อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว กำลังสำคัญในการสู้ภัยโควิดที่สมุทรสาคร : อาทร จันทวิมล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/554074

อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว กำลังสำคัญในการสู้ภัยโควิดที่สมุทรสาคร : อาทร จันทวิมล

อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว กำลังสำคัญในการสู้ภัยโควิดที่สมุทรสาคร : อาทร จันทวิมล

วันเสาร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 11.55 น.

การป้องกันรักษาการระบาดของโควิดในจังหวัดสมุทรสาครมีความยากลำบากซับซ้อนมากกว่าในชุมชนทั่วไปในประเทศไทย   เพราะบุคคลที่ติดเชื้อและเป็นกลุ่มเสี่ยงนั้น ส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้แรงงานชาวพม่า มอญ และเขมร ที่ส่วนหนึ่งอ่านและพูดภาษาไทยไม่ได้   ดังนั้น จึงมีปัญหาในการติดต่อสื่อสารที่พูดกันไม่รู้เรื่อง ต้องอาศัยล่ามแปล แต่กระทรวงสาธารณสุขไทยก็ได้พยายามแก้ปัญหาด้วยการจัดตั้งอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว  เรียกชื่อย่อว่า  อสต.

เมื่อ พ.ศ. 2560  มุลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ซึ่งทำงานกับคนข้ามชาติในค่ายอพยพ ได้ทดลองหาคนข้ามชาติ 87 คนมาฝึกอบรมเพื่อทำหน้าที่ดูแลด้านสาธารณสุขช่วยป้องกัน คัดกรอง และให้ความรู้ กับกลุ่มคนข้ามชาติ แรงงานต่างด้าว  ทำนองเดียวกับอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก จ.ระนอง และ จ.ภูเก็ต เพราะพบปัญหาในการสื่อสารด้วยภาษาที่ไม่เข้าใจกัน ประกอบกับความไว้เนื้อเชื่อใจต่อคนที่พูดภาษาเดียวกันด้วยโดยทาง สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) จะให้ความรู้เรื่องการระบาดของโรคนี้ให้กับทาง อสต. ผ่านทาง เอกสาร  โทรศัพท์  และป้ายไวนิล หน้าที่ของ อสต.ก็นำไปแจกหรือปิดประกาศให้ชาวบ้านในชุมชนต่อ พร้อมกำชับ ทำความเข้าใจเรื่องอาการ และการระบาดของโรคโควิด

ตินมาร์ อสต.ชาวพม่าคนหนึ่ง  ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “เราจะสื่อสาร ทำความเข้าใจ ถึงวิธีการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ไปยังทุกคนในชุมชน กำชับให้ใส่หน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ กินอาหารที่ปรุงสุก สะอาด อย่างตอนที่ภาครัฐประกาศเคอร์ฟิว เราก็ไปกระจายข่าวกับชาวบ้านว่า ช่วงสี่ทุ่ม ถึง ตีสี่ ออกจากบ้านไม่ได้ ไปทำงานไม่ได้นะในช่วงนี้ เพราะทางการเขาห้าม ถ้าฝ่าฝืนจะโดนจับโดนปรับ”

ตูตู  อสต. อีกคนหนึ่ง เล่าว่า ที่ผ่านมาก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 เธอมีหน้าที่ลงพื้นที่ในชุมชนไปให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากโรควัณโรค โรคเอดส์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ “พอมาวันนี้ ต้องเปลี่ยนมาให้ความรู้เรื่อง การป้องกันตนเองจากโรคโควิด-19 หาวิธีอธิบายในแบบที่เข้าใจง่าย ซึ่งก็ต้องทำการบ้านเยอะและตอนนี้เรากับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขชาวไทย ก็ต้องพยายามลงพื้นที่ให้มากขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ พวกเขาจะได้นำไปปรับใช้ดูแลตนเองและคนในครอบครัวให้ห่างไกลจากโรคโควิด-19 ให้ได้มากที่สุด”

รุ่งเรือง รัตนบรรเทิง  หรือ ติน  เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสมุทรสาคร ซึ่งทำงานดูแล อสต. ในโรงพยาบาลสนาม สนามกีฬา สมุทรสาคร  เล่าว่า  “จังหวัดสมุทรสาครมีผู้ติดเชื้อโควิดกว่า 3,500คน กว่า 2,500  คนเป็นแรงงานต่างชาติ ซึ่งมีทั้งหมดราว 5 แสนคนในสมุทรสาคร   เราต้องเข้าไปหาอาสาสมัครคนพม่าที่พูดไทยได้ ในสถานที่กักกัน หรือโรงพยาบาลสนามที่เรียกว่า ศูนย์ห่วงใยคนสาคร  ให้การฝึกอบรม วิธีใช้หน้ากาก ล้างมือ และเว้นระยะห่างทางสังคมด้วยภาษาไทย แล้วให้ อสต.ไปถ่ายทอดข้อมูลต่อเป็นภาษาพม่า”

ติน เป็นคนไทยที่ไม่ใช่หมอหรือพยาบาล   เขาเรียนจบนิเทศศาสตร์  สมัครมาทำงานเป็นลูกจ้างที่โรงพยาบาลสมุทรสาครเพราะอยากอยู่ใกล้แม่  แต่ยังไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการเพราะวุฒิการศึกษาไม่ตรงกับตำแหน่งที่มีว่าง  โดยปฏิบัติงานตามชุมชนคนไทยและพม่า   ป้องกันโรคติดต่อเช่นไข้เลือดออก และงานทุกเรื่องที่  นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมุทรสาคร สั่งมา  เมื่อโควิดบุกเข้ามาถึงตลาดกลางกุ้งสมุทรสาคร   ตินได้รับมอบหมายให้เข้าไปสร้างอาสาสมัครต่างด้าว ในโรงพยาบาลสนาม ที่ศูนย์ห่วงใยคนสาครที่ 1 สนามกีฬา  เพื่อติดต่อสื่อสารกับคนเมียนมาร์กว่า 700 คนที่ส่วนหนึ่งไม่เข้าใจภาษาไทย โดยมีทั้ง คนแก่ หญิงมีครรภ และ เด็กเล็ก  หลายคนมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว    

ติน ต้องใส่ชุดไอ้โม่ง PPE ลงสนามทุกวันเขาจัดกิจกรรมคลายความเครียดให้ผู้ถูกกักกัน เช่นร้องเพลง เต้นอาโรบิค สวดมนต์ เตะตะกร้อ ป้อนข้าว ป้อนนม กล่อมเด็กนอน  ตินต้องคุยกับแม่กับเมียทางโทรศัพท์ พอกลับถึงบ้านต้องแยกห้องนอน กินข้าว ซักผ้า อยู่คนเดียว เพราะกลัวเอาเชื้อโควิดไปติดคนในครอบครัว

“มิงกาลาบา” สวัสดี

“โก ปู ลา” ตัวร้อนไหม?

“ชาวง์ ตู”  มีอาการไอไหม?

นี่เป็นคำถามบางส่วนที่ สาน เซน เซน โซ (San SeintSeintSoe) หญิงชาวเมียนมาวัย 35 หรือชื่อไทยว่า “แก้ว” อาสาสมัครต่างด้าว ต้องคอยถามเพื่อนชาวเมียนมาตลอด 14 วัน ระหว่างการกักตัวในโรงพยาบาลสนามแก้ว เป็นหนึ่งใน อสต. 35 คน ที่คอยช่วยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสมุทรสาครสื่อสารแปลภาษา ตลอดจนดูแลความเป็นอยู่ภายในพื้นที่ผู้ป่วยที่ถือว่าเป็น “พื้นที่สีแดง” ซึ่งนับได้ว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงสุดที่จะเกิดการแพร่เชื้อสู่กันและกันการมี อสต. ซึ่งเป็นผู้ป่วยด้วยกันเองนี้ ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อของเจ้าหน้าที่ลง

“แก้ว” เข้ามาทำงานในเมืองไทยกว่า 10 ปีแล้ว เธอเป็นหนึ่งในแรงงานข้ามชาติที่อาศัยอยู่ที่หอพักย่านตลาดกลางกุ้ง ก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 ในระลอกสอง ทำงานเป็นลูกจ้างร้านขายหมากพลูซึ่งมีเจ้าของเป็นคนไทย เธออยู่ในกลุ่มแรงงานกลุ่มแรกที่ตรวจพบเชื้อโควิด-19 เมื่อปลายเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว อีกราวสองสัปดาห์ถัดมา แก้วได้เข้ารับการกักตัวที่โรงพยาบาลสนาม ที่สนามกีฬาจังหวัดสมุทรสาคร ตามมาตรการลดการติดต่อของโรคที่ทางจังหวัดจัดไว้

จากการเป็นผู้ป่วยที่ไม่แสดงอาการที่ถูกส่งตัวเข้าไปยังโรงพยาบาลสนามกลุ่มแรก ๆ แล้วกลายเป็นมาเป็นอาสาสมัครแรงงานต่างด้าว (อสต.) เธอเล่าให้ฟังว่า เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสนามสมุทรสาคร ได้สอบถามแรงงานที่เพิ่งเข้าไปว่า ใครพูดภาษาไทยได้บ้าง แก้วบอกว่า เธอไม่ลังเลที่จะแสดงตัวว่าต้องการช่วยเจ้าหน้าที่

หลังจากได้ผู้สมัคร อสต.จำนวนหนึ่งแล้ว เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสมุทรสาครก็จะฝึกอบรมอาสาสมัคร โดยแจ้งให้ทราบถึงหน้าที่หลักคือการดูแลสอดส่องว่าผู้ป่วยที่กักตัวอยู่มีอาการอย่างไร ใครมีอาการเป็นไข้ ไอ หรือมีน้ำมูก ก็ต้องคอยแจ้ง คอยสื่อสารมายังเจ้าหน้าที่เพื่อให้ยารักษาตามอาการ โดยการสื่อสารจะทำผ่านจุดที่มีการตั้ง “หุ่นยนต์กระจก” ซึ่งเป็นอุปกรณ์แท็บเล็ตที่ถูกติดตั้งไว้ตามจุดให้ผู้ป่วยแจ้งอาการกับเจ้าหน้าที่ “บางคนปวดหัว ก็พาเขาไปขอยา โดยการพามาวิดีโอคอล บอกไปว่า คนนี้ บัตรนี้ เตียงนี้ ปวดหัวเป็นไข้ เจ้าหน้าที่ก็เอายามาให้”การสื่อสารกับเจ้าหน้าที่อีกวิธีหนึ่งคือแก้วจะบันทึกเสียงโดยพูดเป็นภาษาไทย แล้วส่งผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ แล้วเจ้าหน้าคนไทยก็จะบันทึกเสียงตอบกลับมา

“ส่วนมากในตลาดกุ้งนั้น คนต่างชาติมักพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ เพราะว่ามีแต่พม่า มอญ กะเหรี่ยง รวมกันหมด   คุยกันแต่ภาษาของพวกเรา”

อสต. เป็นเสมือนหัวหน้าห้องที่ดูแลความเรียบร้อย ทุกข์สุขของเพื่อน ๆ แรงงาน เช่น เรื่องอาหารการกินเพียงพอหรือไม่ การดูแลรักษาความสะอาด และยังคอยรับฟังอาการเครียดวิตกกังวลที่เกิดขึ้นในช่วงของการกักตัว 14 วัน

การดูแลติดตามและถามไถ่ความเป็นอยู่จากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเป็นความประทับใจที่แก้วรู้สึกได้ตลอดช่วงการกักตัว เธอบอกด้วยว่า รู้สึกภูมิใจที่ได้มาช่วยทำหน้าที่นี้ แม้ไม่มีค่าตอบแทนหรือบางครั้งการดูแลคนหมู่มากจะมีเรื่องทำให้ท้อใจบ้าง”เรามาช่วยนี้ เราได้บุญด้วย เรามีน้ำใจช่วย เพราะว่าเราก็เป็นคนบ้านเดียวจากประเทศพม่าด้วยกัน”

“เวลา เจ้าหน้าที่เข้ามาน่าสงสารมาก ใส่ชุดพีพีอีคลุมหัว มันร้อนมาก ขนาดเราไม่ได้ใส่ชุดเรายังร้อนเลย แต่เขาใส่ชุดมาทั้งวันแล้วคิดดู เวลาเค้าใส่ชุดมา เหงื่อเค้าเป็นน้ำเลย..”

คนอย่างติน   รุ่งเรือง รัตนบันเทิง และอาสาสมัครต่างด้าวทั้งหลาย เป็นบุคคลสำคัญที่มีส่วนในการดูแลป้องกันโควิดสมุทรสาครไม่ให้แพร่กระจายไปยังที่อื่น ซึ่งควรยกย่องสรรเสริญอย่างแท้จริง

ขอบคุณภาพจาก Rungruang Rattanabunteang

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s