จีนประสบความสำเร็จส่งทีมนักบินอวกาศ “เสิ่นโจว-15” จบงานสร้างสถานีอวกาศเทียนกง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2566160

จีนประสบความสำเร็จส่งทีมนักบินอวกาศ "เสิ่นโจว-15" จบงานสร้างสถานีอวกาศเทียนกง

30 พ.ย. 2565 09:34 น.

จีนประสบความสำเร็จส่งทีมนักบินอวกาศ “เสิ่นโจว-15” จบงานสร้างสถานีอวกาศเทียนกง

จีนประสบความสำเร็จในการส่งนักบินอวกาศ 3 คนไปยังสถานีอวกาศเทียนกง เพื่อให้ปฏิบัติภารกิจขั้นสุดท้ายในการประกอบสถานีอวกาศแห่งนี้จนพร้อมใช้งาน

สำนักข่าวCCTV ของทางการจีน รายงานว่า เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2565 สำนักงานอวกาศแห่งชาติจีน ประสบความสำเร็จ ในการปล่อยจรวดลองมาร์ช-ทูเอฟ (March-2F) ขึ้นจากศูนย์อวกาศจิ่วเฉวียน กลางทะเลทรายโกบี ในมณฑลกานซู ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ เมื่อเวลา 23.08 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับ 22.08 น. ตามเวลาในไทย

โดยจรวดลองมาร์ช ทู เอฟ บรรทุกยานแคปซูล “เสิ่นโจว-15” (Shenzhou-15) พร้อมนักบินอวกาศ 3 คน ไปประจำการบนสถานีอวกาศเทียนกง เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อสานต่อภารกิจประกอบสถานีในขั้นตอนสุดท้าย ล่าสุดยานเสิ่นโจว15 ได้แยกตัวออกจากจรวดและเข้าสู่วงโคจรที่กำหนดก่อนที่ยานจะเข้าเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศ ส่วนนักบินอวกาศที่เดินทางไปครั้งนี้มี 3 คน ได้แก่ นายเฟย จวิ้นหลง วัย 57 ปี หัวหน้าภารกิจ นายเติ้ง ชิงหมิง วัย 56 ปี และนายจาง ลู่ วัย 46 ปี

จีนประสบความสำเร็จส่งทีมนักบินอวกาศ "เสิ่นโจว-15" จบงานสร้างสถานีอวกาศเทียนกง

ทั้งนี้ เสิ่นโจว-15 เป็นภารกิจการบินอวกาศทั้งที่ 6 ของจีนสำหรับโครงการเดินทางสู่อวกาศแบบมีมนุษย์ควบคุมของจีน และเป็นภารกิจสุดท้ายจากทั้งหมด 11 ภารกิจ ในการประกอบสถานีอวกาศเทียนกงให้เสร็จสิ้น ขณะที่สถานีอวกาศเทียนกงประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานเป็นโมดูลหลัก 3 ตัว ได้แก่ ห้องปฏิบัติการเทียนเหอ เวิ่นเทียน และเมิ่งเทียน.

ย้อนดูไทม์ไลน์เหตุประท้วงโควิดปะทุรุนแรงในจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2565366

ย้อนดูไทม์ไลน์เหตุประท้วงโควิดปะทุรุนแรงในจีน

30 พ.ย. 2565 08:00 น.

ย้อนดูไทม์ไลน์เหตุประท้วงโควิดปะทุรุนแรงในจีน

  • เหตุประท้วงมาตรการคุมเข้มโควิดในจีนเริ่มลุกลามรุนแรงเป็นวงกว้าง จนหลายชาติต่างจับจ้องว่าชนวนเหตุเหล่านี้อาจสั่นคลอนเก้าอี้ผู้นำสมัยที่ 3 ของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีนได้หรือไม่
  • จากความไม่พอใจที่จำกัดอยู่ในโลกโซเชียล กลับกลายมาเป็นการเดินลงถนนในเมืองใหญ่ๆ เพื่อแสดงจุดยืนประท้วงภาครัฐอย่างชัดเจน เพื่อส่งเสียงสะท้อนไปยังทางการจีนให้ปรับเปลี่ยนมาตรการคุมโควิดโดยเร็ว
  • กระแสความไม่พอใจมาตรการคุมเข้มเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นการสะสมความไม่พอใจจากกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการคุมโควิดให้เป็นศูนย์มายาวนานถึงเกือบ 3 ปี โดยที่ยังไม่มีใครรู้ว่ามาตรการนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด


กระแสความไม่พอใจที่ลุกลามกลายเป็นเหตุประท้วงตามเมืองใหญ่ๆ ดูท่าว่าจะไม่จบลงง่ายๆ แม้ว่าทางการจีนจะระดมกำลังตำรวจลงพื้นที่ประจำจุดต่างๆ เพื่อควบคุมการประท้วงไม่ให้ลุกลามบานปลายแล้วก็ตาม ชนวนเหตุเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการประท้วงแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนครั้งนี้ มีที่มาจากหลายเรื่องราวรวมกัน วันนี้เราจะพาไปย้อนดูไทม์ไลน์ว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนหน้าที่จะนำมาสู่เหตุประท้วงครั้งประวัติศาสตร์ในครั้งนี้

ย้อนดูไทม์ไลน์เหตุประท้วงโควิดปะทุรุนแรงในจีน

กระแสความขุ่นเคืองใจในเซี่ยงไฮ้

การประกาศล็อกดาวน์ในเซี่ยงไฮ้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ดูเหมือนจะเป็นชนวนเหตุสำคัญครั้งแรกที่จุดกระแสความไม่พอใจของประชาชนต่อมาตรการคุมเข้มโควิดให้เป็นศูนย์ของทางการจีน โดยครั้งนั้นก็มีการประท้วงย่อมๆ ของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภาวะขาดแคลนอาหาร ซึ่งแทบจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับมหานครใหญ่ที่ร่ำรวยของจีน

ในเดือนเมษายน มีการเผยคลิปเสียงของประชาชนที่รู้สึกสิ้นหวังและได้รับความเดือดร้อนจากมาตรการล็อกดาวน์ความยาว 6 นาทีถูกเผยแพร่ออกมา ก่อนที่คลิปจะถูกเซนเซอร์ไป

หลังจากนั้นในโลกโซเชียลก็เริ่มมีการโพสต์คลิปวิดีโอความไม่พอใจของประชาชนตามช่องทางต่างๆ เพื่อหลบหลีกการถูกบล็อก จนเกิดกระแสการประท้วงใหญ่ทางออนไลน์ นับตั้งแต่หมอหลี่ หรือนายแพทย์หลี่ เหวินเหลียงจักษุแพทย์ ผู้เปิดโปงเรื่องราวเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ในอู่ฮั่น เสียชีวิตในวัย 34 ปี จากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2020

ย้อนดูไทม์ไลน์เหตุประท้วงโควิดปะทุรุนแรงในจีน

เหตุประท้วงในมหาวิทยาลัย

ในเดือนพฤษภาคม มีนักศึกษาหลายร้อยคนในวิทยาเขตแห่งหนึ่งของมหาวิทยาลัยปักกิ่งในกรุงปักกิ่ง ออกมาประท้วงมาตรการคุมเข้มล็อกดาวน์ เพื่อต้องการให้นักศึกษาได้มีอิสระในการเคลื่อนไหวมากขึ้น โดยการประท้วงครั้งนี้ยุติลงหลังจากที่ทางการยอมผ่อนปรนที่จะยกเลิกมาตรการคุมเข้มบางอย่างลง โดยมหาวิทยาลัยทั่วประเทศจีนต้องล็อกดาวน์ตลอดช่วงของการระบาดของโควิด-19 ห้ามบุคคลภายนอกเข้าเยี่ยม และไม่อนุญาตให้นักเรียนนักศึกษากลับบ้านเพื่อป้องกันการระบาดด้วย

การประท้วงธนาคารเหอหนาน

ในช่วงเดือนพฤษภาคมจนถึงกรกฎาคม มีผู้ฝากเงินนับร้อยนับพันคนบุกประท้วงหน้าธนาคารประชาชนจีน สำนักงานเจิ้งโจว ในมณฑลเหอหนาน หลังจากโดนอายัดบัญชี เบิกถอนเงินไม่ได้มานานกว่า 90 วัน นอกจากนี้แอปพลิเคชันโควิด-19 ของรัฐ ที่ประชาชนทุกคนต้องลงทะเบียนใช้งาน ยังถูกติดตามความเคลื่อนไหว และถูกสกัดไม่ให้พวกเขาเดินทางออกนอกพื้นที่พักอาศัยเพื่อมาชุมนุมกันซึ่งประชาชนต่างกล่าวว่าเป็นความพยายามในการสกัดการประท้วงของภาครัฐ ก่อนที่ทางการจะเข้ามาแก้ไขปัญหา จับแก๊งอาชญากรรมท้องถิ่น และทยอยแก้ไขบัญชีที่ถูกอายัดให้กลับมาใช้งานได้ในภายหลัง

ย้อนดูไทม์ไลน์เหตุประท้วงโควิดปะทุรุนแรงในจีน

การประท้วงในทิเบต

ต่อมาในเดือนตุลาคม ชาวบ้านในเมืองลาซาของทิเบตก็รวมตัวกันประท้วงมาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดมายาวนานถึง 3 เดือนใกล้กับพระราชวังโปตาลา สถานที่ประทับขององค์ทะไลลามะ โดยคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ออกมาจะเห็นประชาชนหลายร้อยคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานผู้อพยพเชื้อสายฮั่น ที่ออกมาเดินขบวนตามท้องถนนเพื่อเรียกร้องให้ภาครัฐอนุญาตให้พวกเขาได้กลับบ้านเสียที

เหตุประท้วงที่สะพานซี่ตง ปักกิ่ง

ในเดือนเดียวกัน ก่อนหน้าที่จะมีการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเพียงไม่กี่วัน มีผู้ประท้วงรายหนึ่งท้าทายรัฐบาลด้วยการนำป้ายผ้าที่เขียนด้วยลายมือ ที่มีข้อความวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์จีนมาติดไว้บนสะพาน โดยหนึ่งในป้ายผ้าระบุข้อความว่า “ไม่ต้องการตรวจโควิดแล้ว ฉันอยากทำมาหากิน ไม่เอาการปฏิวัติวัฒนธรรม ฉันอยากให้มีการปฏิรูป ไม่เอาล็อกดาวน์ ฉันต้องการอิสระ ไม่เอาผู้นำ ฉันต้องการโหวต ไม่เอาคำโกหก ฉันต้องการศักดิ์ศรี ฉันไม่ต้องการเป็นทาส ฉันจะเป็นพลเมือง” ส่วนอีกป้ายหนึ่งเขียนเรียกร้องให้ประชาชนออกมาประท้วงและโค่นล้มนายสี จิ้นผิง

ย้อนดูไทม์ไลน์เหตุประท้วงโควิดปะทุรุนแรงในจีน

เหตุปะทะที่กวางโจว

ในเดือนพฤศจิกายน เกิดเหตุปะทะกันระหว่างผู้ประท้วงในเมืองกวางโจว กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากมีการประกาศขยายล็อกดาวน์ เนื่องจากพบการติดเชื้อเพิ่มขึ้น

โดยคลิปวิดีโอที่มีการแชร์ต่อกันในโลกออนไลน์ จะเห็นภาพของผู้ประท้วงหลายร้อยคนเดินประท้วงบนถนน มีการพังแนวกั้นที่ทางการใช้ปิดช่องทาง เพื่อไม่ให้ประชาชนออกมาจากที่พักอาศัยของพวกเขาได้ พร้อมกับตะโกนซ้ำๆ ว่า ไม่ต้องการตรวจโควิดแล้ว พร้อมขว้างปาข้าวของใส่ตำรวจด้วย

ย้อนดูไทม์ไลน์เหตุประท้วงโควิดปะทุรุนแรงในจีน

เหตุประท้วงโรงงานฟ็อกซ์คอนน์

เกิดเหตุประท้วงรุนแรงภายในโรงงานงานฟ็อกซ์คอนน์ โรงงานผลิตไอโฟนที่ใหญ่ที่สุดของโลกในเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน โดยคนงานในโรงงานหลายร้อยคนต่างออกมาเดินขบวนประท้วง เนื่องจากไม่พอใจเรื่องค่าแรง และสภาพการทำงาน และการที่ต้องถูกล็อกดาวน์อยู่แต่ในโรงงานมานานนับตั้งแต่เดือนตุลาคม หลังพบผู้ติดเชื้อโควิดภายในโรงงานจนเกิดการปะทะกับตำรวจปราบจลาจล

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุทางฟ็อกซ์คอนน์พยายามที่จะเสนอโบนัสพิเศษเกือบ 50,000 บาท ให้แก่พนักงานที่เต็มใจจะกลับมาทำงานต่อ เพื่อให้เหตุการณ์สงบลง

ย้อนดูไทม์ไลน์เหตุประท้วงโควิดปะทุรุนแรงในจีน

การประท้วงในอุรุมชี

คลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในโลกโซเชียลช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แสดงให้เห็นประชาชนจำนวนมากที่ออกมาประท้วงมาตรการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ตามท้องถนนในเมืองอุรุมชี เมืองเอกของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ โดยผู้ประท้วงต่างเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างหนักในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

สำหรับชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการประท้วงในเมืองนี้ เกิดขึ้นหลังจากเหตุไฟไหม้อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง จนมีผู้เสียชีวิต 10 ศพ สาเหตุเกิดจากการที่พวกเขาถูกล็อกดาวน์ จนไม่สามารถหนีออกมาได้ทันเวลา และเจ้าหน้าที่ยังล่าช้าในการเข้าช่วยเหลือด้วย ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ยิ่งเป็นเชื้อไฟ ทำให้กระแสความไม่พอใจในมาตรการล็อกดาวน์ขยายวงกว้างและแสดงออกมาชัดเจนมากขึ้น

เหตุการณ์ที่กล่าวมายังไม่รวมถึงเหตุโศกนาฏกรรมอื่นๆ ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ จนจุดกระแสความโกรธแค้นของประชาชนต่อภาครัฐ อย่างการเสียชีวิตของทารกในเมืองเจิ้งโจว การเสียชีวิตของเด็กหญิงวัย 14 ปีที่มณฑลเหอหนาน ซึ่งล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นเพราะมาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดจนเกินไป ทำให้ผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างทันท่วงที

หลังจากนี้จึงต้องจับตาดูว่า นายสี จิ้นผิง ผู้นำของจีนจะมีท่าทีอย่างไร นอกเหนือจากการส่งกำลังตำรวจเข้ามาควบคุมสถานการณ์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกระแสความไม่พอใจที่ปะทุขึ้นนี้จะเสียงดังมากพอที่รัฐบาลจีนจะหันมารับฟังและเปลี่ยนแปลงนโยบายเกี่ยวกับการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ได้หรือไม่ เพราะยิ่งปล่อยไว้นาน การประท้วงที่เคยมุ่งโจมตีนโยบาย อาจจะเบนเข็มกลายไปเป็นการโค่นอำนาจของนายสี จิ้นผิง แทน ซึ่งจะยิ่งทำให้สถานะทางการเมืองของเขายิ่งตึงเครียดไปมากกว่านี้.

ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล

ที่มา : แชนแนลนิวส์เอเชียบีบีซี

ช็อก ยามฝั่งสเปนพบ 3 หนุ่มไนจีเรีย เสี่ยงตายนั่งหางเสือเรือ 11 วันถึงเกาะคานารี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2566088

ช็อก ยามฝั่งสเปนพบ 3 หนุ่มไนจีเรีย เสี่ยงตายนั่งหางเสือเรือ 11 วันถึงเกาะคานารี

30 พ.ย. 2565 07:41 น.

ช็อก ยามฝั่งสเปนพบ 3 หนุ่มไนจีเรีย เสี่ยงตายนั่งหางเสือเรือ 11 วันถึงเกาะคานารี

เจ้าหน้าที่กู้ภัยทางทะเลของสเปน ช่วยเหลือผู้อพยพชาวไนจีเรีย 3 คนแอบเกาะอยู่บนหางเสือเรือบรรทุกน้ำมันเป็นเวลา 11 วันก่อนเข้าจอดเทียบท่าเรือลาส ปาลมาส บนเกาะคานารี ต้องรีบพาส่ง รพ.ด่วน

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. สำนักข่าว CNN รายงานว่า เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยทางทะเลของสเปน ช่วยเหลือผู้อพยพชาวไนจีเรีย 3 คนที่แอบเกาะอยู่บนหางเสือเรือบรรทุกน้ำมัน “อะลิธินี 2” (Althini II) ซึ่งแล่นเข้าจอดเทียบท่าเรือลาส ปาลมาส บนเกาะคานารี โดยรายงานข่าวระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำนี้เป็นเรือสัญชาติมอลตา ออกจากท่าเรือเมืองลากอส ของไนจีเรีย เมื่อวันที่ 17 พ.ย. และใช้เวลาเดินทาง 11 วัน เป็นระยะทาง 4,600 กิโลเมตร มาถึงท่าเรือลาส ปาลมาสเมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้อพยพกลุ่มนี้แอบมาเกาะอยู่ตรงส่วนหางเสือของเรือลำนี้ นับตั้งแต่เรือออกจากท่าในประเทศไนจีเรีย โดยทุกคนมีสภาพร่างกายอ่อนเพลียจากภาวะขาดน้ำและร่างกายมีอุณหภูมิลดลงต่ำ ล่าสุดพวกเขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว

โซเฟีย เฮอร์นันเดซ หัวหน้าทีมกู้ภัยทางทะเล เปิดเผยว่า ตอนที่พบชายทั้ง 3 คนพวกเขากำลังนั่งอยู่ด้านบนหางเสือเรือ ซึ่งอยู่สูงจากน้ำทะเลเพียงไม่กี่นิ้วเท่านั้น นับว่าเป็นอันตรายอย่างมาก เพราะต้องเสี่ยงกับคลื่นลมกลางทะเล สภาพอากาศเลวร้าย และความสูงของระดับน้ำทะเล อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาพบผู้อพยพลักลอบนั่งหางเสือเรือบรรทุกสินค้ามายังสเปน โดยพบแล้วถึง 6 ครั้งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยของสเปนเปิดเผยข้อมูลว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีบรรดาผู้อพยพและผู้ลี้ภัยหลายพันคนจากแอฟริกาตอนเหนือและแอฟริกาตะวันตก แอบลักลอบเดินทางไปถึงเกาะคานารี ขณะที่เฉพาะปีนี้มีผู้อพยพลักลอบมาทางเรือเข้าสู่เกาะต่างๆ สเปนแล้วกว่า 11,600 คน ส่วนใหญ่โดยสารแออัดมาบนเรือไม้ที่ออกจากท่าเรือโมร็อกโก ซาฮาราตะวันตก มอริเตเนีย และเซเนกัล.

“อันวาร์” กำชับข้าราชการรอเคาะ ครม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2566108

"อันวาร์" กำชับข้าราชการรอเคาะ ครม.

30 พ.ย. 2565 07:30 น.

“อันวาร์” กำชับข้าราชการรอเคาะ ครม.

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เปิดเผยถึงกรณีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีมาเลเซียในรัฐบาลชุดใหม่ที่ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยระบุว่า อยู่ระหว่างกระบวนการคัดเลือก ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากทุกๆฝ่าย เรามีพรรคร่วมรัฐบาลเยอะจึงตัดสินใจเช่นนั้น แต่ท้ายสุดก็อยู่ที่ตนเองว่าจะเคาะใคร แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนคือ คณะรัฐมนตรีจะมีขนาดเล็กลงและเราจะไม่เป็นแบบรัฐบาลชุดก่อนๆที่เพิ่มทุกอย่างมากขึ้น 50 พอไหม 60 พอไหม 70 พอไหม ไม่พอใช่ไหม เพิ่มตำแหน่งพิเศษ เพิ่มตำแหน่งที่ปรึกษาเข้าไป

ทั้งนี้ นายอันวาร์กล่าวว่า กระบวนการคาดว่าไม่เกินสัปดาห์นี้ พร้อมกล่าวถึงความสำคัญของข้าราชการว่า รัฐบาลจะไม่ประสบความสำเร็จหากไม่ได้รับความร่วมมือจากข้าราชการ แต่ก็ขอเรียกร้องให้ข้าราชการทุกคนทำงานกันเป็นทีม ทุ่มเทเพื่อประเทศ ต้องพร้อมที่จะปฏิรูป ทุกวันนี้ภาพลักษณ์ของข้าราชการมีความหม่นหมอง เราต้องฟื้นภาพลักษณ์ตรงนี้ใหม่ ความเอื่อยเฉี่อย ความประมาทเลินเล่อเป็นอดีตไปแล้ว ไม่อยากฟื้นฝอยขึ้นมาอีก เรามาทำงานร่วมกันเพื่อนำประเทศกลับไปสู่ความรุ่งเรือง แต่ในขณะเดียวกันจะไม่ปล่อยให้เงินรั่วไหลหรือคอร์รัปชันเหมือนแต่ก่อน การจัดซื้อจัดจ้างต้องทำอย่างถูกต้อง ต้องมีการแข่งขัน ไม่ใช่มอบให้เจ้าใดเจ้าหนึ่ง.

ข้อมูลใหม่ชี้ ชาวคริสต์ไม่ใช่ประชากรส่วนใหญ่ในอังกฤษ-เวลส์แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2566085

ข้อมูลใหม่ชี้ ชาวคริสต์ไม่ใช่ประชากรส่วนใหญ่ในอังกฤษ-เวลส์แล้ว

30 พ.ย. 2565 07:25 น.

ข้อมูลใหม่ชี้ ชาวคริสต์ไม่ใช่ประชากรส่วนใหญ่ในอังกฤษ-เวลส์แล้ว

ข้อมูลสำมะโนประชากรใหม่ที่เพิ่งเผยแพร่ออกมา ชี้ว่า ผู้นับถือศาสนาคริสต์ ไม่ใช่ประชากรส่วนใหญ่ในอังกฤษกับเวลส์แล้ว ขณะที่จำนวนคนผิวขาวลดลงเล็กน้อยจากเมื่อ 10 ปีก่อน

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (ONS) เผยแพร่รายงานข้อมูลสำมะโนประชากรประจำปี 2564 ออกมาในวันอังคารที่ 29 พ.ย. 2565 โดยพบว่าประชากรส่วนใหญ่ในอังกฤษและเวลส์ ไม่ใช่ผู้นับถือศาสนาคริสต์อีกต่อไปแล้ว โดยลดลงจากปี 2554 ที่มีจำนวนราว 59% เหลือเพียง 46% เท่านั้น

จำนวนผู้ที่บอกว่าตนเองไม่นับถือศาสนาใดๆ เพิ่มขึ้นมากที่สุด จาก 25% เมื่อทศวรรษก่อน เป็น 37% ในตอนนี้ ส่วนผู้นับถือศาสนาอิสลามเพิ่มจาก 5% ในปี 2554 เป็น 6.5% ขณะที่ผู้นับถือศาสนา พุทธ, ฮินดู, ยิว, ซิกข์ หรืออื่นๆ อยู่ในระดับทรงตัวจากเมื่อ 10 ปีก่อน

ทั้งนี้ อังกฤษถือเป็นประเทศคริสเตียนตามกฎหมาย มีศาสนจักรเป็นของตัวเองนั้นคือ โบสถ์แห่งอังกฤษ และมีกษัตริย์เป็นประมุข โดยการตอบแบบสอบถามเรื่องศาสนาจะเป็นไปโดยสมัครใจ ซึ่งครั้งนี้มีผู้ตอบรับเพิ่มเป็น 94% จาก 93% เมื่อทศวรรษก่อน จัดทำในอังกฤษและเวลส์เท่านั้น เนื่องจากสกอตแลนด์กับไอร์แลนด์เหนือมีระบบสำรวจประชากรของตัวเอง

ขณะเดียวกัน จำนวนผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็นคนขาวก็ลดลงเล็กน้อย จาก 86% ในปี 2554 เป็น 82% ในปี 2564 ส่วนผู้ที่ระบุว่าตัวเองเป็นชาวเอเชีย ซึ่งสำหรับอังกฤษจะสื่อถือประเทศแถบเอเชียใต้ รวมทั้ง อินเดีย, ปากีสถาน และบังกลาเทศ เพิ่มจาก 7.5% เมื่อทศวรรษก่อน เป็น 9.3% ถือเป็นกลุ่มเชื้อชาติที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ด้านผู้ที่ระบุว่าตนเองเป็นคนผิวดำ เพิ่มจาก 1.8% เป็น 2.5% ขณะที่ผู้ที่เลือกอื่นๆ ก็เพิ่มขึ้นจาก 0.6% เป็น 1.6%

ผู้ตอบแบบสอบถาม 90% จะระบุสัญชาติตัวเองด้วยสัญชาติของชาติสมาชิกสหราชอาณาจักร ได้แก่ อังกฤษ, เวลส์, สกอตแลนด์, ไอร์แลนด์เหนือ, บริติช หรือ คอร์นิช ลดลงจากปี 2554 ที่มีจำนวน 92% โดยที่ผู้ตอบที่ไม่ใช่ชาว UK ที่มีจำนวนมากที่สุดคือชาวโปแลนด์ 1% ตามด้วย โรมาเนีย 0.8% และ อินเดีย 0.6% ขณะที่ชาวไอร์แลนด์กับอิตาลีอยู่ที่ 0.5%

จีนตามผู้ชุมนุมรายตัว-ม็อบไม่โผล่ตามนัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2566101

จีนตามผู้ชุมนุมรายตัว-ม็อบไม่โผล่ตามนัด

30 พ.ย. 2565 07:05 น.

จีนตามผู้ชุมนุมรายตัว-ม็อบไม่โผล่ตามนัด

สำนักข่าวต่างประเทศยังคงรายงานเกาะติดบรรยากาศในประเทศจีน หลังช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีชาวจีนในเมืองต่างๆไม่ว่ากรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ เมืองเฉิงตู หรือเมืองอู่ฮั่น รวมตัวกันชุมนุมแสดงความไม่พอใจต่อนโยบายสกัดกั้นการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อย่างเข้มงวด หรือโควิดเป็นศูนย์ของรัฐบาลจีน และมีบางส่วนยังแสดงความไม่พอใจต่อนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน โดยตรง

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 29 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในเมืองใหญ่ของจีนต่างเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเดินลาดตระเวนตามจุดต่างๆรวมถึงพื้นที่ที่เคยเป็นสถานที่การชุมนุม หลังมีการกระจายข่าวกันในแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียอย่างเทเลแกรม (ซึ่งทางการจีนไม่อนุญาตให้ใช้งาน) ว่าควรมีการจัดการชุมนุมอีกตามสถานที่ต่างๆ อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวในพื้นที่ระบุว่า ไม่มีผู้ชุมนุมปรากฏตัวแต่อย่างใดและมีรายงานด้วยว่า เจ้าหน้าที่ความมั่นคงจีนขอตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของผู้ที่สัญจรผ่านไปมา เพื่อดูว่ามีแอปพลิเคชันที่ทางการไม่อนุญาต หรือแอปพลิเคชันวีพีเอ็น โปรแกรมใช้เครือข่ายอินเตอร์เน็ตต่างประเทศหรือไม่

ด้านสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ในนครเซี่ยงไฮ้ พนักงานผับบาร์ได้เปิดเผยว่า ถูกทางการสั่งให้ปิดให้บริการหลัง 22.00 น. เพื่อป้องกันการระบาดของเชื้อโควิด-19 และบริเวณหน้าทางเข้าออกสถานีรถไฟใต้ดินต่างๆ จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนประจำการอยู่เป็นกลุ่มๆ ทั้งมีรถตำรวจจอดเรียงรายอยู่ริมทางเท้า

เอเอฟพียังรายงานต่อไปว่า ได้รับการเปิดเผยจากหญิงชาวจีนไม่ขอระบุนามว่า ตัวเองและเพื่อนที่เข้าร่วมการชุมนุมวันก่อนได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขอให้ชี้แจงว่าไปทำอะไรอยู่ในพื้นที่การชุมนุม ขอชื่อนามสกุล เข้าในพื้นที่กี่โมง กลับกี่โมง มีผู้ชุมนุมจำนวนเท่าไร และทราบข่าวสารเกี่ยวกับการชุมนุมได้อย่างไร พร้อมชี้แจงว่าเป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย หากมีความประสงค์อยากร้องเรียนอะไรให้ยื่นเรื่องเข้ามาตามช่องทางปกติ หญิงรายดังกล่าวยังเปิดเผยด้วยว่า เจ้าหน้าที่ที่โทร.มาสอบถามพูดด้วยเสียงปกติ ไม่ได้ข่มขู่อะไร และขอเรียกร้องให้อย่าเข้าร่วมการชุมนุมในอนาคต แต่สำหรับเพื่อนอีกรายที่ไม่ได้รับสายโทรศัพท์ มีเจ้าหน้าที่ไปเคาะประตูถึงหน้าประตูห้อง เอเอฟพีระบุว่า ยังไม่แน่ชัดว่าเจ้าหน้าที่จีนทราบตัวตนของผู้ที่เข้าร่วมการชุมนุมได้อย่างไร เพราะในเหตุการณ์วันก่อนไม่พบเห็นหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่เก็บข้อมูลบัตรประชาชนของผู้เข้าร่วมการชุมนุม.

ผู้จัดบอลโลกกาตาร์เผย แรงงานต่างด้าวตายขณะเตรียมทัวร์นาเมนต์ 400-500 ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2566051

ผู้จัดบอลโลกกาตาร์เผย แรงงานต่างด้าวตายขณะเตรียมทัวร์นาเมนต์ 400-500 ราย

30 พ.ย. 2565 04:45 น.

ผู้จัดบอลโลกกาตาร์เผย แรงงานต่างด้าวตายขณะเตรียมทัวร์นาเมนต์ 400-500 ราย

หัวหน้าคณะกรรมการผู้จัดการแข่งขันฟุตบอลโลก กาตาร์ 2022 เปิดเผยว่า มีแรงงานต่างด้าวเสียชีวิตในโปรเจ็คเตรียมการแข่งขันต่างๆ ราว 400-500 ราย

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า นายฮัสซัน อัล-ธาวาดี เลขาธิการคณะกรรมการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก กาตาร์ 2022 (Supreme Committee for Delivery & Legacy : SC) ให้สัมภาษณ์กับ เพียร์ส มอร์แกน พิธีกรชื่อดังถ่ายทอดผ่านรายการ ‘TalkTV’ เมื่อวันจันทร์ที่ 28 พ.ย. 2565 ที่ผ่านมาว่า มีแรงงานต่างด้าวเสียชีวิตจากการทำงานในโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการแข่งทัวร์นาเมนต์นี้ราว 400-500 ราย สูงกว่าตัวเลขที่ทางการกาตาร์เปิดเผยก่อนหน้านี้มาก

“ตัวเลขโดยประเมินอยู่ที่ราว 400 ราย ระหว่าง 400-500 ราย” นายอัล-ธาวาดีกล่าว “ผมไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน นั่นเป็นสิ่งที่ถกเถียงกันมาแล้ว การตายเพียง 1 ชีวิตก็มากเกินไป มันง่ายๆ แค่นั้น” และเมื่อถูกถามว่า มาตรการความปลอดภัยดีพอหรือไม่ในช่วงแรกของโครงการ นายอัล-ธาวาดีก็ตอบว่า “ผมคิดว่าทุกปี มาตรฐานความปลอดภัยและสุขภาพในที่ทำงานพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ อย่างน้อยก็ในที่ทำงานของเรา ฟุตบอลโลกของเรา ที่ที่เรารับผิดชอบ เรื่องนั้นแน่นอนที่สุด”

ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน เจ้าหน้าที่รัฐบาลของกาตาร์บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า มีแรงงานเสียชีวิตโดยเกี่ยวข้องกับการทำงานสร้างสนามกีฬาจำนวน 3 ราย และมีการเสียชีวิตที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงาน 37 ราย อย่างไรก็ตาม โฆษกคณะกรรมการ SC ออกแถลงการณ์ในวันอังคาร (29 พ.ย.) ว่า แหล่งข้อมูลอื่นชี้ว่า มีการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการทำงานระหว่างปี 2557-2563 ทั้งสิ้น 414 ราย ครอบคุลมทุกภาคส่วน และทุกสัญชาติ

ขณะที่สำนักข่าว เดอะ การ์เดียน รายงานเมื่อปีก่อนว่า มีแรงงานต่างด้าวชาวเอเชียใต้ เสียชีวิตในกาตาร์มากกว่า 6,500 รายนับตั้งแต่กาตาร์ ได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกเมื่อปี 2553 โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำ ใช้แรงงานในพื้นที่เสี่ยงอันตราย และบ่อยครั้งที่ต้องทำงานท่ามกลางอากาศร้อนจัด แต่รายงานของเดอะ การ์เดียน ไม่ได้เชื่อมโยงการเสียชีวิตทั้ง 6,500 รายกับโปรเจ็คสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการแข่งฟุตบอลโลก

นายอัล-ธาวาดี เคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวของซีเอ็นเอ็นเมื่อปีก่อน เพื่อโต้แย้งรายงานของ เดอะ การ์เดียน โดยระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นการพาดหัวข่าวให้ดึงดูดใจ แต่ชี้นำไปในทางที่ผิดและปราศจากบริบท ส่วนรัฐบาลกาตาร์บอกกับซีเอ็นเอ็นเมื่อเดือนก่อนว่า จำนวน 6,500 คนนั้น เท่ากับจำนวนแรงงานต่างชาติที่เสียชีวิตในกาตาร์ตลอดระยะเวลาถึง 10 ปี แล้วนำไปโยงกับฟุตบอลโลก

“มันไม่เป็นความจริง และละเลยสาเหตุการเสียชีวิตอื่นๆ ทั้งหมด เช่น การป่วย, แก่ชรา และอุบัติเหตุจราจร รายงานดังกล่าวยังล้มเหลวในการยอมรับว่า มีแรงงานต่างชาติในกาตาร์เพียง 20% เท่านั้น ที่ถูกจ้างให้ทำงานในไซต์งานก่อสร้าง”

นาโตสัญญามอบอาวุธเพิ่ม ช่วยยูเครนซ่อมไฟฟ้า-โวยรัสเซียใช้ฤดูหนาวเป็นอาวุธ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2566043

นาโตสัญญามอบอาวุธเพิ่ม ช่วยยูเครนซ่อมไฟฟ้า-โวยรัสเซียใช้ฤดูหนาวเป็นอาวุธ

30 พ.ย. 2565 03:10 น.

นาโตสัญญามอบอาวุธเพิ่ม ช่วยยูเครนซ่อมไฟฟ้า-โวยรัสเซียใช้ฤดูหนาวเป็นอาวุธ

เลขาธิการนาโตรับปากส่งอาวุธให้แก่ยูเครนเพิ่ม และจะช่วยซ่อมแซมระบบพลังงานที่เสียหายอย่างหนักเพราะการโจมตีของมอสโก ขณะที่กล่าวโจมตีรัสเซียว่ากำลังใช้ฤดูหนาวเป็นอาวุธทำสงคราม

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า นายเยนส์ สโตลเตนเบิร์ก เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต กล่าวในการประชุมที่กรุงบูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนีย เมื่อ 29 พ.ย. 2565 สัญญาว่านาโตจะมอบอาวุธให้ยูเครนมากขึ้น และช่วยซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีของรัสเซียในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

นายสโตลเตนเบิร์กกล่าวหารัสเซียว่า กำลังพยายามใช้ฤดูหนาวเป็นอาวุธในการทำสงคราม หลังการโจมตีของรัสเซียทำให้ชาวยูเครนหลายล้านคนไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้ ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเย็นต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง

ขณะเดียวกัน เหล่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลกทั้ง 7 หรือกลุ่ม G7 ซึ่งไปร่วมประชุมกันที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี กล่าวว่า พวกเขาจะร่วมกันสืบสวนข้อกล่าวหาเรื่องการก่ออาชญากรรมสงครามในยูเครน โดยคาดว่ากระบวนการอาจใช้เวลาหลายปีหารือหลายสิบปี แต่พวกเขาจะสืบสวนจนถึงที่สุด

ก่อนหน้านี้ อัยการสูงสุดของยูเครนกล่าวหารัสเซียว่าก่ออาชญากรรมสงครามด้วยการโจมตีประชาชน และทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเขาระบุว่า เทียบเท่ากับเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย และเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ในรัฐบาลเครมลิน ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาอาชญากรรมสงคราม

ด้านสถานการณ์ในยูเครน เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบด้านพลังงานทั่วประเทศ กำลังพยายามซ่อมแซมระบบไฟฟ้าและน้ำประปาให้แก่ประชาชนหลายล้านคน ท่ามกลางคำขู่ของรัสเซียที่ว่า พวกเขากำลังเตรีมการยิงมิสไซล์โจมตีรอบใหม่ ในขณะที่ฤดูหนาวกำลังมาถึง ทำให้เกิดความกังวลว่า ชาวยูเครนจำนวนมากอาจหนาวตาย

จีนเล็งปราบปรามการประท้วง จวกกองกำลังปรปักษ์แทรกแซง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2566038

จีนเล็งปราบปรามการประท้วง จวกกองกำลังปรปักษ์แทรกแซง

30 พ.ย. 2565 01:57 น.

จีนเล็งปราบปรามการประท้วง จวกกองกำลังปรปักษ์แทรกแซง

การประท้วงต่อต้านนโยบายโควิดเป็นศูนย์ในจีนเริ่มซาลง หลังตำรวจตรึงกำลังเข้มตามเมืองใหญ่ ขณะที่หน่วยงานความมั่นคงระดับสูงเรียกร้องให้ปราบปรามกองกำลังปรปักษ์ที่แทรกซึมเข้ามา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีประชาชนหลายพันคนออกมาชุมนุมประท้วงตามท้องถนนในหลายเมือง เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการควบคุมอย่างเข้มงวดตามนโยบายโควิดเป็นศูนย์ โดยบางคนถึงขั้นเรียกร้องให้ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ลาออก ซึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม การประท้วงในวันจันทร์และอังคารที่ผ่านมาเป็นไปอย่างจำกัด หลังตำรวจจำนวนมากถูกส่งไปตรึงกำลังตามเมืองใหญ่รวมถึง กรุงปักกิ่งและนครเซี่ยงไฮ้ ขณะที่มีรายงานว่าตำรวจกว่า 150 นายถูกส่งไปย่านช็อปปิ้งในเมืองเซินเจิ้น หลังมีข่าวลือบนโลกออนไลน์ว่า ผู้ประท้วงเตรียมออกมารวมตัวกัน

ล่าสุดในวันอังคารที่ 29 พ.ย. 2565 นายเฉิน เหวินชิง เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกฎหมายและการเมืองกลางแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งกำกับดูแลหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศทั้งหมดรวมถึงตำรวจ ออกมาเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ปราบปรามกองกำลังปรปักษ์ที่แฝงตัวเข้ามา

“เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องปราบปรามการแทรกซึมและการก่อวินาศกรรมฝีมือของกองกำลังปรปักษ์ รวมถึงพฤติกรรมผิดกฎหมายและอาชญากรรมที่รบกวนความสงบของสังคม” นายเฉินกล่าว โดยที่ไม่ได้ระบุถึงการประท้วงที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์กังวลว่า คำพูดนี้อาจหมายถึงจะมีการปราบปรามการประท้วงมากขึ้นในอนาคต

ในวันเดียวกัน นายหมี่ เฟิง โฆษกคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (NHC) บอกกับผู้สื่อข่าวว่า การล็อกดาวน์ควรบังคับใช้และผ่อนคลายอย่างรวดเร็ว และมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวดควรได้รับการปปรับปรังให้เหมาะสมไปเรื่อยๆ

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของจีนออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการควบคุมโควิดที่มีเป้าหมายเฉพาะเจาะจงมากกว่าเดิม และว่ากระแสความไม่พอใจมาตรการควบคุมที่เข้มงวดเป็นผลมาจาก การบังคับใช้อำนาจตามอำเภอใจของหน่วยงานท้องถิ่น ไม่ใช่นโยบายของชาติ

ที่มา : BBC , CNN

นายกฯ อังกฤษกร้าว ยุคทองแห่งความสัมพันธ์ UK-จีน จบลงแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2566021

นายกฯ อังกฤษกร้าว ยุคทองแห่งความสัมพันธ์ UK-จีน จบลงแล้ว

30 พ.ย. 2565 00:03 น.

นายกฯ อังกฤษกร้าว ยุคทองแห่งความสัมพันธ์ UK-จีน จบลงแล้ว

นายริชี ซูแน็ก นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กล่าวว่า ยุคทองแห่งความสัมพันธ์กับจีนสิ้นสุดลงแล้ว และให้คำมั่นว่าจะพัฒนาจุดยืนของประเทศที่มีต่อชาติเอเชียแห่งนี้

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 29 พ.ย. 2565 นายริชี ซูแน็ก นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรแถลงนโยบายต่างประเทศของตัวเองเป็นครั้งแรกที่งานเลี้ยง ‘Lord Mayor’s Banquet’ ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปีในกรุงลอนดอน โดยเขากล่าวว่า การมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกับจีนเหมือนช่วงทศวรรษที่ผ่านมานั้น เป็นเรื่องไร้เดียงสา

นายซูแน็กบอกด้วยว่า UK ต้องแทนที่การฝันกลางวันด้วยการปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมากับคู่แข่งทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม เขาเตือนเรื่องการพูดถึงเรื่องสงครามเย็น และยอมรับว่า นัยสำคัญที่จีนมีต่อโลกเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของนายซูแน็ก เกิดขึ้นในขณะที่เขากำลังเผชิญแรกกดดันอย่างหนักจาก ส.ส.พรรคอนุรักษนิยม ที่เรียกร้องให้นายกฯ อังกฤษ เพิ่มความเข้มแข็งในจุดยืนของสหราชอาณาจักรที่มีต่อจีนมากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ในแดนมังกรที่เพิ่งเกิดการประท้วงต่อต้านนโยบายซีโร่โควิดอันเข้มงวด และมีผู้ถูกจับกุมจำนวนมาก รวมถึงนักข่าวของ บีบีซี ผู้อ้างว่าถูกตำรวจเตะและทุบตีระหว่างการจับกุม และถูกควบคุมตัวนานหลายชั่วโมงก่อนได้รับการปล่อยตัว

นายซูแน็กบอกกับบรรดาผู้นำธุรกิจกับผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศที่มาร่วมงานว่า ในการเผชิญกับการประท้วง จีนเลือกที่จะปราบปรามมากยิ่งขึ้น รวมถึงการทำร้ายนักข่าวของบีบีซี “เรายอมรับว่า จีนคือความท้าทายเชิงระบบต่อค่านิยมและผลประโยชน์ของเรา เป็นความท้าทายที่เติบโตอย่างรวดเร็วขึ้นในขณะที่พวกเขาก้าวไปสู่ความเป็นอำนาจนิยมมากกว่าเดิม”

นายกรัฐมนตรีอังกฤษเสริมอีกว่า สิ่งที่เรียกว่า ‘ยุคทอง‘ แห่งความสัมพันธ์ระหว่างสหราชอาณาจักรกับจีนนั้น สิ้นสุดลงแล้ว พร้อมๆ กับแนวคิดไร้เดียงสาที่ว่า การค้าขายกับตะวันตกมากขึ้นจะนำไปสู่การปฏิรูปทางการเมืองของจีน อนึ่ง คำว่ายุคทองดังกล่าว สื่อถึงการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่าง UK กับจีน ในยุคอดีตนายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ก่อนที่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศจะเสื่อมถอยลง

อย่างไรก็ตาม นายซูแน็กเน้นย้ำว่า “เราไม่สามารถมองข้ามนัยสำคัญของจีนในกิจการต่างๆ ของโลก รวมถึงเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก หรือปัญหาหลายอย่าง เช่นความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้” เขาเสริมอีกว่า สหราชอาณาจักรจะทำงานร่วมกับพันธมิตรอย่าง สหรัฐฯ, แคนาดา, ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น เพื่อรับมือกับการแข่งขันที่สูงขึ้นนี้ ทั้งด้วยวิธีทางการทูตและการเผชิญหน้า

“นี่หมายถึงการยืนหยัดต่อสู้กับคู่แข่ง ไม่ใช่ด้วยคำพูดยิ่งใหญ่ แต่ด้วยการกระทำอย่างตรงไปตรงมา” นายซูแน็กกล่าว

ทั้งนี้ นายซูแน็กกับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เกือบจะได้พบปะกันเป็นครั้งแรกที่การประชุมสุดยอดผู้นำประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำโลกทั้ง 20 ประเทศ หรือกลุ่ม G20 ที่อินโดนีเซียเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา แต่แผนการถูกยกเลิกหลังเกิดเหตุมิสไซล์ตกในดินแดนของโปแลนด์

ในแถลงการณ์ของนายซูแน็ก เขาให้คำมั่นด้วยว่าจะสนับสนุนยูเครนต่อไปและสัญญาจะรักษาหรือเพิ่มระดับความช่วยเหลือทางทหารต่อยูเครนในปีหน้า รวมถึงมอบการสนับสนุนทางอากาศใหม่ๆ เพื่อปกป้องพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ