City in Nature เที่ยวสิงคโปร์มุมใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/661267

วันที่ 23 ส.ค. 2564 เวลา 10:30 น.City in Nature เที่ยวสิงคโปร์มุมใหม่เตรียมเที่ยวสิงคโปร์มุมใหม่ ใช้ยุทธการณ์ป่าล้อมเมืองแปลงโฉมเมืองนำร่องวิถีท่องเที่ยวใกล้ชิดธรรมชาติ เพิ่มเขตอนุรักษ์ป่าและพันธุ์สัตว์ เพิ่มพื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง

“สิงคโปร์” อาจขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น เต็มไปด้วยตึกสูงทันสมัย แต่ด้วยพื้นที่เพียง 700,000 กว่าตารางกิโลเมตร หรือ 437 ล้านไร่นี้ สิงคโปร์กำลังเตรียมตัวแปลงโฉมพัฒนาประเทศให้กลายเป็นเมืองในธรรมชาติ (City in Nature) ภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573) นักท่องเที่ยวจะได้ยลโฉมสิงคโปร์ในมุมใหม่ สัมผัสความสดชื่นจากพืชพันธ์ุธรรมชาติได้แล้วเร็ว ๆ นี้

จากแผนการขนาดใหญ่นี้ สิงคโปร์ได้ประกาศเริ่มโปรเจกต์มากมายที่จะฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวในภูมิทัศน์เมือง สร้างสวนระดับโลก และสานต่อโครงการอนุรักษ์ธรรมชาติและพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของแผนงาน

มันได (Mandai) ท่องเที่ยวโครงการอนุรักษ์ธรรมชาติและพันธุ์สัตว์ป่าในมุมใหม่ สัมผัสเขตอนุรักษ์นกนานาพันธุ์ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย

ด้วยขนาดกว่า 786 ไร่ โปรเจกต์มันได (Mandai) จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (eco-tourism) ที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ เชื่อมต่อสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ 5 แห่ง ทั้ง สวนสัตว์สิงคโปร์ (Singapore Zoo)  ไนท์ ซาฟารี (Night Safari) ริเวอร์ ซาฟารี (River Safari) และที่กำลังจะเปิดเร็วๆ นี้คือ สวนนก (Bird Park)และ สวนสัตว์ป่าฝน (Rainforest park) และ ที่พักเชิงนิเวศ บันยันทรี อีโค รีสอร์ท (Banyantree Eco-Restort) โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือ เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (eco-tourism) ที่ดึงดูดผู้เข้าชมมากกว่า 10 ล้านคนต่อปีคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2023 (พ.ศ. 2566)

สวนนก (Bird Park) แห่งใหม่นี้จะเป็นสวนนกขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียพร้อมสร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยนกสวยงามกว่า 3,500 ตัวจาก 400 สายพันธุ์ด้วยแนวคิด “เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า นกจะได้รับการดูแลศึกษาและขยายพันธุ์” ที่นี่นักท่องเที่ยวจะได้เพลิดเพลินกับนกสายพันธุ์ต่างๆ ที่โบยบินอย่างอิสระ ในแหล่งที่อยู่ที่ออกแบบมาใกล้เคียงกับแหล่งอาศัยตามธรรมชาติของนกแต่ละสายพันธุ์ของภูมิภาคต่างๆ ของโลกรวมทั้งสายพันธุ์ที่โดนคุกคามเพื่อสงวนพันธุ์นกไว้ และยังมีการแสดงของนกต่าง ๆ เช่น นกฟาร์มิงโก้ นกเพนกวิ้นและนกสายพันธุ์หายาก

สวนสัตว์ป่าฝน (Rainforest Park) จะชวนท่องเที่ยวไปในป่าฝนที่ถูกพัฒนาขึ้นมาให้มีความใกล้เคียงป่าฝนเขตร้อนตามธรรมชาติมากที่สุดนักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพอันได้แก่ระบบนิเวศในถ้ำ น้ำตก รวมถึงต้นไม้ในป่าและสัตว์ป่าหลากหลายชนิดและสายพันธุ์ที่สามารถใช้ชีวิตกับคนได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์ดูแลและฟื้นฟูสัตว์ป่าที่บาดเจ็บ โดยจะมีทีมงานและอาสาสมัครช่วยดูแลสัตว์ป่าที่ประชาชนพบเจอ นำมาส่งที่สวนสัตว์ป่าฝนแห่งนี้ช่วยดูแลต่อก่อนปล่อยสู่ธรรมชาติ ไฮไลต์อีกอย่างหนึ่งคือ สวนสัตว์ป่าฝนแห่งนี้จะรวบรวมความหลากหลายทางชีวภาพที่พบได้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้ในที่เดียว

นอกจากนี้ ยังมีที่พัก บันยันทรี อีโค่ รีสอร์ท(Banyan Tree eco-resorts) ที่ผ่านการดีไซน์ให้มีความสอดคล้อง เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติโดยรอบ (Biophilic design) รีสอร์ทรูปแบบใหม่นี้วางแผนที่จะเปิดให้บริการในปี 2023 อีกด้วย

เที่ยวออร์ชาร์ดมุมใหม่ กับ “โอเอซิสสีเขียวกลางเมือง”

ถนนสวรรค์นักช้อปแห่งนี้กำลังจะกลายมาเป็นสุดยอดแหล่งท่องเที่ยวไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ ด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ที่จะแต่งแต้มสีสันพร้อมให้ความร่มเย็นตลอดแนวถนนความยาว 6 กิโลเมตร เชื่อมต่อบริเวณสวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ (Singapore Botanic Gardens) ที่ได้รับการรับรองจากยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นมรดกโลก สวนภายในอิสตน่า (Istana Park) และสวนสาธารณะฟอร์ทแคนนิง (Fort Canning Park) ทอดยาวสู่แม่น้ำสิงคโปร์ระเบียงสีเขียวแห่งใหม่นี้จะเป็นทางเท้าที่ได้ร่มเงาจากต้นไม้ เป็นพื้นที่พักผ่อนหรือทำกิจกรรม และเป็นสนามเด็กเล่นแบบธรรมชาติ ให้เด็กและครอบครัวสามารถสำรวจธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ทั้งที่อยู่ใจกลางเมือง

สัมผัสพื้นที่สีเขียวที่ร่มเย็น เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความสุขมุมใหม่ กับขนาดความใหญ่ 562 ไร่ ที่ จูร่งเลค การ์เด้นส์ (Jurong Lake Gardens)

เนื้อที่ขนาดใหญ่กว่า 562 ไร่ ของ จูร่งเลค การ์เด้นส์ประกอบด้วย 4 โซนได้แก่ เลคไซด์ การ์เด้น (Lakeside Garden) ไชนีสการ์เด้น (Chinese Garden) เจแปนนีส การ์เด้น (Japanese Garden) และการ์เด้น พรอมมาเนด (Garden Promenade) ในปีหน้าหากสถานการณ์โควิดคลี่คลายมีการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจูร่งเลค การ์เด้นส์ จะต้องกลายเป็นจุดหมายใหม่มาแรงสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างแน่นอน

(เครดิตภาพ: NParks)

ไฮไลต์น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวในสวนแต่ละโซน ได้แก่ โซนเลคไซด์ การ์เด้น มียูธปาร์ค (Youth Park) ที่มีสนามสเก็ต เส้นทางปั่นจักรยาน และสนามหญ้าขนาดใหญ่ที่มาพร้อมไม้ดอกสีชมพูนานาพันธุ์  นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมอุโมงค์ป่าไผ่รับไอเย็นจากน้ำตก และชมความงามของโคมพระจันทร์ได้ที่ มูน แลนเทิร์น เทอเรซ (Moon Lantern Terrace) ในช่วงกลางคืนได้ที่โซนไชนีสการ์เด้น ส่วนเจแปนนีส การ์เด้นมีอาคารหลังใหม่ฮอลล์ คอมเพล็กซ์ (Hall Complex) ที่รายล้อมด้วยสวนซึ่งจะเป็นแหล่งรวมพันธุ์บัวใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ที่ อาควาติก การ์เด้น (Aquatic Garden)

สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าประเทศสิงคโปร์นั้นจริงจังกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมากเพียงใด และแสดงถึงเจตนารมณ์ที่แรงกล้าในการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองในธรรมชาติ หรือ City in Nature ภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573) ย้ำจุดยืนว่าการพัฒนาเมืองต้องควบคู่ไปกับธรรมชาติ และสิงคโปร์จะไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้ รอติดตามโครงการใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคตได้เลย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s