ชาวสวน “เมืองคอน” วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาราคา “มังคุด” ตกต่ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/476934

ชาวสวน”เมืองคอน”วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาราคา”มังคุด”ตกต่ำ

2 สิงหาคม 2564 – 11:15 น.

ชาวสวน”เมืองคอน”วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาราคา”มังคุด”ตกต่ำ แนะรวมกลุ่มแปรรูปตัดปัญหาล้งกดราคา ซัดไปรษณีย์ไทยหยุดให้บริการทำผู้ค้าออนไลน์ไร้ทางออก ขณะ”ชสท.”ผนึก”สหกรณ์แท็กซี่”ช่วยระบายผลผลิตสู่ผู้บริโภคในเขตกรุเทพและปริมณฑล

นายพรชัย โชติวรรณ เจ้าของสวนมังคุดไข่นุ้ย อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราชกล่าวในรายการ”เกษตรวาไรตี้”ทางสถานีวิทยุม.ก.กรณีปัญหาราคามังคุดตกต่ำในพื้นที่จ.นครศรีฯขณะนี้ว่า นครศรีฯ มี 23 อำเภอเราผลิตมังคุดได้ 20 อำเภอ มีอยู่ 3 อำเภอเท่านั้นที่ไม่มีต้นมังคุด จากการประมูลราคามังคุดแปลงใหญ่ในอ.ลานสกา เมื่อวันที่ 30 ก.ค.64 ที่ผ่านมา

มังคุดไซส์ใหญ่สุดเกรดเอ ราคาอยู่ที่ 20.88 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงจาก 32 บาทเมื่อ 3 วันก่อน  ล่าสุดเมื่อวานนี้(1 ส.ค.)ลงมาอยู่ที่ 20 บาทสรุปว่าราคาก็ยังไม่ดีขึ้น 

“มังคุดไซส์ใหญ่ที่คัดได้ราคาอย่างนี้มีไม่เกิน 20% ที่เหลือเป็นไซส์กลางเล็กลงไปราคาอยู่ที่ 5-10 บาทต่อกิโลเท่านั้น เป็นมังคุดคละตกไซส์ ซึ่งราคาถูกมากแล้วยังมีปัญหากับล้ง พ่อค้าคนกลางกดราคาอีก ทำให้ขายไม่ได้ราคาตามที่ควรจะเป็น” 

นายพรชัย กล่าวต่อว่าขณะมังคุดไซส์ใหญ่เกรดเอขายทางออนไลน์จะได้ราคาเฉลี่ยสูงถึง 80-100 บาทต่อกิโลกรัม รวมค่าขนส่งเบ็ดเสร็จถึงปลายทางแต่เกษตรกรที่มีความสามารถขายผ่านช่องทางนี้ก็มีเพียง 5% เท่านั้น เพราะส่วนใหญ่ก็ต้องพึ่งล้มและพ่อค้าคนกลาง ขณะที่ค่าแรงเก็บผลผลิตมังคุดขณะนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 10 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนใหญ่ก็เป็นแรงงานในพื้นที่

ชาวสวน"เมืองคอน"วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาราคา"มังคุด"ตกต่ำ

“ราคาที่ชาวสวนอยู่ได้ต้องไม่ต่ำกว่า 20 บาท ไม่รวมค่าแรงนะครับ แต่วันนี้ราคามังคุดคละ อยู่ที่ 4-5 บาท ขณะที่ค่าแรง 10 บาท รวมค่าขนส่ง 18-20 บาทต่อกิโล ถ้าเป็นแบบนี้ชาวสวนไม่ได้อะไรเลย ยอมให้ร่วงปล่อยทิ้งดีกว่าขายไปก็ไม่คุ้ม”เจ้าของสวนมังคุดไข่นุ้ยยอมรับในชะตากรรม

ชาวสวน"เมืองคอน"วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาราคา"มังคุด"ตกต่ำ

เขาระบุอีกว่า แม้การค้าขายทางออนไลน์กำลังไปได้ดี แต่ขณะนี้กลับมีปัญหาระบบการขนส่ง ไปรษณีย์ไม่รับอ้างเหตุว่าปลายทางมีปัญหาโควิด-19 และส่วนหนึ่งเป็นเพราะมังคุดมักได้รับความเสียหายเมื่อส่งถึงปลายทาง จึงขอยุติการขนส่งชั่วคราว ทำให้เกิดปัญหาต้องพึ่งพาใช้บริการของบริษัทเอกชน นอกจากค่าขนส่งที่แพงกว่าปกติแล้วยังมีการต่อคิวแบ่งโควต้ากันอีกด้วย

ชาวสวน"เมืองคอน"วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาราคา"มังคุด"ตกต่ำ

“ค้าทางออนไลน์ตอนนี้ก็ต้องไปรอคิวแต่ละรายส่งได้แค่ 30-50 กล่องแทบจะแบ่งโควต้ากัน เพราะว่าคิวยาวเหลือเกิน นี่คือปัญหาการขนส่งทางไลน์ เขารังเกียจชาวสวนอย่างพวกเรา”เกษตรกรรายเดิมกล่าวและย้ำว่า

ทางออกของปัญหาชาวสวนต้องหันมาช่วยตัวเองที่ดีที่สุดโดยการรวมกลุ่มแปรรูปมังคุดกวนจากวัตถุดิบมังคุดตกเกรดหรือมังคุดคละเพื่อเพิ่มมูลค่าและสามารถขายได้ตลอดทั้งปี 

“ถ้าไปขายล้งตอนนี้อยู่ที่ 5 บาท แต่ทางกลุ่มเรารับซื้อกิโล 20 บาททำมังคุดกวน ตอนนี้ราคามังคุดกวนอยู่ที่กิโลละ 550 บาท และยังสามารถเก็บไว้ขายได้ทั้งปี  อีกช่องทางหนึ่งอยากให้สถานบันศึกษาเข้ามาช่วยชาวสวนในเรื่องตลาดออนไลน์ด้วย”

ชาวสวน"เมืองคอน"วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาราคา"มังคุด"ตกต่ำ

บรรดาแท็กซี่มารอรับสินค้าบริเวณหน้าสนง.ชสท.เพื่อส่งให้ผู้บริโภค

 เจ้าของสวนมังคุดไข่นุ้ย ยังเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาดูแลในเรื่องบรรจุภัณฑ์ให้เป็นลักษณะเฉพาะของผลไม้ชนิดนั้น ไม่ใช่ใช้กล่องเดียวใส่ผลไม่ได้ทุกชนิด  โดยเฉพาะมังคุด

”กล่องที่ใส่มังคุดต้องเป็นกล่องเฉพาะ อย่างตอนนี้ใช้รวมกันใช้กล่องใส่ส้มโอ ซึ่งมีเปลือกหนาไม่มีปัญหาในการขนส่งแต่มังคุดใส่แล้วจะมีปัญหาปลายทางทันที ฉะนั้นต้องสร้างอัตลักษณ์เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคมากกว่านี้  มังคุดต้นทางมีสภาพนางฟ้า พอไปถึงปลายทาง 4-5 วันเละเลยเกิดความเสียหายต้องเคลมกันใหม่ ถ้าพัฒนากล่องใส่เฉพาะมังคุดได้ก็จะดีมาก”นายพรชัยกล่าวย้ำ

อย่างไรก็ตามล่าสุดนายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อติดตามและตรวจเยี่ยมการแก้ไขปัญหาราคามังคุดตกต่ำ โดยสนับสนุนค่าบริหารจัดการแก่ศูนย์กระจายในจังหวัดแหล่งผลิตกิโลกรัมละ 3 บาท 

โดยกรมการค้าภายในได้โอนเงินให้แต่ละจังหวัดในวงเงิน 50,850,000 บาท เพื่อกระจายมังคุด จำนวน 16,950 ตัน รวมทั้งมีการสนับสนุนค่าขนส่งและร่วมกับบริษัทไปรษณีย์ไทย สนับสนุนกล่องไปรษณีย์และสติ๊กเกอร์ส่งฟรีผลไม้ทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมการขายผ่านระบบออนไลน์แก่เกษตรกรรายย่อย จำนวน 200,000 กล่องเพื่อช่วยเร่งระบายมังคุดเกรดรองหรือมังคุดตกเกรด ออกจากแหล่งผลิตโดยเร่งด่วน  

ชาวสวน"เมืองคอน"วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาราคา"มังคุด"ตกต่ำ

นายศิริชัย ออสุวรรณ ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแหล่งประเทศไทยหรือชสท.

ด้านนายศิริชัย ออสุวรรณ ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแหล่งประเทศไทยหรือชสท.กล่าวผ่านรายการถึงการกระจายผลไม้จากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคว่า ในขณะนี้ทางชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย(ชสท.)ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์และกลุ่มสหกรณ์รถแท็กซี่ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯได้ดำเนินการจัดส่งผลผลิตผลไม้

โดยเฉพาะมังคุดและเงาะจากแหล่งผลิตในพื้นที่จ.สุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมส่งตรงมายังสำนักงานชุมนุมสหกรณ์ฯ ถ.งามวงศ์วาน ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพฯเกือบทุกวันก่อนกระจายไปยังผู้บริโภคในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล  

“ขณะนี้เราพยามยามที่จะเชื่อมโยงจากสหกรณ์ผู้ผลิตผลไม้ไปยังผู้บริโภคโดยตรง ปกติของดี ๆ คนไทยไม่มีโอกาสทานเลยส่งออกต่างประเทศหมด สัปดาห์หน้ามังคุดจากนครศรีฯพังงา จะทยอยเข้ามา สนใจสั่งจองมาได้เลยเราจะส่งตรงให้ถึงหน้าบ้านท่านในทันที”

ประธานกรรมการชสท.กล่าวถึงการจัดส่งผลไม้สู่ผู้บริโภคขณะนี้ว่ามีอยู่ 3 วิธี โดยวิธีแรก ชสท.ร่วมกับกลุ่มสหกรณ์รถแท็กซี่ในการกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภค เนื่องจากช่วงนี้กลุ่มผู้ขับแท็กซี่เดือดร้อนไม่มีผู้โดยสารจากสถานการณ์โควิด-19 จึงมาช่วยในการกระจายสินค้าผลไม้ไปยังผู้บริโภคและจะขยายกิจกรรมนี้ต่อไป เพราะราคาจัดส่งถูกกว่าภาคเอกชนและช่วยเพิ่มรายได้ให้ผู้ขับรถแท็กซี่ด้วย

ส่วนวิธีที่สอง ชสท.ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์จัดส่งผลไม้ให้กับหน่วยงานภาครัฐหรือบริษัทเอกชนหรือผู้สนใจในจำนวนปริมาณที่มากพอ ขนส่งโดยรถของชุมนุมสหกรณ์ฯและกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ สั่งตั้งแต่ 20 ตะกร้าขึ้นไปส่งฟรี

และวิธีที่สามผู้บริโภคเดินเข้ามารับสินค้าเอง ณ สำนักงานชุมนุมสหกรณ์ฯ ถ.วงศ์วงวาน(ตรงข้ามม.เกษตรฯ)ได้ทุกวันทำการ

โดยทุกระบบจะต้องสั่งจองล่วงหน้าผ่านทางไลน์ Application Line , เฟสบุ๊ค ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัดและผ่านเพจ co-opclick หรือโทรศัพท์ 08-823-3639 ได้ทุกวันทำการ

“ขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมบริโภคผลไม้ไทยกัน  นอกจากอิ่มอร่อยด้วยคุณค่าทางโภชนาการสูงแล้วยังช่วยเกษตรกรชาวสวนผลไม้ด้วยครับ”ประธานกรรมการ ชสท.กล่าวเชิญชวนทิ้งท้าย

“สสก.3” จ.ระยอง คัดเลือกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสู่ธุรกิจดินและปุ๋ย ดีเด่นระดับเขต ปี 64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/476603

“สสก.3 ” จ.ระยอง คัดเลือกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสู่ธุรกิจดินและปุ๋ย ดีเด่นระดับเขต ปี 64

30 กรกฎาคม 2564 – 15:36 น.

“สสก.3” จ.ระยอง คัดเลือกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนดีเด่นศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนดีเด่น  ผ่านระบบทางไกลออนไลน์  zoom Meeting มี 9 ศูนย์ฯ อยู่ในข่ายได้รับการพิจารณาและจะประกาศอย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้

นายปิยะ สมัครพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ( สสก. 3 จ.ระยอง ) เปิดเผยว่า ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตร ได้สนับสนุนให้มีการดำเนินกิจกรรมคัดเลือกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนดีเด่น ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนดีเด่นเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการยกย่องและเชิดชูศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนที่มีการบริหารจัดการ และดำเนินกิจกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างประโยชน์ต่อชุมชน

"สสก.3 " จ.ระยอง คัดเลือกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสู่ธุรกิจดินและปุ๋ย ดีเด่นระดับเขต ปี 64
"สสก.3 " จ.ระยอง คัดเลือกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสู่ธุรกิจดินและปุ๋ย ดีเด่นระดับเขต ปี 64

เป็นศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ สามารถเผยแพร่ผลงาน และแนวทางการปฏิบัติสู่ชุมชน กระตุ้นให้เกิดการพัฒนา และส่งเสริมความเป็นเลิศของศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนต่อไป 

การนี้ สสก. 3 จ.ระยอง ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อการพิจารณาคัดเลือก ฯ และคณะกรรมการฯ ได้ดำเนินการติดตามข้อมูล การดำเนินงานของศูนย์ฯ ต่าง ๆ ผ่านระบบทางไกลออนไลน์  zoom Meeting ตามมาตรการในการป้องกันการระบาด”โควิด-19″ ของรัฐบาล  

"สสก.3 " จ.ระยอง คัดเลือกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสู่ธุรกิจดินและปุ๋ย ดีเด่นระดับเขต ปี 64

ซี่งจากการติดตามเพื่อพิจารณาผลงานระดับพื้นที่ของคณะกรรมการในครั้งนี้ทางศูนย์ ฯ ได้นำเสนอผลงานและตอบข้อซักถามเพื่อให้ข้อมูลแก่คณะกรรมการอย่างครบถ้วนโดยการพิจารณานั้นมีศูนย์ฯ ที่อยู่ในเกณฑ์การพิจารณาจำนวน 9 ศูนย์ด้วยกัน ประกอบด้วย

1.ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตำบลสนามไชย  2.ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนตำบลตรอกนอง จังหวัดจันทบุรี 3.ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตาขัน 4. ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนตำบลแม่น้ำคู้  จังหวัดระยอง  5.ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนนาเริก จังหวัดชลบุรี

"สสก.3 " จ.ระยอง คัดเลือกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสู่ธุรกิจดินและปุ๋ย ดีเด่นระดับเขต ปี 64

6.ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตำบลท่ากุ่ม 7.ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนตำบลบางปิด จังหวัดตราด 8.ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนตำบลบางแตน  จังหวัดปราจีนบุรี และ 9. ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนบ้านหนองตะลุมพุก จังหวัดนครนายก ทั้ง 9 ศูนย์เป็นโครงการ 1 จังหวัด 1 โมเดลธุรกิจ

ทั้งนี้คณะกรรมการได้พิจารณาถึงภาพรวมในการดำเนินงานของศูนย์ฯ จุดเด่นในการบริหารจัดการโดยกลุ่ม มีการร่วมกันคิดร่วมกันแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไรบ้าง มีการวางแนวทางในการพัฒนาด้านการผลิตที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และความต้องการใช้ของชุมชนมากน้อยแค่ไหน มีการนำผลจากการปฏิบัติภายในศูนย์ขยายสู่ชุมชนอย่างไร

ตลอดถึงการประยุกต์ใช้ผลิตภัณฑ์อย่างเหมาะสมกับพื้นที่และถูกกับสินค้าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค  มีการขยายผลให้เกษตรกรนำไปใช้ในการทำการเกษตรอย่างต่อเนื่องที่เอื้อต่อการเกิดธุรกิจที่สร้างรายได้ ลดรายจ่าย ลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร

และสามารถใช้เป็นศูนย์ต้นแบบที่เป็นแหล่งเผยแพร่ผลงาน ให้ผู้ที่สนใจนำไปปฏิบัติต่อไปได้อย่างไรบ้าง เพื่อพิจารณาตัดสินให้เป็นศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ดีเด่น ระดับเขต ปี 2564 ต่อไป โดยผลการพิจารณาตัดสินของคณะกรรมการ สสก. 3 จ.ระยอง จะประกาศให้ทราบอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้

สำหรับศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนนั้นจะเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านดินและปุ๋ย มีเกษตรกรดูแลด้วยกันเอง โดยมีเจ้าหน้าที่คอยเป็นพี่เลี้ยง เพื่อต้องการให้เกิดการยอมรับการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย ส่งเสริมให้พืชแข็งแรงพอที่จะต้านทานโรคและศัตรูพืชซึ่งจะช่วยลดปริมาณการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช รวมถึงเกษตรกรจะได้ใช้ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม

สำหรับคณะกรรมการที่ร่วมพิจารณาในครั้งนี้ ประกอบด้วย นายปิยะ สมัครพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง นางสาววรนุช สีแดง ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต นายชนินทร์ สุขสำราญ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาบุคลากร นายกฤษฎา ฉิมอินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดชลบุรี  นางนลทวรรณ  มากหลาย ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ นายสรรพสิทธิ์ สิงห์ปี นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ และนางสาวผกาพันธุ์  ละมัย นักวิชาการเกษตรชำนาญการ

“กยท.” ดีเดย์นำ “Single Form” ใช้ส่งออก “ยาง” ลดความซ้ำซ้อนเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/476555

“กยท.”ดีเดย์นำ “Single Form “ใช้ส่งออก”ยาง” ลดความซ้ำซ้อนเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

30 กรกฎาคม 2564 – 09:24 น.

 “กยท.” เดินหน้าสู่ยุคดิจิทัลดีเดย์นำระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออกไปนอกราชอาณาจักรทางอิเล็กทรอนิกส์แบบ “Single Form” และระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยางทางอิเล็กทรอนิกส์  ผ่านระบบ NSW มาใช้อย่างเป็นทางการวันที่ 1 สิงหาคม 2564 นี้

“กยท.” เดินหน้าสู่ยุคดิจิทัลดีเดย์นำระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่ง”ยาง”ออกไปนอกราชอาณาจักรทางอิเล็กทรอนิกส์  แบบ Single Form และระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยางทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ NSW มาใช้อย่างเป็นทางการวันที่ 1 สิงหาคม 2564 นี้ หวังลดขั้นตอน  ลดความผิดพลาด ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มสะดวกรวดเร็วและ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน

นายณกรณ์  ตรรกวิรพัท  ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท.เตรียมนำระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออกฯ ทางอิเล็กทรอนิกส์แบบ Single Form (e-SFR) และระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยาง (e-QC)ทางอิเล็กทรอนิกส์  ผ่านระบบ National Single Window (NSW) ซึ่งเป็นระบบการบริการเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจ สำหรับการนำเข้า ส่งออก และโลจิสติกส์ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

และยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการสร้างความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งและเครือข่ายโลจิสติกส์ ตามเส้นทางยุทธศาสตร์และยังสอดคล้องกับนโยบาย THAILAND 4.0 ในด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริการภาครัฐ (Service Reform)  

ทั้งนี้คณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.) ซึ่งมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มีมติให้ปรับลดขั้นตอนกระบวนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออก สินค้ายุทธศาสตร์

"กยท."ดีเดย์นำ "Single Form "ใช้ส่งออก"ยาง" ลดความซ้ำซ้อนเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

ได้แก่ น้ำตาล ข้าว ยางพารา สินค้า แช่แข็ง และวัตถุอันตราย ผ่านระบบ NSW เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการในการส่งยางออกฯ ลดปริมาณเอกสาร ขั้นตอนและระยะเวลา ในการยื่นขอใบรับรองคุณภาพยาง และใบรับค่าธรรมเนียมส่งยางออกฯ ให้รองรับการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับระบบรับคำขอใบอนุญาตผ่านด่านศุลกากร ในอนาคต

"กยท."ดีเดย์นำ "Single Form "ใช้ส่งออก"ยาง" ลดความซ้ำซ้อนเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

โดยการบันทึกรายการครั้งเดียว ลดความผิดพลาด และความซ้ำซ้อนของข้อมูล รวมทั้งเพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการส่งยางออกนอกราชอาณาจักรที่ต้องใช้ข้อมูลร่วมกันได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากการบันทึกรายการครั้งเดียว

 “เพื่อให้เป็นไปตามมติ กบส. ดังกล่าว กยท. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้ายางพาราโดยมีหน้าที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมการส่งยางออกฯ และให้บริการวิเคราะห์คุณภาพยางแก่ภาครัฐและเอกชน  จึงได้บูรณาการกับกรมวิชาการเกษตร และกรมศุลกากร ร่วมกันดำเนินการศึกษา วิเคราะห์ และออกแบบระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออกฯ ให้รองรับการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับระบบรับคำขอใบอนุญาตผ่านด่านศุลกากร แบบ Single Form และ ระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยาง ผ่านระบบ NSW” ผู้ว่าการ กยท. กล่าว

สำหรับระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออก ฯ ทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-SFR) กยท.จะเริ่มนำมาใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไปยกเว้นผู้ประกอบการที่ชำระค่าธรรมเนียมผ่านธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ และผู้ประกอบการที่ชำระค่าธรรมเนียมประเภทยางผสมสารเคมี ให้ชำระผ่านทางระบบ e-CESS ตามเดิม

ส่วนระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยางทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-QC) กยท.จะนำเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี 2565 

หากมีข้อสงสัยติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายการคลัง กองจัดเก็บค่าธรรมเนียมและรายได้ เบอร์โทร 02-433-2222 ต่อ 313,319  e-mail: ecess@raot.mail.go.th ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ

โทรศัพท์ : 0-2433-2222 ต่อ 151 อีเมล์ : saowanee.p@raot.mail.go.th  (คุณเสาวณีย์ พันธ์คูณ) และ sanyaluk.p@raot.mail.go.th (คุณสัญญลักษณ์ ผูกมี)

“หมอดินอาสา” ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/476419

“หมอดินอาสา”ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม

29 กรกฎาคม 2564 – 09:54 น.

“หมอดินอาสา”ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม

นายคมบาง สนิทรัมย์ หมอดินอาสา อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ได้รับการสนับสนุนจากสถานีพัฒนาที่ดินเชียงราย ได้เข้ามาส่งเสริม”หมอดิน”ในเรื่องขององค์ความรู้ในการปรับปรุงบำรุงดินต่าง ๆ ให้”ดิน”มีสภาพดีขึ้นสามารถเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการตลาดและสร้างรายได้แก่เกษตรกร

นายรณรงค์ สิทธิกอง เจ้าพนักงานการเกษตรปฏิบัติงาน กล่าวว่า สถานีพัฒนาที่ดินเชียงราย มีนโยบายเกี่ยวกับจะพัฒนาให้หมอดินอาสาเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ จึงได้มีการจัดอบรมหมอดินเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับ”หมอดิน”นำไปใช้แก้ปัญหาดินในพื้นที่ และก็เป็นตัวแทนของเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินเพื่อจะรับฟังปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่เพื่อลงไปแก้ไข

"หมอดินอาสา"ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม
"หมอดินอาสา"ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม

“ดิน”ในพื้นที่ของ”หมอดินคมบาง”ส่วนใหญ่ตรงนี้จะเป็นดินเหนียวลึกที่เกิดจากตะกอนมันจะขาดความอุดมสมบูรณ์จะต่ำปานกลาง เราก็จะได้เข้ามาช่วยส่งเสริมในเรื่องการทำปุ๋ยหมักน้ำหมักชีวภาพให้เกษตรกรได้ใช้ในพื้นที่และก็ลดในเรื่องของการใช้สารเคมีเพราะแปลงนี้”หมอดิน”จะไม่ใช้สารเคมีเลยเกษตรกรก็จะได้นำไปใช้ให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน เป็นการลดต้นทุน

เพราะว่าการใช้ปุ๋ยหมักกับน้ำหมักเนี่ยเราสามารถทำได้จากวัตถุในพื้นที่ได้เลย วัสดุในพื้นที่ใช้เป็นปุ๋ย เป็นธาตุอาหาร ให้กับพืชโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย มูลสัตว์เราก็หาได้ในพื้นที่เศษหญ้าที่มาทำเป็นปุ๋ยหมักหรือว่าฟางข้าวเกิดจากการทำการเกษตรเราก็นำมาหมักเอง ไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นการลดต้นทุน

"หมอดินอาสา"ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม

องค์ความรู้เรามาถ่ายทอดในเรื่องของการเก็บตัวอย่างดินไปวิเคราะห์และก็ส่งเสริมให้ใช้เทคโนโลยีชีวภาพของพัฒนาที่ดิน เช่นปุ๋ยหมัก น้ำหมัก ปูนโดโลไมท์ หรือว่าปอเทือง เพื่อมาปรับปรุงโครงสร้างของดินให้เหมาะสมของการปลูกพืชและให้หมอดินสามารถถ่ายทอดให้กับเกษตรกรได้

สำหรับหมอดินเองเนี่ยก็ได้ทำเกษตรเป็นผสมผสาน มีรายได้ทั้งรายวัน รายเดือน รายปี รายสัปดาห์ รายวันก็จะเป็นปลูกพืชผัก เหลือกินก็นำไปขายสร้างรายได้ให้หมอดิน

"หมอดินอาสา"ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม

นายคมบาง สนิทรัมย์ หมอดินอาสา กล่าวว่า ทำเกษตรพืชเชิงเดี่ยวมาตลอดและใช้เคมี ผลผลิตได้น้อยก็ขาดทุนทุกปี และปีพศ.2536 ก็มีโอกาสได้เป็นหมอดินอาสา ของกรมพัฒนาที่ดิน ก็ได้รับองค์ความรู้ การทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และก็ได้ปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชผสมผสานอย่างที่เห็น ๆ ผลปรากฏว่าเราพออยู่พอกิน พอใช้ อีกอย่างเราไม่ต้องใช้ทุนสักบาทเลย ทางสถานีพัฒนาที่ดินเชียงราย ก็มาส่งเสริมพวกวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ 

"หมอดินอาสา"ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม

พื้นที่ของผมมีอยู่ 7 ไร่ ที่แรก ๆ ก็ปลูกส้มโอ ประมาณร้อยต้น เราเอาลองกองมา 100 ต้น แล้วก็เอาเงาะ พวกมังคุด หลาย ๆ อย่างไม้พืชป่า มาปลูกผสมผสานกันไว้  ในฐานะที่ผมเป็น”หมอดินอาสา”เนี่ยไปเจอใครที่ไหนผมก็แนะนำให้เขาเลิกใช้เคมีมาทำเกษตรอินทรีย์กัน ผมก็จะแนะนำเขาว่าเศษวัสดุที่เหลืออย่างฟางข้าวในนา เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วเราก็เผา สถานีพัฒนาที่ดินก็สนับสนุนการไถกลบตอซังอยู่แล้ว แล้วก็มาทำปุ๋ยหมักน้ำหมัก ไว้รดราดใส่พื้นนา ไร่สวน และสวนผลไม้ต่าง ๆ พืชผัก

"หมอดินอาสา"ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม

“หมอดินคมบาง” สามารถสร้างรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้จากอาชีพทำการเกษตร และการลดต้นทุนโดยการใช้ปุ๋ยหมักน้ำหมัก จากทางสถานีพัฒนาที่ดินเชียงรายที่เข้ามาสนับสนุนและยังให้องค์ความรู้แก่”หมอดินอาสา”ให้สามารถนำความรู้ด้านการเกษตรต่าง ๆ นั้นไปบอกต่อกับเกษตรกรรายอื่น ๆ อีกด้วย

"หมอดินอาสา"ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม

ครั้งแรกในไทยม.มหิดล นำทีม RUN วิจัย “โรคติดเชื้อดื้อยา” ในระดับโมเลกุล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/476871

ครั้งแรกในไทยม.มหิดล นำทีม RUN วิจัย “โรคติดเชื้อดื้อยา”ในระดับโมเลกุล

1 สิงหาคม 2564 – 19:50 น.

ครั้งแรกในประเทศไทย “ม.มหิดล” นำทีมเครือข่ายมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ หรือ RUN ทำการศึกษาวิจัยอุบัติการณ์แพร่ระบาด”โรคติดเชื้อดื้อยา”เชิงลึกระดับโมเลกุล เตรียมขยายผลสู่นโยบายระดับชาติ รับมือในอีก 30 ปี

ปัญหาโรคติดเชื้อดื้อยานับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในทุกภูมิภาคทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปเอเชีย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนใดๆ ที่สามารถใช้รักษาโรคติดเชื้อดื้อยา องค์การสหประชาชาติ (UN) คาดว่าในปีพ.ศ.2593 ซึ่งไม่ถึง30ปีข้างหน้า จะมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาทั่วโลกปีละกว่า 10 ล้านคน และเกือบครึ่งหนึ่งของอัตราผู้เสียชีวิตจะเป็นประชากรในทวีปเอเชีย

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ภัทรชัย กีรติสิน อาจารย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้าโครงการวิจัยการศึกษาอุบัติการณ์เชื้อดื้อยา เครือข่ายมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ (Research University Network – RUN) คลัสเตอร์สุขภาพ กล่าวว่า เชื้อแบคทีเรีย เป็นปัญหาที่สำคัญยิ่งของโรคติดเชื้อดื้อยาในปัจจุบัน

ครั้งแรกในไทยม.มหิดล นำทีม RUN วิจัย "โรคติดเชื้อดื้อยา"ในระดับโมเลกุล

โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.แบคทีเรียแกรมบวก และ 2.แบคทีเรียแกรมลบ ซึ่งอาจแบ่งความรุนแรงออกเป็น 3 ระดับ

1.ตั้งแต่ระดับต้น ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ดื้อยา หรือดื้อยาระดับต่ำที่สามารถรักษาด้วยยาที่มีใช้ทั่วไป

2.ระดับกลาง ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียดื้อยาระดับสูงที่ต้องใช้ยารักษาเฉพาะโรคซึ่งมีราคาแพงและอาจหาไม่ได้โดยทั่วไป

3.และระดับสูง ซึ่งเป็นเชื้อที่ดื้อยาเกือบทุกชนิด หรือทุกชนิด ทำให้อาจไม่มียาใดรักษาได้ โดยปัจจุบันพบว่ามีการกลายพันธุ์ที่ทำให้เชื้อดื้อยารุนแรงในระดับสูงขึ้น และแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก จนเรียกได้ว่าเป็น “Pandemic” หรือ การระบาดของโรคติดเชื้อดื้อยาไปแล้ว

ในปัจจุบัน ปัญหาเชื้อดื้อยาได้รับความสนใจมากขึ้น แต่อาจยังไม่มีแนวทางการป้องกันแก้ไขที่ชัดเจน ทำให้ควบคุมปัญหาได้ยาก มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะแกนนำคลัสเตอร์สุขภาพ ในเครือข่ายมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ (Research University Network) หรือ RUN ได้ร่วมกับอีก 6 มหาวิทยาลัยชั้นนำ ทำการศึกษาอุบัติการณ์ของเชื้อดื้อยา ร่วมกับโรงพยาบาลจากทั่วประเทศรวม 43 แห่ง โดยหวังผลให้มีการขยายผลสู่นโยบายระดับชาติต่อไป

ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ภัทรชัย กล่าวต่อไปว่า การศึกษาวิจัยนี้ได้สำรวจอุบัติการณ์เชื้อดื้อยาอย่างจริงจังและลึกซึ้งถึงในระดับโมเลกุลเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่มีการศึกษาข้อมูลจากแบคทีเรียเกือบสองแสนชนิด

จนได้ข้อมูลที่ทำให้ทราบถึงอุบัติการณ์เชื้อดื้อยาในประเทศไทยว่า แบคทีเรียที่พบแต่ละชนิดมียีนดื้อยาอะไรที่จะนำไปสู่การศึกษาต่อยอดเพื่อหาแนวทางยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อดื้อยาที่สามารถลดระดับความรุนแรง

รวมทั้งจะสามารถขยายผลสู่การวางแผนการใช้ยาต้านจุลชีพภายในโรงพยาบาล ตลอดจนจัดสรรงบประมาณทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อเยียวยาปัญหาโรคติดเชื้อดื้อยา ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนของชาติได้อย่างเหมาะสมต่อไป โดยผลวิจัยนี้ได้รับการตอบรับตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชั้นนำระดับนานาชาติอีกด้วย

“อุปสรรคสำคัญของปัญหาโรคติดเชื้อดื้อยาในประเทศไทย คือ ประชาชนยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการใช้ยาต้านจุลชีพ หรือ ยาฆ่าเชื้อ ซึ่งในความเป็นจริงไม่สามารถใช้รักษาได้ทุกโรค ต้องใช้ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ และหากใช้โดยไม่มีความจำเป็น อาจเสี่ยงต่อการกระตุ้นให้เชื้อมีการกลายพันธุ์ เป็นเชื้อดื้อยาระดับสูง

ปัญหานี้เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน ถึงแม้จะมีข้อมูลและแนวทางอย่างจริงจังเพียงใด อาจสูญเปล่าหากทุกคนยังไม่มีความตระหนักถึงเรื่องปัญหาโรคติดเชื้อดื้อยาเท่าที่ควร” ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ภัทรชัย กล่าวทิ้งท้าย

เช็กที่นี่ www.sa.chula.ac.th “ลดค่าเทอม” ให้นิสิตจุฬาฯ ออกแนวทาง 50++ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/476736

เช็กที่นี่ http://www.sa.chula.ac.th “ลดค่าเทอม” ให้นิสิตจุฬาฯ ออกแนวทาง 50++

31 กรกฎาคม 2564 – 15:40 น.

เช็กที่นี่ http://www.sa.chula.ac.th จุฬาฯ ร่วม อว. ออกแนวทาง 50++ “ลดค่าเทอม” ให้นิสิต 50% สำหรับ 50,000 บาทแรก และลดเป็นขั้นบันไดสำหรับส่วนเกิน 50,000 บาท ทุกคณะทุกหลักสูตร เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาจากโควิด -19

​จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลดค่าเล่าเรียน(ลดค่าเทอม)ให้นิสิตตามมาตรการของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ในการให้ความช่วยเหลือนิสิตนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2564​

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผศ.ดร.ชัยพร ภู่ประเสริฐ รองอธิการบดีด้านการพัฒนานิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จุฬาฯ จะลดค่าเล่าเรียน(ลดค่าเทอม)และค่าธรรมเนียมการศึกษาให้นิสิตไทยทุกคณะทุกระดับการศึกษาตามแนวทาง 50++

โดยลดค่าเล่าเรียนให้นิสิต 50% สำหรับ ค่าเล่าเรียน 50,000 บาทแรก ส่วนที่เกิน 50,000 บาทจะให้ส่วนลดเป็นขั้นบันไดคือ 30% สำหรับค่าเล่าเรียนตั้งแต่ 50,001-100,000 บาท และลด 10% สำหรับค่าเล่าเรียนตั้งแต่ 100,001 บาทขึ้นไป

​นอกจากนี้ จุฬาฯ ยังมีมาตรการให้ความช่วยเหลือนิสิตเพิ่มเติมตามแนวทาง 50 ++ ประกอบด้วย

​- ให้ทุนสนับสนุนการศึกษา ทั้งทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวนกว่า 2,000 ทุน ทุนนิสิตช่วยงาน โดยเน้นงานที่ทำออนไลน์ ค่าตอบแทนชั่วโมงละ 100 บาท ไม่เกิน 500 บาทต่อวัน

เช็กที่นี่ www.sa.chula.ac.th "ลดค่าเทอม" ให้นิสิตจุฬาฯ ออกแนวทาง 50++

​- ให้ทุนสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ประกอบด้วย ทุนสงเคราะห์สวัสดิภาพนิสิต หรือทุน COVID-19 เพื่อลดภาระด้านการเงินของนิสิตทั้งที่เคยได้รับแล้วและรายใหม่ เริ่มต้นให้การช่วยเหลือนิสิตรายละ 5,000 – 10,000 บาท

รวมทั้งสวัสดิการนิสิตหอพัก เปิดให้ขอทุนยกเว้นหรือลดหย่อนค่าธรรมเนียมหอพักให้กับนิสิตหอพักในช่วงมหาวิทยาลัยปิดทำการหรือนิสิตเรียนออนไลน์ที่บ้าน

​- ซิมอินเทอร์เน็ตฟรี 3,000 ซิม เพื่อให้นิสิตสามารถเรียนออนไลน์จากที่พักอาศัยได้อย่างสะดวก

​- ให้บริการนิสิตยืม Laptop หรือ Tablet กลับไปใช้ที่บ้านได้

​- ทำประกัน COVID-19 สำหรับนิสิตทุกคน ทุกระดับการศึกษามากกว่า 37,000 คน

​“นิสิตจุฬาฯ สามารถแจ้งความประสงค์ในการขอรับความช่วยเหลือเข้ามาได้ที่ฝ่ายกิจการนิสิตของแต่คณะ หรือผ่านระบบ CU NEX รวมถึงแจ้งผ่านเว็บไซต์ของสำนักบริหารกิจการนิสิต จุฬาฯ http://www.sa.chula.ac.th” ผศ.ดร.ชัยพร กล่าวในที่สุด

เพิ่มโอกาสนักศึกษา กศน.”รมช.ศธ.” ชู “จัดสรรโควตา-ระบบเครดิตแบงก์” มาใช้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/476574

เพิ่มโอกาสนักศึกษา กศน.”รมช.ศธ.” ชู “จัดสรรโควตา-ระบบเครดิตแบงก์”มาใช้

30 กรกฎาคม 2564 – 13:42 น.

เพิ่มโอกาสนักศึกษา กศน.”รมช.ศธ.” ถก มรภ.สวนสุนันทา ชู “จัดสรรโควตา-ระบบเครดิตแบงก์” ตอบโจทย์ผู้เรียน เพียงนำพอร์ดโพดิโอเชื่อมโอนหน่วยกิต ม.ปลายมายื่นเรียนต่อระดับอุดมฯ เล็ง ผุดหลักสูตรออนไลน์ปริญญาตรี

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.)  เป็นประธานการประชุมหารือความร่วมมือในการจัดสรรโควตาสนับสนุนการศึกษาต่อของนักศึกษา กศน. และยกระดับการจัดการศึกษาของสำนักงาน กศน. ในระบบปกติและระบบทางไกล ผ่านระบบออนไลน์ (Zoom meeting)

โดยมี ดร.กมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ ดร.พะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทำงาน รมช.ศึกษาธิการ ตลอดจน พล.ต.ท.ผศ.(พิเศษ) ดร.สัณฐาน ชยนนท์ คณบดีวิทยาลัยการเมืองการปกครอง และ ผศ.(พิเศษ) ดร.วิจิตรา ศรีสอน รองคณบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (มรภ.สวนสุนันทา)  ณ ห้องพระขรรค์เพชร กระทรวงศึกษาธิการ

ทั้งนี้มี ดร.ปรเมศวร์ ศิริรัตน์ ผอ.สำนักงาน กศน.กทม. นางพรพรรณ มนตรีพิศุทธิ์ ผอ.กลุ่มงานโรงเรียนสามัญศึกษา สช. ดร.ณัฐพงษ์ รงคะวิรุจน์ชัย ผอ.สถาบันทางไกล กศน. ตลอดจนผู้บริหารวิทยาลัยการเมืองการปกครอง เข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์

รมช.ศธ. กล่าวตอนหนึ่งว่า การหารือในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดความร่วมมือจากการจัดทำ MOU ระหว่างสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ตลอดจน มรภ.สวนสุนันทา เพื่อสนับสนุนการศึกษาต่อของผู้เรียนนอกระบบให้ได้เรียนต่อในระดับอุดมศึกษาเพิ่มมากขึ้น การพัฒนาสื่อการเรียนการสอน การฝึกประสบการณ์วิชาชีพ การจัดกิจกรรม CSR ตลอดจนการพัฒนาครูและบุคลากรร่วมกัน

ซึ่งจากการหารือได้ข้อสรุปร่วมกัน ที่จะมีการจัดสรรโควตาเรียนใน มรภ.สวนสุนันทา แก่นักศึกษา กศน. นักเรียนเอกชน และผู้เรียนในสังกัดอื่น ๆ โดยในอนาคตจะมีการผลักดันโอกาสในการเข้าสู่ระบบการศึกษามากขึ้น อาทิ การยื่นพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio), การสัมภาษณ์เพื่อเข้าศึกษาต่อ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถทำได้ โดยจะเริ่มดำเนินการจัดสรรโควตาในบางคณะหรือบางสาขา หลังจากนั้นจะต้องมีการประเมินผลความสำเร็จ เพื่อขยายต่อไปยังคณะอื่น ๆ ต่อไป 

รวมทั้งได้หารือร่วมกันถึงข้อเสนอการทดลองจัดทำระบบเครดิตแบงก์ เพื่อเชื่อมโยงหรือถ่ายโอนหน่วยกิต บางวิชาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายไปใช้ในระดับอุดมศึกษา หรือในทางกลับกัน หากจะลงเรียนบางวิชาในระดับอุดมศึกษา (บางแห่ง) ก่อนจบมัธยมศึกษาตอนปลายก็ทำได้

หรือจะนำวิชานั้นมาใช้ในการจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยก็ได้ หมายความว่า เด็กมัธยมศึกษาตอนปลายสามารถเชื่อมโยงหรือถ่ายโอนหน่วยกิตในระดับอุดมศึกษาได้ นอกจากจะเป็นการสร้างโอกาสในการเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้ว ยังช่วยลดเวลาเรียน และผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในสิ่งที่สนใจได้

“นอกจากนี้ ทาง มรภ.สวนสุนันทา ยังมีแนวคิดที่จะจัดทำหลักสูตรระดับปริญญาตรีออนไลน์ เช่นเดียวกับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของสถาบันการศึกษาทางไกล กศน. และในอนาคตจะต่อยอดการฝึกงานหรือฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษาวิทยาลัยการเมืองการปกครองและคณะครุศาสตร์ ในสถานศึกษาหรือหน่วยงานของ กศน.ที่มีความพร้อม เพื่อกระจายโอกาสให้นักศึกษาคณะอื่น ๆ มากขึ้น อาทิ ศูนย์ กศน.กทม. 50 เขต ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” เป็นต้น 

รวมทั้งการทำกิจกรรมเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility: CSR) ร่วมกันของนักเรียนนักศึกษา อาทิ การปลูกฟ้าทะลายโจร เป็นต้น และในอนาคตเตรียมที่จะพัฒนาความร่วมมือร่วมกันในหลายมิติ อาทิ การพัฒนาหลักสูตร สื่อการศึกษา การวิจัย การพัฒนาบุคลากร ตลอดจนการส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับผู้พิการ เป็นต้น

“ในนามของกระทรวงศึกษาธิการ ขอแสดงความขอบคุณทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมสร้างโอกาสและสนับสนุนการเข้าสู่ระบบการศึกษาต่อที่สูงขึ้นของผู้เรียนทุกคน ให้ได้เลือกเรียนในวิชาที่ชอบ พร้อมนำไปใช้ต่อยอดในระดับมหาวิทยาลัย ที่จะเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตร่วมกัน” รมช.ศธ.กล่าว

“จุฬาฯ” เปิดให้บริการปรึกษา เชิงจิตวิทยาแบบออนไลน์ ในสถานการณ์โควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/476510

“จุฬาฯ” เปิดให้บริการปรึกษา เชิงจิตวิทยาแบบออนไลน์ ในสถานการณ์โควิด-19

29 กรกฎาคม 2564 – 21:53 น.

“จุฬาฯ” เปิดให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบออนไลน์ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด -19 ระบุ กลุ่ม ผู้ป่วยHome Isolation บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางด้านจิตใจ รีบสแกนคิวอาร์โค้ดด่วน

“ล็อกดาวน์” แต่ไม่สามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด19 ได้  เชื่อว่าคนไทยค่อนประเทศในขณะนี้ตกอยู่ในภาวะเศร้า เหงา เครียดสะสม บางคนถึงขั้นจิตตก ยิ่งต้องแยกตัวออกจากครอบครัว ยิ่งน่าเป็นห่วง

ก่อนที่คิดมากไปไกลจนถึงขั้นเกิดภาวะซึมเศร้า หรืออาการป่วยอื่นร่วมด้วย ควรจะเข้ารับคำปรึกษาจากผู้รู้ทางด้านจิตวิทยาดีไหม โดยเฉพาะผู้ป่วย Home Isolation บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนทั่วไปท ฯลฯ

ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องนี้ 

ขอเชิญผู้ป่วยที่ทำ Home Isolation บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากสถานการณ์โควิด-19 รับบริการปรึกษาทางจิตวิทยาออนไลน์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างโครงการพัฒนาระบบบริการปรึกษาด้านสุขภาพจิตออนไลน์ และเครือข่ายส่งต่อบริการสุขภาพจิต โดยคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนจาก สสส. (Here to Heal) ศูนย์สุขภาวะทางจิต คณะจิตวิทยา จุฬาฯ Home Isolation COVID และสมาคมจิตวิทยาการปรึกษา

ให้บริการในเวลา 10.00 – 21.00 น. ตั้งแต่บัดนี้ – 26 กันยายน 2564 หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

"จุฬาฯ" เปิดให้บริการปรึกษา เชิงจิตวิทยาแบบออนไลน์ ในสถานการณ์โควิด-19

ติดต่อขอรายละเอียดและเลือกช่องทางการปรึกษาเชิงจิตวิทยาได้โดยสแกนคิวอาร์โค้ดผ่านโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ หรือ https://lin.ee/P77s2bW

“ม.รามฯ” ให้ทุนเรียนฟรี แก่นักศึกษาที่สูญเสียบิดา-มารดา จากโรคโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/476328

“ม.รามฯ” ให้ทุนเรียนฟรี แก่นักศึกษาที่สูญเสียบิดา-มารดา จากโรคโควิด-19

28 กรกฎาคม 2564 – 17:00 น.

มหาวิทยาลัยรามคำแหง ประกาศให้ทุนการศึกษา จำนวน 100 ทุน แก่นักศึกษาปัจจุบัน และผู้สมัครนักศึกษาใหม่ ที่บิดา-มารดา เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 โดยให้เรียนฟรี 1 ปีการศึกษา เพื่อให้โอกาสทางการศึกษาในเบื้องต้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 ที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทำให้มีผู้ได้รับความเดือดร้อนจำนวนมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีนักเรียนนักศึกษาจากหลายครอบครัวที่ต้องสูญเสียบิดามารดาจากโรคดังกล่าว จนมีผลกระทบต่อการศึกษา มหาวิทยาลัยวิทยาลัยรามคำแหง จึงขอมีส่วนร่วมในการดูแลและช่วยเหลือในเบื้องต้น

แก่นักศึกษาที่สูญเสียบิดามารดาจากโรคโควิด-19 โดยมหาวิทยาลัยจะให้ทุนการศึกษา เรียนฟรี 1 ปีการศึกษา (ปีการศึกษา 2564) แก่นักศึกษาปัจจุบันและผู้สมัครเป็นนักศึกษาใหม่ เป็นจำนวน 100 ทุนการศึกษา

“ทั้งนี้เพื่อให้นักศึกษาเหล่านี้มีโอกาสได้เรียนต่อโดยไม่หยุดชะงัก ซึ่งการให้ทุนการศึกษาครั้งนี้ เป็นมาตรการที่เพิ่มเติมจากการลดค่าเล่าเรียน 50% ของมหาวิทยาลัย ตามนโยบายของรัฐบาลและของกระทรวงการอุดมศึกษาฯ และหากมีผู้ได้รับความเดือนร้อนมากเกินกว่าจำนวนทุนการศึกษาที่กำหนดในข้างต้น มหาวิทยาลัยก็จะพิจารณาจัดสรรทุนการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป”รักษาราชการแทนอธิการบดีม.รามฯ กล่าว

สำหรับนักศึกษาที่ได้รับความเดือนร้อนในกรณีดังกล่าว สามารถยื่นความจำนงขอรับทุนการศึกษาได้ที่ งานแนะแนวจัดหางานและทุนการศึกษา กองกิจการนักศึกษา ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป รายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 0-2310-8080

“เด็ก10ขวบ” เอาตัวรอด หนีโควิดเข้าป่าหาเห็ดช่วยพ่อ-แม่หาเลี้ยงครอบครัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/476334

“เด็ก10ขวบ” เอาตัวรอด หนีโควิดเข้าป่าหาเห็ดช่วยพ่อ-แม่หาเลี้ยงครอบครัว

28 กรกฎาคม 2564 – 15:55 น.

สุรินทร์ “เด็ก10 ขวบ” เอาตัวรอดหนีโควิด เข้าป่าหาเห็ดช่วยพ่อแม่ เพียง 2 ชั่วโมง ได้เต็มตะกร้า นำไปประกอบอาหารเลี้ยงครอบครัว แทนการนำไปขายที่ตลาด ในยุคยุคข้าวยากหมากแพง อีกรูปแบบของการเรียนรู้วิชาชีวิต

ไม่มีใครตอบเด็กๆ นักเรียนได้ว่า อีกนานแค่ไหนจะไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนได้เหมือนเดิม แต่การอยู่นอกโรงเรียนก็ไม่เลวร้าย เมื่อการเรียนรู้วิชาชีวิตผ่านครอบครัวมีคุณค่า

เช่นเดียวกันไม่มีใครช่วยได้ว่าแต่ละวันจะเอาตัวรอดให้มีลมหายใจเพียงแค่มีกินอิ่มในแต่ละมื้อได้อย่างไร

ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปสำหรับเด็กนักเรียนในต่างจังหวัด การหวนคืนกลับสู่วิถีชุมชน หาเลี้ยงตัวเอง และช่วยเหลือครอบครัวในภาวะโรคโควิด-19 ระบาดหนักเป็นสิ่งที่พึงมี และลงมือทำทันที เพื่อความอยู่รอดของตัวเองและครอบครัว เช่นเดียวกับ เด็กวัย 10 ขวบ รายนี้

ย้อนกลับไปที่ป่าสนสองใบ ริมถนนหมายเลข 2077 สังขะ-สุรินทร์ บ้านกระทม ต.ทับทัน อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นป่าชุมชนที่ชาวบ้านใช้หาของป่ามาดำรงชีวิต ชาวบ้านที่ว่างเว้นจากงาน ต่างพาครอบครัวเข้าหาเห็ดป่าเพื่อนำไปประกอบอาหารเลี้ยงครอบครัว

โดยหนึ่งในชาวบ้านที่เข้าหาเห็ดชื่อนางสาวรัตติยา สุขดี อายุ 30 ปีที่ว่างเว้นจากงานประจำ ได้ชักชวนสามีและลูกชายวัย 10 ขวบ เข้าป่ามาหาเห็ดป่า โดยพึ่งเดินทางมาในช่วงบ่าย ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง สามารถหาเก็บเห็ดได้เกือบเต็มตะกร้า

"เด็ก10ขวบ" เอาตัวรอด หนีโควิดเข้าป่าหาเห็ดช่วยพ่อ-แม่หาเลี้ยงครอบครัว

เด็ก10ขวบเรียนรู้วิชาชีวิตกับพ่อแม่

นางสาวรัตติยา เล่าวิธีเก็บเห็ดป่าว่า จะใช้วิธีเดินสุ่มวนไปมาทั่วบริเวณป่า โดยมีวิธีสังเกตุหาจากที่ๆมีเศษใบไม้ปกคลุมอยู่ และจะมีเห็ดโผล่ขึ้นมาให้เก็บ ซึ่งเห็ดจะขึ้นตลอดทั้งวัน สามารถเข้ามาเก็บเห็ดได้เรื่อยๆ

ขณะที่เด็กชายคำใส อุสุภราช อายุ 10 ขวบ ลูกชายของนางสาวรัตติยา สุขดี เล่าว่า ช่วงนี้โรงเรียนยังไม่เปิดเรียน เพราะโควิด ตนจึงเดินทางมามากับแม่และพ่อ เพื่อช่วยหาเห็ดไปประกอบอาหารกินในครอบครัว

“ผมจะเก็บเฉพาะเห็ดที่รู้จักเท่านั้น นอกนั้นไม่กล้าเก็บเพราะกลัวว่าจะเป็นเห็ดพิษ สำหรับเมนูที่ตนชอบจะเป็นแกงเห็ดหน่อใส่ไม้ แต่ที่หาได้วันนี้ผมไม่ขาย จะเอาไว้ทำกับข้าวกิน”เด็กชายคำใส กล่าว

ทางด้าน นางสาวรัตติยา สุขดี อายุ 30 ปี ชาวบ้านท่าพระ ต.ศรีสุข อ.ศรีณรงค์ จ.สุรินทร์ เล่าว่า ตนมีอาชีพกรีดยางพารา โดยหลังจากกรีดยางเสร็จราว 10.00 น. ของวัน ซึ่งช่วงก่อนหน้านี้มีฝนตกติดต่อกันกว่า 3 วัน ทำให้มีเห็ดขึ้นในป่านี้ตลอดทั้งวัน ตนเองจึงได้ชักชวนครอบครัวมาเข้าป่าเพื่อหาเห็ด 

"เด็ก10ขวบ" เอาตัวรอด หนีโควิดเข้าป่าหาเห็ดช่วยพ่อ-แม่หาเลี้ยงครอบครัว

ป่าชุมชนแหล่งอาหารตามธรรมชาติ

โดยตนจะเก็บเฉพาะเห็ดที่รู้จักเท่านั้น ซึ่งก็รู้จักหลายชนิดพอสมควร ชนิดไหนที่ไม่รู้จักก็จะไม่เก็บ ในวันนี้ตนเองพึ่งมาได้ราว 2 ชั่วโมง ได้เห็ดเกือบเต็มตะกร้า แต่ตนไม่ขาย ตนจะเอาไว้ทำกินภายในครอบครัว

"เด็ก10ขวบ" เอาตัวรอด หนีโควิดเข้าป่าหาเห็ดช่วยพ่อ-แม่หาเลี้ยงครอบครัว

โรงเรียนชีวิต เก็บเห็ดได้เต็มตะกร้า

ส่วนใหญ่แล้วตนจะนำไปแกงใส่หน่อไม้ โดยในป่าแห่งนี้มีเห็ดขึ้นตลอดทั้งวัน หายังไงก็ไม่หมด ซึ่งที่ตนเก็บได้ในวันนี้ มีเห็ดแป้ง เห็ดหน้างัว เห็ดถ่าน เห็ดน้ำหมาก โดยเห็ดที่อร่อยที่สุดคือเห็ดกระมูลเหลือง โดยจะมีรสชาติออกหวานๆ ช่วงนี้เห็ดแพงหากตนนำไปขายคงได้หลายร้อยบาทเลย

ทีมข่าวคมชัดลึกอีสาน รายงาน