‘ปกรณ์วุฒิ’ ฉะ ‘ประยุทธ์- ประวิตร’ ทำประเทศสูญเงินเฉียด 2 พันล้านบาท เอื้อขบวนการ ‘สมรู้ร่วมคิด’ วางคนครอบงำองค์กรของรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/458887

‘ปกรณ์วุฒิ ‘ ฉะ ‘ประยุทธ์- ประวิตร’ ทำประเทศสูญเงินเฉียด 2 พันล้านบาท เอื้อขบวนการ ‘สมรู้ร่วมคิด’ วางคนครอบงำองค์กรของรัฐ

'ปกรณ์วุฒิ ' ฉะ 'ประยุทธ์- ประวิตร' ทำประเทศสูญเงินเฉียด 2 พันล้านบาท เอื้อขบวนการ 'สมรู้ร่วมคิด' วางคนครอบงำองค์กรของรัฐ19 กุมภาพันธ์ 2564 – 20:37 น.

ส.ส. ก้าวไกล ‘ปกรณ์วุฒิ ‘ ฉะ ‘ประยุทธ์- ประวิตร’ ทำประเทศสูญเงินเฉียด 2 พันล้านบาท เอื้อขบวนการ ‘สมรู้ร่วมคิด’ วางคนครอบงำองค์กรของรัฐ เอาเงินของแผ่นดินเข้ากระเป๋าตัวเอง

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้ร่วมอภิปรายในญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล โดยเป็นการอภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เนื่องจากแต่งตั้งคนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ปล่อยปละละเลย ทำให้เกิดความเสียหายต่อเงินของแผ่นดิน

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ได้จัดประมูลคลื่นเพื่อนำไปใช้ในเทคโนโลยี 5G และหนึ่งในคลื่นที่ถูกนำมาประมูล 5G  คือคลื่น 2600MHz ซึ่งต้องเรียกคืนจากเจ้าของสิทธิเดิม ก็คือ MCOT

ดังนั้น ในวันที่ 10 มิถุนายน 2563  กสทช. มีมติให้มีการชดเชย ให้กับ MCOT.จากการเรียกคืนคลื่น 2600MHz  เป็นเงินจำนวน 3,235 ล้านบาท ปรากฏว่า จำนวนเงิน 3,235 ล้านบาท ที่ชดใช้ให้ MCOT. จะต้องแบ่งให้บริษัทเอกชนคือบริษัท Playwork ซึ่งเป็นคู่สัญญากับ MCOT. ครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 1,617 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัท อสมท.จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT เจ้าของสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 ซึ่งมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวต่อไปว่า MCOT ได้เซ็นสัญญากับ Playwork ตั้งแต่ปี 2553 และ ตลอด 9 ปี ก็ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินธุรกิจใดๆและสัญญาฉบับนี้ก็เคยถูกลงมติโดย กสทช. ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ความไม่ชอบมาพากลก็เริ่มขึ้น ตั้งแต่เกิดการรัฐประหารเมื่อปี 2557 มีทั้งการแทรกแซงองค์กรอิสระ ระงับการสรรหาบอร์ด กสทช. ใหม่ ทำให้มีผลกับมติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ถึง 2 ครั้ง และยังมีการส่งคนของตัวเองไปนั่งที่นั่งในตำแหน่งทั้งในกรรมการตรวจสอบ กสทช. และ อนุกรรมการพิจารณาค่าชดเชยเยียวยา ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดเรื่องวุ่นวายในปี 2563 

นายปกรวุฒิ ยังกล่าวด้วยว่า ในส่วนของตัวเลขเงินเยียวยาจำนวน 3,235 ล้านบาทให้กับ MCOT​ และสัดส่วนการแบ่งเงินเยียวยา 50:50 กับบริษัท Playwork มาจาก มติ 3:2 เสียง ของ กสทช. ในวันที่ 10 มิถุนายน  โดยมาจากการเลือกใช้ผลการศึกษาของที่ปรึกษาคือจุฬาลงกรณ์ ทั้งที่มีการจ้างที่ปรึกษาอีก 2 เจ้า ได้แก่ TDRI และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาทำการศึกษา

ซึ่งผลการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มีตัวเลขสูงที่สุดที่ในการจ่ายค่าเยียวยาให้กับ MCOT.และที่ประชุมมีการเลือกตัวเลขในกรณีที่เป็นสถานการณ์ที่ดีที่สุดในการทำธุรกิจตามผลการศึกษาของที่ปรึกษาเพื่อประเมินมูลค่าการเยียวยา ที่ประชุมเลือกตัวเลขที่สูงที่สุดของผลการศึกษาที่ให้ตัวเลขมาสูงที่สุด แต่อนุกรรมการพิจารณาค่าทดแทนชดใช้ได้โยนตัวเลขของ 3 สถาบันทิ้งทั้งหมด

โดยให้เหตุผลว่า ผลการศึกษาทั้ง 3 เล่มนั้นไม่เข้าใจธุรกิจตามสัญญานี้ และยังมีการให้ความเห็นต่อสื่อมวลชน เปรียบเทียบยกย่องบริษัท Playwork เป็น สตีฟ จ็อบ เป็น มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก บอกกระทั่งว่าจะเป็น Netflix เมืองไทย คณะอนุกรรมการจึงต้องการให้เยียวยาเกือบหมื่นล้าน แต่พอคณะกรรมการ กสทช. เห็นตัวเลขนี้แล้วไม่กล้าเอาตัวเลขนี้มาลงมติเพราะกลัวว่าอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายและเข้าคุกได้ จึงได้นำมาสู่สรุปข้อสรุปที่ว่าให้ใช้ตัวเลขตามผลการศึกษาของจุฬาลงกรณ์ ที่เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดจากทั้ง 3 สถาบัน และมีข้อสังเกตด้วยว่าอนุกรรมการพิจารณาค่าทดแทนชดใช้ และการจ่ายค่าชดเชย ที่แต่งตั้งขึ้นมีข่าวว่าไอ้โม่งได้ไปล็อบบี้ผ่าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เพื่อทำการ ล็อครายชื่อของอนุกรรมการคณะนี้

นายปกรวุฒิ กล่าวว่า เกิดคำถามขึ้นว่า MCOT. ที่สถานะการเงินย่ำแย่งบการเงินล่าสุดมีเงินสดเหลือแค่ 500 ล้านบาท และขาดทุนสะสมกว่า 2,500 ล้านบาท แต่แบ่งเงินให้เอกชนถึง 1,600ล้าน ได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ตลอด 9 ปี บริษัท Playwork ตั้งแต่เซ็นสัญญาจนถูกเรียกคืนคลื่น ยังไม่เคยมีการดำเนินธุรกิจจริง มีเพียงการแถลงข่าว เมื่อปี 2553 หลังเซ็นสัญญาว่าจะทำโทรทัศน์บอกรับสมาชิกในชื่อ Ving TV ด้วยเงินลงทุน 500 ล้านบาทและตั้งเป้าผู้ใช้บริการในปีแรก 100,000 ราย

แต่ในช่วงปี 2558- 2559 ผู้อำนวยการบริษัท MCOT.ขณะนั้น ก็เคยตรวจสอบและพบว่าผ่านมา 5 ปี ไม่เคยจัดส่งแผนส่งเสริมการตลาด ไม่เคยส่งแผนกลยุทธ์หรือแม้แต่เครื่องหมายการค้า ยังไม่เคยออกแบบด้วยซ้ำและช่วงนั้น กสทช. ก็เคยได้ทำการตรวจสอบ และพบว่า คลื่นความถี่ชุดนี้ ไม่เคยมีการใช้งาน ไม่มีการทดลองออกอากาศ และ ไม่มีผู้ใช้บริการ คนใน MCOT. ก็ยังสงสัยว่านี่อาจจะเป็นสัญญาผี ที่มีการวางแผนกันมาอย่างยาวนาน และ ทำการจัดฉากว่าจะทำธุรกิจจริง เอากระดาษเปล่ามาแลกเงินก้อนโตโดยอาศัยเส้นสายจากผู้มากบารมี

และในเดือน พฤศจิกายน 2562  หลังจากมีการเรียกคืนคลื่นไปแล้ว รอเพียงให้ กสทช. เคาะจำนวนเงินเยียวยา ได้มีการแต่งตั้งบอร์ด MCOT. เข้ามาใหม่ 3 คน ซึ่งมีตัวละคร 2 ตัว คือ นาย A และ นาย B เข้ามาเป็นบอร์ดในครั้งนี้ โดยนาย A เป็นหนึ่งใน อนุกรรมการพิจารณาค่าชดเชย ของ กสทช. ชุดที่ปั่นตัวเลขมาหลักหมื่นล้าน แล้วชงการแบ่งสัดส่วน 50:50 มา เรียกว่า เสร็จงานจากอนุกรรมการก็ข้ามมานั่งบอร์ด MCOT.

จากเหตุการณ์นี้ นายปกรวุฒิ จึงย้อนถามว่า ปล่อยให้คนที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงขนาดนี้ มานั่งเป็นบอร์ดได้อย่างไร นายกรัฐมนตรีทำอะไรอยู่ รวมทั้งกรณีของนาย B ซึ่งเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ระดับนายพล เป็นคนที่งุบงิบมอบอำนาจให้ ผอ.MCOT. ไปยืนยันสัดส่วน 50:50 และคนเดียวกับที่สั่ง ปิดประชุม ไม่ยอมให้บอร์ดทักท้วง

อีกทั้งด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยแน่ใจว่ามีความรู้ความสามารถ สอดคล้องกับการ บริหารงานของ MCOT หรือไม่อย่างไร ถึงไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็ไม่แปลกใจเพราะนาย B เป็นคนที่ วงการตำรวจ หรือ แม้กระทั่งนักข่าว ก็รู้กันทั่วว่าเป็นลูกน้องเก่า และเป็นนายตำรวจสายตรง และเป็นคนสนิทของน้องชายพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ โดยทั้งนาย A และ นาย B เป็นบอร์ดที่มีทั้งมีผลประโยชน์ทับซ้อน  และมีความไม่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง โดยคณะกรรมการสรรหา บอร์ด ก็มีมติ ไม่ต่ออายุ นาย A และ นาย B เนื่องจากมีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ทั้งคู่ ไม่ยอมรับผลของกรรมการสรรหาและอ้างว่า กรรมการสรรหา ไม่มีอำนาจ กล่าวได้ว่ายังปิดไม่เสร็จ ใครไล่ก็ไม่ไปอย่างนั้นหรือไม่

“ผมเห็นใจ พล.อ.ประยุทธ์ จริงๆ เพราะรัฐบาล คสช. สร้างสิ่งชั่วร้ายไว้ให้ท่านสะสาง เยอะเหลือเกิน แต่แทนที่ท่านนายกฯจะสะสางสิ่งที่คสช.ทำเอาไว้กลับมีการแต่งตั้งทั้งคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียและคนในเครือข่ายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เข้าไปนั่งเป็น บอร์ด MCOT. เข้าไปปิดจ็อบด้วยการข้ามหัวบอร์ด MCOT.ทั้งคณะ เพื่อแบ่งเงินให้กับเอกชน ที่ไม่เคยดำเนินธุรกิจจริงเป็นจำนวนเงิน 1,617 ล้านบาท มีทั้งการปกปิดข้อมูล ขัดขวางกระบวนการตรวจสอบ” นายปกรวุฒิ กล่าว

นายปกรณ์วุฒิ ยังได้อภิปรายด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ โดยตำแหน่ง ผู้ที่มีหน้าที่โดยตรงในการแก้ไขปัญหาต่างๆในรัฐวิสาหกิจ รวมถึงกำกับดูแลการแต่งตั้งบอร์ดรัฐวิสาหกิจโดยตรง ก็รู้อยู่แก่ใจว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น แต่กลับออกมายืนยันหน้าตาเฉย ว่าไม่พบความผิดพลาดใดๆ เรื่องราวทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่า มีการกระทำอย่างเป็นขบวนการ สมรู้ร่วมคิดกัน วางคนเข้าไปครอบงำในองค์กรต่างๆ ของรัฐ เพื่อเอาเงินของแผ่นดินเข้ากระเป๋าตัวเอง และนายกรัฐมนตรียังจงใจ ปล่อยปละละเลย ทำให้เกิดความเสียหายต่อเงินของแผ่นดิน ของประชาชนคนไทยทุกคน นับพันล้านบาท

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวย้ำด้วยว่า หากเรื่องนี้ยังไม่มีการตรวจสอบ ความเสียหายอาจจะมากกว่านี้อีกหลายเท่า เพราะตอนนี้มีการฟ้องร้องคดีไปสู่ศาลปกครอง เพื่อขอให้จ่ายค่าชดเชยคลื่นเป็นมูลค่า 17,000 ล้านบาท สูงกว่าตัวเลขเดิมถึง5 เท่า และนั่นหมายความว่าเงินจำนวน 50% จะถูกดึงออกไปให้เอกชนหรือบริษัท Playwork สูงถึง 8,500 ล้านบาท

นอกจากนี้นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า อีกหนึ่งผลงานอัปยศของสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือ สนช. สภาของ พล.อ.ประยุทธ์ คือการแก้องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา บอร์ด กสทช. จากเดิมที่มากกว่าครึ่งหนึ่ง เป็นตัวแทนที่มาจากภาคประชาชน โดยขนาดเป็นแบบเดิม บอร์ด กสทช.เกินครึ่งก็ยังเป็นนายทหารยศใหญ่ๆ แต่ของใหม่หนักกว่าเพราะมีการเปลี่ยนกรรมการสรรหา เป็นตัวแทนจากองค์กรที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสื่อสารโทรคมนาคมเลยและไม่มีการยึดโยงกับภาคประชาชนเลยแม้แต่คนเดียวและองค์กรส่วนใหญ่ คสช. ก็แต่งตั้งมาเองกับมือทั้งสิ้น

นายปกรณ์วุฒิ ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การชดเชยครั้งนี้อาจเป็นการฉวยโอกาสเอากระดาษเปล่ามาแลกเงินเป็นพันล้าน ซึ่งการฟ้องคดีสู่ศาลปกครองนี้ อาจจะเป็นการฟ้องเพื่อปูพรมเปิดทางรอบอร์ด กสทช. ชุดใหม่ และในขั้นตอนสุดท้ายเป็นอำนาจของวุฒิสภา

“ต้องเรียนตามตรงว่าไม่มั่นใจจริงๆ ว่าสภาที่ พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ประวิตร เลือกมากับมือนั้น จะคัดเลือกบอร์ด กสทช. ชุดใหม่ จากมาตรฐานของใคร ​ผมขอเชิญชวนให้สื่อมวลชน และประชาชนทุกท่านมาช่วยกันจับตาเรื่องนี้ให้ดี อย่าปล่อยให้ใคร มาอวดอ้างว่าตัวเองเป็นคนดีเอาคำว่ารักชาติมาบังหน้าแต่กลับมาปล้นอำนาจของประชาชนและยังสมรู้ร่วมคิดกันปล้นเอาเงินของแผ่นดินไปเข้ากระเป๋าตัวเองและพวกพ้องได้อีก” นายปกรณ์วุฒิ กล่าวทิ้งท้าย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s