พันล้านสู่ศูนย์ Elizabeth Holmes นักปฏิวัติวงการแพทย์ผู้อื้อฉาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662982

วันที่ 12 ก.ย. 2564 เวลา 16:25 น.พันล้านสู่ศูนย์ Elizabeth Holmes นักปฏิวัติวงการแพทย์ผู้อื้อฉาว เอลิซาเบธ โฮล์มส์ อดีตผู้บริหารที่ถูกจับตามากทีสุดคนหนึ่งแห่งบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ Theranos กำลังถูกพิจารณาคดีในคดีฉ้อโกงทางอาญา ในคดีที่มีผู้จับตามากทีสุดคดีหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการธุรกิจ

ในช่วงเวลานี้ คงไม่มี (อดีต) ผู้บริหารสตาร์ทอัพคนไหนที่จะครอบครองพื้นที่สื่อได้เท่ากับ เอลิซาเบธ โฮล์มส (Elizabeth Holmes) แห่งบริษัทเทรานอส (Theranos) อีกแล้ว

แต่น่าเสียดายที่พื้นสื่อของโฮล์มส ไม่ใช่ข่าวที่น่าพิสมัยนัก เกือบร้อยทั้งร้อยเป็นข่าวเกี่ยวกับการพิจารณาคดีของเธอที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น รวมถึงการขุดเบื้องหลังการเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของ Theranos บริษัทที่ครั้งหนึ่งมีอนาคตไกล แต่แล้วรายหดหายจากระดับพันล้านจนกลายเป็นศูนย์ในเวลาไม่นานนัก

ย้อนกลับไปเมื่อ 18 ปีก่อน โฮล์มส จัดตั้ง Theranos ด้วยวัยเพียง 19 ปี ภายในเวลา 1 ปี ระดมทุนได้ถึง 6.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่อมาภายในเวลา 3 ปี สามารถระดมทุนได้กว่า 44 ล้านเหรียญสหรัฐ Theranos เนื้อหอมสุดติดต่อกันนานหลายปี แถม โฮล์มส เองก็ถูกมองว่าเป็นอนาคตไอคอนแห่งวงการในระดับเดียวกับ สตีฟ จ็อบส์ เลยทีเดียว

เมื่ออายุได้ 32 ปี โฮล์มส์ได้รับการขนานนามว่าเป็น “มหาเศรษฐีหญิงที่สร้างตัวเองที่อายุน้อยที่สุด” โดย Forbes

จนกระทั่งเมื่อปี 2015 บริษัทมีมูลค่าตลาดสูงถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่แล้วในปีเดียวกันนั้นเอง ทุกสิ่งที่สร้างมาก็เริ่มที่จะสั่นคลอน และสุดท้ายบริษัทถูกสื่อขุดคุ้ยความจริงจนแทบไม่เหลือชิ้นดี

กลายเป็นว่าสตาร์ทอัพในตำนานกับนายหญิงยอดอัจฉริยะ ถูกมองว่าเป็นเรื่องอื้อฉาวที่สุดเรื่องหนึ่งในวงการ แม้ว่าเจ้าตัวจะยืนยันในความบริสุทธิ์ ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ และบริการก็ตาม

เรื่องราวของ โฮล์มส กับ Theranos จึงไม่ได้เกี่ยวกับความสำเร็จอันสวยหรูของวงการสตาร์ทอัพเท่านั้น แต่ยังฉายให้เห็นด้านมืด ความผิดพลาด และความล้มเหลวที่บรรดาเจเนอเรชั่นใหม่ที่แสวงหาความร่ำรวยแบบสำเร็จรูป จะต้องพึงสังวรให้ดี

เรื่องนี้อาจไม่ใช่ตัวอย่างของความสำเร็จสวยหรูอย่างที่เราเคยนำเสนอมาตลอด แต่เป็นตัวอย่างของความผิดพลาดและการจัดการเรื่องอื้อฉาวที่บริษัทเกิดใหม่สามารถใช้เป็นกรณีศึกษาได้

เพราะหากมุ่งแต่ความสำเร็จโดยไม่ประเมินโอกาสตกม้าตาย ก็เท่ากับทำธุรกิจด้วยความเลินเล่อ

เส้นทางมหาเศรษฐีพันล้าน

ตำนานสตาร์ทอัพอันอื้อฉาวนี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อตอนที่ โฮล์มส อายุได้ 19 ปี ตอนนั้นเธอยังเป็นนักศึกษาด้านวิศวกรรมเคมี ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แต่ยังไม่ทันจะจบการศึกษาเธอก็ชิงลาออกเสียก่อน ตามสูตรไอคอนในวงการที่มักเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย แต่มักสร้างกิจการที่ยิ่งใหญ่ด้วยตัวเองหลังจากนั้น

โฮล์มสก็เช่นกัน เธอมีความคิดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการแพทย์ที่ครอบคลุม เป็นระบบสาธารณสุขแบบสามัญประจำบ้านที่ทุกคนเข้าถึงได้ รวมถึงลดความซับซ้อนและราคาที่แสนแพงของการเข้าถึงการรักษาในสหรัฐ

แต่แรงบันดาลใจจริงๆ เกิดจากประสบการณ์ในวัยเด็กที่เธอต้องสูญเสียญาติสนิทด้วยโรคมะเร็ง ทำให้เธอเฝ้าคิดคำนึงอยู่เสมอว่า หากเราสามารถรู้ล่วงหน้าว่ากำลังป่วยด้วยโรคอะไร คงจะไม่ต้องสูญเสียคนที่รักไปก่อนกาล

นี่คือความฝันที่สตาร์ทอัพส่วนใหญ่อยากจะทำกัน นั่นคือการสร้างธุรกิจที่ทำกำไรไปพร้อมๆ กับรับผิดชอบต่อสังคม หรือหากมีฝันที่สูงส่งสักหน่อยก็อาจฝันถึงการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น โฮล์มส ก็เช่นกัน เธอหวังที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในระบบสาธารณสุขอันเป็นปัจจัยสำคัญของชีวิตมนุษย์ แต่คนส่วนใหญ่ในโลกมักเข้าไม่ถึงปัจจัยนี้

แนวคิดของ โฮล์มส ได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์ที่ปรึกษาผู้เห็นดีเห็นงามกับการลาออกจากมหาวิทยาลัยไปตั้งบริษัท แถมตัวเขาเองยังกระโจนมาร่วมงานด้วยอีกต่างหาก อาจารย์คนนี้เผยว่า ในเวลานั้นเขามองเห็นแววตาของ โฮล์มส สะท้อนแววตาของ บิล เกตส์ หรือคนอย่าง สตีฟ จ็อบส์ หรือ ไมเคิล เดล ซึ่งล้วนแต่เป็นไอคอนผู้สร้างตัวเองจากศูนย์สู่แสนล้าน

ตรวจเลือดอัจฉริยะเหลือเชื่อ

คำยกยอนี้ไม่เกินความจริงเท่าไหร่นัก ในขณะที่ Theranos กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความโหยหาในบริการสาธารณสุขแบบครบวงจรแต่ไม่ซับซ้อนของชาวสหรัฐ ทำให้ Theranos เริ่มได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ บวกกับบริษัทและนายทุนต่างเห็นแวว คอยอัดฉีดเงินทุนไม่หยุดหย่อน

บริการของ Theranos คือการบริการตรวจสุขภาพแบบทันใจ ไม่ต้องผ่านกระบวนการของโรงพยาบาลหรือแล็บตรวจ ซึ่งคิวยาวและกระโดดไปกระโดดมา โฮล์มส จัดการขมวดกระบวนการที่เยิ่นเย้อนี้ด้วยการตรวจแบบวันสต็อปผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า Edison วิธีการก็ไม่ซับซ้อนไปกว่าการใช้เข็มเจาะเลือด หรือ Fingerstick แทนที่จะดึงเลือดออกมาจากเข็มทีละมากๆ แล้วนำไปเข้าแล็บเทคนิคการแพทย์เพื่อตรวจอีกรอบก่อนจะไปถึงมือหมอ เพื่อลงรายละเอียดตามอาการที่แล็บตรวจพบอีกครั้ง

วิธีการนี้ช่วยย่นระยะเวลาในการตรวจโรคของชาวสหรัฐ และทำให้เธอได้รับการยกย่องเป็นผู้ปฏิวัติวงการแพทย์เลยทีเดียว พร้อมกับที่ Theranos สั่งสมทุนและรายได้มากมายจนถูกประเมินว่ามีมูลค่าตลาดระดับกว่าพันล้าน

โฮมส์ ใช้เวลานานถึง 11 ปี ในการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จะอำนวยความสะดวกในการตรวจเลือดของแพทย์ให้ถูกต้องแม่นยำ ราคาสบายกระเป๋า โดยเทคโนโลยีการตรวจเลือดของบริษัท Theranos นั้นไม่ง้อเข็มปลายแหลมคมดูดเลือดแต่อย่างใด เพียงแค่ขอเลือด 1 หยดจากนิ้วโป้งเพียงหยดเดียวก็สามารถตรวจเลือดได้แล้ว

นอกจากจะง่ายแล้ว เรื่องความเร็วของการรู้ผลตรวจก็ฉับไวยิ่งกว่า เพราะหากพึ่งพาวิธีเดิมด้วยการนำเลือดจากหลอดแก้วไปเข้าห้องแล็บก็ต้องรอผลนานหลายวัน แต่หากใช้วิธีของ โฮมส์ แค่รอเพียง 4 ชม.ก็สามารถรู้ได้แล้วว่าผู้ป่วยเป็นโรคอะไร และจะต้องดำเนินการรักษาอย่างไรต่อไป

ส่วนเรื่องราคาหลายคนคงคิดว่านวัตกรรมใหม่แห่งการตรวจเลือดนี้คงแพงสมกับระยะเวลาในการคิดค้นนานถึง 11 ปี แต่ ปรากฎว่ามีราคาเพียง 30 เหรียญสหรัฐ หรือราว 990 บาทเท่านั้น เทียบไม่ติดกับราคาเดิมในโรงพยาบาลที่มีค่าใช้จ่ายในการตรวจเลือดแต่ละครั้งหลายพันบาท

ผลก็คือ ในปี 2014 Walgreens ร้านขายยารายใหญ่ที่มีสาขามากที่สุดในสหรัฐถึง 8,100 แห่ง ยังประกาศวางแผนที่จะใช้เครื่องมือการตรวจเลือดของ Theranos เข้ามาขายในร้านค้า ส่วนโฮล์มได้กลายมาเป็นเศรษฐินีพันล้านได้สำเร็จ โดยรายได้หลักที่ทะยานขึ้นจากบริษัทนั้นมาจากการถือครองหุ้น 50% ของเธอ

มุมมืดของ Theranos

แต่แล้วภาพลักษณ์นักปฏิวัติวงการแพทย์เริ่มสั่นคลอนลง เมื่อเดือน ต.ค. ปี 2015 หนังสือพิมพ์เดอะ วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานอ้างข้อมูลจากอดีตพนักงานของ Theranos ว่า Edison อาจให้ผลการตรวจสอบที่ผิดพลาด นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์หลายรายยังกังขากับความน่าเชื่อถือของระบบนี้ ยังไม่นับผู้ใช้บริการอีกจำนวนหนึ่งที่รับรู้ถึงความไม่ชอบมาพากล และร้องเรียนไปยังสำนักงานอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐ

จนกระทั่งมีการตรวจสอบอย่างจริงจัง ที่น่าตกใจก็คือ มีการเปิดเผยว่าที่จริงแล้วหลายๆ กรณี Theranos ไม่ได้ใช้เครื่อง Edison ตรวจแต่อย่างใด แต่ใช้วิธีการตรวจแบบเดิมที่แพทย์ทั้งหลายใช้กัน ทั้งยังใช้เครื่องตรวจของบริษัทอื่นอีกด้วย ทำให้ข้อครหาต่อบริษัทและผู้ก่อตั้งเริ่มรุนแรงขึ้น แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธรายงานข่าวและข้อกล่าวหาทั้งหมดก็ตาม

การตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ Theranos ยังมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยดีลที่ไม่โปร่งใส การอ้างตัวเลขทางธุรกิจที่เลื่อนลอย ไปจนถึงการตรวจสอบประสิทธิภาพของ Edison อย่างจริงจังจนพบข้อบกพร่องที่ชัดเจนขึ้น โดยสื่อและหน่วยงานของรัฐตามกัดเรื่องนี้ไม่ยอมปล่อยตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จนกระทั่งเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2016 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้ตั้งคณะกรรมาธิการสอบสวนกรณี Theranos อย่างเป็นทางการ

เมื่อปี 2014 เธอได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Forbesว่าเป็นเศรษฐินีหญิงสร้างตัวที่อายุน้อยที่สุดในสหรัฐ ด้วยมูลค่าทรัพย์สินถึง 4,700 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่หลังจากถูกเปิดโปง ในปี 2016 Forbes จึงประเมินทรัพย์สินของเธอใหม่และพบว่ามันมีค่าเท่ากับศูนย์ เนื่องจากเธอถือหุ้นสามัญของบริษัท จึงเป็นรายสุดท้ายที่จะได้รับเงินปันผลหากกิจการล้มลง

ในปี 2017 Theranos ตกลงยอมความคดีแพ่งกับบริษัท Walgreens ด้วยจำนวนเงินที่ไม่เปิดเผยและบรรลุข้อตกลงกับนักลงทุนให้ยุติการฟ้องร้องกับบริษัท แต่มันไม่ช่วยให้โฮล์มและ Theranos ถูกฟ้องอาญาจากรัฐได้

ในเดือนมิถุนายน 2018 คณะลูกขุนใหญ่แห่งสหพันธรัฐฟ้องโฮล์มส์และอดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Theranos (COO) คือ ราเมช บัลวานี ในข้อหาฉ้อโกง 9 กระทง และข้อหาสมรู้ร่วมคิดฉ้อโกง 2 กระทงฐานแจกจ่ายการตรวจเลือดโดยให้ผลลัพธ์ที่เป็นเท็จแก่ผู้บริโภค

ราเมช บัลวานี (Ramesh Balwani) นั้นมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับกับเอลิซาเบธ โฮล์มส์ระหว่างดำรงตำแหน่งที่Theranos โฮล์มส์พบเขาในปี 2002 ตอนเธออายุแค่ 18 ปี ขณะที่ยังเรียนอยู่ เขาอายุมากกว่าโฮล์มส์ 19 ปีและแต่งงานแล้วในเวลานั้น ความสัมพันธ์เชิงชู้วาวของพวกเขาไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อนักลงทุนของ Theranos

คดีรฐบาลสหรัฐฟ้องโฮล์มและพวก (U.S. v. Holmes, et al.) เริ่มเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2021 และคาดว่าจะใช้เวลา 13 สัปดาห์หรือนานกว่านั้น หากถูกตัดสินว่ามีความผิด โฮล์มส์อาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี และอาจมีการชดใช้ค่าเสียหายและค่าปรับอีกหลายล้าน

เหตุเพราะเล่นเส้นแท้ๆ

ความน่าเชื่อถือของ Theranos นั้นส่วนหนึ่งมาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวของโฮล์มส์และความสามารถของเธอในการระดมการสนับสนุนจากผู้มีอิทธิพล รวมถึงเฮนรี คิสซิงเจอร์ (Henry Kissinger) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระดับตำนาน, จอร์จ ชูลทซ์ (George Shultz) นักการทูต นัการเมืองและนักเศรษฐศษสตร์ผู้ทรงอิทธิพล, เจมส์ แมททิส (James Mattis) อดีตนายทหารระดับบัญชาการและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ และเบตซี ดีวอส (Betsy DeVos) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

หนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการชุดแรกของ Theranos ที่โฮล์มส์เชิญมาคือจอร์จ ชูลทซ์ และชูลทซ์มีส่วนร่วมในช่วงต้นในการช่วยเหลือการสรรหคณะกรรมการ Theranos จำนวน 12 คนรวมถึงบุคคลที่เอายมาข้างต้นและยังมีนักการเมืองและนักการทหารอีกจำนวนหนึ่ง เรียกได้ว่า Theranos เต็มไปด้วยคนของรัฐบาลและฝ่ายการเมืองัท้งจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกกัน “เส้น” ฝ่ายการเมืองของพวกเขาจึงหนาปึ๊ก

นอกจากนี้ คณะกรรมการและนักลงทุนของ Theranos ได้รวมบุคคลที่มีอิทธิพลดสาขาอื่นๆ หลายคนไว้ด้วย นักลงทุนรายใหญ่คนแรกของโฮล์มส์คือทิม เดรเปอร์ (Tim Draper) นักลงทุนร่วมทุนในซิลิคอน วัลเลย์ และเป็นพ่อของเจสซี่ เดรเปอร์ เพื่อนสมัยเด็กของโฮล์มส์ ซึ่งสนิทกันขนาดที่เขา “เขียนเช็คโฮล์มส์” เป็นเงินเงิน 1 ล้านดอลลาร์เมื่อได้ยินข้อเสนอแรกเริ่มของเธอที่จะตั้งบริษัท

กลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ของ Theranos ยังรวมถึงรูเพิร์ท มเอร์ดอค (Rupert Murdoch) เจ้าพ่อสื่อรายใหญ่ของโลก, ครอบครัวสอลตัน (Walton) ผู้บริหารของบริษัท Walmart, ครอบครัวค็อกซ์ของ Cox Enterprises บริษัทยานยนต์และโทรคมนาคมรายใหญ่ของโลก และการ์โลส สลิม เอลู (Carlos Slim Helu) มหาเศรษฐกิอันดับต้นๆ ของเม็กซิโก

ปรากฎว่านักลงทุนที่คอยเป็นเส้นสายให้โฮล์มเหล่านี้แต่ละรายสูญเสียเงินหลายสิบถึงหลายร้อยล้านดอลลาร์เมื่อ Theranos ล่มสลาย

Photo by Nick Otto / AFP

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s