“พิธา” จัดหนัก ทางสองแพร่งต้องเลือก “ประยุทธ์” หรือ “ประเทศ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/458890

“พิธา”จัดหนัก ทางสองแพร่งต้องเลือก “ประยุทธ์” หรือ “ประเทศ”

"พิธา"จัดหนัก ทางสองแพร่งต้องเลือก "ประยุทธ์" หรือ "ประเทศ"19 กุมภาพันธ์ 2564 – 21:09 น.

ทางสองแพร่งต้องเลือก”ประยุทธ์” หรือ”ประเทศ” หัวหน้าพรรคก้าวไกล “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ” จัดหนักสาเหตุต้องอภิปรายนายกฯ  “ทุจริต – สร้างแตกแยกคนในชาติ – ไร้ความสามารถบริหาร”  ดึงสถาบันฯเกี่ยวข้อง “การเมือง” เพื่อปกป้องตัว

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่รัฐสภา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล ร่วมอภิปรายในญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล โดยเป็นการอภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ซึ่งในเบื้องต้นได้สรุปสาเหตุที่ทำให้ต้องมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ โดยแบ่งออกเป็น 3 ข้อ ได้แก่ 1.รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ฉ้อราษฎร์บังหลวง เอื้อนายทุน ทำลายนิติรัฐเพื่อพวกพ้องของตนเอง 2.รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ยุยงปลุกปั่น สร้างความแตกแยกให้คนในชาติ และ 3. รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ไร้ความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน จากนั้นนายแจกแจงสาเหตุทีละข้อ

นายพิธา กล่าวว่า ข้อที่ 1 รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ฉ้อราษฎร์บังหลวง เอื้อนายทุน ทำลายนิติรัฐเพื่อพวกพ้องของตนเอง โดยท่านพูดบ่อยครั้งว่ากฎหมายต้องเป็นกฎหมาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภายใต้รัฐบาลนี้กลับมีกฎหมายอยู่ 3 ชุด คือ ชุดที่ 1. เป็นกฎหมายสำหรับคนธรรมดาสามัญชน ที่กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย

ชุดที่ 2 เป็นกฎหมายสำหรับคนรวย เจ้าสัว คนใกล้ชิดรัฐบาล พรรคพวก เพื่อนพ้อง ของพล.อ.ประยุทธ์ ที่อยู่เหนือกฎหมาย ไล่ไปตั้งแต่เรื่องเล็กๆ อย่างการเบี้ยวภาษี ไปจนถึงเรื่องทุจริตเรื่องใหญ่ๆ แบบเชิงนโยบายที่ทำลายวิถีชีวิตชาวบ้านไปอย่างนิรันดร

และ ชุดที่ 3 มีไว้สำหรับผู้ที่เห็นต่างจากรัฐบาล ใครเห็นต่างจากรัฐบาล ตั้งคำถามกับรัฐบาล แทนที่นายกจะตอบคำถาม ก็จะยัดคดี ทำนิติสงคราม ทำลายกันโดยใช้ระบบยุติธรรมเป็นเครื่องมือ ทั้งนี้  พล.อ.ประยุทธยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่ชัดเจนว่าปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในกองทัพ โกงกินทุกอย่างแม้กระทั่งกางเกงใน ถุงเท้าของทหารเกณฑ์ เบี้ยเลี้ยงผี กินหิน กินดิน ไปจนถึงรถบัส ที่สัญญากับพี่น้องประชาชนว่าจะปฏิรูปกองทัพ วันนี้ผ่านการครบรอบ 1 ปีโศกนาฏกรรมกราดยิงโคราชมาแล้ว แต่การปฏิรูปกองทัพตามสัญญายังไม่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การทำธุรกิจในกองทัพให้โปร่งใส หรือเรื่องสิทธิมนุษยชนในกองทัพ หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือในปีที่ผ่านมา ยังมีทหารชั้นผู้น้อย ลูกหลานของใครบางคน ต้องมาเสียชีวิตในค่ายทหาร ไม่น้อยกว่า 6 คน เท่าที่ปรากฎเป็นข่าว      

นายพิธา กล่าวต่อว่า ใครที่เป็นพวกพ้อง พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เพียงแค่อยู่เหนือกฎหมาย แต่ยังกอบโกยทรัพยากรของประเทศได้ตามอำเภอใจ  ดังเช่นกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ แต่งตั้งนายนิพนธ์ บุญญามณี ซึ่งเป็นบุคคลที่มีเรื่องค้างอยู่ที่ ปปช. หลายกรณี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ใช้อำนาจของตนเองในฐานะต่างๆ เอื้อให้เกิดโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ซึ่งเป็นโครงการที่ไม่มีความสมเหตุสมผลในการลงทุน

แต่เป็นโครงการที่เอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนปิโตรเคมี และเอื้อประโยชน์ให้กับนายนิพนธ์และเครือญาติฟันกำไรจากการซื้อขายที่ดินหลายร้อยล้าน หรือกรณีเจ้าสัวพลังงานไฟฟ้า ที่ปัจจุบันรวยติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศ แต่ในอดีตเคยถูก คสช. เรียกตัวไปปรับทัศนคติ และเกือบจะถูกยกเลิกสัญญาสัมปทานโดยคณะกรรมการที่ตั้งด้วยมาตรา 44  ของ คสช. เมื่อมีหลักฐานเพียงพอ แต่กลับเขียนด้วยมือลบด้วยเท้า โดยที่เมื่อกลุ่มทุนเจ้านี้เปลี่ยนฝั่งมาอยู่กับเครือข่ายของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็กลายเป็นบริษัทพลังงานไฟฟ้าที่ได้สัมปทานต่างๆ มากมาย รวยเป็นแสนล้านในเวลาที่พี่น้องประชาชนต้องมาแบกรับค่าไฟที่แพงในเวลาอันยากลำบาก

“กรณีที่ค้านสายตาประชาชนไปทั่วโลกถึงความไร้นิติธรรมภายใต้การบริหารของ พล.อ.ประยุทธ ชัดเจนว่าเป็นมวยล้มต้มคนดู คือ การปล่อยให้ลูกคนรวยลอยนวล ในกรณีของคุณบอส อยู่วิทยา ที่ขับรถ Ferrari ชนดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ เสียชีวิต เป็นการสมรู้ร่วมคิดให้มีการโยกย้ายนายตำรวจที่เกี่ยวข้องกับรูปคดี เพื่อปลอมแปลงแก้ไขหลักฐานเอาผิด ถ่วงเวลาการดำเนินคดี และตั้งใจบิดเบือนข้อมูล เปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาหลบหนี” พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ มีอำนาจโดยตรง มีส่วนรู้เห็นให้มีการแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ทำให้ระบบคุณธรรมในข้าราชการตำรวจพังทลายลง ตำรวจที่ตั้งใจทำงานกลับไม่ได้ดี ตำรวจที่ดีหมดกำลังใจในการทำงาน ตำรวจที่จะได้ดิบได้ดีกลับกลายเป็นตำรวจที่มีตั๋ว ซึ่งเราคงจะคาดหวังให้ท่านไล่จับคอร์รัปชั่น คุมพวกพ้องไม่ให้โกง คงเป็นไปไม่ได้ครับ เพราะตัวท่านเองก็ไม่สุจริต ขนาดเรื่องเล็กๆ แบบภาษีค่าไฟค่าน้ำฟรี ท่านยังไม่จ่าย  ซึ่งผิดประมวลรัษฎากร และ พ.ร.ป. ป้องกันและปราบปรามทุจริต”  นายพิธา กล่าว

***อัดรัฐบาล “ประยุทธ์” ส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “ไอโอ” สร้างความแตกแยก – ชัดมี 4 เป้าหมายหลักรวมถึงบทขยี้ “อนาคตใหม่”

 นายพิธา กล่าวต่อว่า ข้อที่ 2  รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ยุยงปลุกปั่น สร้างความแตกแยกให้คนในชาติ ดังที่มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายเปิดโปงขบวนการ IO (Information Operation) ไปตั้งแต่ปีที่แล้ว และมีการอภิปรายอีกครั้งในปีนี้ รัฐบาลได้ใช้ทหาร ซึ่งเป็นลูกหลานของคนไทย ด้วยภาษีของประชาชนคนไทย พวกเขาควรได้เป็นรั้วของชาติ แต่กลับโดนเอามาทำปฏิบัติการข่าวปลอม สร้างกองทัพไซเบอร์ สร้างบัญชีปลอมขึ้นมาในโลกอินเตอร์เน็ต เพียงเพื่อ เอามาอวยตัวเอง เอามาหล่อเลี้ยงคำโจมตีเพื่อทำลายผู้ที่คัดค้านรัฐบาลและพี่น้องในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนเกลียดชังกัน

และสร้างความร้าวฉานภายในครอบครัวและระหว่างรุ่น ในวันที่ประเทศไทยต้องการความสามัคคีมากที่สุด ซ้ำร้ายรัฐบาลยังโกหกต่อสังคมว่าไม่มีปฏิบัติการนี้หลายครั้ง ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงปรากฏเป็นที่ประจักษ์ว่ารัฐบาลอยู่เบื้องหลังขบวนการนี้ ดังที่ปรากฎข่าวเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ว่าทวิตเตอร์ได้ปิดกว่า 900 บัญชีในไทย โดยทวิตเตอร์ระบุว่าบัญชีเหล่านี้โดนสั่งปิดถาวร เพราะมีกองทัพบกไทยอยู่เบื้องหลัง และเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ IO มีอยู่ 4 เป้าหมายด้วยกัน  1.อวยตัวเองในเพจของกองทัพ 2.เข้าไปอวย พล.อ.ประยุทธ์  3. เบี่ยงประเด็นจากข่าวการสังหารหมู่ที่โคราชและ 4. บดขยี้อดีตพรรคอนาคตใหม่

“แน่นอนว่าปฏิบัติการ IO ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นศาสตร์ในการทำสงคราม ดังที่กองทัพเคยเขียนไว้ในวารสารเสนาธิปัตย์ เมื่อปี 2560 ว่า   ‘กระสุนทุกนัด ต้องมีงาน IO รองรับ’  แต่เมื่อกองทัพภายใต้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ใช้ปฏิบัติการ IO แบบนี้ กับประชาชนแล้ว ทำให้ผมคิดเป็นอื่นไม่ได้จริงๆ ว่าสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์แล้ว ประชาชนคืออะไร? เป็นอริราชศัตรูที่ต้องปราบปรามด้วยยุทธวิธีการสงครามหรือไม่? เป็นกลุ่มคนที่ต้องถูกทำให้แตกแยกเพื่อให้ปกครองได้ง่าย ในสายตา พล.ประยุทธ์ ประชาชนไม่ได้เป็นเจ้าของประเทศเลยแม้แต่น้อย” นายพิธา กล่าว

ไร้ประสิทธิภาพในการบริหาร – ทำโควิดระบาด – ประมาทเลินเล่อเรื่องวัคซีนจนประเทศเสียหายเดือนละ 2.5 แสนล้าน

 นายพิธา กล่าวว่า  และข้อที่ 3 รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ไร้ความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน ในปีเดียวประเทศไทยมีคนจนเพิ่มขึ้น 1.5 ล้านคน ด้วยความไร้ความสามารถของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่บริหารเศรษฐกิจแบบเช้าชามเย็นชาม ไร้วิสัยทัศน์ ไร้ยุทธศาสตร์ เป็นยุคที่คนตกงานเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าภายในปีๆ เดียว เป็นยุคที่หนี้ครัวเรือนมีมูลค่าสูงถึง 90% ของมูลค่าเศรษฐกิจทั้งประเทศ ถ้ารัฐบาลจะอ้างว่าตัวเลขเหล่านี้ เกิดขึ้นเพราะโควิด ความจริงเศรษฐกิจไทยวิกฤติมาตั้งแต่ก่อนมีโควิดแล้ว

และเมื่อเกิดการระบาดโควิด ในประเทศไทยทั้ง 2 ระลอก ซึ่งก็มาจากคลัสเตอร์สนามมวยของกองทัพบก ทำให้ทั้งประเทศต้องล็อคดาวน์ รวมถึงความผิดพลาดการบริหารตะเข็บชายแดน หละหลวม ละเลย ปล่อยให้คนเดินทางข้ามชายแดนไทย อย่างปราศจากการควบคุม  เกิดจากความลูบหน้าปะจมูก ปล่อยให้เกิดคลัสเตอร์โควิดจากบ่อนการพนันอีก จนคนไทยต้องถูกล็อคดาวน์อีกครั้งหนึ่ง

“คนไทยจะกลับมาทำมาหากินได้ต้องมีวัคซีน ทั่วโลกตอนนี้ฉีดไปแล้ว 186 ล้านเข็ม แต่ยังไม่มีคนในประเทศไทยได้แม้แต่คนเดียว วัคซีนคือความมั่นใจ คือเศรษฐกิจปากท้อง ในเอกสารที่ท่านรัฐมนตรีสาธารณสุขเขียนไปของบกลาง 1 พันล้านบาท ก็ระบุไว้ชัดเจนว่าได้วัคซีนเร็วขึ้น 1 เดือน จะได้มูลค่าเศรษฐกิจ 2.5 แสนล้านบาทคืนมา ตอนนี้วัคซีนช้า เสียหายเดือนละ 2.5 แสนล้านบาทเช่นกัน เราต้องถามว่าใครจะเป็นคนรับผิดชอบ? ซ้ำร้าย รัฐบาลยังประมาทเลินเล่อ เดิมพันทุกอย่างที่มี ทุ่มกับวัคซีนยี่ห้อเดียว จากบริษัทเดียว ไม่เข้าใจสถานการณ์ ไม่บริหารความเสี่ยง ไม่กล้าตัดสินใจ และถ้าล่าช้า ผิดพลาด หรือไม่ได้ผล ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ  ที่ต้องรับผิดชอบแน่ๆ ก็คือ พล.ประยุทธ์เพราะในวันนี้ที่ไทยได้วัคซีนช้าเกินไป น้อยเกินไป เสี่ยงเกินไป ท่านก็พูดว่าไม่อยากให้คนไทยเป็นหนูทดลอง แต่ถ้าย้อนกลับไปดูเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รัฐบาลบอกว่ามีเป้าหมายจะให้ไทยเป็นประเทศแรกๆ ของโลกที่ได้รับวัคซีน นี่หมายความว่า พล.ประยุทธ์บริหารประเทศไม่ได้มีหลักการอะไรเลย พอเหตุการณ์เกิดอย่างหนึ่งก็อ้างอย่างหนึ่ง พอเกิดตรงกันข้ามก็อ้างอีกแบบหนึ่ง แก้ตัวไปวันๆ” นายพิธา กล่าว

*** อัด “ประยุทธ์” ข้อหาร้ายแรงสุด “ไม่เข้าใจหลักปกครอง ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

นายพิธา กล่าวว่า แต่สำหรับตนเองแล้ว เห็นว่าสิ่งที่บกพร่องร้ายแรงที่สุดสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ คือ เป็นนายกที่ไม่เข้าใจหลักการของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และวิธีปฏิบัติของนายกรัฐมนตรีในระบอบนี้ ซึ่งจะกล่าวหา พล.อ.ประยุทธ์ว่าสร้างความเสื่อมเสียต่อสถาบันได้ ก็ต้องกล่าวถึงหลักการความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขกับนายกรัฐมนตรีผู้เป็นหัวหน้ารัฐบาล ภายใต้ระบอบนี้ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.ประชาธิปไตย 2.ราชอาณาจักร และ 3.ระบบรัฐสภา

โดยประการแรกหลักประชาธิปไตย นั้นเรียกร้องให้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน บรรดาองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐต้องเชื่อมโยงไปที่ประชาชน ถูกตรวจสอบได้ และมีความรับผิดชอบในการใช้อำนาจ ประการที่ 2 หลักการราชอาณาจักร ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นประมุขของรัฐ สืบทอดทางสายโลหิต เป็นไปตามกฎมณเทียรบาล และประการสุดท้าย เมื่อต้องการให้ประชาธิปไตยกับสถาบันอยู่ด้วยกัน ก็ต้องใช้ระบบรัฐสภาที่แบ่งแยก ประมุขของรัฐออกจากหัวหน้ารัฐบาล ไม่สามารถใช้ระบบประธานาธิบดีที่ประมุขของรัฐกับหัวหน้ารัฐบาลเป็นคนเดียวกัน

“เราพบเห็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่แสดงออกถึงการประสานหลักการ ประชาธิปไตย ราชอาณาจักร และระบบรัฐสภา ในมาตรา 3 ที่ว่า ‘อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อํานาจ

นั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ’   เมื่อหลักการประชาธิปไตยเรียกร้องให้องค์กรผู้ใช้อำนาจต้องมีความรับผิดชอบ

ดังนั้นหากต้องการ ให้พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะละเมิดมิได้ ก็ต้องป้องกันมิให้พระมหากษัตริย์มีและใช้พระราชอำนาจทางการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้น ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จึงมีหลักการสำคัญที่ว่า ‘The King can do no wrong – พระมหากษัตริย์ไม่ทรงกระทำผิด’ นั่นก็เพราะ ‘The King can do nothing – พระมหากษัตริย์ไม่ทรงกระทำการใดเลย’ การกระทำทางการเมืองและบริหารต้องมีรัฐมนตรีผู้รับสนองพระบรมราชโองการและต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง” นายพิธา กล่าว

*** ม.112 – วัคซีน – ม็อบ – ถวายสัตย์ไม่ครบ- แก้ร่าง รธน.60 ล้วนดึงสถาบันกษัตริย์เกี่ยวข้อง “การเมือง”

นายพิธา กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 7 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เข้าใจในบทบาทของนายกรัฐมนตรีตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เรื่องที่ควรทำ ไม่กล้าทำ เรื่องที่ไม่ควรทำ กลับขยันทำ ผูกขาดความจงรักภักดีไว้ที่ตัวเอง อ้างพระมหากษัตริย์เป็นเกราะคุ้มกันปกป้องตัวเองตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ป.อาญา ม.112  ที่ในปัจจุบัน พล.อ.ประยุทธ์ได้ใช้ความกลัว ด้วยการใช้กฎหมายนี้ดำเนินคดีกับ นักเรียน นักศึกษาและประชาชนที่ร่วมชุมนุมและเรียกร้องการปฏิรูปสถาบัน ซึ่งตนไม่เชื่อว่าการใช้มาตรา 112 อย่างพร่ำเพรื่อจะเป็นผลดีต่อสถาบัน

 ซึ่งที่ผ่านมาตนและพรรคก้าวไกล พยายามใช้สภาแห่งนี้หาทางออกให้กับเรื่องนี้มาโดยตลอดแต่ก็ถูกอคติบังตากล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังเยาวชนและประชาชนในการล้มล้างสถาบัน  หรือเรื่องวัคซีนโควิด ท่านก็ไม่ระมัดระวัง ในพิธีลงนามในสัญญาการจัดหาวัคซีน โดยการจองล่วงหน้าระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับแอสตราเซเนกา ก็ได้แถลงไว้ว่าการเตรียมการรับวัคซีนนั้นได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งการกล่าวเช่นนี้ดูเหมือนว่า จะเป็นการแสดงความจงรักภักดี แต่เรื่องวัคซีนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และส่งผลกระทบต่อคนวงกว้าง หากเกิดความผิดพลาด ผิดแผนจากที่รัฐบาลคิดไว้ แน่นอนว่าเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลเอง แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ อ้างพระมหากรุณาธิคุณโดยไม่ระมัดระวังเช่นนี้ ถ้าเกิดความผิดพลาดใครจะรับผิดชอบ

“ยังมีเรื่องการอ้างสถาบันเพื่อห้ามคนไปม็อบ เวลามีคนมาชุมนุมประท้วงความผิดพลาดของรัฐบาล มีเรื่องการถวายสัตย์ไม่ครบ ที่ท่านบอกว่าจะรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว แต่สุดท้ายกลับเปิดทำเนียบรัฐบาลจัดพิธีรับพระราชทานพระราชดำรัสพร้อมลายพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และได้กล่าวกับสื่อมวลชนภายหลังว่า ‘ปัญหาทุกอย่างจะจบหรือไม่แต่พระราชดำรัสที่ได้รับพระราชทานมาในวันนี้ ตนและคณะรัฐมนตรี ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนได้ทำเรื่องขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตไป และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเป็นลายลักษณ์อักษรมาให้คณะรัฐมนตรี’  ในขณะที่ประชาชนตั้งคำถามเรื่องการถวายสัตย์ ในขณะที่ ส.ส. กำลังเปิดอภิปรายในเรื่องนี้ให้ท่านมาตอบในสภา ท่านกลับมีพฤติกรรมเยี่ยงนี้ นี่ไม่ใช่ความรับผิดชอบ 

***นายกที่ดีต้องเป็น “ห้ามล้อ” และ “กันชน” ให้กับสถาบันกษัตริย์ – อัด “ประยุทธ์” เลิกอ้างเพื่อปกป้องตัวเอง

 นายพิธา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีที่ดีในประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ต้องทำหน้าที่สองอย่าง คือ 1. เป็นทั้ง ‘ห้ามล้อ’ ไม่ให้พระราชอำนาจไปขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2.เป็นทั้ง ‘กันชน’ ไม่ให้เรื่องเสื่อมเสียกระทบไปถึงสถาบัน   นี่คือ บทบาท ‘เครื่องห้ามล้อ’ ของนายกในระบอบนี้ เช่นเดียวกัน นายกรัฐมนตรีต้องปกป้องสถาบัน ไม่อ้างถึงสถาบันพร่ำเพรื่อ เพื่อสร้างแรงสนับสนุนทางการเมืองให้แก่ตนเอง

“นายกรัฐมนตรีที่ดีในประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ต้องเชิดชูสถาบันให้อยู่เหนือการเมือง แต่สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นพฤติกรรมที่สะสมมา ตั้งแต่เมื่อครั้งเป็น ผบ.ทบ ในช่วงการเลือกตั้ง 2554 ท่านก็ออกมาชี้นำการเมือง ให้สัมภาษณ์โทรทัศน์บอกให้ประชาชนเลือกคนที่ ‘ทำให้สถาบันปลอดภัย’ และเมื่อพรรคการเมืองที่ท่านไม่สนับสนุนชนะการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ออกมารัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐบาลนั้น ” พิธา กล่าว

***ลั่น มาถึงทางสองแพร่งต้องเลือกระหว่าง “ประยุทธ์” กับ “ประเทศ”

นายพิธา กล่าวอีกว่า เวลานี้ประเทศไทยมาถึงทางสองแพร่ง ถึงเวลาแล้วที่สภาแห่งนี้จะต้องเลือกระหว่างประยุทธ์กับประเทศ ถ้าเราเลือก พล.อ.ประยุทธ์ ตนเกรงว่าเราจะไม่มีประเทศหลงเหลือ ถ้าเราเลือกประเทศ ให้ประเทศไปต่อได้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นสลักแรกที่ต้องถอดออกเพื่อปลดล็อคประเทศไทย 

“ถ้าสภาของเราเลือกโหวตไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ ก็หมายความว่าจิตสำนึกของสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ เห็นชอบกับความเลวร้ายทั้งปวงภายใต้ พล.ประยุทธ์ เท่ากับเราเห็นด้วยว่าเมื่อลูกมหาเศรษฐีขับรถชนคนตายก็ไม่ต้องมีใครรับผิด เท่ากับเราเห็นว่าไม่ผิดอะไรกับการแทรกแซงคดีที่เกิดขึ้น คนรวยอยู่เหนือกฎหมาย คุกมีไว้ขังคนจน และมนุษย์ไม่ได้มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน นี่จะกลายเป็นจิตสำนึกที่สภาแห่งนี้ประทับตราเห็นชอบ  ถ้าสภาเลือก พล.อ.ประยุทธ์ เท่ากับสภาของเราเห็นชอบว่ากองทัพไม่ต้องมีการปฏิรูป ทหารเกณฑ์ตายทุกปีทุกปีไม่ใช่เรื่องใหญ่ ทหารเอาปืนในคลังแสงมากราดยิงสังหารหมู่ประชาชนเพราะความกดดันไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ไม่ต้องมีใครรับผิดชอบ กองทัพฉ้อราษฎร์บังหลวงการจัดซื้อยุทธภัณฑ์ หรือการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ ก็เป็นแค่ความจริงของชีวิตที่ต้องยอมรับ

“ปฏิบัติการ IO กับประชาชนให้แตกแยกด้วยงบประมาณแผ่นดินเป็นสิ่งที่ทำได้ เพราะประชาชนบางส่วนเป็นศัตรูกับรัฐ  ถ้าสภาเลือก พล.อ.ประยุทธ์ เท่ากับจิตสำนึกของสภาแห่งนี้ เห็นชอบกับการมองอนาคตของชาติเป็นภัยต่อความมั่นคง เอาอนาคตของประเทศไปคุมขังไว้ ในเวลาที่ประเทศของเราต้องการอนาคตมากที่สุด เพียงเพราะว่าคนรุ่นใหม่คิดไม่เหมือนเรา และคนรุ่นก่อนไม่รู้ว่าจะจัดแจงกับคนรุ่นใหม่อย่างไร  เท่ากับเราเห็นชอบกับการใช้กฎหมายความมั่นคงร้ายแรง และมาตรา 112 ในการ กวาดจับ คุมขัง ปราบปราม นักเรียน นักศึกษา, และประชาชน และถ้าสภาลงมติ ‘ไว้วางใจ’ ให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกต่อไปเท่ากับเราเห็นชอบกับธรรมเนียมการปกครองแบบใหม่ของ พล.อ. ประยุทธ์ ว่ารัฐบาลสามารถอ้างพระราชกระแสมากลบเกลื่อนความผิดพลาดของตนเองได้ โดยไม่ได้คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับสถาบัน

“ผมยังเชื่อว่าจิตสำนึกของสภา ยังเชื่อในหลักนิติรัฐ ยังเชื่อในหลักการว่ามนุษย์เกิดมามีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน เสมอหน้ากันภายใต้กฎหมาย เชื่อในการปฏิรูปกองทัพ เชื่อในการปราบปรามทุจริต และเชื่อในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อยู่เหนือการเมืองและเป็นที่เคารพสักการะ เป็นศูนย์รวมจิตใจของประเทศ  ถ้าสภาของเรายังเชื่อในหลักการเหล่านี้ เราต้องเลือกประเทศ และลงมติไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ ออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าสภาของเราเลือกประเทศ ไม่ไว้วางใจ เราจะสามารถถอดสลักตัวแรกและปล่อยให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้ จะเป็นก้าวแรกของการแก้ไขปัญหาประเทศที่สะสมมา 7 ปีตั้งแต่การรัฐประหาร เริ่มจาก การปฎิรูปกองทัพ  นำงบประมาณมาจัดรัฐสวัสดิการให้ประชาชนอย่างถ้วนหน้า กระจายอำนาจ กระจายโอกาสในทำมาหากิน ทลายทุนผูกขาด เพราะประเทศไทยของพวกเรามีทรัพยากรเพียงพอสำหรับทุกคน แต่ติดอยู่กับที่ระบบที่ พลเอก ประยุทธ์ และพวกพ้องสร้างขึ้นมาให้พวกเขาสามารถรักษาอำนาจได้ แต่ไม่สามารถบริหารประเทศได้ ไม่สามารถ แก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนได้” นายพิธา กล่าว

***ปลุกสภายืนยันอำนาจตัวเองเลือก”ประเทศ”พอกันทีกับ 7 ปีที่ผ่านมาร่วมลงมติไม่ไว้วางใจ “ประยุทธ์”

นายพิธา กล่าวทิ้งท้ายว่า  ถ้าเราเลือกประเทศ เท่ากับสภาของเรายืนยันในหลักธรรมเนียมการปกครองของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ว่านายกนำพระราชกระแสมาแอบอ้างต่อไม่ได้  ถ้าเราเลือกประเทศ เท่ากับว่าสภาของเราได้ร่วมกันยกเลิกเส้นแบ่งความขัดแย้งของประเทศ ที่มีคนพยายามทำให้คนไทยแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย และเมื่อเราได้เปิดม่านมายาคตินี้ออกไป เราจะเห็นได้ถึงโจทย์ที่แท้จริงของประเทศไทย ว่าเราจะจัดวางและเชิดชูสถาบันอย่างไร เพื่อให้สถาบันมั่นคงสถาพร และวิวัฒน์ควบคู่ไปกับสังคมไทย ในโลกและจิตสำนึกแห่งยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนแปลง

“ตอนโหวตเลือกนายกและตอนแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อนสมาชิกหลายท่านยังตัดสินใจโดยเกรงอำนาจของ ส.ว. ขอบเขตอำนาจของสภาหลายประการถูกลดทอนไปโดยศาลรัฐธรรมนูญ แต่อำนาจในการไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรียังคงเป็นอำนาจเต็มของสภาแห่งนี้  และถ้าพวกเรากล้า กล้าที่จะร่วมไปกับผม พวกเรามีอำนาจเต็มมือที่จะโหวตเอาชื่อประยุทธ์ออกไปจากสารบบการเมืองไทย ซึ่งก็เป็นสิ่งที่พรรคการเมืองส่วนใหญ่ในสภาแห่งนี้เคยให้คำมั่นสัญญาเอาไว้กับประชาชนของท่าน ตอนที่หาเสียงเลือกตั้ง เวลานี้ชะตาของประเทศอยู่ในมือของสภาผู้แทนราษฎรอย่างสมบูรณ์ อยู่ที่การลงคะแนนของเพื่อนสมาชิกทั้งสิ้น ไม่มีข้ออ้าง ไม่มีอำนาจใดที่สูงกว่า นี่เป็นวันเดียวในรอบ 7 ปีที่ผ่านมาที่สภาผู้แทนราษฎรจะได้ยืนยันอำนาจตนเอง ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะได้ประกาศให้ประชาชนเห็นว่า  นี่คือผู้แทนของราษฎร ไม่ใช่ผู้แทนของคุณประยุทธ์  ที่ทำหน้าที่เป็นนั่งร้านให้กับการสืบทอดอำนาจ พอกันทีครับกับ 7 ปีที่ผ่านมา มาร่วมกันยุติฝันร้ายของประเทศไทยไปด้วยกัน ถึงเวลาแล้วที่ทุกท่านจะต้องเลือกประเทศของเรา ร่วมกันถอดถอน พล.อ.ประยุทธ์ด้วยการโหวตไม่ไว้วางใจจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่ให้บริหารประเทศอันเป็นที่รักของเราอีกต่อไปแม้แต่นาทีเดียว” นายพิธา กล่าว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s