‘โควิด’ ทำ ‘ด้ามขวาน’ ซบเซา ‘พอเพียง-ปรับตัว’ ประคองชีพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516934

‘โควิด’ทำ‘ด้ามขวาน’ซบเซา ‘พอเพียง-ปรับตัว’ประคองชีพ

‘โควิด’ทำ‘ด้ามขวาน’ซบเซา ‘พอเพียง-ปรับตัว’ประคองชีพ

วันพุธ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19” ที่ลุกลามไปทั่วโลก ส่งผลกระทบหลากหลายมิติทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคม จนทำให้ไม่ว่าภาคส่วนใดก็ต้องปรับตัวตามแนวคิด “นิว นอร์มอล (New Normal)” หรือชีวิตวิถีใหม่ ทำให้ สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ร่วมกับ 8 องค์กรเครือข่ายจัดทำโครงการ “คิดใหม่ ไทยก้าวต่อ” ระดมสมองวางแนวทางช่วยคนไทยปรับตัวให้เท่าทันกับสังคมโลกที่เปลี่ยนไป ศึกษาความรู้ใหม่ ปรับรูปแบบทำงาน สร้างงานเพิ่ม ลดการกระจุกตัวด้านธุรกิจ โดยเริ่มที่ “ภาคใต้” ของไทย

ประสิทธิ์ โอสถานนท์ ที่ปรึกษาสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ อธิบายว่า กรอบความคิดหลักของโครงการมีประเด็นวิเคราะห์ที่สำคัญ เช่น บริบทของสังคมโลกและประเทศไทยก่อนวิกฤติโควิด-19, โควิด-19 ได้ส่งผลอะไรต่อสังคมโลกและประเทศไทยบ้าง, สังคมโลกต้องเปลี่ยนและประเทศไทยต้องปรับอะไร, ทิศทางที่ควรจะเป็นเป็นเช่นไร, คนไทยมีความพร้อมต่อการปรับเปลี่ยนมากน้อยเพียงใด, หากจำเป็นต้องปรับหรือเปลี่ยนต้องเตรียมการอย่างไร และหารูปแบบที่เหมาะสมในการขับเคลื่อนสังคมไทย

สันติ รังสิยาภรณ์รัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานภาคใต้ กล่าวว่า ภาพรวมของโครงสร้างเศรษฐกิจภาคใต้อยู่ในภาคการเกษตร ร้อยละ 20 ในจำนวนนี้เกือบร้อยละ 60 ปลูกยางพารา อีกร้อยละ 20 ปลูกปาล์มน้ำมัน ที่เหลือจะเป็นการเลี้ยงกุ้งขาว และสวนผลไม้ ส่วนภาคการท่องเที่ยวและที่พักอยู่ที่ร้อยละ 70 ซึ่งกระจุกตัวในฝั่งอันดามันและต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างประเทศ เมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19 ภาคการผลิตที่เน้นส่งออกก็กระทบหนัก เพราะถูกระงับการสั่งซื้อเกือบทั้งหมด

ซึ่งเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2/63 ภาคใต้ทุกส่วนจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งการใช้จ่ายภาคเอกชน การท่องเที่ยวและการลงทุน แต่การใช้จ่ายภาครัฐ รวมถึงมาตรการช่วยเหลือยังช่วยพยุงเศรษฐกิจ ส่วนภาคค้าปลีก-ค้าส่ง ปรับตัวค่อนข้างดีในบางกลุ่มโดยหันไปพึ่งพาเทคโนโลยี เช่น ค้าขายออนไลน์จึงทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับพฤติกรรมใหม่ เช่น แรงงานอาจจะไม่เคลื่อนย้ายไปตามพื้นที่ที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ดังนั้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะต้องเคลื่อนที่ไปหาแรงงาน เทคโนโลยีจึงเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยอาจรองรับหรือทดแทนแรงงาน

ขณะที่ สมบูรณ์ พฤกษานุศักดิ์ ที่ปรึกษาสภาอุตสาหกรรมภาคใต้ เปิดเผยว่า ก่อนไวรัสโควิด-19 ระบาด เศรษฐกิจโลกก็ชะลอตัวอยู่แล้วรวมถึงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศลดลงหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น แม้การแพร่ระบาดในประเทศเริ่มคลี่คลาย แต่ก็เกิดการระบาดระลอกสองในหลายประเทศ ส่งผลให้ประเทศไทยอาจต้องเลื่อนแผนเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวขยับออกไปอีก

“ภาครัฐควรขยายกรอบเวลามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่กำลังจะสิ้นสุด ให้ยาวไปจนถึงสิ้นปี 2563 เช่น การพักหนี้ ลดการส่งเงินประกันสังคม เพื่อช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการ และต้องเร่งเบิกจ่ายเงินงบประมาณภาครัฐ โดยเฉพาะงบในโครงการลงทุนของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ” ที่ปรึกษาสภาอุตสาหกรรมภาคใต้ ให้ความเห็น

เช่นเดียวกับ ณัฐนนท์ พงษ์ธัญญะวิริยา ประธานหอการค้าจังหวัดปัตตานี ที่กล่าวว่า ภาพรวมในการจ้างงานและช่วยเหลือภาคการเกษตรและเศรษฐกิจฐานราก โดยสถานการณ์โดยรวมของพื้นที่ประเทศจากไตรมาสที่ 2/63 ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของประเทศ ติดลบร้อยละ 10-15 และไตรมาสที่ 3/63 ยังติดลบร้อยละ 8-10 โดยที่ประเทศไทยพึ่งพาเม็ดเงินจากต่างประเทศทั้งการท่องเที่ยวและการส่งออก

“เมื่อเกิดไวรัสโควิด-19 ระบาดทำให้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว สำหรับภาคใต้เองนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียประมาณ 5 ล้านคนต่อปี และภาคการส่งออกโดยประมาณแล้วลดลง 30% ดังนั้นการปรับตัวคือจะต้องเที่ยวกันเอง เป็นลักษณะการเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียงกันก่อน การท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียงดีขึ้นแล้ว จากนั้นก็โปรโมทในพื้นที่ภูมิภาคเดียวกัน” ณัฐนนท์ กล่าว

ประธานหอการค้าจังหวัดปัตตานี ยังกล่าวอีกว่า “เมื่อยังเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ได้ ก็ต้องท่องเที่ยวกันเองภายในประเทศ” เริ่มจากการท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียง แล้วขยับไปสู่ภูมิภาคเดียวกัน จะช่วยกระตุ้นในภาคการท่องเที่ยวได้ “ส่วนเกษตรกรก็ต้องหาอาชีพเสริม” เช่น การเลี้ยงแพะ ไก่เบตง วัว เพาะพันธ์ุปูทะเล ปลูกเมล่อน ซึ่งเป็นแนวทางที่สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ กำลังส่งเสริมในพื้นที่ใต้ซึ่งได้ผลอย่างดีโดยเชื่อว่าการยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยให้คนไทยฝ่าวิกฤติโควิด-19 ไปได้

อีกด้านหนึ่ง ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้(ยะลา ปัตตานี นราธิวาส) เดิมก็มีปัญหาเศรษฐกิจอันเป็นผลพวงจากปัญหาความรุนแรงในพื้นที่อยู่แล้ว ยิ่งเจอวิกฤติโควิด-19 ยิ่งซ้ำเติมให้เศรษฐกิจซบเซาลงไปอีก สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ ได้จัดทำโครงการ “ทุเรียนคุณภาพ” หรือโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ สร้างรายได้กว่า 60 ล้านบาท

ซึ่งหัวใจสำคัญของโครงการทุเรียนคุณภาพ คือ วางแผนเพาะปลูกอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งระบบน้ำ สภาพดิน การใส่ปุ๋ยคัดดอกที่สมบูรณ์ ผสมเกสร ป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ตัดแต่งผลทุเรียน เพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพสูง โดยมีอาสาสมัครนับร้อยคนคอยดูแลให้คำแนะนำใกล้ชิด โดย เอกพล เพ็ชรพวง อดีตข้าราชการครูซึ่งลาออกมาทำเกษตรกรต่อจากพ่อ ปัจจุบันเป็นรองประธานกลุ่มทุเรียนแปลงใหญ่ และเป็นอาสาทุเรียน เล่าว่า ตนเองจบสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา ไปเป็นอาจารย์สอนที่จ.ภูเก็ต 1 ปี และกลับมาสอนที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส 3 ปี

จากนั้นจึงได้ผันชีวิตตนเองมาเป็นเกษตรกร โดยมาช่วยสานต่อไร่ของพ่อซึ่งมีอายุมากแล้ว จึงอยากเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระบ้างโดยการนำทุเรียน 65 ต้น บนพื้นที่ 40 ไร่ใน ต.กาหลง อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส เข้าร่วมโครงการฯ ทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มมากขึ้นและมีคุณภาพสูงขึ้น สามารถขายได้ราคาดีกว่าในอดีตหลายเท่าตัว เมื่อก่อนทุเรียนใน 3 จังหวัดใต้กิโลกรัมละ 35 บาท หลังจากโครงการทุเรียนคุณภาพของมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ เข้ามาช่วยพัฒนา จนราคาทะลุ 100 กว่าบาท ต้องจ้างคนมานอนเฝ้าเพราะมีมูลค่าหลักล้านบาท

“แม้แต่นายหน้าชาวจีนยังลงมาถึง3 จังหวัดเพื่อขอซื้อเหมาสวน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” เอกพล กล่าวในท้ายที่สุด

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s