จีนกักตัวนานอาจไร้ผล หลังพบเคสติดเชื้อหลัง 21 วัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663132

วันที่ 14 ก.ย. 2564 เวลา 12:05 น.จีนกักตัวนานอาจไร้ผล หลังพบเคสติดเชื้อหลัง 21 วันผู้เชี่ยวชาญและชาวโซเชียลตั้งคำถามเรื่องกักตัวนานแต่ไม่ได้ผล หลังชายจีนกักตัวครบ 21 วัน แต่ตรวจพบว่าติดเชื้อหลังกลับจากต่างประเทศ 37 วัน

มณฑลฝูเจี้ยนทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีนเผชิญกับการระบาดของ Covid-19 อีกครั้งหลังจากเพิ่งควบคุมการระบาดระลอกก่อนหน้านี้ได้สำเร็จเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนซึ่งเป็นการระบาดที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 1 ปี เน้นย้ำถึงความท้าทายที่เพิ่มขึ้นจากสายพันธุ์เดลตา แม้ในประเทศที่มีมาตรการสกัดการแพร่ระบาดที่เข้มงวดที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง

การระบาดระลอกใหม่ในมณฑลฝูเจี้ยนทำให้มีผู้ติดเชื้อแล้วมากกว่า 60 คน รวมทั้งนักเรียนประถม 15 คน หลังจากตรวจพบเด็กชายสองพี่น้องจากโรงเรียนประถมในเขตเซียนโหยวของเมืองผูเถียนติดเชื้อระหว่างตรวจหาเชื้อให้นักเรียนตามปกติ จากนั้นพบนักเรียนอีก 1 คนและผู้ปกครอง 3 คนติดเชื้อในวันถัดมา

ผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลจีนคาดว่าพ่อของนักเรียนรายหนึ่งที่เพิ่งกลับมาจากสิงคโปร์อาจเป็นต้นตอของการแพร่เชื้อครั้งใหม่นี้ ทั้งที่กักตัวครบตามที่ทางการกำหนดแล้ว

ผู้ปกครองรายนี้เดินทางกลับมาถึงเมืองเซี่ยเหมินเมื่อวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา และเข้ากักตัวในโรงแรมซึ่งเป็นสถานกักตัวทางเลือก 14 วัน ต่อด้วยการกักตัวที่ศูนย์กักตัวของทางการในเมืองเซียนโหยวอีก 7 วัน จากนั้นเดินทางกลับบ้านและเฝ้าระวังต่ออีก 1 สัปดาห์

ระหว่างกักตัว 21 วันมีการตรวจหาเชื้อ 9 ครั้งซึ่งผลออกมาพบว่าไม่ติดเชื้อทั้งหมด ก่อนที่จะพบว่าเขาติดเชื้อเมื่อวันศุกร์ที่ 10 ก.ย. หรือ 37 วันหลังเดินทางกลับจีน

ทางการจีนไม่ได้เปิดเผยว่าชายรายนี้ติดเชื้อเมื่อใด ที่ใด หรือติดอย่างไร ทว่าระยะเวลาฟักตัวของเชื้อที่นานเกิน 21 วันถือเป็นเรื่องผิดปกติอย่างมาก โดยนักวิจัยจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคในมณฑลกวางตุ้งพบว่า เชื้อสายพันธุ์เดลตามีระยะเวลาฟักตัวเฉลี่ย 4 วัน

ด้วยเหตุนี้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบางคนของจีนจึงตั้งคำถามว่า ชายคนดังกล่าวอาจได้รับเชื้อหลังเดินทางกลับมาถึงเขตเซียนโหยวแล้ว

ขณะที่ผู็เชี่ยวชาญมองว่า แม้ว่ายุทธศาสตร์คุม Covid-19 ให้เป็นศูนย์ดูเหมือนจะได้ผล แต่จีนทางการจีนต้องใช้เวลานานขึ้นในการสกัดและควบคุมการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตาให้กลับมาเป็นศูนย์อีกครั้งเมื่อเทียบกับการระบาดระลอกก่อนๆ

หวงเหยียนจง จากคณะกรรมการวิเทศสัมพันธ์ (CFR) เผยว่า ยุทธศาสตร์นี้กำลังเผชิญปัญหาเรื่องประสิทธิภาพที่ถดถอยลงเมื่อต้องเจอกับสายพันธุ์ที่แพร่กระจายได้ง่ายอย่างเดลตา

“มันจะยากขึ้นเรื่อยๆ ในการรักษาแนวทางนั้น ในแง่ของเวลา พลังงานขององค์กร และความเจ็บปวดทางการเงินและเศรษฐกิจที่ใช้ในการทำตัวเลขกลับมาเป็นศูนย์ ไม่ว่าข้อจำกีดการเดินทางจะเข้มงวดแค่ไหน คุIจะยังมีเคสนำเข้าและทำให้เกิดการระบาดในประเทศ”

บางประเทศ อาทิ ออสเตรเลียและสิงคโปร์พากันเปลี่ยนมาเป็นการเรียนรู้การอยู่ร่วมกับ Covid-19 หลังพึงพายุทธศาสตร์คุม Covid-19 ให้เป็นศูนย์มาตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา โดยในออสเตรเลียประชาชนเริ่มไม่พอใจมาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวด การประท้วงต่อต้านมาตรการล็อกดาวน์เกิดขึ้นตามเมืองใหญ่ๆ แม้ว่าตัวเชผู้ติดเชื้อจะพุ่งขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว 

อย่างไรก็ดี จีนกลับเพิ่มความพยายามในการสกัดการแพร่ระบาดอย่างเข้มข้นซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์มองว่าเป็นข้อพิสูจน์ของความเหนือกว่าของระบอบการเมืองแบบเผด็จการ

ในจีนมาตรการที่เข้มงวดนี้ยังคงได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมาตรการต่างๆ เหล่านี้บังคับใช้เฉพาะในพื้นที่เล็กๆ ของประเทศที่มีประชากรกว่า 1,400 ล้านคนในแต่ละครั้ง ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยปราศจาก Covid-19 มากกว่าที่ต้องอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์ที่ยืดเยื้อ

“มันเป็นธรรมชาติ เมื่อคุณไม่ใช่เหยื่อของการล็อกดาวน์ คุนก็จะสนับสนุนมาตรการใดๆ ก็ตามที่ทำให้คุฯปลอดภัย แม้ว่าคุณจะต้องเผชิญกับการล็อกดาวน์ แต่คุณก็ยังพบว่ามันพอทนได้เพราะมันเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก” หวงกล่าว 

อย่างไรก็ดี หวงเตือนว่า การสนับสนุนของประชาชนและความอดทนอาจค่อยๆ หมดไปหากการระบาดยืดเยื้อออกไป “ทางการจีนจะใช้มาตรการล็อกดาวน์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ผมคิดว่าในที่สุดการสนับสนุนจากสาธารณะจะหมดไป”

Photo by STR / AFP

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s