เรื่องเล่าจาก 5 เมืองชั้นนำของไทย พัฒนาอย่าลืมคนจน – หาเช้ากินคํ่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/544350

เรื่องเล่าจาก5เมืองชั้นนำของไทย  พัฒนาอย่าลืมคนจน-หาเช้ากินคํ่า

เรื่องเล่าจาก5เมืองชั้นนำของไทย พัฒนาอย่าลืมคนจน-หาเช้ากินคํ่า

วันจันทร์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ความเหลื่อมล้ำ” เป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย แม้การพัฒนาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาจะทำให้จำนวนคนจน หรือผู้ที่มีรายได้อยู่ใต้เส้นความยากจนลดลง (เกณฑ์ของธนาคารโลก หรือ World Bank หมายถึงผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 1.9 เหรียญสหรัฐ หรือ 57 บาทต่อวัน ส่วนเกณฑ์ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์-สศช. หมายถึงผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 2,667 บาทต่อเดือน) แต่ช่องว่างระหว่างครัวเรือนรายได้น้อยกับรายได้สูงยังคงห่างกันมาก ดังที่เคยปรากฏเป็นข่าวว่า ไทยติดอันดับความเหลื่อมล้ำสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ซึ่งปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ส่งผลต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำคือ “นโยบายการพัฒนาที่ไม่นับรวมคนระดับล่างในสังคมเข้าไปเป็นตัวแปรในแผนหรือโครงการด้วย” ดังที่เมื่อช่วงปลายปี 2563ที่ผ่านมา มีการเสวนาหัวข้อ “สิทธิ-คนจนเมือง 2020” ณ มหาวิทยาลัยทักษิณ (วิทยาเขตสงขลา) โดย ผศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยกตัวอย่าง “คนจนเมือง” ซึ่งเมื่อเอ่ยคำคำนี้ หลายคนมักจะนึกถึงผู้ที่อาศัยในชุมชนแออัดหรือสลัม แต่ในความเป็นจริงยังรวมไปถึงแรงงานในเมืองที่เช่าที่พักอาศัยราคาถูกด้วย

อาจารย์บุญเลิศ กล่าวว่า คนจนเมืองกลุ่มนี้อยู่ไม่เป็นกลุ่มเป็นก้อนเหมือนกับชุมชนแออัด และเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับความสนใจ โดยในปัจจุบันสังคมเมืองมีการเปลี่ยนแปลงจากอดีตเป็นอย่างมาก “พื้นที่ของเมืองถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่ทางการค้ามากขึ้น แต่โอกาสของคนจนที่จะเข้าถึงพื้นที่การค้านั้นจะมีโอกาสได้เข้าถึงได้มากหรือน้อย” ซึ่งเป็นเรื่องที่สรุปไม่ได้ว่ากลุ่มคนจนเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยขนาดไหน จึงตั้งข้อสังเกตไว้ ได้แก่ 1.ด้านการศึกษา พบว่ากลุ่มคนวัยรุ่นมีการศึกษาที่สูงขึ้นอย่างน้อยจบมัธยมปลาย

แต่ในขณะเดียวกันมีจำนวนไม่น้อยที่ลาออกตั้งแต่มัธยมต้น2.ด้านอาชีพ กลุ่มคนวัยรุ่นประกอบอาชีพมากขึ้นกว่ารุ่นพ่อแม่ แต่ขณะเดียวกันก็มีประกอบอาชีพที่ไม่เป็นทางการ เช่น แม่ค้า ลูกจ้างรายวัน มากถึงร้อยละ 30 ซึ่งการพัฒนาเมืองที่ส่งเสริมให้คนลงทุนในปัจจุบัน อาจจะเป็นเรื่องยากกว่าอดีต คนรุ่นใหม่ที่จบการศึกษาไม่สูงพออาจจะเป็นเรื่องยากในการพัฒนาอาชีพให้สูงขึ้น จึงทำให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจต้องเข้าถึงกลุ่มคนจนอย่างแท้จริง สิ่งที่ต้องทำคือ มีบ้านอยู่ที่มั่นคง มีที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาเมือง

จากเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ สู่พื้นที่ภาคเหนือ “เชียงใหม่” หนึ่งในจังหวัดชั้นนำของไทยและเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บอกเล่าถึงคนจนเมืองที่นี่ว่า แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ คนจนที่อยู่ในพื้นที่ชุมชนของ จ.เชียงใหม่ กับคนจนที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ซึ่งในขณะที่การผลักดันการเปลี่ยนแปลงในเมืองส่วนใหญ่จะผลักดันโดยภาครัฐ แต่ที่ จ.เชียงใหม่ การผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากภาคประชาสังคมเป็นหลัก

เห็นได้จากมีกลุ่มต่างๆ ออกมาเรียกร้องให้ผลักดันเมืองให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ซึ่งแม้ด้านหนึ่งการพัฒนาและการขับเคลื่อนเมืองเชียงใหม่ให้มีความเรียบร้อย ส่วนหนึ่งเกิดจากการผลักดันให้เป็นเมืองมรดกโลก แต่อีกด้านหนึ่งก็ทำให้กลุ่มคนจนเมืองได้รับผลกระทบจากการถูกขับไล่ออกจากที่อยู่อาศัย ลำพังหน่วยงานภาครัฐเพียงอย่างเดียวอาจจะพัฒนาพื้นที่ไม่สำเร็จ ต้องร่วมมือกับภาคประชาสังคมด้วย จำเป็นต้องผนวกกับกลุ่มชุมชนคนจนเมืองได้มีการแสดงความคิดเห็น อันจะทำให้เมืองเกิดความสมดุล

“ขอนแก่น” จังหวัดชั้นนำทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) ที่ผ่านมามีโครงการพัฒนาต่างๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผศ.ดร.ธนพฤกษ์ ชามะรัตน์ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เล่าว่า กลุ่มคนจนเมืองในชุมชนแออัด จ.ขอนแก่น พบว่าเดิมอาศัยอยู่ในพื้นที่บุกรุกแถวบริเวณทางรถไฟ ต่อมายกระดับเป็นการเช่าพื้นที่โดยมีสัญญาเช่าอย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันมีการพัฒนาพื้นที่พักอาศัยอยู่แบบถาวร โดยมี 4 ชุมชน ได้แก่ 1.ชุมชนโนนหนองวัดริมราง ซึ่งเป็นชุมชนแรกเริ่มในการตั้งถิ่นฐานของคนที่มาจากถิ่นอื่น

โดยจะเป็นกลุ่มใช้แรงงานขนของขึ้นรถไฟเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันอาชีพของชุมชนได้ยกระดับที่ดีขึ้น ได้แก่ เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก โดยเฉพาะค้าขายทั้งอาหาร ขนม ผลไม้ รับจ้างซักรีด
รับเย็บผ้า ร้านเสริมสวย และพนักงานบริษัท 2.ชุมชนพรสวรรค์ ซึ่งเป็นชุมชนที่อาศัยพื้นที่ของการรถไฟฯเช่นกัน ในอดีตอาชีพของคนในชุมชนส่วนใหญ่เป็นคนหาปลา หรือเป็นแคดดี้แบกถุงกอล์ฟ แต่ในปัจจุบันอาชีพของชาวบ้านคือรับจ้างทั่วไป เป็นพนักงานในห้างต่างๆ อนึ่ง ชุมชนนี้ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาย่านรถไฟ TOD จึงทำให้เห็นว่าการพัฒนาเมืองทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้รับผลกระทบเช่นกัน

3.ชุมชนหลักเมือง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจากการพัฒนาเมืองทำให้ชาวบ้านมีความต้องการและข้อเสนอ คือคนในชุมชนต้องการอาศัยอยู่ในเมือง ไม่ต้องการย้ายถิ่นฐานออกไป เนื่องจากบริเวณของชุมชนตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งสาธารณูปโภคที่สำคัญ จึงทำให้คนในชุมชนหวาดกลัวที่จะโดนรื้อที่พักอาศัยจากแนวทางการพัฒนาเมืองของภาครัฐ และ 4.ชุมชนหนองแวงใหม่ คนในชุมชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพค้าของเก่า ซึ่งถือเป็นชุมชนที่โดนกระทำซ้ำซากจากการพัฒนาเมือง โดยการย้ายชุมชนหลายรอบ ซึ่งย้ายจากบริเวณทางรถไฟทางคู่ให้ออกไปอยู่นอกเมืองประมาณ 10 กิโลเมตร ล่าสุดมีโครงการรถไฟความเร็วสูงเข้ามาจึงทำให้ต้องย้ายชุมชนอีกรอบ

ทั้งนี้ จากการศึกษาชุมชนเมืองในพื้นที่ จ.ขอนแก่น ได้ข้อสรุป 5 ด้านคือ 1.ด้านการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของชุมชนแออัดและคนจนเมืองในขอนแก่น พบว่าพื้นที่ดั้งเดิมของเมืองขอนแก่นในอดีตเป็นชุมชนชนบทโบราณที่มีอายุมากกว่า 100 ปี ตั้งอยู่รายรอบศูนย์กลางของเมือง เมื่อความเป็นเมืองขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ชุมชนแออัดพร้อมที่จะมีอยู่ทุกที่ที่มีที่ว่าง

2.ด้านอาชีพของคนจนเมืองในขอนแก่น มีความเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน โดย 1 ใน 3 ของคนที่ได้รับการศึกษาจะเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็ก ซึ่งผันตัวจากแรงงานที่หาเช้ากินค่ำ 3.ด้านสิทธิของความเป็นเจ้าของบ้าน พบว่าร้อยละ 55 สร้างบ้านที่มีความมั่นคงถาวร และมีการตกแต่อย่างดี หมายความว่าคนในชุมชนมั่นใจได้ว่าจะอยู่ในชุมชนได้อีกหลายปี สะท้อนให้เห็นว่าบ้านคือรากฐานของชีวิต

4.ด้านรูปแบบความสัมพันธ์ของเมือง พบว่าคนจนเมืองที่ขอนแก่นส่วนใหญ่ไม่ได้หลีกหนีวิถีชีวิตแบบเมือง เพียงแต่ว่าวิธีที่ใช้เป็นวิธีที่ประหยัดค่าใช้จ่าย และ 5.ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง พบว่ามีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งถึงร้อยละ 97 จึงสะท้อนให้เห็นว่าชาวบ้านมีความหวังเกี่ยวกับประชาธิปไตย นอกจากนี้ร้อยละ 26.3คนในชุมชนต้องการพึ่งพาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สะท้อนได้อีกว่าคนในชุนชนก็อยากเป็นส่วนหนึ่งของท้องถิ่นเช่นกัน

จากอีสานลงมาที่ภาคตะวันออก “ชลบุรี” จังหวัดที่ครบเครื่องทั้งพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก และบางพื้นที่ก็ยังทำการเกษตร ผศ.ดร.ธนิตโตอดิเทพย์ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า ผลการศึกษาเรื่องคนจนเมืองที่เปลี่ยนในสังคมเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ภาคตะวันออก แบ่งเป็น
3 พื้นที่ “บางแสน-แหลมฉบัง-พัทยา” พบว่า จ.ชลบุรี ถูกพัฒนาให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมตั้งแต่ปี 2520 จึงมีการเคลื่อนย้ายแรงงานจำนวนมาก ซึ่งเป็นแรงงานต่างถิ่น

“แรงงานกลุ่มนี้กลายเป็นประชากรแฝงที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมฐานล่างที่ได้ค่าจ้างต่ำ แต่ต้องมีชีวิตอยู่ในเมืองที่มีค่าใช้จ่ายสูง เพราะเมืองไม่ได้รองรับกลุ่มคนจนเมือง และการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่แน่นอน จึงจำเป็นต้องมีรถส่วนตัว ทำให้เพิ่มค่าใช้จ่ายให้สูงขึ้น และทำให้พบว่าคนจนเมืองชลบุรีมีคุณลักษณะที่ต่างกันแม้อยู่ในจังหวัดเดียวกัน” อาจารย์ธนิต กล่าว

อาจารย์ธนิต ให้ความเห็นว่า “การพัฒนาของประเทศไทยยังคงใช้รูปแบบดั้งเดิม ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกลไกของรัฐ จึงทำให้กลุ่มทุนอุตสาหกรรมทั้งทุนชาติ และทุนข้ามชาติ ทำให้ประชาชนที่เป็นเจ้าของท้องถิ่น และแรงงานที่เป็นกำลังในการผลิตหลัก ถูกผลักดันออกไปอยู่พื้นชายขอบของการพัฒนา” ทำให้คนจนเมืองไร้สิทธิในพื้นที่ของตนเอง จึงจำเป็นต้องทำแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบใหม่ โดยจะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นแบบจริงใจ ไม่ใช่การจัดตั้งประชาชนมาเพื่อเป็นตราประทับรับรองให้กับกระบวนการพัฒนา

ปิดท้ายด้วยจังหวัดทางภาคใต้อย่าง “สงขลา” โดย รศ.ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยทักษิณ กล่าวว่า จากการศึกษากลุ่มคนจนเมืองในจังหวัดสงขลา พบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ 3 เรื่อง ได้แก่ 1.เมืองสงขลาได้ถูกเลือกพัฒนาตั้งแต่ปี 2520 เป็นต้นมา ซึ่งการเป็นศูนย์กลางของ
เมืองหลัก จึงทำให้ประชาชนต่างถิ่นเข้าอาศัย 2.เมืองสงขลาถูกทำให้เมืองกลายเป็นสินค้า เพื่อสนับสนุนเรื่องการท่องเที่ยว เห็นได้จากการผลักดันให้เมืองสงขลาให้เป็นมรดกโลก

และ 3.เมืองสงขลาตกอยู่ในอิทธิพลในการพัฒนาเมืองให้เป็น “เมืองอัจฉริยะ (Smart City)” ซึ่งทำให้พื้นที่ของคนจนเมืองถูกบีบให้ออกจากพื้นที่เดิม อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจก็พบว่า “คนจนเมืองสงขลามีที่อยู่อาศัยได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง ความมั่นคงในที่อยู่อาศัย สภาพแวดล้อมได้รับการพัฒนามากขึ้น” ส่วนหนึ่งเกิดจากชาวบ้านที่มีความมั่นใจในการสร้างที่อยู่อาศัยให้มั่นคงมากขึ้น โดยเปลี่ยนจากผู้บุกรุกกลายเป็นเป็นผู้เช่า

เช่นเดียวกับด้านการประกอบอาชีพที่พบว่า การประกอบอาชีพของชุมชนส่วนใหญ่เป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็ก และเป็นพนักงานในสถานประกอบการต่างๆ นอกจากนี้การประกอบอาชีพอิสระอย่างไม่เป็นทางการในละแวกชุมชน โดยการสั่งสมประสบการณ์ชีวิต และเมื่อเข้าถึงเทคโนโลยีได้สามารถเชื่อมต่อชุมชนกับโลกได้ จึงทำให้สามารถมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ ทำให้เกิดการยกระดับ เลื่อนสถานะทางสังคมให้ดีขึ้น

ทั้งนี้ ปี 2563 ก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว หากเป็นไปได้..ในปีใหม่2564 นี้อยากให้ “ทิ้งปัญหาความเหลื่อมล้ำสูงให้ผ่านพ้นไปกับปีเก่า” ด้วยการที่แผนหรือโครงการพัฒนาต่างๆ ซึ่งขับเคลื่อนโดยรัฐ (และ/หรือได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่) นับรวมคนระดับล่างหาเช้ากินค่ำเข้าไปด้วย เพื่อที่คำว่า “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” จะได้กลายเป็นจริง จากการที่ช่องว่างระหว่างผู้มั่งมีกับยากไร้ลดลง!!!

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s