“อดิศักดิ์” ลั่นความเชื่อทางการเมืองกับการทำงาน แยกกันเด็ดขาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“อดิศักดิ์” ลั่นความเชื่อทางการเมืองกับการทำงาน แยกกันเด็ดขาด (komchadluek.net)

“อดิศักดิ์” ลั่นความเชื่อทางการเมืองกับการทำงาน แยกกันเด็ดขาด 

"อดิศักดิ์" ลั่นความเชื่อทางการเมืองกับการทำงาน แยกกันเด็ดขาด 20 พฤศจิกายน 2563 – 19:21 น.

“อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ” กลับคืนบ้านอีกครั้งในฐานะซีอีโอ เนชั่นทีวี 22กับภารกิจนำพา “เนชั่น” กลับมาสู่ภาพลักษณ์ความเป็นสื่อมืออาชีพ ไม่มีอคติ ไม่มีเป้าหมายทางการเมือง

นายอดิศักดิ์  ลิมปรุ่งพัฒนกิจ ซีอีโอ เนชั่นทีวี 22 ให้สัมภาษณ์เพจ The People  ถึงการกลับมาบริหาร บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่า ผมได้รับการติดต่อจากคนเก่าของเนชั่นเดิมอยากให้กลับมาช่วยปรับปรุงช่องเนชั่นทีวีเพราะว่ามีผู้ประกาศระดับแม่เหล็ก 5-6 คน ได้ลาออกไป ขวัญกำลังใจของคนทำงานเสีย ก็อยากต้องการให้ผมกลับมา ก็ได้เรียนทางคุณฉาย บุนนาค ประธานเนชั่นกรุ๊ป ให้ชวนผมกลับมา ซึ่งมีจดหมายน้อยเป็นลายมือของคุณฉาย บุนนาค เขียนถึงผมว่า อยากให้กลับมาช่วยกันพัฒนาช่องเนชั่นทีวี 

ผมก็มีเงื่อนไขไม่มาก ผมเห็นว่าเมื่อคุณฉาย ชวนผม แต่ผมขอย้อนกลับไปเรื่องของปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างผู้ถือหุ้นในเนชั่นกรุ๊ปที่มี 2 ฝ่าย ซึ่งผู้บริหารชุดเก่าซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งได้ออกไป คือคุณสุทธิชัย หยุ่น ผมก็ได้ไปตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหุ้น ณ ปัจจุบัน เกือบทั้งหมดยังถือหุ้นอยู่เดิมเพราฉะนั้นผมก็คิดว่าเจตนาของคุณฉาย ต้องการทำให้เนชั่นทีวี กลับมาเป็นช่องข่าวที่มีคุณภาพ เป็นมืออาชีพ ก็อยากให้คุณฉาย เรียนกับผู้ถือหุ้นรายอื่นๆด้วย เพื่อให้เหมือนเป็นความเห็นร่วมกัน ถ้าอย่างนั้นผมยินดีที่จะกลับมา

“ผมได้เรียนกับคุณสุทธิชัย ว่า ผมขอตัดสินใจมาร่วมครั้งนี้ ด้วยเหตุผลอย่างที่บอก คนทำงานที่อยู่ในเนชั่นทีวี ได้ร้องขอผมด้วย ขณะเดียวกันทางประธานของเนชั่น คุณฉาย บุนนาค ได้ให้คำมั่นผมว่า มีเจตนาต้องการให้ผมเข้ามาช่วยที่จะทำให้เนชั่นทีวีกลับมาสู่สถาบันมืออาชีพ  เพราะว่าหลังจากที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย อันนี้ก็เสมือนการยอมรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทางผู้บริหารชุดปัจจุบันที่อยู่ในเนชั่นกรุ๊ป อันนี้เป็นสิ่งที่ผมยอมรับได้ และผมได้เรียนกับคุณสุทธิชัยว่า  อันนี้เป็นเหตุผลที่ตนตอบรับเข้ามา ซึ่งคุณสุทธิชัย ก็ไม่ได้มีความเห็นอะไรมาก เพียงแต่ว่าคุณสุทธิชัย ขอยังไม่ยุ่งเกี่ยวอะไร ก็แล้วแต่ผม แต่คุณสุทธิชัยยัง ถือหุ้นอยู่”

กับคำถามที่ว่า รู้สึกเหมือนได้กลับบ้านหรือไม่ อดิศักดิ์ กล่าวว่า  คือวันแรกที่มา ทางทีมงานพาผมเดินทุกชั้น ได้เจอพนักงานเก่าๆ ที่รู้จักผมอยู่แล้วทุกแผนก ฝ่ายขาย ฝ่ายโฆษณา ฝ่ายธุรการ ฝ่ายกองบรรณาธิการ กรุงเทพธุรกิจ เดอะเนชั่น  คมชัดลึก ทุกคนก็ต้อนรับ ผมอาจจะสรุปด้วยตัวผมเองว่า ต้อนรับ  ผมก็มองเห็นว่า ได้มีการลงทุนพัฒนาเรื่องช่อง สตูดิโอต่างๆ ดีกว่าสมัยที่ผมเคยทำงานอยู่ เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว ฮาร์ดแวร์ดีมาก เพียงแต่ว่า ซอฟต์แวร์ คือคนอาจจะต้องปรับระบบการทำงานบ้าง  ปรับทัศนคติ จูน mindsetบางอย่าง เพื่อให้เห็นเป้าหมายร่วมกันว่า เราจะกลับไปสู่สถาบันสื่อมืออาชีพได้อย่างไร และสถานะปัจจุบันของปีที่ 49 ของปีที่ 50 ของเนชั่นกรุ๊ป ส่วนของที่เป็นธุรกิจบรอดแคสติ้งมีสัดส่วน อาจจะใกล้เคียงกับฟากของบริษัทแม่ ในอนาคตบริษัทลูกอาจจะใหญ่กว่าบริษัทแม่ เพราะบริษัทแม่เป็นสิ่งพิมพ์ แต่ทางฝั่งบรอดแคสติ้ง มาทางทีวี มาทางออนไลน์ ดิจิทัล

“การกลับมาครั้งนี้คือการ ” รีแบรนด์” เนชั่น แผนของเรา ที่ผมเข้ามาแล้วผมได้คุยกับคุณฉาย ตอนที่ชวน เขาถามความเห็นผม ผมคิดว่าต้อง “รีแบรนด์” เพราะว่า ผู้ประกาศชุดเก่าได้ออกไป และต้องยอมรับว่าภาพลักษณ์ในช่วงที่ผ่านมา สังคมก็มีคำถามใหญ่ๆเยอะ เพราะฉะนั้นก็ต้อง”รีแบรนด์” เพื่อให้สามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้  เนชั่นทีวีโดยสถานะโดยกลุ่มเป้าหมาย คนรุ่นใหม่ปฏิเสธด้วยเนื้อหา ด้วยท่าทีของช่องไม่สามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ แต่เราจะมาบังคับให้คนรุ่นใหม่มาดูโทรทัศน์ ก็คงไมได้ เพราะฉะนั้นภายใต้แบรนด์เนชั่นทีวี จะทำอย่างไรให้สามารถเข้าถึงทุกกลุ่มได้ คนดูที่ผ่านช่องทีวีปกติ ก็ยังเป็นคนดูที่มีอายุสูง อาจจะ 40-45 ปี ขึ้น แต่จะทำอย่างไรให้คนที่อายุต่ำกว่านั้น ยอมรับในแบรนด์เนชั่นทีวี เหมือนยุคก่อนๆ เนชั่นทีวี เคยเป็นเหมือนโรงเรียนคนข่าว คนรุ่นใหม่อยากเข้ามาทำงาน อยากเข้ามาเรียนรู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้อง “รีแบรนด์” เพื่อคนรุ่นใหม่ๆ “

ส่วนกรณีที่ว่าความเชื่อทางการเมืองของตัวเขามีผลกับการบริหารเนชั่นหรือไม่ นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า ผมคิดว่าทุกคนมีสิทธิที่จะมีความเชื่อทางการเมืองต่างกัน มันไม่ควรที่จะให้ทุกคนมีความเชื่อทางการเมืองอันเดียว ความเชื่อทางการเมืองของผมกับการทำงาน แยกกันโดยเด็ดขาด  ผมมีจุดยืนสนับสนุนเรื่องการพูดคุยกันอย่างเปิดใจระหว่างคนต่างวัย อย่างน้อง ๆ ที่เคลื่อนไหว เราต้องมองเขาว่า ไม่ใช่มีเจตนาไม่ดี แต่เขาต้องการอนาคตของเขา

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผู้ใหญ่ควรทำ ก็คือ เปิดกว้าง พูดคุย อันนี้เป็นจุดยืน ไม่ได้หมายความว่าเราไปสนับสนุนทุกอย่างที่เขาเสนอ เพราะที่เสนออาจจะมีความเชื่อแบบหนึ่ง แต่เราผ่านเหตุการณ์ ผ่านความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเยอะแยะ เราก็มีความเชื่ออีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นไม่สามารถที่จะบอกว่าถูกผิดทันที ต้องมาคุยกัน แต่พอเราไปปฏิบัติหน้าที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นสื่อ เราผลิตคอนเทนต์ก็เหมือนสินค้า เราต้องผลิตคอนเทนต์ที่ให้ทุกคนสามารถบริโภคได้  สามารถเสพได้ เราต้องเป็นแพลตฟอร์มเปิด ที่ให้ทุกคนเข้ามาแลกเปลี่ยนได้  เพราะฉะนั้นความเชื่อทางการเมืองกับการทำหน้าที่มันคนละอย่างกัน ไม่ควรเอามาตัดสินว่า ผมจะเอาความเชื่อทางการเมืองแบบนี้ มาทำสื่อแบบนี้ ไม่ใช่ มันคนละแบบ ผมจะเลือกพรรคไหน อันนี้เป็นสิทธิของผม”

ส่วนที่ว่าการเข้ามาของเขาช่วยลดกระแส #แบนเนชั่น หรือไม่ นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อเรากลับมาทำหน้าที่ของความเป็นสื่อมืออาชีพแล้ว  ผู้ลงโฆษณา ซึ่งเป็นรายได้หลักขององค์กร ย่อมมองเห็นว่าที่ผ่านมา กระแสของการแบนโฆษณามีผลพอสมควร เพราะว่าในโลกยุคปัจจุบัน เจ้าของสินค้า ไม่ต้องการไปอยู่กับแบรนด์ของสื่อที่เลือกข้าง จริงๆเลือกข้างอาจจะไม่เป็นไร แต่เลือกข้างแล้วมีเนื้อหาไปในลักษณะของ hate speech  หรือมุ่งโจมตีใคร แบรนด์สินค้าต่างๆ เขาจะไม่ยินยอม ถึงแม้เจ้าของแบรนด์ จะมีความเชื่อแบบไหน  เพราะว่าเขาขายของให้ทุกคน พอคุณฉาย ได้บอกแนวทางอย่างนี้ แล้วเชิญผมมาร่วมในการบริหาร ผู้ลงโฆษณาส่วนใหญ่ก็จะรู้จักผมอยู่แล้ว เสียงตอบรับค่อนข้างดี ผมมีคิวนัดที่จะต้องไปเจอผู้สนับสนุน ผู้ลงโฆษณาค่อนข้างยาว  ตอนนี้เราก็ต้องพยายามสร้างความเชื่อมั่นกลับมาว่าช่องเนชั่น จะกลับมาทำหน้าที่สื่อมืออาชีพซึ่งเมื่อเป็นอย่างนี้ ผมเชื่อว่าผู้สนับสนุน โฆษณา องค์กรต่างๆจะกลับมาจะกลับมาสนับสนุนนเราเหมือนเดิม

ส่วนแนวทางการนำเสนอเนื้อหาของเนชั่น จากนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไรหรือไม่ นายอดิศักดิ์  กล่าวว่า ถ้ามองอย่างปกติไม่ได้เปลี่ยนเลย เรากลับมาทำหน้าที่ปกติเหมือนสื่ออื่น คนดูจำนวนหนึ่ง ที่อาจจะชอบแบบเดิม รู้ว่าสึกว่าเราเปลี่ยนไปเป็นอีกข้างหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ แต่ถ้าคนที่มองอย่างปกติ เปรียบเทียบเรากับสื่อโดยทั่วไป ไม่มีอะไรผิดปกติเลย เพราะฉะนั้นไม่ได้เป็นเรื่องของการเปลี่ยนจุดยืน มันเป็นเรื่องของการกลับมาทำหน้าที่สื่อมืออาชีพอย่างปกติ ไม่มีอคติ ไม่มีเป้าหมายทางการเมือง เท่าที่ผมเข้าทำงาน 2-3 วันนี้ เหมือนคนทำงานมีอารมณ์ของการถูกปลดปล่อย จากเดิมเขาอาจจะทำงานบนข้อจำกัด บนความไม่มั่นใจสิ่งที่เขานำเสนอไปจะถูกใจใครหรือไม่ ตอนนี้ผมบอกให้ทุกคนทำงานปกติ ก็เหมือนว่าทุกคนถูกปลดปล่อย จากเดิมที่มีข้อจำกัด มีความระแวง ไมมั่นใจในการทำงานของตัวเอง เป็นการปลดปล่อย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s