‘เด็กหลุด’ระบบศึกษาอีก 2 หมื่นคน ศธ.เร่งติดตาม กางงบอุดหนุนสกัดซ้ำรอย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616621

‘เด็กหลุด’ระบบศึกษาอีก 2 หมื่นคน ศธ.เร่งติดตาม กางงบอุดหนุนสกัดซ้ำรอย

‘เด็กหลุด’ระบบศึกษากว่า 2 หมื่นคน ศธ.เร่งติดตาม กางงบอุดหนุนสกัดซ้ำรอย

18 พฤศจิกายน 2564 ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.)  กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีลงนามบึกทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมการคัดกรองความยากจน การวิจัยคุณภาพครู และสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) โดยความร่วมมือระหว่าง ศธ. และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ว่า ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี ที่ สช.ได้รับการสนับสนุนจาก กสศ. เพื่อขับเคลื่อนการศึกษา 3 ด้าน คือ

1.สนับสนุนนวัตกรรมการคัดกรองความยากจน การจัดสรรงบประมาณแบบมีเงื่อนไข เพื่อลดความเหลื่อล้ำทางการศึกษา และให้การช่วยเหลือนักเรียนยากจน

2.ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาสำหรับนักเรียนยากจน นักเรียนพิการ และด้อยโอกาสให้ได้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นตามศักยภาพ

3.สนับสนุนให้เกิดความร่วมมืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความช่วยเหลือ ส่งเสริมนักเรียนยากจน พิการ และด้อยโอกาส เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาจนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานและพัฒนาคุณภาพของโรงเรียน และประสิทธิภาพครูของโรงเรียนในสังกัด ศธ. 

“หลายคนยังคิดว่าผู้เรียนในโรงเรียนเอกชนเป็นคนที่มีฐานะทางบ้านดี แต่ในความจริงแล้วยังมีโรงเรียนเอกชนที่ช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้ยากไร้อยู่เป็นจำนวนมาก โดย กสศ. จะใช้แอพพลิเคชั่น เพื่อติดตามนักเรียนยากจน พิการ และด้อยโอกาสให้ได้รับความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือครั้งนี้ อาจจะช่วยเด็กไม่ตรงตามเป้าที่ กสศ.วางไว้ เนื่องจากติดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 และการประชาสัมพันธ์ ซึ่ง ศธ.โดย สช.จะนำเรื่องนี้ไปปรับปรุงเพื่อทำให้โอกาสในการเข้าถึงนักเรียนยากจนได้มากขึ้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำตามนโยบายรัฐบาล นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และนโยบายของ กสศ.ที่จะทำให้เป้าหมายของการพัฒนาการศึกษาได้ทุกมิติและครอบคลุมเด็กด้อยโอกาส ผู้พิการ และผู้ยากไร้ตามวัตถุประสงค์” นางกนกวรรณ กล่าว

ด้านนายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ.​กล่าวว่า การนำนวัตกรรมการคัดกรองนักเรียนยากจน ของ กสศ.มาใช้ในสถานศึกษาเอกชน ถือเป็นเรื่องดีเพื่อช่วยเหลือติดตามนักเรียนได้อย่างทันเวลา ช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา ศักยภาพครู และคุณภาพโรงเรียน ความร่วมมือของ ศธ. และกสศ. ได้แก้ไขปัญหาความเหลื่อล้ำทางเศรษฐกิจ ช่วยให้เด็กได้รับโอกาสในการศึกษามากขึ้น และในช่วยสถานการณ์โควิด-19 จะต้องปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ด้วย ซึ่ง กสศ.จะเข้าไปช่วยยกระดับขีดความสามารถของครู โดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้จัดการเรียนรู้อย่างเหมาะสม

นายสุภัทร ระบุว่า นักเรียนทั่วประเทศที่เรียนในสถานศึกษาทุกสังกัดมีความแตกต่างกัน และมีความด้อยโอกาสที่แตกต่างกัน สภาวะทางเศรษฐกิจก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักเรียนหลุดจากระบบการศึกษา โดยเฉพาะปัจจุบันที่สภาพเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้ปกครองต้องย้ายถิ่นฐาน ผู้ปกครองต้องว่างงาน ส่งผลกระทบต่อเด็กไทยทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาจำนวนมาก

“จากตัวเลขที่สำรวจพบว่ามีนักเรียนทุกสังกัดใน ศธ. หลุดจากระบบการศึกษากว่า 40,000 คน ซึ่ง ศธ.ได้ตามกลับมาสู่ระบบการศึกษาได้แล้วกว่า 20,000 คน ส่วนที่เหลือจะเร่งรัดติดตามให้นักเรียนให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ หรืออาชีวศึกษาต่อไป ซึ่งความร่วมมือระหว่าง ศธ.กับ กสศ.จะช่วยแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มโอกาสในการเข้ารับการศึกษาให้กับนักเรียนที่ยากจน พิการ ด้อยโอกาส จะทำให้เด็กเหล่านั้นอาจจะเปลี่ยนชีวิตในอนาคต ซึ่งบางคนอาจจะกลายเป็นคนสำคัญที่ขับเคลื่อนประเทศในอนาคตได้” นายสุภัทร กล่าว

ขณะที่ นายสุภกร บัวสาย รักษาการผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า ขณะนี้เด็กยากจน จำนวนมาก มีชีวิตที่ยากลำบากจนทนไม่ไหว ต้องหลุดจากระบบการศึกษา กสศ.ทำงานครอบคลุมทั่วประเทศ  และขยายสังกัดเพิ่มเติมขึ้นเรื่อย ๆ ปีที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ได้มากกว่า 1.2 ล้านคน การช่วยเหลือนักเรียนยากจนกลุ่มนี้ กสศ.เริ่มจากช่วยเด็กในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งมีนักเรียนยากจนมากที่สุด และมีความพร้อมของข้อมูล และได้ขยายไปสู่สังกัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตำรวจตะเวนชายแดน (ตชด .) ยังเหลือสังกัดที่ยังไม่ครอบคลุมอีก

หนึ่งในนั้นคือ สช. กสศ.จึงพยายามต่อสู้เรื่องการของบประมาณมาอย่างน้อย 3 ปีแล้ว  และในปีนี้มีโอกาสเริ่มต้นดำเนินการร่วมกับ สช. เป็นปีแรกการดำเนินงานจะมีเงื่อนไข คือ การใช้เครื่องมือการคัดกรองความยากจนด้วยวิธีวัดรายได้ทางอ้อม (Proxy Means Test : PMT) ของกสศ. เพื่อให้ รัฐบาล รัฐสภา สำนักงบฯ มั่นใจว่าสนับสนุนงบประมาณคนยากจนจริงๆ  ทั้งนี้ ความร่วมมือยังนำมาสู่การเชื่อมต่อระบบสารสนเทศและฐานข้อมูลรายบุคคลและรายสถานศึกษาระยะยาว ครอบคลุมเด็กเยาวชนที่มาจากครัวเรือนซึ่งมีรายได้น้อยที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศ จำนวนมากกว่า 1 ล้านคน ในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ครอบคลุมสถานศึกษาสังกัด สช. กว่า 3,902 แห่ง

“ในปีแรกนี้ กสศ.จะเริ่มต้นทำงานกับโรงเรียนเอกชนประเภทการกุศล 566 แห่ง จากการคัดกรอง สามารถช่วยเหลือนักเรียนทุนเสมอภาค สังกัด สช.ได้จำนวน 2,500 คน ที่จะได้รับเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข คนละ 3,000 บาท/ปี เพื่อบรรเทาอุปสรรคการมาเรียน ค่าครองชีพ ค่าอาหารเช้า พร้อมทั้งมีระบบติดตามการมาเรียน ผลการเรียน และการเจริญเติบโตของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการสนับสนุนอาจจะยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด เราเชื่อว่าอาจมีจำนวนนักเรียนที่ยากลำบากมากกว่านี้อีก ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. ได้ให้นโยบายว่าจะต้องมีการสำรวจ คัดกรองเร็วขึ้น เพื่อให้สามารถจัดทำงบประมาณ ช่วยเหลือนักเรียนกว้างขึ้นในปีถัดไป ความร่วมมือครั้งนี้ กสศ.ยังสนับสนุนโรงเรียนสังกัด สช. เข้าร่วมโครงการพัฒนาตนเองรุ่นที่ 2 จำนวน 27 แห่ง ครอบคลุมนักเรียนที่จะได้รับประโยชน์และยกระดับคุณภาพการศึกษา จำนวน 10,000 คน  ในการหาวิธีการจัดการเรียนการสอน สอดคล้องกับความจำเป็นในชีวิตของเด็ก และสอดคล้องกับหลักสูตรใหม่ ของ ศธ.” นายสุภกร กล่าว

นายสุภกร กล่าวต่อว่า ข้อจำกัดของการช่วยเหลือเป็นรายคน คือ ถ้างบฯหมด หรือ งบประมาณน้อย จะเป็นปัญหาอุปสรรคมาก กสศ.จึงพยายามทำงานกับหน่วยงานเจ้าภาพหลัก  เน้นงานวิจัยพัฒนาระบบงานไปด้วย  เพื่อช่วยเหลือลดอุปสรรคเฉพาะหน้า และสนับสนุนงานวิชาการ เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาในประเด็นที่รัฐบาลเห็นว่าต้องมีการแก้ไข  โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล ที่นักเรียนส่วนใหญ่ยากจน นอกจากนี้ กสศ.จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน และส่งเสริมให้โรงเรียนมีการพัฒนาทั้งระบบ ทั้งด้านการบริหารจัดการ ด้านการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนเกิดสมรรถนะในศตวรรษที่ 21 มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาดีขึ้น

รักษาการ ผอ.กสศ. กล่าวต่อว่า ภาพรวมของเด็กที่อยู่ในการศึกษาภาคบังคับมีประมาณ 8 ล้านคน พบว่ามีนักเรียนที่อยู่ในครอบครัวยากจน 15% ซึ่งในจำนวนนี้มีประมาณ 5% หรือประมาณ 500,000 คน ที่หลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งจะพบว่านักเรียนในกลุ่มยากจนจะหลุดจากระบบการศึกษาไปกว่า 1 ใน 3 แม้จำนวนเด็กหลุดจากระบบการศึกษา 5% อาจจะดูเป็นจำนวนที่น้อย แต่ถ้าดูข้อมูลเชิงลึกแล้วจะพบว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่ต้องหาทางช่วยเหลือเพื่อไม่ให้เด็กยากจนหลุดจากระบบการศึกษา แต่ถ้า กสศ.จะไปตามเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาให้กลับเข้ามา อาจจะดำเนินการได้ยากเพราะไม่รู้ว่าเด็กแต่ละคนอยู่ที่ไหน แม้เด็กจะเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้วอาจจะอยู่ได้ไม่นาน เพราะยังเจอปัญหาเก่าๆคือปัญหาเศรษฐกิจ ดังนั้นโจทย์สำคัญของ กสศ.คือจะป้องกันอย่างไรไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา โดย กสศ.จะให้ทุนอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข คนละ 3,000 บาทต่อปี เพื่อให้ครอบครัวไม่เดือดร้อนจนนำลูกออกจากระบบการศึกษาโดยมีเงื่อนไขว่านักเรียนจะต้องมาโรงเรียน

“ผลการดำเนินงานของ กสศ.ใน 3 ปี ที่ผ่านมา พบว่าเมื่อนักเรียนได้รับทุนจะเข้าเรียนมากกว่าเดิม ซึ่งเดิมอาจจะมาโรงเรียนสัปดาห์ละ 3 วัน แต่เมื่อได้รับทุนแล้วนักเรียนมาโรงเรียนถึง 4 วันครึ่ง ถือว่ามาตรการนี้ได้ผลอย่างมาก ทั้งนี้ กสศ.ไม่ได้ให้เงินไปลอย ๆ แต่ต้องดำเนินการตามเป้าที่วางไว้ คือ ต้องคัดกรองให้ได้ว่าเด็กคนนั้นมาจากครอบครัวที่ยากจนจริง และ ต้องตรวจสอบว่าเด็กมาโรงเรียนจริง” นายสุภกร กล่าว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s