‘พืชต้องห้าม’แต่ระบาดทั่วจนกำจัดยาก ‘จอกหูหนูยักษ์’ถึงเวลาปรับกฎเอื้อควบคุม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670179

‘พืชต้องห้าม’แต่ระบาดทั่วจนกำจัดยาก  ‘จอกหูหนูยักษ์’ถึงเวลาปรับกฎเอื้อควบคุม

วันจันทร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“เอเลียน สปีชีส์ (Alien species)” หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่นั้นๆ ตั้งแต่ดั้งเดิม หากแต่ถูกนำเข้ามาจากถิ่นอื่น ซึ่งเอเลียน สปีชีส์ บางครั้งมาแล้วก็เกิดประโยชน์ เช่น พริกยางพารา พืชซึ่งมีต้นกำเนิดในภูมิภาคลาตินอเมริกา(ทวีปอเมริกากลางและใต้) แต่ต่อมาได้กลายเป็นเครื่องปรุงรสอาหารและพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทยจนถึงปัจจุบัน แต่บางอย่างได้กลายเป็นปัญหา “อินเวซิฟ สปีชีส์ (Invasive Species)” หมายถึง สิ่งมีชีวิตจากต่างถิ่นที่ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วจนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ

สำหรับประเทศไทย อินเวซิฟ สปีชีส์ ที่คุ้นเคยกันดีคือ “ปลาซัคเกอร์” หรือที่ยุคหนึ่งเคยถูกเรียกว่า “ปลาเทศบาล-ปลาดูดกระจก” มีถิ่นที่อยู่ดั้งเดิมในอเมริกาใต้ กระทั่งเมื่อหลายสิบปีก่อนถูกนำเข้ามาเลี้ยงเพื่อให้ทำความสะอาดตู้ปลาด้วยการให้กินตะไคร่น้ำหรือเศษอาหาร แต่ด้วยความที่ปลาชนิดนี้โตเร็วและต้องการอาหารมาก เมื่อตะไคร่น้ำในตู้ปลามีไม่พอก็ไปไล่ดูดเมือกปลาอื่นๆ จนตาย รวมถึงกินแม้กระทั่งไข่ปลาและลูกปลาตัวเล็กๆ ทำให้บรรดาผู้เลี้ยงปลานำมันไปปล่อยในแหล่งน้ำตามธรรมชาติ แต่ปลาซัคเกอร์นั้นดำรงชีวิตอยู่ได้แม้แต่ในน้ำคุณภาพต่ำ จึงขยายพันธุ์ไปทั่วจนเกิดความกังวลว่าจะทำให้ปลาอื่นๆ ในระบบนิเวศของไทยสูญพันธุ์ในที่สุด

หรือ “ผักตบชวา” พืชที่มีต้นกำเนิดในอเมริกาใต้ ถูกนำเข้ามาในไทยผ่านทางดินแดนชวา ประเทศอินโดนีเซียเมื่อกว่าร้อยปีก่อนซึ่งขณะนั้นยังเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์ ต่อมาเมื่อเกิดน้ำท่วมได้หลุดออกจากสถานที่เลี้ยงลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ด้วยความที่ไม่มีศัตรูตามธรรมชาติอย่างในถิ่นกำเนิด ทำให้ผักตบชวาขยายพันธุ์ได้รวดเร็วจนส่งผลกระทบต่อแม่น้ำลำคลองของไทยอย่างในปัจจุบัน

ล่าสุดที่กำลังเริ่มถูกพูดถึงกันคือ “จอกหูหนูยักษ์” พืชอีกชนิดที่มีถิ่นกำเนิดในเมริกาใต้และถูกนำเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วจนส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำสาธารณะไม่ต่างจากผักตบชวา มีหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบรวมถึง “ทะเลบัวแดง” หรือพื้นที่อ่างเก็บน้ำหนองหานกุมภวาปี อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของไทย โดยเฉพาะในปี 2569 จ.อุดรธานี จะเป็นเจ้าภาพ “งานมหกรรมพืชสวนโลก” หากยังปล่อยให้ทะเลบัวแดงถูกปกคลุมด้วยจอกหูหนูยักษ์ ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศได้

เมื่อช่วงปลายเดือน ก.ค. 2565 ที่ผ่านมาทีมงาน “นสพ.แนวหน้า” มีโอกาสไปเยี่ยมชมการกำจัดจอกหูหนูยักษ์ในพื้นที่ “อ่างเก็บน้ำห้วยมงคล-อ่างเก็บน้ำไทรงาม” อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยผู้รับผิดชอบพื้นที่ดังกล่าว ปริญญา คัชมาตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 14 กรมชลประทาน เปิดเผยว่าจอกหูหนูยักษ์จำนวนมากในอ่างเก็บน้ำ น่าจะไหลมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถระบุได้ว่ามาจากที่ใดหรือใครนำมา

“วัชพืชนี้ไม่ว่าจะอยู่ที่อ่างไหน เจ้าหน้าที่กรมชลฯ เรามีการติดตามอยู่แล้ว เพียงแต่ตัวนี้มันขยายพันธุ์เร็วมาก ทางเราก็มีขั้นตอนการดำเนินงาน เพียงแต่ตอนนั้นเราไม่ทราบว่ามันเป็นจอกหูหนูยักษ์ มันก็เลยทำให้การกำจัดมันไม่ทัน เบื้องต้นสิ่งที่เราได้รับเรื่องจากชาวบ้านที่เขาแจ้งมา 1.เขาไม่สามารถหาปลาได้ มันมีผลกระทบกับชาวบ้านแล้วเบื้องต้น 2.เนื่องจากมีวัชพืช คุณภาพน้ำที่ทางกรมชลฯ มีการตรวจวัดอยู่ตลอดทุกเดือน

มีโอกาสจะทำให้น้ำเน่าเสีย แต่ขั้นตอนของอ่างตัวนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น เนื่องจากกรมชลฯ มีการตรวจสอบทุกเดือนอยู่แล้ว จริงๆ แล้วทางสำนัก 14 ยังไม่เคยเกิดเหตุกรณีจอกหูหนูยักษ์บูมขนาดนี้ เราไม่ทราบว่าทิ้งไว้ระยะเท่าไรมันถึงจะเกิดน้ำเสีย เพียงแต่ตอนนี้เมื่อเราทราบ เราก็ได้มีการรายงานกรมฯ แล้วกรมฯ ก็สนับสนุน ส่งงบประมาณมาเพื่อมาป้องกันแก้ไขปัญหา” ปริญญา ระบุ

ผอ.สนง.ชลประทานที่ 14 เล่าต่อไปว่าหลังพบวัชพืชปริศนาขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วแม้จะพยายามกำจัดอย่างไรก็ตาม จึงประสานไปยังสำนักวิจัยของกรมชลประทานให้มาตรวจสอบ จึงได้ทราบว่าเป็นจอกหูหนูยักษ์ นำไปสู่การใช้หลายวิธีประสานกันในการกำจัด เช่น การฉีดพ่นสาร สวพ. ทำให้การเติบโตของจอกหูหนูยักษ์ช้าลง รวมถึงได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ส่งเครื่องจักรมาช่วยเก็บจอกหุหนูยักษ์ในอ่างเก็บน้ำอีกแรง

ด้าน จรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย และอดีตผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร หนึ่งในผู้สนับสนุนภารกิจการกำจัดจอกหูหนูยักษ์ กล่าวว่าจอกหูหนูยักษ์ มีรายงานการพบในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2544 ในตลาดนัดสวนจตุจักร ทั้งที่ในขณะนั้น จอกหูหนูยักษ์ถูกขึ้นบัญชีเป็น “พืชต้องห้ามนำเข้า” ตามกฎหมาย พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ. 2507 กระทั่งในอีกหลายปีให้หลัง เริ่มมีรายงานจอกหูหนูยักษ์ระบาดหนักในแหล่งน้ำหลายจังหวัดทั่วประเทศ

ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว กรมชลประทานจะมีสาร สวพ.1 หรือ 2,4-D ใช้กำจัดวัชพืช แต่เมื่อพบว่าประสิทธิภาพกับจอกหูหนูยักษ์ไม่ดีนัก จึงค้นหาข้อมูลจากต่างประเทศที่มีปัญหาแบบเดียวกันนำมาสู่การทดลองใช้ กลูโฟซิเนต แอมโมเนียมไคควอต โดยชวนภาคเอกชนให้สนับสนุนสารดังกล่าว พร้อมกับเชิญทาง บ.ยามาฮา ที่มีเฮลิคอปเตอร์สำหรับพ่นสารเคมีเกษตรซึ่งจดทะเบียนกับ กรมการบินพลเรือน เบื้องต้นพบสารเหล่านี้ใช้ได้ดี เช่น ไคควอตทำให้จอกหูหนูยักษ์ตายภายใน 1 วัน เหมือนลักษณะการเผาไหม้ ส่วนกลูโฟซิเนตจะเห็นอาการเมื่อผ่านไป 3-5 วัน

จรรยา กล่าวต่อไปว่า จอกหูหนูยักษ์เป็นพืชที่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็วมาก มีรายงานว่า ภายในเวลาเพียง 3 วัน สามารถขยายพื้นที่ครอบคลุมผิวน้ำได้ 2 เท่า เช่น พื้นที่หนึ่งมีจอกหูหนูยักษ์ 5 หมื่นตัน หากวันหนึ่งจัดเก็บได้ 800 ตัน แต่ที่เหลือก็ยังขยายพันธุ์ต่อไป จึงเป็นไปไมได้เลยที่ลำพังจะใช้เฉพาะแรงคนและเครื่องจักรในการกำจัดจอกหูหนูยักษ์ จึงต้องใช้หลายวิธีผสมผสาน โดยพ่นสารเคมีเพื่อตัดวงจรการขยายพันธุ์ อาทิ ในอดีต เคยมีคำแนะนำให้ใช้ พาราควอต ฉีดพ่นเดือนละ 1 ครั้งติดต่อกันทุกเดือน กระทั่งพาราควอดถูกจัดเป็นสารต้องห้าม จึงหันมาใช้ 2,4-D แทน

ทั้งนี้ ย้ำว่า “สำหรับ 2,4-D หรือสาร สวพ.1 ที่กรมชลประทานนำไปพ่นกำจัดจอกหูหนูยักษ์ เมื่อเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจสอบไม่พบสารตกค้าง ขณะที่ ไดควอตกับกลูโฟซิเนต เบื้องต้นมีรายงานจาก รัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย พบว่า เมื่อผ่านไป 10 วันหลังฉีดพ่นสารครั้งล่าสุด ก็สามารถใช้น้ำในแหล่งดังกล่าวเพื่อการอุปโภค-บริโภคได้ตามปกติ” และคาดว่าในประเทศไทยน่าจะมีงานวิจัยเรื่องเดียวกันออกมาบ้างในเร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม “ข้อจำกัดทางกฎหมาย”เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถนำจอกหูหนูยักษ์ไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ เช่น “การห้ามเคลื่อนย้ายวัชพืชและซากวัชพืชต้องห้ามออกนอกพื้นที่ระบาด” แม้จะมีผู้สนใจต้องการนำไปทดลองทำปุ๋ยหมัก หรือมีประชาชนอยากนำไปเป็นอาหารเลี้ยงปลาก็ตาม การกำจัดที่ทางกรมชลประทานทำได้ในปัจจุบันจึงมีเพียงการเผาทำลายเท่านั้น จึงน่าคิดว่า ในเมื่อจอกหูหนูยักษ์กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศในประเทศไทยแล้ว กฎหมายพืชต้องห้ามสมควรถูกแก้ไขให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่เปลี่ยนไปหรือไม่

โดยหากเทียบกับมาตรการควบคุมโรคระบาดโควิด-19 ซึ่งในช่วงแรกต้องใช้ยาแรงอย่างการล็อกดาวน์ปิดกิจการและสถานที่ต่างๆ รวมถึงหากพบผู้ติดเชื้อแม้เพียงรายเดียวก็ต้องพ่นยาฆ่าเชื้อกันทั่วพื้นที่โดยรอบ กระทั่งต่อมาสามารถลดความรุนแรงของการระบาดลงได้ก็ไม่ต้องใช้ยาแรงอีก การกำจัดจอกหูหนูยักษ์ก็เช่นกัน การพ่นสารกำจัดวัชพืชคือยาแรงที่ใช้ในระยะแรก โดยมีผลการศึกษาพบว่า การพ่นเดือนละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 6 เดือน ก็เพียงพอกับการควบคุมการระบาดแล้ว แต่ต้องทำพร้อมกันทั่วทุกจุดที่ระบาด หลังจากนั้นก็ใช้เพียงการเก็บโดยคนและเครื่องจักร

“ถ้าเราเปรียบเทียบกับโควิดที่เป็นโรคระบาดร้ายแรง ทุกคนก็เฝ้าระวังกันหมด แต่พอตอนนี้เราก็ต้องอยู่กับมันแล้ว เราก็ประกาศให้มันเป็นโรคประจำถิ่น เราก็ต้องปล่อยให้มีแล้วเพราะมันกำจัดไม่หมด จอกหูหนูยักษ์ก็เหมือนกัน เราให้มันเป็นวัชพืชประจำถิ่นไหม? คนที่อยากเลี้ยงปลาก็จะได้เอาไปเลี้ยงปลา คนที่อยากทำปุ๋ยก็เอาไปทำปุ๋ย ส่วนที่อยากกำจัดก็กำจัด แต่ต้องมีกฎเกณฑ์ให้ชัดเจน คุณเลี้ยงปลาคุณต้องระวังอะไรบ้าง ก็ต้องให้ความรู้ว่ามันจะไประบาดอย่างไร ก็ต้องป้องกันไม่ให้มันหลุดออกมาอีก แล้วก็ให้ชุมชนช่วยกันเป็นหูเป็นตา” จรรยา กล่าว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s