ม.อ.เผยผลวิจัย ฉีดวัคซีนบูสเตอร์โดสใต้ผิวหนัง สร้างภูมิคุ้มกันใกล้เคียงฉีดเข้ากล้ามเนื้อและผลข้างเคียงน้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608583

ม.อ.เผยผลวิจัย ฉีดวัคซีนบูสเตอร์โดสใต้ผิวหนัง  สร้างภูมิคุ้มกันใกล้เคียงฉีดเข้ากล้ามเนื้อและผลข้างเคียงน้อย

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) โดยคณะแพทยศาสตร์ เผยผลวิจัยวัคซีนบูสเตอร์โดสใต้ผิวหนัง ได้แก่ รับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม ตามด้วยแอสตรา 1 เข็ม ปริมาณวัคซีน 1 ใน 5ฉีดใต้ผิวหนัง มีภูมิคุ้มกันใกล้เคียงกับการฉีดปกติและลดผลข้างเคียงทั่วไปและฉีดวัคซีนซิโนแวค 2 เข็มตามด้วยไฟเซอร์แบบฉีดใต้ผิวหนังได้ประสิทธิภาพสูง แต่น้อยกว่าการฉีดวัคซีนเต็มโดสเข้ากล้ามเนื้อแบบปกติ 

ดร.นพ.นวมินทร์ ปิ่นปฐมรัฐ อาจารย์ประจำสาขาวิชาชีวเวชศาสตร์และวิศวกรรมชีวการแพทย์ และผู้ช่วยคณบดีฝ่ายการศึกษา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า จากผลการศึกษาเพื่อบริหารการจัดการวัคซีนให้กับคนไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด หลังจากได้ทดสอบระดับภูมิคุ้มกันและความปลอดภัยของวัคซีนแอสตราเซเนกาเป็นเข็มกระตุ้น โดยเปรียบเทียบระหว่างการได้รับวัคซีนปริมาณ 1 ใน 5 ของโดสปกติเข้าใต้ผิวหนัง กับการได้รับวัคซีนปริมาณปกติเข้ากล้ามเนื้อในกลุ่มประชากรทั่วไปอายุระหว่าง 18-60 ปี จำนวน 120 คน ที่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว หลังจากได้รับวัคซีนซิโนแวคมาแล้ว 2 เข็ม  ผลวิจัยเบื้องต้นพบว่า การฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกาเป็นบูสเตอร์โดสเข็มที่ 3 ด้วยวิธีการฉีดเข้าใต้ผิวหนังในปริมาณลดลงคือ 1 ใน 5 ของโดสปกติ โดยวัคซีนแอสตราเซเนกา 1 ขวด จะสามารถฉีดได้ถึง 50 คน แต่เมื่อฉีดเข้ากล้ามเนื้อจะฉีดได้เพียง 10 คน สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันทั้งแอนติบอดีที่ช่วยในการป้องกันไวรัสเข้าเซลล์ร่างกาย และทีเซลล์ที่ช่วยจัดการไวรัสเมื่อเข้าสู่เซลล์ร่างกายแล้วได้ภูมิคุ้มกันสูงเทียบเท่ากับการฉีดวัคซีนเต็มโดสเข้ากล้ามเนื้อแบบปกติ 

ทั้งนี้ การศึกษาภูมิคุ้มกันกับอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนแอสตราเซเนกาทั้ง 2 กลุ่ม เมื่อถูกกระตุ้นด้วยโปรตีนหนามแหลมของโคโรนาไวรัสสามารถหลั่งไซโตไคน์อิเตอเฟอรอนแกรมม่าเพื่อกำจัดไวรัสได้ในปริมาณที่ไม่แตกต่างกัน ส่วนอาการข้างเคียง อาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการวิจัยไม่พบอาการที่รุนแรงจากวัคซีน โดยกลุ่มที่ได้รับการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง มีผลข้างเคียงทางร่างกาย เช่น อาการไข้ หนาวสั่น ปวดเมื่อยน้อยกว่ากลุ่มที่ฉีดเข้ากล้ามเนื้อแต่มีผลข้างเคียงทางผิวหนัง เช่น อาการบวมแดงและคันซึ่งอาการดังกล่าวจะหายเองได้ 

ขณะที่การศึกษาและวิจัยการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้กับกลุ่มตัวอย่าง โดยเปรียบเทียบระหว่างการได้รับวัคซีนปริมาณ 1 ใน 5 ของโดสปกติเข้าใต้ผิวหนังเปรียบเทียบกับการได้รับวัคซีนปริมาณปกติเข้ากล้ามเนื้อ ในกลุ่มประชากรทั่วไปจำนวน 91 คน หลังจากได้รับวัคซีนซิโนแวคมาแล้ว 2 เข็มผลวิจัยเบื้องต้น พบว่า 14 วันหลังการฉีดวัคซีนไฟเซอร์สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันทั้งแอนติบอดี (B cells) และที เซลล์(T cells) ได้อย่างมีประสิทธิภาพแต่น้อยกว่าการฉีดวัคซีนเต็มโดสเข้ากล้ามเนื้อแบบปกติ  

จากการศึกษาภูมิคุ้มกันชนิด“ที เซลล์ (T cells)” ที่ใช้ในการจัดการไวรัสที่ติดเชื้อในเซลล์ พบว่า อาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์เข้ากล้ามเนื้อแบบเต็มโดสและครึ่งโดส เมื่อถูกกระตุ้นด้วยโปรตีนหนามแหลมของโคโรนาไวรัส(S1 peptide pool) สามารถหลั่งไซโตไคน์อิเตอเฟอรอนแกรมม่า (IFN-γ)เพื่อกำจัดไวรัสได้ในปริมาณที่ไม่แตกต่างกัน แต่กลุ่มที่ได้รับวัคซีนปริมาณ 1 ใน 5 ของโดสปกติเข้าใต้ผิวหนัง การเพิ่มขึ้นของทีเซลล์นั้นไม่แตกต่างกับก่อนได้รับการกระตุ้น 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s