“พี่สาวธนาธร” ไม่ทนขอให้หยุดใส่ร้าย “ไทยซัมมิท” ยันไม่เคยได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/474541

“พี่สาวธนาธร”ไม่ทน ขอให้หยุดใส่ร้าย”ไทยซัมมิท”ยันไม่เคยได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐ

15 กรกฎาคม 2564 – 20:22 น.

“พี่สาวธนาธร”ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ขอหยุดใส่ร้าย”ไทยซัมมิท” ยันไม่เคยได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐ

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ พี่สาวของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจโพสต์เฟซบุ๊กโดยอ้างอิงบทสัมภาษณ์ในนิตยสารForbes เมื่อเดือนก.ค. 2561ซึ่งครบเป็นเวลา 3 ปีพอดีที่ตนได้เคยให้สัมภาษณ์ใจความส่วนหนึ่งระบุว่า“ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมากลุ่มไทยซัมมิทต้องเผชิญความผันผวนในหลายด้านตั้งแต่ภัยน้ำท่วมปี2554 นโยบายรถคันแรกหรือแม้แต่ช่วงราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ จึงทำให้ตัวเลขรายได้รวมของกลุ่มไทยซัมมิทมีความผันผวน

อย่างไรก็ตามรายได้ยังเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปีและเติบโตสูงสุดที่ 7.5 หมื่นล้านบาทในปี 2555 จากนโยบายคืนภาษีรถคันแรก ส่งผลให้ยอดผลิตรถยนต์ในประเทศสูงถึง 2.4 ล้านคันและมียอดขายในประเทศถึง 1.4 ล้านคัน แม้หลังจากนั้นยอดการผลิตรถยนต์ในประเทศจะไม่เคยแตะ 2 ล้านคันอีกเลยเช่นเดียวกับที่ยอดขายรถยนต์ในประเทศก็ไม่เคยขึ้นไป 9 แสนคันจึงตั้งเป้าต่อจากปีนี้ตั้งเป้าว่าหากมาตรการภาษีรถคันแรกจบ ยอดขายรถยนต์ในประเทศน่าจะขึ้นไปได้ถึง 8 แสนคัน”

ชนาพรรณกล่าวว่า จากบทสัมภาษณ์ดังกล่าวหากอ่านให้ครบถ้วนกระบวนความจะเข้าใจความหมายได้ว่า ถ้อยคำได้มุ่งเน้นว่า ยอดการผลิตรถยนต์ของไทยในปี 2555 สูงมากเนื่องจากมีนโยบายรถคันแรก เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมโดยรวมเนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปีก่อนหน้าซึ่งโรงงานส่วนใหญ่ที่โดนน้ำท่วมเป็นโรงงานผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน

และหลายบริษัทเป็นบริษัทญี่ปุ่นจึงมีการทวงถามจากบริษัทต่างชาติและการทวงถามในเชิงรัฐต่อรัฐถึงการช่วยเหลืออย่างมาก รัฐบาลจึงออกหลักเกณฑ์รถคันแรกขึ้น ซึ่งเป็นธรรมดาว่าเมื่อยอดขายของลูกค้าคือผู้ผลิตรถยนต์มีมากขึ้น ในฐานะของผู้ผลิตชิ้นส่วนก็ย่อมขายมากไปด้วย

ชนาพรรณ ย้ำว่า คำสัมภาษณ์ดังกล่าวผ่านมา 3 ปีและเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านมาเกือบ 10 ปี แต่ก็ยังมีผู้ที่พยายามนำเรื่องนี้ไปโยงการเมืองว่ามีการออกนโยบายรถคันแรกเพื่อเอื้อไทยซัมมิททั้ง ๆ ที่ในช่วงเวลานั้นไม่มีบุคคลในครอบครัวคนใดข้องเกี่ยวกับทางการเมืองเลยและมีข่าวให้เห็นมากมายว่าผู้ที่เดือดร้อนและกดดันรัฐบาลคือนักลงทุนต่างชาติ

ชนาพรรณอธิบายว่า จากที่มีผู้โจมตีบิดเบือนว่า“งบ 9.1 หมื่นล้านที่รัฐบาลในขณะนั้นออกมาเพื่อช่วยเหลือ ไทยซัมมิทกวาดงบรัฐไป 7.5 หมื่นล้าน” ความเป็นจริงก็คือ ตัวเลขดังกล่าวคือยอดขายของไทยซัมมิททั้งหมดในปีนั้น แต่บริษัทก็มีฐานยอดขายของตัวเองเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว และไทยซัมมิทก็ไม่ได้เป็นผู้เรียกร้องวิ่งเต้นใด ๆ ในเรื่องนโยบายนี้เลย การขึ้นลงของรายได้เป็นไปตามปกติจากคำสั่งซื้อของลูกค้าเท่านั้น

เรื่องนโยบายรถคันแรกก็ไม่ได้ส่งผลกับผู้ประกอบการมากเท่ากับผู้ซื้อเองที่เป็นประชาชนคนไทยทั่วไปงบประมาณเหล่านี้ยังถูกนำไปช่วยสนับสนุนแก่ประชาชนผู้ถูกน้ำท่วมและประชาชนที่ซื้อรถเป็นนโยบายที่สร้างประโยชน์แก่ประชาชนไม่ได้เป็นการสนับสนุนบริษัทใด ๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนเป็นพิเศษ

ชนาพรรณ กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนเข้าใจได้ว่าการมีคนในครอบครัวเข้ามายุ่งการเมืองทำให้ต้องถูกโจมตีบ้างเป็นธรรมดา แต่การบิดเบือนข้อมูลจากคำสัมภาษณ์มาตลอดแบบเดิมๆเป็นระยะเวลา 3 ปี ทำให้ตนเองและบริษัทได้รับความเสื่อมเสียและข้อความนี้ก็ยังถูกนำมาใช้และใช้อย่างบิดเบือนอยู่ตลอดแม้จนถึงปัจจุบันเมื่อต้องการโจมตีให้บริษัทเข้าไปพัวพันกับการเมือง

ดังนั้นตนจึงขอใช้พื้นที่ตรงนี้ชี้แจ้งข้อเท็จจริงแก่พี่น้องประชาชนเพื่อทำความเข้าใจและใช้วิจารณญาณในการรับรู้ข่าวสารและตนอยากขอความเป็นธรรมให้แก่กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ที่ประกอบกิจการด้วยความซื่อสัตย์โปร่งใสตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาด้วย 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s