แพทย์ชี้โควิด-19 เพิ่มความเสี่ยงผู้ป่วย‘หลอดเลือดอุดตัน’ แนะเช็คร่างกายและปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/681171

แพทย์ชี้โควิด-19 เพิ่มความเสี่ยงผู้ป่วย‘หลอดเลือดอุดตัน’  แนะเช็คร่างกายและปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต

แพทย์ชี้โควิด-19 เพิ่มความเสี่ยงผู้ป่วย‘หลอดเลือดอุดตัน’ แนะเช็คร่างกายและปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต

วันอังคาร ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

การเช็คร่างกายและรู้จักตัวเองเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ เพราะสามารถป้องกันการเกิดภาวะหรือโรคต่างๆ ได้ก่อนจะสายเกินแก้…ในวันที่ 13 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันหลอดเลือดอุดตันโลก หรือ World Thrombosis Day (WTD) ที่จัดขึ้นพร้อมแคมเปญ “Eyes Open to Thrombosis” สร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับหลอดเลือดอุดตันร่วมกันทั่วโลก เพราะประชากร 1 ใน 4 ทั่วโลก เสียชีวิตจากหลอดเลือดอุดตันในแต่ละปี จาก 4 ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงคือ การรักษาตัวในโรงพยาบาล ผู้ป่วยโรคมะเร็ง การติดเชื้อโควิด-19 (COVID-19) และปัจจัยด้านกายภาพ ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.worldthrombosisday.org

ศ.นพ.พันธุ์เทพ อังชัยสุขศิริ สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคต่างๆ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทั้งการอุบัติใหม่และกลับมาของเชื้อโรคและการแพร่ระบาดของโควิด-19 (COVID-19) นำไปสู่การรักษาที่ส่งผลต่อระบบการทำงานในร่างกายโดยเฉพาะการเกิด “ลิ่มเลือด” ที่จะไปชะลอการไหลเวียนของโลหิตในหลอดเลือดและนำมาสู่ภาวะ “หลอดเลือดอุดตัน” ซึ่งจะส่งผลให้เกิดโรคร้ายแรงได้ อาทิโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองตีบ และลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ จากรายงานของ International Society on Thrombosis and Haemostasis (ISTH) พบว่า 1 ใน 4 ของผู้คนทั่วโลก หรือราว 100,000 คน ในแต่ละปีเสียชีวิตจากภาวะหลอดเลือดอุดตัน ถือเป็นจำนวนมากกว่าผู้เสียชีวิตทั้งหมดในแต่ละปีจากโรคเอดส์ มะเร็งเต้านม และอุบัติเหตุทางรถยนต์รวมกัน

“หลอดเลือดอุดตัน (Thrombosis)”เป็นภาวะที่ลิ่มเลือดก่อตัวและไปอุดตันในหลอดเลือด จากการแข็งตัวของเลือดผิดปกติหรือผนังหลอดเลือดผิดปกติสามารถเกิดได้ทั้งในหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำซึ่งหากลิ่มเลือดที่อุดตันหลุดไปตามกระแสเลือด จะเป็นอันตรายต่อร่างกายและโรคอื่นๆ ตามมา

สำหรับสถานการณ์ภาวะหลอดเลือดอุดตันในประเทศไทย จากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับหลอดเลือดอุดตันในปอดพบว่า ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีผู้ป่วยประมาณปีละ 12,900-26,800 คน คิดเป็นอัตราผู้ป่วย 200-400 คน ในประชากรหนึ่งล้านคน

ศ.นพ.พันธุ์เทพ กล่าวเพิ่มว่า ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงต่อ “หลอดเลือดอุดตัน” สามารถแบ่งออกเป็น 4 สาเหตุหลักๆ ได้ดังนี้ 1.ปัจจัยการเกิดลิ่มเลือดจากการรักษาตัวในโรงพยาบาล กว่า 60% ของผู้ป่วยหลอดเลือดอุดตัน เกิดขึ้นระหว่างการพักรักษาตัว หรือผู้ที่มีบาดเจ็บบริเวณหลอดเลือดจากการผ่าตัด ซึ่งการพักฟื้นเป็นระยะเวลานานจะทำให้ผู้ป่วยลดการขยับตัวนำไปสู่การเกิดลิ่มเลือดได้ ทั้งนี้ ในระหว่างการรักษาตัวในโรงพยาบาลแพทย์จะป้องกันและรักษาด้วยการประเมินความเสี่ยงของผู้ป่วย อาจมีการให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือการใช้เครื่องช่วยให้เลือดที่ขาไหลเวียนดีขึ้น 2.ปัจจัยการเกิดลิ่มเลือดจากโรคมะเร็ง สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งมีความเสี่ยงเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตันร้ายแรงสูงกว่าคนทั่วไปถึง 4 เท่า โดยความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตันจะขึ้นอยู่กับประเภทของมะเร็ง ระยะของโรคและวิธีการรักษา รวมถึงการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้ป่วย

3.ปัจจัยการเกิดลิ่มเลือดจากการติดเชื้อโควิด-19 (COVID-19) พบว่าผู้ป่วยโควิด-19 ในระยะวิกฤตเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะลิ่มเลือดได้สูงกว่าบุคคลปกติ เนื่องจากผู้ป่วยจะมีการแข็งตัวของเลือดเพิ่มขึ้นประกอบกับการนอนพักฟื้นเป็นระยะเวลานาน สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่พักรักษาตัวที่บ้าน (Home Isolation) ควรขยับร่างกายสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือด ทั้งนี้ วัคซีนโควิด-19 ได้รับการยืนยันแล้วว่าไม่มีผลต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตัน

4.ปัจจัยการเกิดลิ่มเลือดด้านกายภาพ หากมีบุคคลในครอบครัวเป็นหลอดเลือดอุดตันจะมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นโดยในเพศหญิง อายุ 20-40 ปี มีความเสี่ยงมากกว่าเพศชายจากการใช้ยาคุมกำเนิดและการตั้งครรภ์ กลุ่มผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปี มีโอกาสทั้งเพศหญิงและเพศชาย และบุคคลที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไป ซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมส่วนบุคคลด้วย หากพบว่ามีอาการเจ็บมีรอยแดง ลักษณะอุ่นๆ บริเวณน่องหรือต้นขา หรือมีอาการบวมของขา ควรพบแพทย์เพื่อประเมินภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน

อย่างไรก็ตาม การป้องกันการเกิดโรคถือเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตันได้ดีที่สุด ซึ่งคนทั่วไปสามารถทำได้ด้วยตัวเอง โดยมี 3 วิธีหลักๆ ดังนี้ 1.เปลี่ยนพฤติกรรมลดความเสี่ยงถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการลดความเสี่ยงภาวะหลอดเลือดอุดตันทั้งการทำงานและการใช้ชีวิต ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยง อาทิ การสูบบุหรี่ การนั่งเป็นเวลานาน ทั้งการนั่งทำงาน ขับรถ หรือการโดยสารเครื่องบินโดยอยู่ท่าเดิมเป็นระยะเวลานานกว่า 4-6 ชั่วโมง 2.ขยับร่างกายและออกกำลังกายการขยับบริหารกล้ามเนื้อหรือออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะหลอดเลือดอุดตันได้ง่ายและดีที่สุด เพราะจะกระตุ้นระบบหมุนเวียนโลหิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถใช้วิธีง่ายๆ และทำที่บ้านได้ อาทิ การลุกเดิน การหมุนข้อเท้า การยกเข่าการหมุนคอ บ่าและไหล่ 3.เช็คความเสี่ยงหลอดเลือดอุดตัน หากมีอาการหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตัน เช่น มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับเลือด โรคหัวใจ หรือคนในครอบครัวเคยมีประวัติการรักษาหลอดเลือดอุดตัน สามารถเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและวิธีการรักษาที่ถูกต้อง การรู้ล่วงหน้าจะช่วยให้ผู้ป่วยรับมือกับภาวะหรือโรคร้ายแรงที่จะตามมาได้ทันท่วงที

“ทั้งนี้ ภาวะหลอดเลือดอุดตันเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้ หากมีความเข้าใจและตระหนักรู้เกี่ยวกับการเกิดลิ่มเลือด โดย ISTH ได้จัดตั้ง “วันหลอดเลือดอุดตันโลก หรือ World Thrombosis Day (WTD)” ซึ่งตรงกับวันที่ 13 ตุลาคมของทุกปี พร้อมผลักดันแคมเปญ ‘Eyes Open to Thrombosis’ เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการเกิดลิ่มเลือด อาการของโรค การป้องกันและรักษา ลดความเสี่ยงการเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตันร่วมกันทั่วโลก” ศ.นพ.พันธุ์เทพ กล่าวสรุป

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.worldthrombosisday.org, Facebook World Thrombosis Day และ Twitter @thrombosisday0

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s