ชายคาพระพิรุณ : 3 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470325

586851

ชายคาพระพิรุณ : 3 กุมภาพันธ์ 2563

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเกษตรอย่างกว้างขวางเรื่องการตัดงบกรมวิชาการเกษตรถึง 40% ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ได้ส่งผลทันทีต่อความเดือดร้อนของลูกจ้างที่ต้องตกงานและถูกลดค่าจ้างดังปรากฏในข่าวต่างๆ ให้เป็นที่สะเทือนใจของสังคมและยังจะมีความเสียหายของภาคเกษตรที่จะตามมาอีกในไม่ช้านี้จากการที่ขุนเกษตรา พูดคุยกับแหล่งข่าวในกรมวิชาการเกษตรที่ทำงานด้านวิจัย

พอสรุปได้ ดังนี้คือ

1.งานพัฒนาสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพได้มาตรฐานหรือการรับรองมาตรฐานสินค้าพืช (GAP และ organic) เป็นงานที่ต้องทำเพื่อให้สินค้าเกษตรไทยส่งออกไปต่างประเทศได้และเป็นการเพิ่มความปลอดภัยทางอาหารแก่ผู้บริโภคในประเทศรายการที่ถูกตัดลด ได้แก่ ค่าเดินทางไปตรวจแปลงถูกตัด 74% วัสดุวิทยาศาสตร์ในการวิเคราะห์สารพิษตกค้างถูกตัด 69% ค่าจ้างเหมาพนักงานช่วยดำเนินการถูกตัด 100% เป็นต้น การตัดงบดังกล่าวทำให้เกือบจะไม่สามารถทำงานนี้ได้เลย เนื่องจากงานรับรองมาตรฐาน

เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจรับรองต้องออกไปตรวจแปลงในพื้นที่เกษตรกรและต้องวิเคราะห์สารพิษตกค้างตามระบบมาตรฐานสากล งานนี้จะไม่มีหน่วยงานไหนทำแทนได้ เพราะกฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่กรมวิชาการเกษตรเท่านั้น

เรื่องความปลอดภัยด้านอาหารเป็นนโยบายรัฐบาลในปีงบประมาณ 2562 ได้ทำการตรวจรับรองแหล่งผลิตพืชในระบบ GAP ผ่านมาตรฐาน 108,647 แปลง พื้นที่ 539,800 ไร่ และตรวจรับรองโรงคัดบรรจุโรงงานแปรรูป โรงรมตามมาตรฐาน GMP HACCP และ GFP ผ่านมาตรฐาน 885 โรงงาน รวมถึงพัฒนาห้องปฏิบัติการตรวจสอบสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เป้าหมาย 32 แห่ง ลองประเมินดูว่าถ้างบทำงานหายไป 70% เกษตรกร 70,000 แปลง จะได้รับความเสียหายมหาศาลแค่ไหน ลำพังแค่ส่งไปประเทศจีนถ้าไม่มี GAP ก็จะเสียหายประมาณ 1 หมื่นล้านบาท การตัดงบการพัฒนามาตรฐานสินค้านี้ นอกจากส่งผลเสียต่อการส่งออกไม่ได้ทำให้สินค้าในประเทศล้นตลาด ราคาผลผลิตตกต่ำยังเป็นการเดินสวนทางทำให้นโยบายรัฐบาลด้านอาหารปลอดภัยขับเคลื่อนไม่สำเร็จ สร้างความเสียหายในด้านเศรษฐกิจประเทศ และรายได้เกษตรกร

2.โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริปรับลด 49% ในค่าใช้จ่ายในการออกไปทำงานในพื้นที่เกษตรกรและในพื้นที่โครงการพระราชดำริต่างๆ ส่งผลต่อการสนองพระราชดำริต่างๆของรัฐบาลในความรับผิดชอบกรมวิชาการเกษตรรวมทั้งสิ้น 252 โครงการ 3.โครงการเร่งด่วนของรัฐบาล เช่น ส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ โครงการ zoning by agri-map โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนถูกตัดไป 50% โครงการส่วนนี้ทำกันแบบบูรณาการหลายกรมกระทบต่อการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ไปขับเคลื่อนให้นโยบายรัฐบาลประสบความสำเร็จ การตัดงบต้องลดปริมาณพื้นที่ และจำนวนเกษตรกรที่จะได้ประโยชน์ลง 50% 4.งานวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกรปรับลด 40% เรื่องนี้จะกระทบและสร้างความเสียหายต่อความก้าวหน้าเทคโนโลยีและส่งผลต่อการแก้ปัญหาของเกษตรกรจนถึงการแก้ปัญหาการนำเข้าส่งออก

ทั้งนี้ งานวิจัยกรมวิชาการเกษตรที่เห็นประโยชน์ชัดเจนคือ การแก้ปัญหาเกษตรกรเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นประโยชน์กับเกษตรกรหลายล้านครอบครัวสร้างเงินในกระเป๋าเกษตรกรหลายหมื่นล้านบาทต่อปีการตัดงบส่วนนี้จะสร้างความเสียหายต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการผลิตพืชของเกษตรกรที่อาจจะต้องหยุดชะงัก เช่น การปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่การผลิตเมล็ดพันธุ์ดี การคิดค้นความรู้ที่นำมาใช้ทำการผลิต ปลูก ใส่ปุ๋ย ให้น้ำตัดแต่งเก็บเกี่ยว แปรรูป ชีวภัณฑ์ วิธีแก้ปัญหาศัตรูพืชระบาด เครื่องจักรกลเกษตร เครื่องมือแปรรูป ผลกระทบนี้มากมายที่อาจไม่เห็นทันทีแต่เพราะมีผลงานวิจัย เกษตรกรไทยจึงผลิตพืชได้ดีไทยจึงเป็นผู้นำหลายประเทศด้านเกษตรอยู่ในขณะนี้

5.การส่งออกนำเข้าสินค้าเกษตรเนื่องจากกรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานที่ออกใบกำกับใบรับรองให้มีการส่งออก ตรวจการนำเข้าและคอยแก้ปัญหาการค้าระหว่างประเทศในเวลาที่ต่างประเทศกีดกันหรือแบนสินค้าไทยจะใช้วิธีกีดกันทางทางค้าโดยอ้างว่าสินค้าเกษตรไทยมีสารพิษตกค้างไม่ได้มาตรฐานห้ามมิให้ส่งออกและก็เป็นหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้สำเร็จซึ่งที่ผ่านมามีตัวอย่างการแก้ไขปัญหาการค้ากับยุโรป จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย การตัดลดงบประมาณไปย่อมส่งผลกระทบสร้างความเสียหายเป็นหลักแสนล้านบาท 6.การดูแลคุ้มครองเกษตรกรตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ร.บ.กักพืช พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชการตัดงบส่วนนี้จะทำให้การควบคุมกำกับดูแลของสารวัตรเกษตรทำได้ไม่เต็มที่ จะทำให้มีผู้ฉกฉวยโอกาสทำผิดกฎหมาย เช่น ขายปุ๋ยปลอม สารเคมีปลอมพันธุ์พืชด้อยคุณภาพ จะระบาดทั่วเมือง ส่งผลเสียตกที่เกษตรกรซื้อมาแล้วใช้ไม่ได้ผล เสียหายหลายหมื่นล้านบาท

7.ลูกจ้างตกงานจะกระทบสร้างความเดือดร้อนให้กับคนทำงานที่ไม่ใช่ข้าราชการที่ต้องตกงานว่างงาน เดือดร้อนนับพันคน ซึ่งการจ้างงานของกรมวิชาการเกษตรไม่เหมือนการจ้างแบบกรรมกรทั่วไป

แต่จะจ้างคนที่มีความรู้ประสบการณ์ในการทำงานวิชาการทั้งที่เป็นบุตรหลานของลูกจ้างเดิมที่เพิ่งเรียนจบมาใหม่ จนถึงคนงานที่มีทักษะการวิจัยบุคคลเหล่านี้จะทำงานในศูนย์วิจัยตั้งแต่วัยหนุ่มจนถึงวัยเกษียณ มีความชำนาญ จึงรับจ้างงานเป็นลูกจ้าง ทำเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวไม่มีอัตราว่างให้เขาได้สอบเป็นพนักงานราชการ หรือหมดวัยที่จะมาสอบแข่งขันกับเด็กรุ่นใหม่ เมื่อถูกเลิกจ้างก็เท่ากับถูกลอยแพไม่มีหนทางที่จะไปทำอย่างอื่น ซึ่งมีลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด 1,253 คนวงเงิน 153 ล้านบาท ที่ต้องออกจากงานทันทีและลูกจ้างอีกส่วนหนึ่งต้องลดค่าจ้าง 50% เพื่อช่วยรักษางานไว้เป็นเรื่องที่น่าสงสารเป็นอย่างยิ่งกรณีโรงงานปิดตัวลูกจ้างเอกชนยังได้รับค่าชดเชย แต่ลูกจ้างกรมวิชาการเกษตรไม่ได้รับสวัสดิการใดเลย..

บทสรุปสุดท้ายประเทศไทยตั้งเป้าหมายว่าต้องก้าวหน้าด้วยนวัตกรรมต้องสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเพื่อลดความเหลื่อมล้ำซึ่งกรมวิชาการเกษตรถือเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิชาการเกษตรหลักของประเทศให้ก้าวหน้ามาอย่างยาวนาน ดังนั้น รัฐบาลจึงควรจัดงบให้เขากลับไปดูแลงานของประเทศ ไปดูแลเกษตรกรรัฐบาลและพรรคการเมืองควรลงไปร่วมสนับสนุนเขา และขอให้เร่งเยียวยาคนตกงานพันกว่าชีวิตที่ได้รับความเดือดร้อนอยู่ในเวลานี้ด้วย

ขุนเกษตรา

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s