Cold Brew) ทิ้งไว้นานกว่า 8 ชั่วโมง เพื่อให้ชามีรสชาติที่หอมและกลมกล่อม ผสมกับไซรัปกลิ่นกุหลาบที่ให้ความหอมหวาน

คอกาแฟสายแฟชั่นแวะเวียนมาเช็กอิน ที่ซีพีเอส คอฟฟี่ แห่งแรกในประเทศไทย ได้ก่อนใคร ณ ร้านซีพีเอส แชปส์ ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมอัพเดทข่าวสารหรือเมนูพิเศษใหม่ๆ ของซีพีเอส คอฟฟี่ ได้ที่ Facebook : CPS Coffee Instagram : @cpscoffee หรือ Website : cps.coffee

คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล ปลาแซลมอนยำสลัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/577378

  • วันที่ 18 ม.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล ปลาแซลมอนยำสลัด

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์  ภาพ Cookool Studio

ยังคงอยู่ใกล้ๆ ทะเลกันในช่วงต้นปี 2562 นี้ อาจจะเป็นเพราะร่างกายต้องการทะเล สมองจึงสั่งการให้คิดถึงอาหารทะเลที่เต็มไปด้วยสารอาหารบำรุงสมอง ฉบับนี้จึงขอกินปลาเยอะหน่อยเผื่อว่าจะมีไอเดียและการสั่งการของสมองที่เฉียบคมขึ้น

เนื้อปลาที่คนไทยกินมากกว่าปลาทูตอนนี้เห็นจะเป็นปลาแซลมอน หลายร้านมักจะมีโปรโมชั่นพิเศษดึงดูดให้เราเข้าไปหาเนื้อปลาสีส้มที่นิยมรับประทานดิบมากกว่าปรุงให้สุก เริ่มต้นนิยมรับประทานเป็นแบบญี่ปุ่นในรูปแบบของซูชิหรือซาชิมิ ตอนนี้การรับประทานปลาแซลมอนดิบเริ่มเข้าสู่เมนูท้องถิ่น มีทั้งลาบ ยำ ราดน้ำจิ้มซีฟู้ด เรียกว่าฝรั่งอาจจะมีงง ว่าแซลมอนอร่อยขนาดนี้ได้อย่างไร ขนาดเขียนไปยังเริ่มคิดถึงเนื้อสัมผัสของเนื้อปลาแซลมอนนุ่มๆ แช่ในน้ำยำรสชาติเข้มข้น

ฉบับนี้ผู้เขียนขอนำเนื้อแซลมอนมาปรุงเป็นอาหารง่ายๆ ยิ่งปัจจุบันถ้าอยู่ในกรุงเทพฯ แทบไม่ต้องออกไปไหนก็มีแซลมอนมาส่งให้ถึงบ้าน มีหลายแหล่งที่ขายเนื้อปลาแซลมอนแล่พร้อมรับประทาน โอนปุ๊บก็มีบุรุษมอเตอร์ไซค์มาส่งให้ถึงที่ เป็นทางเลือกหนึ่งของแม่บ้านที่มีหน้าที่ดูแลกับข้าวกับปลาในบ้าน ให้มีวัตถุดิบในมือพร้อมปรุงได้ง่ายขึ้น ตามตลาดใหญ่เริ่มมีปลาแซลมอนให้เลือกซื้อ ถ้าร้านซูเปอร์สโตร์ใหญ่อาจจะมีปลาแซลมอนแล่บางในถาดพลาสติกแช่เย็น ถ้าเป็นร้านที่ไว้ใจได้และเห็นเนื้อปลาทั้งชิ้นเงาสวย อาจจะซื้อมาล้างน้ำเกลือจางๆ เย็นๆ ให้หมดกลิ่นคาวแล้วลับมีดให้คมแล้วแล่เองก็ยังได้

เมนูแซลมอนดิบที่ผู้เขียนปรุงอยู่บ่อยๆ ได้สูตรที่แกะเอาเองมาจากร้านอาหารสไตล์ผับ หน้าตาของอาหารที่มาถึงโต๊ะนั้น ดูเกือบไม่ออกว่าเป็นอาหารชาติไหน เพราะมีผักสลัดเกือบทั้งจาน มีปลาแซลมอนที่เคล้ามากับหอมใหญ่ที่กรอบหวานและไม่ฉุน แถมด้วยมายองเนสที่เคล้ามาด้วยกัน แต่พอรับประทานเข้าไปคำแรกต้องว้าวกับรสชาติที่เข้มข้น เปรี้ยว เค็ม เผ็ด หวานของน้ำยำสไตล์ไทยที่ได้จากพริกขี้หนูเตะลิ้น ส่วนผสมทั้งหมดที่มาจากสไตล์การปรุงแบบตะวันตกพบตะวันออก กลายเป็นอาหารร่วมสมัยที่ระบุสัญชาติไม่ได้ สรุปว่าอร่อยแบบสากลน่าจะเหมาะที่สุด

ผู้เขียนชอบอาหารสไตล์นี้ที่ Mix & Match วัตถุดิบมาได้ลงตัว นับถือคนที่คิดเสิร์ฟอาหารจานนี้เป็นคนแรก ซึ่งมั่นใจว่าน่าจะเป็นคนไทยเรานี่แหละ เพราะรสชาติมาทางอาหารไทยที่กลมกล่อมด้วยวัตถุดิบจากวัฒนธรรมการกินอื่นๆ อย่างมายองเนส ผักสลัด และการกินเนื้อปลาแซลมอนดิบ คงจะเอาความเป็นก้อยปลา มาผสมกับสลัดสไตล์ญี่ปุ่น เดาว่าเช่นนั้น

เครื่องปรุงไม่มีอะไรยุ่งยาก เริ่มต้นจากน้ำยำง่ายๆ มีส่วนผสมของน้ำมะนาว น้ำตาลนิดหน่อยให้รสกลมกล่อม เติมน้ำปลาไม่มากแล้วใช้เกลือช่วยให้เค็มแทนที่จะใช้น้ำปลาทั้งหมด เพราะเล็งไว้แล้วว่าจะโรยหน้าด้วยมายองเนสแบบญี่ปุ่นให้ลิ้นได้รสชาติเค็มมัน กลิ่นของน้ำปลาจะได้ไม่แรงจนแย่งความเด่นของรสชาติอื่นๆ ในจาน

เนื้อปลาแซลมอนผู้เขียนสั่งมาส่งที่บ้าน เลือกจากร้านที่เชื่อถือได้ สั่งหลายครั้งแล้วไม่ผิดหวัง เอามาแล่เป็นเส้นๆ เคล้ากับหัวหอมใหญ่ที่ได้ความรู้จากเชฟญี่ปุ่น ปรับรสชาติหอมใหญ่ที่ฉุนและเผ็ดให้กลายเป็นหวานกรอบอร่อยด้วยการสไลซ์บางแล้วแช่น้ำเย็นลอยน้ำแข็ง จากหัวหอมเนื้อขาวขุ่นกลายเป็นบางใสได้ความกรอบหวานเข้ากับเนื้อปลาแซลมอนเป๊ะ

ผักที่รับประทานกับเมนูนี้เลือกได้ตามชอบ ผู้เขียนชอบผักกาดแก้วกับผักสลัดใบบางๆ จะได้ชูให้รสชาติน้ำยำสไตล์ไทยๆ เข้มข้นกว่าคู่กับผักสลัดใบหนาๆ

ผู้เขียนว่าเมนูนี้นอกจากจะเป็นปลาแซลมอนสดแล้ว ยังอาจจะประยุกต์เป็นกุ้งแช่น้ำปลา เลือกกุ้งสดๆ สะอาดแกะเปลือกออกแล้วล้างด้วยเกลือ แช่ในน้ำปลาผสมน้ำตาลหมักไว้ในตู้เย็น จากนั้นใช้แทนปลาแซลมอนในเมนูนี้ก็แจ่มไม่แพ้กัน

ครัวบ้านริมน้ำ ซอยวัดกู้ อาหารรสชาติไทยดั้งเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/577365

  • วันที่ 18 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

ครัวบ้านริมน้ำ ซอยวัดกู้ อาหารรสชาติไทยดั้งเดิม

เรื่อง : วราภรณ์ ผูกพันธ์  ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

นอกจากปากเกร็ดจะเป็นแหล่งวัฒนธรรมไทยอันดีแล้ว ยังมีร้านอาหารเก่าแก่รสชาติดีเปิดให้บริการมากมาย เช่น ร้านอาหารครัวบ้านริมน้ำ ตั้งอยู่ในซอยวัดกู้ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ที่มีความเก่าแก่กว่า 28 ปี ก่อตั้งตั้งแต่ปี 2533 โดยเฮียง้วน สามีของเยาวลักษณ์ ศิริศักดิ์อำไพ เจ้าของร้านอาหารครัวบ้านริมน้ำในปัจจุบัน

เยาวลักษณ์ เล่าว่า สามีมีพรสวรรค์ด้านการทำอาหาร เคยเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวน้ำตกจำหน่ายบริเวณวัดกู้ จนกระทั่งมาเปิดร้านอาหารครัวบ้านริมน้ำ ที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารป่าและอาหารไทยแท้ตำรับดั้งเดิม ค่าที่สามีชอบสังสรรค์กับเพื่อนฝูง และนิยมทำกับแกล้มไว้รับประทานคู่กัน เช่น ทอดมัน นกทอดผัดพริกแกง ฯลฯ โดยยึดโลเกชั่นริมน้ำใกล้ๆ บ้านที่บรรยากาศดีๆ เปิดเป็นร้านอาหารเพื่อให้แขกได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศริมน้ำเย็นสบาย และร่มรื่นริมแม่น้ำเจ้าพระยา

เริ่มแรกเปิดเป็นร้านอาหารเล็กๆ ราว 5-6 โต๊ะ บริการเมนูอาหารไม่กี่ชนิด ปัจจุบันสูตรความอร่อยถ่ายทอดไปสู่ลูกชาย โกวิทย์ ศิริศักดิ์อำไพ ทำหน้าที่เป็นพ่อครัวใหญ่ เปิดให้บริการจำนวน 45 โต๊ะ

ความโดดเด่นของร้านครัวบ้านริมน้ำที่ครองใจผู้คนมาร่วม 30 ปีคือ รสชาติกับบรรยากาศ โดยเฉพาะช่วงที่สวยที่สุดคือพระอาทิตย์ตกดินฝั่งตรงข้ามร้านพอดิบพอดี จึงเป็นภาพพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าเป็นสีส้มสวยงาม แขกทั้งข้าราชการ ตำรวจ ทหาร ครูและพนักงานบริษัท ที่รับประทานตั้งแต่ทำงานจนเกษียณอายุราชการ ยังนิยมมาอุดหนุนไม่ขาด กับสไตล์การตกแต่งร้านแบบโปร่งโล่งออกสไตล์คันทรี่เล็กๆ บนผนังติดประดับภาพประวัติศาสตร์ เช่น นักแสดงคนดังเมื่อ 40 ปีที่แล้ว พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 5 หรือภาพน้ำท่วมหัวลำโพง

ร้านแห่งนี้เคยถูกน้ำท่วมหนักเมื่อปี 2554 ข้าวของหลายอย่าง เช่น โต๊ะกับเก้าอี้กระจัดกระจายไปพร้อมกับสายน้ำ จึงตกแต่งใหม่ดังเช่นปัจจุบัน โดยน้ำยังทิ้งรอยจารึกไว้ที่ฝาผนังของร้านด้วย

สำหรับเมนูเด็ดของร้านที่มาแล้วไม่สั่งไม่ได้ ตั้งแต่ “เมี่ยงปลาช่อน” “ยำตะไคร้” “แกงคั่วหอยขม” นอกจากนี้ ยังมี “ทอดมันปลากราย” ที่ใช้เฉพาะเนื้อปลากรายโขลกเอง ทำให้เนื้อปลาเหนียว เวลากินนุ่ม หนึบ น้ำจิ้มใช้พริกปั่นเคี่ยวกับน้ำตาล น้ำส้ม ใส่แตงกวาเข้าไป

“ปลาหมึกนึ่งมะนาว” อร่อยตรงปลาหมึกสดๆ ผสมผสานกับน้ำราดที่มีส่วนผสมของกระเทียมสด พริกสดสับ ปรุงรส “ปลาหมึกผัดไข่แดง” หั่นปลาหมึกเป็นชิ้นเล็กๆ นำแต่ไข่แดงสีเข้มๆ ไปตีให้ละเอียด แล้วนำไปผัดปรุงรสตามชอบ รสชาติอร่อยถูกปาก หรือเมนู “แกงเลียง” อุดมไปด้วยสมุนไพรไทย อร่อยตรงเครื่องที่คนโบราณเรียกว่าเหยื่อ ลักษณะเหมือนเครื่องแกงส้มไทย ประกอบไปด้วยเครื่องพริกแกงมีพริกขี้หนูสด หัวหอม กระชายโขลกกับเนื้อปลาและกุ้ง เวลาแกงนำเหยื่อไปใส่น้ำซุป ใส่ผักนานาชนิด เช่น บวบ ฟักทอง เห็ด ข้าวโพดอ่อน ใบแมงลัก ถือเป็นอีกหนึ่งเมนูสุขภาพ

“แกงส้มชะอมกุ้ง” เคล็ดลับความอร่อยอยู่ตรงพริกแกงโขลกเองสดใหม่ทุกๆ วัน ปรุงออกมาจึงมีกลิ่นที่หอมยั่วน้ำลาย ปิดท้ายด้วยของหวาน “ขนมถ้วยตะไล” ฝีมือการประดิดประดอยปรุงและเลือกวัตถุดิบกะทิต้องแก่จากต้นจริงๆ ของลูกสะใภ้ โดยใช้กะทิสดทำวันต่อวัน ถูกใจคนกินเพราะมีรสชาติที่หอม มัน หวานพอดีๆ

เมนูทุกอย่างกินกับน้ำตะไคร้ที่ดีต่อสุขภาพ ทั้งหอมเย็นชื่นใจมีสรรพคุณแก้ท้องอืดขับลม ร้านอาหารครัวบ้านริมน้ำตั้งอยู่บ้านเลขที่ 32 หมู่ 5 ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ติดกับวัดกู้ โทรจองโต๊ะล่วงหน้าได้ยกเว้นเทศกาลสำคัญๆ เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ เพื่อให้บริการแขกที่มาถึงก่อนได้กินก่อน (โทร. 02-963-0977)

ร้านเปิดทุกวัน (หยุดทุกวันพุธ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือน) เปิดเวลา 10.30-21.30 น. แต่นั่งได้ไปถึงเที่ยงคืน ช่วงค่ำๆ จะมีบริการวงดนตรีบรรเลงเพลงเพื่อชีวิตทุกวัน 

หลากรสอาหารญี่ปุ่น ภูมิภาคโทโฮคุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/577368

  • วันที่ 18 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

หลากรสอาหารญี่ปุ่น ภูมิภาคโทโฮคุ

เรื่อง ปณิฏา สุวรรณปาล ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

อากาศร้อนๆ เต็มไปด้วยฝุ่นควันพิษแบบนี้ คนไทยหลายคนหนีไปเดินทางท่องเที่ยว ที่นิยมคือการไปสัมผัสหิมะและความหนาวซึ่งบ้านเราไม่มี ที่ไหนเลยจะเหมาะไปกว่าทัวร์ญี่ปุ่นอีก

โทโฮคุเป็นภูมิภาคที่มีสถานที่ท่องเที่ยวอันสวยงามและมีชื่อเสียงมากมาย ที่คนไทยสามารถไปเที่ยวได้อย่างสะดวก โดยใช้ JR East Pass (eastjapanrail.com) ว่ากันว่า ภูมิภาคที่มีเมืองเซนไดเป็นศูนย์กลางนี้ เป็นคู่แฝดของเมืองซัปโปโร ในเกาะฮอกไกโด แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของคนไทย เซนไดมีทุกสิ่งคล้ายซัปโปโร ทว่าค่าครองชีพนั้นย่อมเยากว่าหลายเท่าตัวนัก จึงเริ่มจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางเลือกของคนไทยในปัจจุบัน

ภูมิภาคโทโฮคุ สามารถไปท่องเที่ยวชิลชิลกันได้ทั้ง 4 ฤดู อย่างฤดูหนาวก็มีกีฬาบนภูเขาหิมะให้เลือกเล่น ชมงานประดับไฟเซนได เพเจียน ออฟ สตาร์ไลต์ สุดอลังการ ฤดูใบไม้ผลิก็ไปชมดอกซากุระบาน เที่ยวเทศกาลเซนได อาโอบะ สนุกสนานไปกับการร่ายรำท่านกกระจอกรับใบไม้ผลิ สายวิ่งยังมีฮาล์ฟมาราธอนนานาชาติ เป็นเทศกาลประจำปีทุกเดือน พ.ค. ให้เข้าร่วมวิ่งท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงามกันอีกด้วย

สำหรับหน้าร้อนที่นี่มีเทศกาลดังเซนไดทานาบาตะที่เต็มไปด้วยสายรุ้งหลากสี ทำจากกระดาษสาญี่ปุ่นและไม้ไผ่ ประดับประดาทั่วเมือง และยังมีเทศกาลดนตรีแจ๊ซชื่อดัง โจเซนจิ สตรีท แจ๊ซ เฟสติวัล ที่เป็นเทศกาลดนตรีแจ๊ซซึ่งใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลกทีเดียว ส่วนฤดูใบไม้ร่วงก็ไปชมใบไม้เปลี่ยนสี มีเทศกาลมันต้ม เผือกต้ม ของดีเมืองเซนไดไว้ให้ชิมกันอุ่นๆ รวมทั้งเทศกาลดอกไม้ไฟ เซนได ทานาบาตะ

ด้านอาหารการกิน ภูมิภาคโทโฮคุ ก็มีดีไม่แพ้ถิ่นฮอกไกโด โดยเมืองเซนไดเป็นที่ตั้งของตลาดปลาที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากตลาดปลาสึคิจิของโตเกียว ดังนั้นจึงเป็นศูนย์รวมความอร่อยของอาหารทะเลมากมาย เมื่อเร็วๆ นี้ ภูมิภาคโทโฮคุได้มาออกร้านแนะนำ “ของดี” ที่ไม่ควรพลาดชิม เมื่อไปเยือนถึงถิ่น ณ โตโยต้า ซูโช (ไทยแลนด์) และจะจัดอีกรอบในช่วงเดือน มิ.ย.ของปีนี้ ไปดูว่ามีอะไรกันบ้าง

เซนไดเป็นเมืองที่ห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ จึงมีวัตถุดิบอร่อยๆ มากมาย ทั้งอาหารทะเล เนื้อสัตว์ ข้าว พืชผัก ผลไม้ จานเด็ดที่ไม่ควรพลาดถ้ามาที่นี่ ซูชิ-ซาชิมิ ที่ทำจากปลาและอาหารทะเลสดๆ ส่งตรงมาจากทะเลชายฝั่งซันริคุ แหล่งประมงที่ใหญ่ที่สุด 1 ใน 3 ของโลก โดยที่เซนไดนั้น มีร้านซูชิให้บริการมากมาย สมราคาเจ้าแห่งตลาดปลาและเมืองติดฝั่งทะเล นอกจากนี้ ยังมีถนนสายซูชิ ที่ให้เลือกได้ตามชอบว่าจะแวะชมแวะชิมร้านไหน หรือสลับสับเปลี่ยนร้านชิมได้ทุกวันที่ไปเที่ยวเลย

หอยนางรม เมืองเซนได ขึ้นชื่อสุดๆ ก็คือจากจังหวัดมิยากิ ซึ่งถือเป็นแหล่งเลี้ยงหอยนางรมที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในญี่ปุ่น ขนาดตัวของหอยนางรม เมืองเซนได ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป กำลังเหมาะ รสชาติหวาน เข้มข้น ออกครีมมี่นิดๆ ทางที่ดีคือรับประทานสดๆ จะฟินสุดๆ โดยฝานชิ้นเลมอนใส่ลงไปแนม ขณะที่การนำไปย่างด้วยเตาถ่าน หรือใส่ในหม้อไฟนาเบะ ก็เป็นที่นิยมเช่นกัน

อาหารประจำถิ่นของเมืองเซนได ซาซะคามาโบะโกะ หรือลูกชิ้นปลาที่ปั้นเป็นรูปทรงใบไผ่ ที่มีมากในเมืองเซนได นำมาย่างบนเตาถ่านให้หอมกรุ่น กรอบนอกนุ่มใน ไม่มีความคาว ถ้าไปเที่ยวเมืองเซนไดไม่มีทางพลาดชิมแน่ๆ เพราะมีร้านขายซาซะคามาโบะโกะอยู่มากมาย ซึ่งบางร้านเพิ่มความสนุกให้ลูกค้าลองย่างกินเองด้วยก็มี

จานเด็ดถัดไป คนโบราณเรียกว่าข้างนอกขรุขระ ข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง โฮยะ หรือ หอยสับปะรด (Sea Pineapple) หอยทะเลที่รูปร่างหน้าตาตั้งต้นน่าขนลุกขนพอง ทว่ารสชาติน่าประทับใจไม่รู้ลืม โดยเฉพาะจากทะเลซันริคุ ซึ่งสามารถรับประทานแบบซาชิมิ (กินดิบๆ) หรือนำไปชุปแป้งทอดสไตล์เทมปุระก็อร่อย นอกจากนี้ยังนำไปทำเมนูอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารญี่ปุ่นได้หลากหลายด้วย ไม่ว่าจะเป็นอาหารจีน อาหารไทย หรืออาหารฝรั่ง

เซนไดงุ (Sendai Gyu) หรือเนื้อวัวเซนได รสชาติไม่แพ้ภูมิภาคใดๆ ในญี่ปุ่น โดยได้รับการยกย่องว่ามีคุณภาพสุงสุดของประเทศ เป็นเนื้อวางุขนดำจากจังหวัดมิยากิ ยามากาตะ หรืออิวาเตะ ที่เน้นความสมดุลของสัดส่วนของเนื้อแดงและลายหินอ่อน รวมถึงความละเอียดแน่นของเนื้อ จุดเด่นคือเนื้อนุ่ม มีความชุ่มชื่น จุสซี่ และรสชาติกลมกล่อม

ที่นี่ยังเป็นต้นตำรับของ ลิ้นวัวย่าง ที่ให้เนื้อหนานุ่ม ชุ่มชื่น จุสซี่ไปทั้งปาก ลิ้นวัวย่าง หากินได้ง่ายมากในเซนได มีร้านที่ขายเฉพาะเมนูเด็ดจานนี้ให้เลือกชิมมากมาย และยังมีร้านฮาลาลที่ขายลิ้นวัวย่างโดยเฉพาะอีกต่างหาก

เซริ นาเบะ อาหารประจำฤดูหนาวที่ห้ามพลาดเมื่อไปเยือนโทโฮคุในหน้าหนาว เซริ แปลว่า ผักชีล้อม เป็นส่วนประกอบสำคัญของเมนูหม้อไฟสุขภาพ ที่มักจะกินพร้อมผักอย่างอื่น เส้นบุก และเนื้อไก่

สตรอเบอร์รี่ จากทางตอนใต้ของจังหวัดมิยากิ มีมากมายหลายพันธุ์ให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น โมฮิกโกะ หรือ โทจิโอะโตะเมะ ลักษณะเด่นของสตรอเบอร์รี่ที่นี่คือลูกใหญ่ รสหวาน รับประทานง่าย ใครที่ไปเยือนจะได้ร่วมประสบการณ์เด็ดสตรอเบอร์รี่กินเองจากต้น (ระหว่างเดือน ธ.ค.-มิ.ย.) อีกด้วย และเนื่องจากผลผลิตสตรอเบอร์รี่ที่มีมากมาย ปัจจุบันได้พัฒนาไปผลิตเป็นสปาร์กล้ิงไวน์รสสตรอเบอร์รี่ ที่มีรสชาติหวาน หอม ซ่า กลายเป็นอีกไลน์สินค้าของที่ต้องซื้อฝากกันไปแล้ว

ซุนดะ อีกหนึ่งจานเด็ดขึ้นชื่อของเมืองเซนได ทำจากถั่วแระญี่ปุ่นต้นแล้วนำมาบด ปรุงรสด้วยน้ำตาลและเกลือ สมัยก่อนใช้หุ้มก้อนโมจิรับประทาน แต่ปัจจุบันบรรดาเชฟสร้างสรรค์ ซุนดะ ออกมาในรูปแบบต่างๆ สุดอลังการเลยทีเดียวล่ะ นอกจากนี้ยังมี ซุนดะเชค มิลค์เชคถั่วแระญี่ปุ่น ที่อาศัยนมสดผสมถั่วแระญี่ปุ่นต้ม ดื่มอร่อยเคี้ยว (ถั่วแระ) เพลินๆ

สาเก ของภูิมิภาคโทโฮคุ นับเว่าเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นเลยทีเดียว ที่นี่มีโรงกลั่นเหล้าสาเกเก่าแก่มากมาย โดยเฉพาะชนิดที่เป็นการผลิตแบบคราฟต์ ทำมือ มีผลผลิตเพียงไม่กี่ขวดต่อปี อย่างเช่น โคจิมะ โยจูเทน ฯลฯ

ก่อนกลับบ้านอย่าลืมซื้อขนมโบราณสไตล์เซนได อย่างขนมไส้ถั่วแดงอุซากิทามะ ลูกอมดารุมะ ที่รสชาติไม่ธรรมดา แถมหน้าตายังเร้าใจ หรือไม่ก็ซื้อขนมที่ทำจากซุนดะ (ถั่วแระต้ม) หรือฮากิโนะสึกิ สปันจ์เค้กรูปดวงจันทร์ สอดไส้คัสตาร์ด กลับมาฝากคนทางบ้านด้วยล่ะ

บังซบ ของดีตลาดหนองจอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/577367

  • วันที่ 18 ม.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

บังซบ ของดีตลาดหนองจอก

เรื่อง : ชายโย

หนองจอกเป็นย่านที่มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น วัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ และอาหาร จึงกลายเป็นแหล่งรวมคนมีฝีมือในการทำอาหารของชาวมุสลิมไว้ครบถ้วน โดยเฉพาะเมนูข้าวหมกไก่ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ใครก็ตามที่มาหนองจอกต้องมาแวะรับประทานที่ร้าน บังซบ ตลาดหนองจอก

ร้านบังซบเป็นร้านเล็กๆ ตั้งอยู่ในตลาดหนองจอก มีโต๊ะรองรับลูกค้าไม่กี่ที่ แต่มีลูกค้าต่อคิวรอซื้อตั้งแต่เช้าจนถึงบ่าย อาจจะด้วยที่นั่งที่มีไม่มากนัก แต่ดูเหมือนเป็นความเคยชินของคนในชุมชนที่รู้กันว่ามาร้านนี้ควรซื้อกลับบ้านจะดีที่สุด

ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่อร่อยเหมือนรับประทานที่ร้าน เพราะเมื่อแกะห่อออกมารับประทาน เรายังได้ข้าวหมกนุ่มหอมเครื่องเทศและหอมเจียว น่องไก่ หรือสะโพกไก่ชิ้นใหญ่ แล้วแต่ว่าห่อไหนจะได้ส่วนไหนไป

รับประทานพร้อมกับน้ำจิ้มรสเผ็ดเปรี้ยวผสมความหวานเชื่อมรสให้เข้ากัน ทั้งหมดช่วยทำให้ข้าวหมกไก่มีรสชาติที่กลมกล่อม หอมจนอยากจะรับประทานอีกห่อกันเลยทีเดียว ในชุดข้าวหมกไก่ก็จะมีน้ำซุปมาให้อีกถุงอุ่นร้อนๆ รับประทานอร่อยดี

นอกจากข้าวหมกไก่แล้วข้าวมันไก่ของร้านนี้ก็อร่อยไม่แพ้กันครับ ข้าวมันไก่มีความหอมมัน เนื้อไก่ชิ้นใหญ่ น้ำจิ้มเข้มข้น ชนิดที่รับประทานแล้วไปท้าชิงกับร้านดังในตัวเมืองได้เลย ร้านเปิดตั้งแต่ตี 5 ครึ่งถึงบ่าย 3 โมง ปัก หมุดมาที่ตลาดหนองจอก มองหาป้ายร้านสังเกตป้ายร้านบังซบ (เจ้าเก่า) และกองห่อข้าวหมกไก่ ข้าวมันไก่ แบ่งประเภทด้วยสีหนังยาง และคิวลูกค้ารอซื้อเป็นกลุ่มใหญ่ ที่จอดรถหายากไปสักหน่อย แนะนำให้มีเพื่อนขับรถไปด้วยเพื่อลงไปซื้อก่อนแล้ววนรถกลับมารับ สนใจโทรสอบถามเส้นทางได้ที่เบอร์ 08-5130-0010 

นั่งชิลชมวิวพาโนรามา @ เลอบัว นัมเบอร์ ทรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/577369

  • วันที่ 18 ม.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

นั่งชิลชมวิวพาโนรามา @ เลอบัว นัมเบอร์ ทรี

เรื่อง อีตติง อาร์ต

ในช่วงที่อากาศปลอดโปร่งท้องฟ้าแจ่มใส ถ้าได้ไปนั่งชิลๆ บนค็อกเทลบาร์ที่สูงที่สุดในกรุงเทพฯ พร้อมทั้งชมวิวพาโนรามาสวยๆ ยามค่ำคืนของมหานครกรุงเทพฯ ไปด้วย พูดเลยว่า เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม

และสถานที่ที่เราจะปักหมุดเช็กอินในครั้งนี้ก็คือ “เลอบัว นัมเบอร์ ทรี” (Lebua No.3) ซึ่งเป็นค็อกเทลบาร์สุดเก๋ที่อยู่บนชั้น 52 ของทาวเวอร์ คลับ ที่เป็นโซนบาร์ล้ำสมัยและมีสไตล์โดดเด่นโซนใหม่ล่าสุดของตึก เดอะโดม เลอบัว

เมื่อก้าวเข้ามาที่ เลอบัว นัมเบอร์ ทรี จะพบการตกแต่งที่เปี่ยมไปด้วยรสนิยมจากฝีมือทีมออกแบบระดับโลก จุดแรกที่สะดุดตาก็คือบันไดทรงโค้งที่สว่างไสวและงดงามด้วยไฟประดับ ซึ่งนำทางไปสู่พื้นที่สามส่วนที่มีธีมแตกต่างกันชัดเจน ทั้งแบบอินดอร์และเอาต์ดอร์

ในส่วนของบาร์แห่งแรกเน้นโทนสีดำขลับกับเคาน์เตอร์บาร์ที่โดดเด่น และโซนสำหรับดีเจซึ่งประกอบขึ้นจากหินอ่อนสีดำอย่างมีสไตล์ เมื่อขยับออกมาด้านนอกจะเจอกับบาร์อีกสองแห่งที่เน้นวัสดุทองแดงและกระจกฝ้าสะท้อนแสงวิบวับ ที่สามารถเชื่อมถึงกันผ่านฟลอร์เต้นรำดิจิทัลแบบ P4 Retina Display เพื่อเติมเต็มสุดยอดประสบการณ์อันดื่มด่ำของคุณให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เมนูอาหารของที่นี่จะเน้นคอมฟอร์ตฟู้ดรับประทานง่าย ซึ่งสามารถจับคู่ได้อย่างลงตัวกับเครื่องดื่มทุกประเภท ทั้งไวน์ ค็อกเทล และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทอื่นๆ เมนูแรก “Crispy Four Fish” หนังปลาทอดกรอบปรุงรสจนได้ความอร่อยกลมกล่อม ตามด้วย “Typhoon Spiced Rice Crisp” ข้าวเกรียบทอดกรอบราดด้วยเครื่องปรุงรสชาติเผ็ดๆ กินแล้วไม่เลี่ยน ต่อด้วย “Squid & Caviar” ปลาหมึกราดซอสสูตรพิเศษ ท็อปปิ้งด้วยคาเวียร์ โดยเสิร์ฟมาเป็นคำๆ มาที่ “Iberico Pork Rolls” เนื้อหมูบดที่นำมาม้วนเป็นก้อนดูคล้ายกับไส้กรอก ราดด้วยซอสบาร์บีคิวแสนอร่อย ปิดท้ายด้วย “Seafood Custard” จานนี้เป็นซีฟู้ดบอลปรุงรส ราดด้วยมัสตาร์ด เสิร์ฟเป็นคำๆ พร้อมใบชะพลูดูคล้ายเมี่ยงคำ อู้ว! อร่อยเชียวละ

เมื่ออาหารครบถ้วนกระบวนความแล้ว มาที่เครื่องดื่มบ้าง เริ่มจากค็อกเทลแก้วแรก “Glamour” มีส่วนผสมของ จิน แชมเปญ น้ำส้มยูสุ ท็อปปิ้งด้วยฟองที่ทำจากคาเวียร์และราสพ์เบอร์รี่ ตกแต่งด้วยดอกพวงชมพู แก้วนี้ดีกรีไม่แรงมากนัก

ต่อด้วย “Mai Thai” แก้วนี้มีส่วนผสมของ วอดก้า รัม เหล้าบ๊วย ส้มยูสุ ขิง พริกขี้หนู เหล้าชนิดขม และน้ำเชื่อมที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศ เพิ่มความสวยงามตื่นตาด้วยดรายไอซ์ก่อนเสิร์ฟ แก้วนี้ดีกรีแรงทีเดียว

มาที่ “Daniel Craig’s” ชื่อของค็อกเทลได้แรงบันดาลใจมาจาก แดเนียล เครก พระเอกสุดเท่จากภาพยนตร์แอ็กชั่นชื่อดัง เจมส์ บอนด์ 007 แก้วนี้มีส่วนผสมของ วอดก้า จิน วิสกี้ และเหล้าชนิดขม ดีกรีปานกลาง

ปิดท้ายด้วย “Negroni No.3” แก้วนี้มีส่วนผสมของ จิน เหล้าเวอร์มุท เหล้าสมุนไพร และน้ำแข็งก้อนที่ทำจากน้ำชาเขียว แก้วนี้บอกเลยว่าดีกรีแรงทีเดียว นอกจากค็อกเทลแล้ว ที่นี่ยังมีไวน์ชั้นดี รวมทั้งจินและวอดก้าชื่อดังจากแบรนด์ระดับโลก เป็นทางเลือกให้ผู้ที่ชอบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย

นาทีนั้นแค่นั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศสบายๆ ชมแสงสียามค่ำคืนของเมืองแบบพาโนรามา คลอเคล้าเสียงเพลงเบาๆ เท่านี้ก็เป็นค่ำคืนที่น่าจดจำแล้วละ

เลอบัว นัมเบอร์ ทรี อยู่ที่ชั้น 52 ของโรงแรม เลอบัว โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ทส์ เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 18.00-01.00 น. โทร. 02-624-9555

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (10)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576868

  • วันที่ 13 ม.ค. 2562 เวลา 13:44 น.

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (10)

อาหารเที่ยงและสายลมอ่อนๆ ในยามบ่าย ทำให้พวกเราเริ่มตกอยู่ในสภาวะ หนังท้องตึงหนังตาหย่อน อยากจะยกเลิกรายการเที่ยวแล้วหาที่สงบพักสายตา แต่ก็ได้แค่คิด แล้วตั้ง GPS ไปยังเมืองหลวงเก่า Shuri ซึ่งห่างจากถนน Kokusai Dori ไม่เกิน 20 นาที ก่อนจะถึงที่หมาย ต้องผ่านโค้งเล็ก โค้งน้อยค่อยๆ ไต่ระดับความสูงขึ้นมาบนเนินเขาเพื่อมายังศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรริวกิว

ปราสาทชูริตั้งอยู่ในย่านเมืองหลวงอันรุ่งเรืองของอาณาจักรริวกิว สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 13 จนถึงกลางศตวรรษที่ 14 เคยถูกเพลิงไหม้จากสงครามในปี ค.ศ. 1945 และได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ตามแบบเดิมในปี ค.ศ. 1992 จนเมื่อปี ค.ศ. 2000 จึงได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก นอกจากเป็นที่ประทับของกษัตริย์แล้ว ยังถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีจุดสักการะเทพเจ้าหลายแห่ง มีหอสังเกตการณ์ที่สามารถชมวิวเมืองนาฮะได้โดยรอบ และมีการจัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ นับเป็นสถานที่เที่ยวที่จะนำเราย้อนเวลาไปทำความรู้จักกับอาณาจักรริวกิวได้อย่างลึกซึ้ง

เราขับรถขึ้นเนินมาจนเริ่มเห็นกำแพงหินอันเป็นอาณาเขตของปราสาท คงอีกไม่ไกลก็น่าจะถึงที่หมายแล้ว สำหรับที่จอดรถที่นี่มีทั้งแบบเสียเงินและจอดฟรี ถ้าเลือกจอดฟรีจะมีการจำกัดชั่วโมง เราเข้าทางประตูข้างของปราสาท จุดแรกต้องผ่านจุดแวะพักที่มีห้องน้ำ ห้องอาหาร และร้านไอศกรีม Blue Seal จากจุดแวะพัก เดินขึ้นมาก็เจอกับประตูทางเข้าด้านหน้า และซุ้มประตู Kankaimon ประตูหินขนาดใหญ่ก่อนเข้าไปยังตัวปราสาท ซื้อตั๋วแล้วรีบเข้าไปข้างในกันเถอะ

ลานขนาดใหญ่ใจกลางปราสาทที่เรียกว่า Una ประดับกระเบื้องสีขาวสลับส้มอมแดง ตรงกลางเป็นเส้นนำสายตาไปยังอาคารสีแดงที่มีลักษณะผสมประสานของจีนและญี่ปุ่น ประตูทางเข้าตกแต่งลวดลายวิจิตรบรรจง แม้ตอนนี้ตัวอาคารยังอยู่ในระหว่างการซ่อมแซม แต่ก็ไม่อาจบดบังความยิ่งใหญ่และงดงามไปแม้แต่น้อย ภาพตรงหน้าเป็นหนึ่งในภาพจำที่เป็นซิกเนเจอร์ของโอกินาวา เพราะที่นี่เป็นสถานที่มหานิยมที่สำแดงความเป็นโอกินาวาได้อย่างชัดเจน ทางเข้าตัวปราสาทอยู่ด้านขวา ภายในมีโซนจัดแสดงข้อมูลและโบราณวัตถุ เช่น เครื่องแต่งกาย ถ้วยชาม และอาวุธ มีมุมถ่ายรูปได้และห้ามถ่าย ต้องคอยดูป้ายบอกให้ดี แต่ถ้าพลาดก็ยังมีเจ้าหน้าที่คอยสอดส่องอยู่ตลอดทาง โซนนี้มีห้องดื่มชาที่สามารถเข้าไปใช้บริการและชมวิวนอกปราสาทได้ด้วย เราเดินมาตามทางจนถึงอาคารท้องพระโรงที่เรียกว่า Saiden ชั้น 2 มีบัลลังก์ของกษัตริย์ที่ประดับประดาอย่างหรูหราวางอยู่กลางโถง ส่วนที่ชั้น 1 ซึ่งเป็นที่ทรงงานและประกอบพระราชพิธี มีบัลลังก์แบบเรียบง่ายตั้งอยู่ด้วย โซนสุดท้ายเป็นห้องจัดแสดงข้อมูลที่มีโมเดลจำลองเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งร้านขายของที่ระลึก การชมปราสาทชูรินั้นแตกต่างจากปราสาททั่วไปในญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ต้องปีนขึ้นบันไดไปจนถึงยอดปราสาท ผู้สูงวัยสามารถเดินชมได้เรื่อยๆ ท่านที่ใช้รถเข็นก็มีเส้นทางอำนวยความสะดวกสามารถชมได้ตลอดเส้นทางเช่นกัน หรือจะตามล่าสะสมตราประทับก็น่าสนุกไม่น้อยสำหรับนักเที่ยวรุ่นเยาว์

เราออกจากปราสาทตอนบ่ายแก่ๆ เที่ยวบินกลับของเราคือสามทุ่ม คำนวณแล้วยังพอมีเวลาเก็บที่เที่ยวสุดท้ายของทริปได้ รีบบึ่งไปยังเกาะ Senaga ซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินนาฮะเพียงแค่ 15 นาที มั่นใจว่าไม่มีการตกเครื่องแน่นอน เกาะแห่งนี้เหมาะกับการถ่ายรูปและเดินเล่นกินลมชมวิวก่อนกลับเป็นอย่างมาก เพราะมี Umikaji Terrace Sanagajima อาคารสีขาวรูปทรงเหมือนกล่อง มองผ่านๆ ชวนให้นึกถึงเกาะซานโตรินี่เลย เพราะตัวอาคารจะไล่เรียงลดหลั่นกันมาตามเนินเขาเตี้ยๆ มีร้านค้าเรียงรายตลอด ทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขนม และร้านขายของที่ระลึก รอบๆ มีสวนหย่อมให้เดินเล่นจูงน้องหมา หรือจะวิ่งออกกำลังก็เหมาะ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่คนโอกินาวาใช้พบปะสังสรรค์และพักผ่อนหย่อนใจ ตอนเราไปถึงเป็นช่วงเย็นพอดี พระอาทิตย์เริ่มทำท่าจะลาลับ ขอบฟ้าทอแสงสีทองไปทั่ว อาคารสีขาวที่ได้แสงยามเย็นสาดส่อง ดูโดดเด่นเป็นสง่ามาก บรรยากาศที่สุดแสนประทับใจแบบนี้จึงเป็นอีกหนึ่งโลเกชั่นฮิปๆ ที่เหมาะจะมาถ่ายรูปสวยๆ เก๋ๆ เสียดายเวลาน้อยไปนิด ไม่งั้นคงได้ดื่มด่ำบรรยากาศได้เต็มที่กว่านี้ได้เวลาที่เราต้องคืนรถกันแล้ว ก่อนจะคืนรถต้องเติมน้ำมันให้เต็มถัง เที่ยวกันไปทั้งหมด 5 วัน น้ำมันหมดถังพอดี เมื่อคืนรถเช็กความเรียบร้อยไม่มีรอยเฉี่ยวชน ก็นั่งรถบัสของบริษัทรถเช่าไปยังสนามบิน รถจะมาส่งที่อาคารขาออกInternational Terminal แต่อย่าลืมว่า Peach Airlines อยู่ฝั่ง Domestic ให้ลงมาชั้นแรก มองหาป้ายรถหมายเลข 4 เพื่อขึ้น ShuttleBus ฟรี ไปลงที่ Domestic Terminal แนะนำว่าเผื่อเวลาไว้ให้ดีเพราะช่วงเย็นคนค่อนข้างเยอะ พอถึง Domestic Terminal สามารถนำใบการจองตั๋วที่พรินต์มาสแกนเช็กอินได้เลย ก่อนจะเข้าไปยัง ตม. เขาจะให้ชั่งน้ำหนักกระเป๋าถือขึ้นเครื่องด้วย ค่อนข้างซีเรียส ถ้าเกินมีปรับแน่นอน

ทริปนี้ได้เที่ยวโอกินาวาทั้งหมด 5 วัน 4 คืน ด้วยกัน เที่ยวตั้งแต่โอกินาวาตอนเหนือ เก็บที่เที่ยวหลักๆ อย่าง Shuraumi Aquarium ไปเยือนเกาะที่เป็นตำนานความรัก อดัมกับอีฟ ฉบับโอกินาวาที่เกาะแห่งความรัก เที่ยวโอกินาวาตอนกลาง ด้วยการย้อนอดีตไปสมัยอาณาจักรริวกิวที่ริวกิวมูระ ดำน้ำดูปะการังที่แหลมมาเอดะ เดินเล่นชมวิวที่หมู่บ้านอเมริกัน ไล่เที่ยวจนมาถึงตัวเมืองนาฮะชมความยิ่งใหญ่ของปราสาทชูริ และไปที่ฮิปๆ อย่าง Umikaji Terrace แถมได้เที่ยวตอนใต้นิดๆ นั่งเรือข้ามไปเที่ยวเกาะ Kudaka ไปสัมผัสยันต้นกำเนิดการเกิดแผ่นดินโอกินาวากันเลยทีเดียว พูดได้เต็มปากว่าหลงรักโอกินาวาเข้าแล้วสิ สถานที่ที่สามารถสนุกท่ามกลางความสงบที่แสนเรียบง่าย บรรยากาศชิลๆ ผู้คนไม่รีบร้อน สังคมเมืองเล็กๆ ที่มีความยืดหยุ่น ผู้คนใจดีและเป็นมิตร ที่ชอบที่สุดคือ ความเงียบที่สบายใจท่ามกลางธรรมชาติ ที่ทำให้เราผ่อนคลายจริงๆ ได้ใช้เวลาอย่างช้าๆ ให้เวลาอยู่กับตัวเอง สามารถคิดทบทวนสิ่งต่างๆ ได้

โอกินาวายังมีสถานที่อื่นๆ อีกหลายแห่งที่เรายังอยากไปค้นหาและทำความรู้จัก ไม่ลังเลใจเลยที่จะไปอีกครั้ง การเที่ยวด้วยการขับรถยิ่งทำให้เรามีอิสระที่จะวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวตามสไตล์ที่เป็นเรา สะดวกสบายไม่ต้องรีบร้อนได้ใช้เวลาละเมียดละไมเที่ยวได้อย่างเต็มที่ หวังว่าการบอกเล่าประสบการณ์เที่ยวในโอกินาวาของเรา จะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับทุกคนได้บ้าง แต่อย่าเพิ่งรู้สึกดี และเชื่อไปเสียหมด จนกว่าคุณจะได้มาลองขับไปเที่ยวไปในโอกินาวา สัมผัสโอกินาวาด้วยตัวของคุณเอง

‘กาดวิถีชุมชนคูบัว’ ชิมรสพื้นบ้านแห่งเมืองโบราณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576833

  • วันที่ 13 ม.ค. 2562 เวลา 09:53 น.

‘กาดวิถีชุมชนคูบัว’ ชิมรสพื้นบ้านแห่งเมืองโบราณ

โดย /ภาพ : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

ชวนไปเดินย้อนเวลาหาอดีต จ.ราชบุรี ที่ “เมืองโบราณคูบัว” อดีตเมืองท่าสมัยทวารวดีประมาณ 1,300 ปีมาแล้ว ปัจจุบันเหลือไว้เพียงซากปรักหักพังของโบราณสถานที่กระจายตัวอยู่ทั่วไปตามลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นความเจริญรุ่งเรืองของเมืองริมน้ำที่เคยคึกคึกแห่งนี้

เมืองคูบัวเป็นเมืองท่าและตลาดการค้าที่สำคัญจนถูกเรียกว่า เป็นศูนย์กลางความรุ่งเรืองของอาณาจักรทวารวดี ทั้งยังเป็นถิ่นที่อยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวน ซึ่งอพยพมาจากประเทศลาวตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ มีทักษะการแกะสลักไม้ และการทอผ้าซิ่นตีนจกที่มีลายเป็นเอกลักษณ์ เช่น ลายดอกเซีย ลายหักนกคู่ ลายโก้งเก้ง ลายหน้าหมอน และลายกาบ โดยในการจกจะใช้เส้นด้ายยืนสีดำเพื่อจกให้เห็นลายชัดเจน ส่วนสีสันของเส้นใยจะสดใสและประณีต กระทั่งปัจจุบันผ้าซิ่นตีนจกกลายเป็นสินค้าขึ้นชื่อที่ใครมาคูบัวต้องมาชมและอุดหนุนกลับไป

นอกจากนี้ ยังมีการขุดค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีที่บ่งชี้ถึงความรุ่งเรืองในอดีตทั้งสถาปัตยกรรมในเมืองโบราณคูบัวที่ได้รับอิทธิพลด้านศิลปะจากช่างสมัยราชวงศ์คุปตะ ประเทศอินเดีย และการค้นพบเศียรพระพุทธรูปซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองมากในอาณาจักรแห่งนี้

โบราณวัตถุสำคัญหลายชิ้นถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรี และบางส่วนเก็บรักษาไว้ที่ วัดโขลงสุวรรณคีรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของโบราณสถานที่สันนิษฐานว่าเป็นฐานของวิหารสมัยทวารวดี และพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยวนชื่อ จิปาถะภัณฑ์สถาน ซึ่งเป็นแหล่งความรู้เกี่ยวกับชาวไทยวนที่สมบูรณ์ที่สุดในภาคตะวันตกด้วย

จิปาถะภัณฑ์สถานถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์แก่สาธารณะ และเพื่อสืบทอดวัฒนธรรมไทยวนที่ปัจจุบันหลงเหลืออยู่เพียงภาษาพูดและการทอผ้าจกเท่านั้น ภายในพิพิธภัณฑ์ประกอบด้วย ห้องแสดงศิลปวัตถุโบราณสมัยทวารวดีที่ขุดค้นพบตามหัวไร่ปลายนา ห้องแสดงวิถีชีวิตของชุมชนไทยวนที่ได้เคลื่อนย้ายจากเมืองเชียงแสนเมื่อปี 2347 มาตั้งถิ่นฐานอยู่เมืองราชบุรี รวมถึงเครื่องมืออุปกรณ์ทำนาและการดำรงชีวิต ห้องแสดงภูมิปัญญาการทอผ้าจกไทยวนเชียงแสน การจำลองชีวิตแบบดั้งเดิมไปจนถึงการพัฒนาวิธีการทอผ้าในปัจจุบัน ห้องแสดงผ้าจกโบราณอายุ 200 ปี และผ้าจกผลงานของลูกหลานไทยวนที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ และห้องแสดงการแต่งกายของชาติพันธ์ุต่างๆ ในราชบุรี เช่น ลาวโซ่ง มอญ กะเหรี่ยง ไทยทรงดำ และไทยพื้นถิ่น

นอกจากนี้ ภายในวัดโขลงสุวรรณคีรียังเป็นที่ตั้งของ “กาดวิถีชุมชนคูบัว” เปิดทุกวันศุกร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-20.00 น. เป็นตลาดที่เปิดพื้นที่ให้ชาวคูบัวนำสินค้าเกษตร อาหาร และผลิตภัณฑ์ที่ผลิตเองในบ้านหรือในชุมชนมาวางขายราคาย่อมเยา ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีผ้าซิ่นตีนจกคูบัวให้เลือกซื้อ รวมไปถึงผักไร้สารสดๆ จากสวน กล้วยน้ำว้าผลอวบ ผัดไทยใส่จานหัวปลี อาหารยวนเมนูแปลก ขนมไทย น้ำสมุนไพร แต่ละร้านขายแบบไม่เอากำไร ถือแบงก์ร้อยใบเดียวก็ทำให้อิ่มได้ทั้งคาวหวาน โดยสามารถซื้อและนำไปนั่งรับประทานบนโตกที่ตลาดเตรียมไว้ให้ฟรี

หากเดินเพลินจนถึงช่วงแดดร่มลมตกประมาณ 17.00-19.00 น. ตลาดจะมีการแสดงพื้นเมืองให้ชมอย่างเพลิดเพลิน เป็นการปิดท้ายวันหยุดแบบไม่ต้องไปไกลกรุงเทพฯ แค่เมืองราชบุรีก็ทำให้อิ่มและฟินได้

สำหรับผู้ที่สนใจศิลปะทวารวดีเพิ่มเติมยังสามารถชมโบราณสถานและโบราณวัตถุได้ที่ ถ้ำฤาษีเขางู อยู่บริเวณเชิงเขา ในบริเวณสวนสาธารณะเขางู มีลักษณะเป็นถ้ำหินปูนที่ถูกทำให้เป็นศาสนสถาน ภายในถ้ำพบพระพุทธรูปนูนต่ำบนผนังถ้ำ ลักษณะนั่งห้อยพระบาท ปางแสดงธรรมเทศนา เป็นที่เคารพบูชาของชาวราชบุรี

ไม่ห่างจากกันนักยังเป็นที่ตั้งของถ้ำจาม ที่ต้องเดินบันไดขึ้นเขาไปประมาณ 15 นาที จะพบกันโพรงถ้ำที่ภายในมีภาพพระพุทธประวัติตอนปรินิพพานปรากฏอยู่ และถ้าจะเที่ยวให้เต็มสูตรต้องไปจบที่อุทยานหินเขางู แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของสายชิล ตระการตาด้วยภูเขาหินปูนหลายลูกที่ถูกน้ำฝนกัดเซาะเป็นยอดแหลม โดยในอดีตเคยเป็นเหมืองหินปูนทำให้มีบึงน้ำขนาดใหญ่ด้านล่าง มีสะพานทอดยาวให้เดินชมบรรยากาศ และมีเรือเป็ดให้เช่า ทำให้ที่นี่กลายเป็นสวนสาธารณะอีกแห่งของเมืองนี้

หนึ่งวันในราชบุรีได้ทั้งกิน เที่ยว ช็อป ครบรสของการท่องเที่ยว และที่มากกว่าคือนักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์และสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านอาหารและการพูดคุยกับชาวบ้าน เป็นรสชาติกลมกล่อมและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค

‘บ้านผาหมอน’ นอนกลางนา กินข้าวดอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576759

  • วันที่ 12 ม.ค. 2562 เวลา 13:25 น.

‘บ้านผาหมอน’ นอนกลางนา กินข้าวดอย

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

อย่าปล่อยให้อากาศหนาวผ่านไป แต่ควรตักตวงไว้ก่อนหมดเวลาที่จ.เชียงใหม่ ถ้าจะให้หนาวสะใจต้องขึ้นที่สูงอย่าง “บ้านผาหมอน” หมู่บ้านบนดอยที่ล้อมรอบด้วยภูเขา ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เป็นถิ่นอาศัยของชาวปกาเกอะญอที่ทำการเกษตรเป็นหลัก ทั้งปลูกข้าว กุหลาบ ไม้ดอกเมืองหนาว เฟิร์น และพืชผัก ส่งขายไปยังร้านของโครงการหลวง และตลาดใน จ.เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ

อีกมุมหนึ่งชาวบ้านยังเปิดการท่องเที่ยว โดยเริ่มทำอย่างมีระบบตั้งแต่การค้นหาจุดขายด้วยการทำ “วิจัยเพื่อท้องถิ่น” ด้านการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน ตั้งแต่ปี 2547 เพื่อค้นหาของดีในบ้านตัวเอง

ผลวิจัยครั้งนั้นทำให้ชุมชนได้ข้อมูลพื้นฐาน เช่น วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทรัพยากรธรรมชาติ และภูมิปัญญาการทำนา จากนั้นได้นำมาสร้างแนวทางการจัดการการท่องเที่ยวที่เหมาะสม ทำให้ชุมชนมีระบบการบริหารจัดการการท่องเที่ยวที่มีประสิทธิภาพ มีการให้บริการนักท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ มีมาตรฐาน และมีระบบการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม เช่น ระบบการถือหุ้นในบ้านพักแบมบูพิงค์เฮาส์บ้านพักหลังแรกของกลุ่มท่องเที่ยว มีหุ้นทั้งหมด 400 หุ้น จากจำนวนสมาชิก 70 คน หรือบ้านอิงผาชมดาว มีหุ้นทั้งหมด 1,994 หุ้น จากจำนวนสมาชิก 120 คน

บ้านผาหมอน จึงกลายเป็นแหล่งศึกษาดูงานด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้แก่ชุมชนอื่นๆ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จ คือ การมีกลุ่มด้านการท่องเที่ยวที่เข้มแข็ง มีระบบจัดการที่มีประสิทธิภาพ และมีการกระจายผลประโยชน์ให้แก่คนในชุมชนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

จุดเด่นของบ้านผาหมอน คือ ธรรมชาติ และวิถีชีวิตของชาวปกาเกอะญอซึ่งก็เกี่ยวพันกับธรรมชาติ มีทั้งเส้นทางเดินป่า และกิจกรรมปั่นจักรยานรอบหมู่บ้านเพื่อเรียนรู้วิถีการทำเกษตร วิถีชาวนากับการทำนาขั้นบันได การปลูกพืชเมืองหนาว อย่างมะเขือเทศ ผัก และไม้ดอก การทำกาแฟ การทอผ้า จักสาน และการเล่นเครื่องดนตรีพื้นเมืองเตหน่ากู

เส้นทางรอบหมู่บ้านเป็นทางปูนแคบ จึงแทบไม่มีรถใหญ่แล่นผ่าน ทำให้ปั่นจักรยานสนุก แต่อาจต้องใช้กำลังขาเป็นระยะ เพราะมีเนินขึ้น-ลง ชันมาก ชันน้อยระหว่างทาง ถึงกระนั้นการปั่นจักรยานก็สนุกกว่า เพราะจะได้โบกมือทักทายเด็กๆ แวะลงไปพูดคุยกับคุณยายที่นั่งปักผ้าอยู่หน้าบ้าน หรือจอดเซลฟี่กับกุหลาบดอกใหญ่ที่ปลูกไว้ริมรั้ว

ตั้งแต่โครงการวิจัยชิ้นแรก ชุมชนผาหมอนมีรายได้จากกิจกรรมท่องเที่ยวสูงถึงปีละ 7 แสนบาทและหลังหักค่าใช้จ่ายชุมชนมีรายได้เหลือเข้าส่วนกลางที่เป็นเงินปันผลกลุ่มผู้ถือหุ้นปีละมากกว่า 2 แสนบาท

ล่าสุด คนบ้านผาหมอนได้ร่วมกันทำวิจัยอีกครั้ง ภายใต้โครงการการจัดการแหล่งเรียนรู้และพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยววิถีชาวนาชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ บ้านผาหมอน โดยมี บุญทา พฤกษาฉิมพลี หรือ พะตีบุญทา เป็นหัวหน้าที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

งานวิจัยชิ้นนี้เกิดขึ้นจากแนวคิดของรัฐบาล ร่วมกับ สกว. ที่นำกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นและการท่องเที่ยวมาเป็นเครื่องมือในการสร้างพื้นที่รูปธรรมของ “การท่องเที่ยววิถีชาวนาไทย” โดยมีเป้าประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย และสร้างความเข้มแข็งของชุมชนผ่านการสร้างคุณค่าของข้าวและวิถีชาวนา นำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจของเกษตรกรไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน

สำหรับชาวปกาเกอะญอมีความเชื่อและพิธีกรรมในการปลูกข้าวไม่น้อยกว่า 30 ขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การเตรียมนา ซึ่งต้องเตรียมให้พร้อมตั้งแต่เดือน ม.ค. ด้วยการหาพื้นที่ที่มีดินดี ต้องเป็นดินร่วนปนทราย และต้องหมุนเวียนกันปลูกเพราะที่นาเป็นของทุกคน

จากนั้นในเดือน เม.ย.-ส.ค. เป็นช่วงการเตรียมเมล็ดพันธุ์ ปล่อยน้ำเข้านา โดยจะมีการเลี้ยงผีฝาย และพิธีต้มเหล้าบือแซะคลี ที่ใช้สำหรับพิธีมัดมือช่วงทำนา จากนั้นจะลงแปลงไถนาเตรียมดิน หมักดิน ปั้นคันนา หว่านข้าว และเมื่อต้นข้าวงอกจากพื้นดินและโผล่พ้นน้ำจะมีพิธีมัดมือ เป็นเสมือนการขอบคุณเทวดาที่อำนวยอาหารมาให้

เมื่อข้าวสุกเต็มที่เหลืองอร่ามเต็มท้องทุ่งจะมีประเพณีเอามื้อ หรือลงแขกเกี่ยวข้าว หลังเสร็จสิ้นการเก็บเกี่ยวจะเป็นประเพณีกินข้าวใหม่ และพิธีเรียกขวัญข้าวเพื่อขอบคุณเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจะมีการเฉลิมฉลองผูกข้อมือ ต้มเหล้า และเลี้ยงผีนา โดยจะเกิดขึ้นราวเดือน ส.ค.

จากนั้นในเดือน ก.ย.-ต.ค.ของทุกปี จะเป็นช่วงที่นาขั้นบันไดโตเต็มที่รอการเก็บเกี่ยว ข้าวจะออกรวงเป็นสีทองอร่ามจนกลายเป็นช่วงเวลาท่องเที่ยวที่ดีที่สุดของปีไปด้วย

นอกจากนี้ พันธุ์ข้าวที่นิยมกินมีหลายสายพันธุ์ทั้งบือพะโดะ เป็นข้าวเมล็ดใหญ่รสชาติ อร่อย พันธุ์บือโปะโหละ ข้าวเมล็ดกลม มีกลิ่นหอมรสอร่อย จนคนที่ได้กินนำไปเปรียบกับข้าวญี่ปุ่นและข้าวพันธุ์ใหม่ คือ ข้าวพระราชทาน ที่ชาวบ้านได้รับพระราชทานมาเมื่อครั้งไปถวายความเคารพพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

กล่าวได้ว่า ตลอดทั้งปีชาวปกาเกอะญอมีวัฏจักรชีวิตคู่กับข้าวและการทำนา ไม่ว่าจะมาเที่ยวบ้านผาหมอนช่วงไหน ก็ได้เรียนรู้เรื่องข้าวได้เมื่อนั้น รวมถึงวิถีชีวิตอื่นๆ ที่ไม่ต้องตระเตรียมอะไรเพิ่มเติม เพราะทุกอย่างคือวิถีดั้งเดิมของชาวบ้านอยู่แล้ว

บ้านผาหมอนมีบริการบ้านพัก 2 หลัง คือ บ้านแบมบูพิงค์เฮาส์ และบ้านอิงผาชมดาว รองรับนักท่องเที่ยวได้หลังละ 15-20 คน ซึ่งเป็นการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวไม่ให้เกิดความแออัดในชุมชนอีกทางหนึ่ง โดยนักท่องเที่ยวต้องจองที่พักล่วงหน้า โทร.08-1166-4344 (องอาจ) หรือสอบถามได้ทางเพจเฟซบุ๊ก บ้านผาหมอน ดอยอินทนนท์