‘วันที่อยู่อาศัยโลก’ พัฒนาอย่าลืมคนฐานราก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606789

‘วันที่อยู่อาศัยโลก’ พัฒนาอย่าลืมคนฐานราก

วันพุธ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดให้ “วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม” ของทุกปีเป็น “วันที่อยู่อาศัยโลก(World Habitat Day)” เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญด้าน “สิทธิในที่อยู่อาศัย” โดยเฉพาะในเมืองต่างๆ นั้นต้องมีที่อยู่ที่เพียงพอสำหรับทุกคน กิจกรรมวันที่อยู่อาศัยโลกจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2529 ณ กรุงไนโรบี เมืองหลวงของประเทศเคนยา โดยในปีนั้นมีคำขวัญว่า “ที่พักพิงคือสิทธิของฉัน (Shelter is My Right)” และจัดอย่างต่อเนื่องทุกปี สลับหมุนเวียนไปตามเมืองต่างๆ ทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับวันที่อยู่อาศัยโลกประจำปี2564 (World Habitat Day 2021) นั้นตรงกับวันจันทร์ที่ 4 ต.ค. 2564 โดยคำขวัญในปีนี้คือ “เร่งปรับปรุงเมืองเพื่อโลกปลอดคาร์บอน (Acceleratingurban action for a carbon-free world)” ด้วยเหตุว่าเมืองนั้นเป็นสถานที่ที่ปล่อยคาร์บอน หรือก๊าซที่ก่อมลภาวะขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศถึงร้อยละ 70 จากกิจกรรมต่างๆ ทั้งการขนส่ง อาคาร การใช้พลังงาน และการจัดการของเสียซึ่งทุกภาคส่วนไม่ว่ารัฐ เอกชนและประชาชน ต้องทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างยั่งยืน

ในประเทศไทย เครือข่ายสลัม4 ภาค องค์กรภาคประชาสังคม (NGO)ที่ทำงานด้านสิทธิของ “คนจนเมือง” เป็นองค์กรแกนหลักในภาคประชาชนที่จัดกิจกรรมวันที่อยู่อาศัยโลกอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยมีการเดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของคนระดับฐานรากหาเช้ากินค่ำที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ เนื่องจากนโยบายการพัฒนาของรัฐมักส่งผลกระทบต่อประชากรกลุ่มนี้ เช่น การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย การรื้อย้ายชุมชนแออัดหรือชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานในพื้นที่สาธารณะ ทั้งที่คนระดับฐานราก เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของเมือง

โดยในปี 2564 นั้น กิจกรรมได้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2564 ซึ่งเครือข่ายฯ ได้ร่วมกันยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.)ที่ศาลาว่าการ กทม. (เสาชิงช้า) ทวงถามความคืบหน้าดังนี้ 1.ความคืบหน้าการจดทะเบียนรับรองชุมชนที่มีขนาดเล็กกว่า 100 หลังในเขตกรุงเทพมหานคร 2.ความคืบหน้าการแก้ปัญหาที่ดิน ที่อยู่อาศัย ที่อยู่ในการดูแลของกรุงเทพมหานคร 5 พื้นที่ แบ่งเป็นพื้นที่ตามนโยบายโฉนดชุมชน 4 พื้นที่

คือ 2.1 ชุมชนหลวงวิจิตร เขตคันนายาว 2.2 ชุมชนเพชรคลองจั่น เขตบึงกุ่ม 2.3 ชุมชนโรงหวาย เขตสวนหลวง และ 2.4 ชุมชนหลัง สน.ทองหล่อ เขตวัฒนา กับพื้นที่ตามนโยบาย คทช. มาตรา 9 อีก 1 พื้นที่ คือ ชุมชนบึงลำไผ่ เขตมีนบุรี และ 3.ความคืบหน้าการแก้ปัญหาคนไร้บ้านในเขตกรุงเทพมหานคร ด้านที่พักอาศัยชั่วคราว และการเข้าถึงระบบสวัสดิการรักษาพยาบาล การช่วยเหลือในสถานการณ์วิกฤตโควิด-19

และวันที่ 4 ต.ค. 2564 มีการทำกิจกรรมหน้ากระทรวงคมนาคม เรียกร้องให้เร่งแก้ไขปัญหาที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ซึ่งประชาชนผู้อยู่อาศัยได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐ ประกอบด้วยโครงการก่อสร้างทางรถไฟเชื่อม3 สนามบิน, โครงการพัฒนาที่ดินย่านมักกะสัน, กม.11 และย่านบางซื่อ และโครงการก่อสร้างแก้มลิงบึงมักกะสัน เนื่องจากที่ผ่านมาได้ข้อสรุปจากการประชุมอนุกรรมการแก้ไขปัญหาด้านที่ดินที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2564 โดยให้ ร.ฟ.ท. จัดหาที่ดินรองรับประชาชนกลุ่มดังกล่าว

นอกจากนี้ ในวันที่ 3 ต.ค. 2564 ยังมีการแถลงข่าว (ออนไลน์) ผ่านเพจเฟซบุ๊คของเครือข่ายฯ สะท้อนปัญหา “คนเช่าห้องพักรายเดือน”ที่สุ่มเสี่ยงกลายเป็น “คนไร้บ้าน-เร่ร่อน”เพราะวิกฤตเศรษฐกิจที่สืบเนื่องจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ส่งผลให้คนจำนวนมากไม่มีรายได้เพราะตกงานหรือกิจการต้องปิดตัวลง รวมถึงอีกหลายรายแม้จะยังมีงานทำแต่ก็มีรายได้ลดลง คนเหล่านี้จำนวนไม่น้อยอาจไม่สามารถจ่ายค่าเช่าห้องพักได้และต้องหลุดออกมากินอยู่หลับนอนในพื้นที่สาธารณะ

ในการแถลงข่าวนี้เปิดเผยถึงผลสำรวจจำนวน 216 ตัวอย่าง เป็นชาย 122 คน หญิง 94 คน ใน 9 จังหวัด โดย 3 จังหวัดที่สำรวจได้มากที่สุดคือ กรุงเทพฯ ร้อยละ 33 เชียงใหม่ร้อยละ 30 และกาญจนบุรี ร้อยละ 30ส่วนอีก 6 จังหวัด ประกอบด้วย ขอนแก่น จันทบุรี ชลบุรี นนทบุรี ปทุมธานีและระยอง กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 51 อายุ 61 ปีขึ้นไป รองลงมา ร้อยละ 33 อายุ 25-40 ปี และอันดับ 3 อายุ 40-60 ปี ส่วนระดับการศึกษา 3 อันแรก คือประถมศึกษา ร้อยละ 46 รองลงมาคือ มัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 20.3 และอันดับ 3 มัธยมตอนปลาย ร้อยละ 11.8

ตัวอย่างข้อค้นพบในการสำรวจนี้คือ 1 “กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เลือกเช่าห้องพักราคาเดือนละ 1,000-2,000 บาท” โดยพบถึงร้อยละ 47 รองลงมา เดือนละ 2,001-2,500 บาทร้อยละ 19 และอันดับ 3 เดือนละ2,501-3,000 บาท ร้อยละ 16 ทั้งนี้ “กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 70 เลือกห้องพักขนาด 3.5×4 เมตร” ขณะที่อีกร้อยละ 20 เป็นห้องขนาดน้อยกว่า 3.5×4 เมตร ส่วนอีกร้อยละ 9เช่าบ้านเป็นหลัง

อนึ่ง “กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 66 เช่าห้องพักอยู่เป็นครอบครัว”ตามด้วยร้อยละ 13 ญาติพี่น้อง ส่วนอันดับ 3 ไม่ประสงค์ให้ข้อมูล ร้อยละ 11และอันดับ 4 เพื่อน ร้อยละ 10 “รายได้ต่อเดือนของผู้เช่าก่อนเกิดสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 41 ระบุว่า อยู่ที่ 7,501-10,000 บาท” รองลงมาร้อยละ 28 อยู่ที่ 10,001-15,000 บาทส่วนอันดับ 3 ร้อยละ 11 อยู่ที่ 5,000-7,500 บาท อันดับ 4 ร้อยละ 8มากกว่า 20,000 บาท อันดับ 5ร้อยละ 7 ต่ำกว่า 5,000 บาท และอันดับ 6 ร้อยละ 5 อยู่ที่ 15,001-20,000 บาท

“สถานการณ์โควิด-19 ทำให้กลุ่มตัวอย่างถึงร้อยละ 84.72 ต้องย้ายที่พัก” โดยมีสาเหตุสำคัญคือ อันดับ 1 ปัญหาด้านค่าใช้จ่าย ร้อยละ 52กับรองลงมาคือ การเปลี่ยนงานร้อยละ 35 ทั้งนี้ “ร้อยละ 60 ของกลุ่มตัวอย่างที่เปลี่ยนที่พัก เลือกที่พักที่ราคาค่าเช่าถูกกว่าเดิม” สอดคล้องกับผลสำรวจที่พบ “กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 64 ระบุว่า สถานการณ์โควิดทำให้รายได้ลดลงจนกระทบต่อการดำเนินชีวิต” และอีกร้อยละ 30 ระบุว่ารายได้ลดลง โดยมีเพียงร้อยละ 6 ที่ระบุว่ารายได้เท่าเดิม เป็นต้น

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเครือข่ายสลัม 4 ภาค เรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน แบ่งเป็น “ระยะสั้น” ประกอบด้วย 1.กรณีผู้ที่ต้องออกจากห้องเช่า จากผลกระทบของภาวะวิกฤตโควิด ต้องจัดหาที่อยู่อาศัยรองรับชั่วคราวระยะสั้น 3-6 เดือน ในเมืองใกล้แหล่งประกอบอาชีพ โดยลดเงื่อนไขข้อจำกัดในการเข้าพัก เพื่อให้สอดคล้องกับความเดือดร้อน และวิถีชีวิตในการประกอบอาชีพ 2.จัดให้มีหน่วยงานมาส่งเสริม และพัฒนาอาชีพสำหรับคนตกงาน ทั้งผู้ที่หลุดออกมาจากห้องเช่า และผู้ที่ยังอยู่ในห้องเช่า แต่อยู่ในสภาวะที่ยากลำบาก

3.ให้มีจุดประสานงานประจำ ในพื้นที่ที่ให้ผู้เดือนดร้อนสามารถประสานขอความช่วยเหลือได้โดยสะดวก เช่น การหาที่พักอาศัย อาชีพ สิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือเยียวยาอื่นๆ อุปกรณ์ป้องกันโควิด การตรวจ การรักษาพยาบาล และการฉีดวัคซีน และ 4.ต้องผ่อนปรน และลดเงื่อนไขในการเข้าถึงเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อให้ผู้เดือดร้อนสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือได้ทันที

ส่วน “ระยะยาว” ได้แก่ 1.ต้องผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคระบาดลง และมีมาตรการกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน ฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากให้ผู้คนอยู่ร่วมกับโควิดได้ และ2.หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ต้องพัฒนานโยบายการจัดที่พักอาศัยสำหรับเช่าราคาถูกในเมืองที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของกลุ่มคนจนเมือง ที่เป็นแรงงานผู้เกื้อหนุนหล่อเลี้ยงคนเมือง ให้มีโอกาสเข้าถึงสวัสดิการด้านที่อยู่อาศัยราคาถูกจากรัฐ!!!

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s