กฎหมาย กยศ. ฉบับใหม่ เติมสิทธิการศึกษา ตาม รัฐธรรมนูญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/530049

17 ก.ย. 2565

กฎหมาย กยศ. ฉบับใหม่ เติมสิทธิการศึกษา ตาม รัฐธรรมนูญ

ผู้เสนอกฎหมาย กยศ. ยืนยัน รัฐธรรมนูญ กำหนดให้รัฐ ต้องจัดการศึกษาสำหรับผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ คิดดอกเบี้ยไม่ได้

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ในฐานะผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาฯ หรือ กยศ. โดยไม่มีดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ผู้ค้ำประกัน และมีบทเฉพาะกาลให้ใช้กับลูกหนี้ที่ก่อน พ.ร.บ. กยศ. ที่แก้ไขนี้ใช้บังคับในส่วนที่เป็นคุณกับผู้กู้ยืม ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร 14 กันยายน 2565

โพสต์ตอบคำถามสังคม หลังถูกตั้งข้อสงสัย เป็นกฎหมายหาเสียง กระทบกองทุนฯหรือไม่  มีเนื้อหาดังนี้

ถาม : หากไม่คิดดอกเบี้ย เบี้ยปรับ และผู้ค้ำประกัน จะทำให้กองทุนอยู่ไม่ได้
ตอบ : การคิดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ จะขัดรัฐธรรมนูญ เพราะในเรื่องการศึกษาในรัฐธรรมนูญปี 60 สำหรับผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ มาตรา 54 วรรค 6 “ให้จัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา และเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู โดยให้รัฐจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุน หรือใช้มาตรการหรือกลไกทางภาษีรวมทั้งการให้ผู้บริจาคทรัพย์สินเข้ากองทุนได้รับประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีด้วย…”

สำหรับผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ในเรื่องการศึกษาได้พัฒนาเสมือนเป็น “รัฐสวัสดิการ” ที่ใครก็ตามหากขาดแคลนทุนทรัพย์ตั้งแต่เด็กเล็กและประชาชนทุกระดับรัฐต้อง’ตั้งกองทุน‘ให้ทุกคนได้ศึกษาอย่างถ้วนหน้าหรือสิทธิเสมอกัน ทั้งการศึกษาภาคบังคับ ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอก ถ้าเป็นผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์หากมีปัญญาเรียน

เมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกฏหมายสูงสุด ผู้กู้เงิน กยศ. ทั้งหมดเป็นผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ผลของรัฐธรรมนูญนับแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 การที่ กยศ. คิดดอกเบี้ย และเบี้ยปรับ จึงเป็นการฝ่าฝืนและขัดรัฐธรรมนูญ  ดังนั้นถ้า รัฐบาลนี้และกองทุน กยศ ยังมุ่งมั่นที่จะคิดมีดอกเบี้ยและเบี้ยปรับกับผู้กู้ยืมอีก จะต้องไปแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ให้ยกเลิก มาตรา 54 วรรคห้าและวรรคหก เสียก่อนจึงคิดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับได้

ในเรื่องการศึกษา กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ที่ประเทศไทยลงนามรับรองไว้ ข้อ 13 ว่ารัฐภาคีแห่งกติกานี้รับรองสิทธิของทุกคนในการศึกษา (ก) การศึกษาขั้นประถมจะต้องเป็นการศึกษาภาคบังคับและจัดให้ทุกคนแบบให้เปล่า (ข) จะต้องจัดการศึกษาขั้นมัธยมในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งการศึกษามัธยมทางเทคนิคศึกษา และอาชีวศึกษาให้มีขึ้นโดยทั่วไป และ (ค) ทุกคนจะต้องสามารถได้รับการศึกษาขั้นอุดมศึกษาอย่างเท่าเทียมกันบนพื้นฐาน ของความสามารถโดยการนำการศึกษาแบบให้เปล่ามาใช้อย่างค่อยเป็นค่อยไป

สำหรับนโยบายพรรคประชาชาติในเรื่องการศึกษาเป็นแนวรัฐสวัสดิการ คือมีนโยบายเรียนฟรีอย่างมีคุณภาพตามความสามารถของผู้เรียนถึงระดับอุดมศึกษาสอดคล้องกับรัฐหลักการสิทธิมนุษยชนและเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

ความเป็นจริงกองทุน กยศ. มีรายได้ดอกเบี้ยจากเงินกองทุนที่มีสินทรัพย์จำนวนประมาณ 450,000 ล้านบาท หากคิดดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี จะเป็นเงินรายได้ดอกเบี้ยประมาณ 4,500 ล้านบาทต่อปี เงินจำนวนนี้เท่ากับงบประมาณที่รัฐอุดหนุนกองทุนเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งควรนำมาควบรวมกับ กยศ.

และตาม พ.ร.บ. กยศ. มาตรา 10 ให้รัฐมนตรีดำเนินการขอรับการจัดสรรงบประมาณเพื่อสมทบเข้ากองทุนในแต่ละปีงบประมาณตามความจำเป็น และเป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 54 ที่รัฐมีหน้าที่ต้องจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุนหรือใช้มาตรการหรือกลไกทางภาษีรวมทั้งการให้ผู้บริจาคทรัพย์สินเข้ากองทุนได้รับประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีด้วย

ถาม : กยศ. มีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ แต่ไม่มีรายได้ จะดำเนินการต่อไปได้อย่างไร
ตอบ : ตาม พ.ร.บ. กยศ. มาตรา 10 ให้รัฐมนตรีดำเนินการขอรับการจัดสรรงบประมาณเพื่อสมทบเข้ากองทุนในแต่ละปีงบประมาณตามความจำเป็น และมาตรา 12 เงินของกองทุนให้นำไปหาผลประโยชน์ได้ โดยการฝากกับธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจหรือธนาคารพาณิชย์ หรือซื้อหลักทรัพย์ของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ ตัวอย่างเช่น

กยศ. สามารถนำเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้น จำนวน 30,000 ล้านบาท เปลี่ยนจากเงินฝากธนาคาร ไปเป็นการลงทุนในหุ้นหรือหุ้นกู้รัฐวิสาหกิจ เช่น หุ้นกู้ปตท.มีอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3.25 ต่อปี กองทุนจะมีรายได้จากเงินลงทุนปีละ 975 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายดำเนินการในแต่ละปี   

ถาม : จะกระทบวินัยการเงินหรือไม่
ตอบ : วินัยการเงินการคลังต้องใช้กับรัฐบาล และผู้บริหาร กยศ. สำหรับผู้กู้ยืมกองทุน เป็นผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือผู้ยากไร้เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ รัฐต้องมีทุนให้ ที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองสิทธิไม่ใช่เรื่องวินัยการเงินการคลัง ซึ่งจากงบการเงินที่ปรากฏตามรายงาน สตง. พบว่า กยศ. ได้นำเงินจากการชำระเงินต้น รายได้ดอกเบี้ย และรายได้เบี้ยปรับ ไปใช้ในทางที่อาจจะผิด

วัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของ กฏหมาย โดยนำไปใช้เป็นค่าจ้างทนายความ การดำเนินคดีเฉลี่ยปีละมากกว่า 1 พันล้านบาท มีค่าใช้จ่ายเช่าอาคารที่ทำการบนถนนรัชดาภิเษก ที่ค่าเช่าแพงมาก ๆ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็นเงินของผู้ยากไร้ทั้งสิ้น และจากการศึกษาของกรรมาธิการศึกษาปัญหาหนี้กยศ. ผู้กู้ที่ผิดนัดชำระหนี้

ส่วนใหญ่เกิดจากสถานะทางการเงินที่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย จบแล้วไม่มีงานทำ หรือขาดแรงจูงใจในการชำระหนี้เนื่องจากเบี้ยปรับมีอัตราสูงมาก ชำระเท่าไรเงินต้นก็ไม่ลดลง ซึ่งในส่วนวินัยการเงินการคลังควรเป็นสิ่งที่กองทุนควรถูกตรวจสอบ และคำนึงถึงการใช้จ่ายที่ผิดวัตถุประสงค์หลักของกองทุน

ในมุมมองที่แตกต่าง การแก้ไขร่าง พ.ร.บ. กยศ. ลูกหนี้ต้องคืนเงินต้นที่กู้ยืมไม่ไช่ยกหนี้ไป การยกเลิกดอกเบี้ยและเบี้ยปรับทั้งหมด จะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้กู้กลับมาชำระเงินเพื่อปลดหนี้ เมื่อมีรายได้เพียงพอ เงินต้นที่ค้างชำระกว่า 90,000 ล้านบาทจะกลับมาเป็นหนี้ปกติทันที

มีการคาดการณ์ว่าลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระกว่า 2 ล้านคนจะสามารถกลับมาชำระหนี้เงินต้นเป็นเงินอย่างน้อย 2,400 ล้านบาทต่อปี (ชำระเดือนละ 100 บาท หรือ 1,200 บาทต่อปี) โดยไม่ต้องเสียค่าทนายในการฟ้องร้องลูกหนี้ และบังคับคดี 

ถาม : กระทบภาระภาษีในอนาคต เพราะรัฐบาลต้องให้เงินอุดหนุนกองทุนเพิ่ม
ตอบ : นักศึกษาที่เรียบจบในระดับที่สูงขึ้น ที่มีมากกว่า 6 ล้านคนจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ในเรื่องความพร้อมของกำลังแรงงานในประเทศ (Skilled Labour) สามารถสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตและขยายฐานภาษีและรายได้ของรัฐบาลให้มากขึ้นหลายเท่าตัว

ถาม : คนที่จ่ายตรงเวลา กลับไม่ได้ประโยชน์
ตอบ : คณะกรรมการ กยศ. ร่วมกับกระทรวงการคลัง สามารถออกมาตรการเยียวยาและสร้างแรงจูงใจในการชำระหนี้ตรงเวลา โดยการลดหนี้เงินต้นทันทีให้แก่ผู้กู้ที่ไม่เคยผิดนัด หรือคืนดอกเบี้ยและเบี้ยปรับเป็นเครดิตภาษีให้ผู้กู้และผู้ค้ำประกันที่เคยชำระหนี้และได้ปิดบัญชีไปแล้ว เป็นต้น



ถาม : พรรคการเมืองใช้ กยศ. หาเสียง เป็นนโยบายประชานิยม
ตอบ : รัฐต้องเปลี่ยนมุมมองกองทุน กยศ. จากเงินกู้ยืม (Loan) ให้เป็นเงินลงทุน (Equity) ในทรัพยากรมนุษย์ โดยได้รับผลตอบแทนเป็นภาษีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากเศรษฐกิจที่จะเจริญเติบโตขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า

พรรคประชาชาติมีอุดมการณ์ในการส่งเสริมสวัสดิการของประชาชน ได้แก่ การศึกษา การรักษาพยาบาล ที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและด้านต่าง ๆ

ถาม : การปรับปรุงกฏหมายใหม่ กับผลกระทบกับลูกหนี้ที่ชำระไปแล้ว
ตอบ : จะเห็นได้จากกฏหมายรัฐธรรมนูญนั้นให้รัฐจัดตั้งกองทุนเพื่อการศึกษามาเพื่อช่วยเหลือคนขาดแคลนทุนทรัพย์ รัฐธรรมนูญประกาศเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 แต่รัฐบาลไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

การให้มีดอกเบี้ยและเบี้ยปรับหลังวันที่ 5 เมษายน 2560 จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ย่อมมีสิทธิได้รับการเยียวยาหรือช่วยเหลือจากรัฐด้วย และการแก้ปัญหาของรัฐถือว่าไม่มีประสิทธิภาพ แม้ธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินของเอกชนที่หวังกำไร
ยังได้มีการจัดตั้งคลินิกแก้หนี้ ซึ่งให้ชำระคืนแต่เงินต้นเท่านั้น
ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งการกู้เป็นเรื่องของส่วนตัวทั้งสิ้น

ในขณะที่หนี้เพื่อการศึกษา กลับมีปัญหาหนี้เสีย ที่สูงกว่ากลับไม่สามารถแก้ไขโดยคณะกรรมการอ้างว่าไม่มีอำนาจตาม พ.ร.บ. ซึ่งการศึกษาเป็นสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญที่รัฐควรส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียม จึงเป็นที่มาทำให้ทางพรรคส่งเสริมให้เป็นการกู้เรียนโดยปลอดดอกเบี้ยและภาระอื่น แต่ยังคงสร้างวินัยให้ผู้กู้ชำระคืนในส่วนเงินต้นเท่านั้น

ปัญหาของ กยศ. นั้นมาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเงิน จึงต้องแก้ไขที่ระบบโครงสร้างซึ่งเป็นปัญหาหลักใหญ่ของประเทศในขณะนี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s