คุยกัน 7 วันหน :‘สี จิ้นผิง’ ถอดแมสก์-เลิกกลัวโควิด เดินหน้าการทูตระหว่างประเทศเต็มสูบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693120

คุยกัน 7 วันหน :‘สี จิ้นผิง’ ถอดแมสก์-เลิกกลัวโควิด เดินหน้าการทูตระหว่างประเทศเต็มสูบ

คุยกัน 7 วันหน :‘สี จิ้นผิง’ ถอดแมสก์-เลิกกลัวโควิด เดินหน้าการทูตระหว่างประเทศเต็มสูบ

วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ภายหลังได้รับเลือกให้เป็นผู้นำสูงสุดแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อเดือนที่แล้ว ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงก็เดินหน้าปฏิบัติภารกิจยังต่างแดนต่อเนื่องทันที หลังจากว่างเว้นไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศ เก็บตัวอยู่แต่ในประเทศนานกว่า 2 ปี จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งในจีนและทั่วโลก

นั่นทำให้เราได้เห็นประธานาธิบดีสีแสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้นำหนึ่งในมหาอำนาจที่ทรงอิทธิพลไปทั่วโลกอย่างจีน ด้วยการเข้าร่วมการประชุมบนเวทีใหญ่ของโลก ทั้งการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรือ G20 ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซียเมื่อต้นสัปดาห์ ที่ซึ่งปรากฏภาพของเขาขณะสัมผัสมือกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแบบไม่มีหน้ากากอนามัยมาปิดบังไปสู่สายตาคนทั้งโลก ตามด้วยการเจรจาระหว่างกันแบบพบหน้านานกว่า 3 ชั่วโมงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

นอกจากนี้ ยังมีการพบหารือทวิภาคีกับทั้งนายกรัฐมนตรีแอนโทนีอัลบาเนซี ผู้นำออสเตรเลีย เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี นอกรอบการประชุม G20 ที่มีจุดประสงค์เพื่อผ่อนคลายความขัดแย้งระหว่างสองชาติในช่วงหลายปีที่ผ่านมารวมถึงประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยังพบหารือนอกรอบกับนายกรัฐมนตรีฟูมิโอะคิชิดะ ผู้นำญี่ปุ่น นอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปก ที่ไทยเราเป็นเจ้าภาพในสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย

อย่างไรก็ดี ภาพข่าวที่เพิ่งปรากฏในวันนี้ ที่ประธานาธิบดีสี ยืนพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีจัสตินทรูโด ในการประชุมสุดยอดผู้นำ G20 พร้อมกับกล่าวคำพูดเชิงตำหนิผู้นำแคนาดา เรื่ืองนำข้อมูลการหารือระหว่างสองฝ่ายไปเผยต่อสื่อ ก็เป็นสิ่งที่เตือนให้เห็นว่า แม้จีนจะหันมาเดินหน้าสานสัมพันธ์กับชาติตะวันตกและเพื่อนบ้าน แต่ภาพของความขัดแย้งกับหลายชาติก็ยังคงปรากฏอยู่

ขณะเดียวกัน เมื่อจับสัญญาณคำกล่าวของประธานาธิบดีสี ที่เน้นย้ำในที่ประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปกครั้งที่ 29 เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ผ่านมาว่า “ตอนนี้ โลกกำลังยืนอยู่บนทางแยกของประวัติศาสตร์อีกครั้ง และเอเชียแปซิฟิกมีความสำคัญและมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้น เพราะนี่คือสถานที่แห่งชีวิตและแหล่งที่มาของการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก” และบอกอีกว่า เอเชีย-แปซิฟิกเป็นสถานที่ เพราะนี่คือสถานที่แห่งชีวิตและแหล่งที่มาของการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก ในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมา ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกได้พัฒนาอย่างจริงจัง ทำให้เกิดปาฏิหาริย์แห่งเอเชีย-แปซิฟิกที่ดึงดูดความสนใจจากทั่วโลก ความร่วมมือในเอเชีย-แปซิฟิกหยั่งรากลึกในหัวใจของประชาชนมาช้านาน”

หลี่ หมิงเจี้ยน ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากสถาบันการศึกษาระหว่างประเทศเอส.ราชารัตนัม ในสิงคโปร์ บอกกับ Reuters ว่า ตารางงานแน่นขัดของประธานาธิบดีสีในช่วงนี้ อีกทั้งการแสดงออกซึ่งความเห็นเข้าใจอย่างชัดเจนต่อเอเชีย-แปซิฟิก แสดงให้เห็นชัดเจนว่าจีนพร้อมกลับมายืนหนึ่งบนเวทีโลก และมีแสดงบทบาทผู้นำในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกครั้ง การเข้าร่วมการประชุมสุดยอดยังต่างแดน และพบหารือบรรดาผู้นำต่างชาติคนสำคัญจะช่วยให้จีนบรรลุจุดประสงค์ดังกล่าว

การกลับมาแสดงจุดยืนทางการทูตที่เด่นชัดอีกครั้งของจีน ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงที่จีนกำลังแข่งขันด้านอิทธิพลในเอเชีย-แปซิฟิกกับสหรัฐฯ ที่พยายามอย่างยิ่งในการเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการออกมาสนับสนุนไต้หวัน และการเดินหน้าทำข้อตกลงด้านความมั่นคงกับออสเตรเลียกับอังกฤษ หรือ ออคัส ซึ่งทำให้จีนไม่สบายมากขึ้นเรื่อยๆ

หลี่ หมิงเจี้ยน บอกอีกว่าในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า จีนน่าจะแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำบนเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้วยการผลักดันโครงการต่างๆ ที่จีนต้องการสนับสนุนให้เกิดขึ้นและประสบผลสำเร็จ ทั้งการขยายโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ผลักดันโครงการพัฒนาโลก (Global Development Initiative – GDI) และโครงการเพื่อความมั่นคงโลก (Global Security Initiative – GSI)

ขณะเดียวกับ การเดินหน้าเยือนต่างประเทศและพบหารือบรรดาผู้นำโลก ยังเน้นย้ำถึงอิทธิพลของประธานาธิบดีสีในฐานะผู้นำตัวจริงของชาติมหาอำนาจโลกอย่างจีนจากที่ในช่วงก่อนแพร่ระบาดของโควิด-19 ประธานาธิบดีสีมักคุ้นเคยกับการสานความสัมพันธ์แบบเน้นตัวบุคคลมากกว่า

แต่เหนือสิ่งอื่นใด การเข้ามามีอิทธิพลของสหรัฐฯ ในเอเชีย-แปซิฟิก ผ่านโครงการความร่วมมือด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจต่างๆทั้งออคัส อันเป็นข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ อังกฤษ และออสเตรเลีย หรือควอด ความร่วมมือ 4 ชาติระหว่างสหรัฐฯออสเตรเลีย อินเดีย และญี่ปุ่น เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ประธานาธิบดีสีและจีนต้องเร่งกลับมาแสดงจุดเด่นบนเวทีโลก เพื่อให้เพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาคเห็นว่า จีนไม่ได้อ่อนเปลี้ยหรือสูญเสียความสำคัญและอิทธิพลไป อย่างน้อยการแสดงออกบนเวทีโลกของจีน ก็ทำให้ประเทศต่างๆ แสดงจุดยืนตรงกลาง ไม่เลือกข้างระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่กำลังเผชิญหน้ากันอย่างถึงพริกถึงขิงบนสนามประลองทางภูมิรัฐศาสตร์กันอยู่ในตอนนี้

โดย ดาโน โทนาลี

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s