ดัน ‘กัญชง’ ขึ้นแท่นพืชเศรษฐกิจ สร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552945

ดัน‘กัญชง’ขึ้นแท่นพืชเศรษฐกิจ สร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ

ดัน‘กัญชง’ขึ้นแท่นพืชเศรษฐกิจ สร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ

วันอังคาร ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการทำการแทนผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวหลังงานแถลงข่าวโครงการวิจัยศึกษาการใช้ประโยชน์จากพืชกัญชงเป็นแหล่งอาหารโคนมว่า จากที่มีการอนุญาต หรือปลดล็อก “กัญชง” ให้ทุกภาคส่วนทั้งเกษตรกร ภาครัฐและเอกชน ประชาชนสามารถขออนุญาตและนำกัญชงไปใช้ในทางการค้า การแพทย์ การศึกษาวิจัย พัฒนาและการผลิตเมล็ดพันธุ์รับรองได้นั้น อ.ส.ค.ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและสนใจในการนำทุกส่วนของกัญชงและของเหลือจากการเก็บเกี่ยวหรือการแปรรูปกัญชงมาศึกษาวิจัยและพัฒนา เพื่อเพิ่มมูลค่าในการผลิตเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยเฉพาะส่วนของกากเมล็ดกัญชงหลังจากที่บีบสกัดน้ำมันออกไปแล้ว จากการรายงานวิจัยพบว่ามีคุณค่าโภชนาการที่สูงได้แก่ โปรตีนและพลังงาน โดยมีคุณค่าใกล้เคียงเทียบเท่ากากถั่วชนิดต่างๆที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ซึ่งนำเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของประเทศไทย ดังนั้น อ.ส.ค.จึงได้จับมือกับองค์การอาหารและยา (อย.) และพันธมิตรอีก 3 หน่วยงาน ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนพันธุ์บุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ภายใต้โครงการความร่วมมือทางวิชาการในการศึกษาวิจัยการใช้ประโยชน์จากส่วนต่างๆของกัญชงเป็นอาหารโคนมในเดือนตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้โครงการดังกล่าวมีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก

สำหรับวัตถุประสงค์และขอบเขตความร่วมมือ เพื่อรองรับโครงการศึกษาวิจัยด้านการใช้ประโยชน์จากพืชกัญชง ได้แก่ เมล็ด ใบ ลำต้น ราก กากเมล็ด น้ำมันจากเมล็ด น้ำมันจากดอก และส่วนอื่นๆ ของลำต้นกัญชง หรือส่วนที่แปรรูปจากพืชกัญชงในการเป็นอาหารโคนมคุณภาพ โดยร่วมกันศึกษาวิจัยและพัฒนารูปแบบการจัดการองค์ความรู้ในการใช้ประโยชน์จากพืชกัญชงในรูปแบบต่างๆ เช่น การผลิตน้ำนมกัญชง การผลิตอาหารเสริมสำหรับโคนม เป็นต้น ตลอดจนร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยไปยังเกษตรกรผู้มีความสนใจ ซึ่งการลงนามความร่วมมือดังกล่าว อ.ส.ค. ยังได้ประสานองค์ความรู้จากหน่วยงานพันธมิตร เช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ด้านสายพันธุ์กัญชงและฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับกัญชงให้กับบุคลากรของ อ.ส.ค. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยภาควิชาสัตวบาลได้ร่วมเป็นที่ปรึกษาในโครงการวิจัยต่างๆ ซึ่งถือเป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ในวงการปศุสัตว์ ที่จะมีกากเมล็ดกัญชงและส่วนอื่นๆของกัญชงไปเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยมุ่งหวังที่จะนำงานวิจัยไปผลักดันให้มีการพิจารณาอนุญาตใช้ในอาหารสัตว์ต่อไป

ด้านภญ.สุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการ คณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ทางองค์การอาหารและยา (อย.) คาดว่า เมื่อมีการเพาะปลูกกัญชงเพิ่มขึ้นในประเทศไทย จะสามารถผลักดันให้มีของเหลือจากอุตสาหกรรมการแปรรูปกัญชงมากยิ่งขึ้น และเป็นโอกาสที่ดีในการนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของประเทศไทยในอนาคตได้อย่างมหาศาล เพราะกัญชงนั้นยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อีกมาก โดยเฉพาะโปรตีนที่สามารถทำหารสัตว์ได้ ส่วนอื่นก็สามารถใช้ประโยชน์ได้มากและขณะนี้ทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร ภาครัฐเอกชน และประชาชนทั่วไป สามารถขออนุญาตปลูกได้ทุกวัตถุประสงค์ ตั้งแต่การค้าการแพทย์ การศึกษา วิจัย การใช้ตามวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม หรือผลิตเมล็ดพันธุ์รับรอง โดยผู้ที่ต้องการขออนุญาตให้ยื่นคำขอ ณ สถานที่ปลูกที่ตั้งอยู่ หากอยู่ที่กรุงเทพฯ ให้ยื่นที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หากอยู่ต่างจังหวัดให้ยื่นที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ส่วนผู้ขอนำเข้าเมล็ดพันธุ์กัญชง ให้ยื่นคำขอที่ อย.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s