สุดสลด หนุ่มใหญ่ออสเตรเลียพลัดตกน้ำขณะไปตกปลา ถูกจระเข้ 2 ตัวรุมทึ้งร่าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2690940

สุดสลด หนุ่มใหญ่ออสเตรเลียพลัดตกน้ำขณะไปตกปลา ถูกจระเข้ 2 ตัวรุมทึ้งร่าง

3 พ.ค. 2566 13:55 น.

สุดสลด หนุ่มใหญ่ออสเตรเลียพลัดตกน้ำขณะไปตกปลา ถูกจระเข้ 2 ตัวรุมทึ้งร่าง

ตำรวจออสเตรเลียพบร่างชายวัย 65 ปี ที่หายไปขณะออกไปตกปลาเมื่อวันเสาร์แล้ว โดยพบศพเขาอยู่ในท้องจระเข้ 2 ตัว


เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายรายนี้ คือนายเควิน ดาร์โมดี ที่ออกเรือไปตกปลาพร้อมกับคนท้องถิ่นกลุ่มหนึ่งในอุทยานแห่งชาติเลคฟิลด์ที่อยู่ทางเหนือสุดของรัฐ โดยนายดาร์โมดี ได้พยายามไล่จระเข้ที่เป็นอุปสรรคต่อการตกปลาออกไป จากนั้น เพื่อนๆ ของเขาก็ได้ยินเสียงนายดาร์โมดีร้องตะโกนเสียงดังลั่น ก่อนจะได้ยินเสียงน้ำแตกกระจาย และนายดาร์โมดีก็หายไป

หลังได้รับแจ้งเหตุเจ้าหน้าที่พิทักษ์อุทยานได้เข้ามาตรวจสอบ และยิงจระเข้ตาย 2 ตัว ตัวหนึ่งมีความยาว 4.2 เมตร อีกตัวมีความยาว 2.8 เมตร และพบศพของนายดาร์โมดีในซากจระเข้ทั้งสองตัว โดยสันนิษฐานว่าเขาน่าจะพลัดตกลงไปในน้ำ ก่อนที่จะถูกจระเข้ทั้ง 2 ตัวรุมทำร้ายจนเสียชีวิต

ด้านเจ้าหน้าที่สัตว์ป่ารัฐควีนส์แลนด์เตือนประชาชนให้ระมัดระวังตัวเมื่ออยู่ในแหล่งน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุทยานแห่งชาติเลคฟิลด์ที่ได้รับการประกาศให้เป็นเขตอนุรักษ์จระเข้ เพราะออสเตรเลียขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศแห่งจระเข้อยู่แล้ว.

ที่มา :SCMP

เควิน คอสต์เนอร์ ถูกภรรยาฟ้องหย่า จบชีวิตแต่งงาน 18 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2690921

เควิน คอสต์เนอร์ ถูกภรรยาฟ้องหย่า จบชีวิตแต่งงาน 18 ปี

3 พ.ค. 2566 13:38 น.

เควิน คอสต์เนอร์ ถูกภรรยาฟ้องหย่า จบชีวิตแต่งงาน 18 ปี

เควิน คอสต์เนอร์ นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดัง ถูกภรรยา คริสทีน เบาม์การ์ทเนอร์ ฟ้องหย่า หลังใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมายาวนานถึง 18 ปี จนมีพยานรักถึง 3 คน

นับเป็นข่าวช็อกวงการฮอลลีวูด เมื่อคู่รักดาราชื่อดังอย่างเควิน คอสต์เนอร์ วัย 68 ปี และคริสทีน เบาม์การ์ทเนอร์ วัย 49 ปี ดีไซเนอร์กระเป๋าและอดีตนางแบบตัดสินใจเลิกรากัน หลังจากที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมาถึง 18 ปี โดยฝ่ายหญิงเป็นคนดำเนินการฟ้องหย่า ด้วยเหตุผลว่า ทั้งสองมีทัศนคติไม่ตรงกัน โดยในเอกสารการฟ้องหย่าระบุว่าทั้งคู่จะร่วมดูแลลูกทั้ง 3 คือ เคย์เด็น วัย 15 ปี เฮย์เยส วัย 14 ปี และเกรซ วัย 12 ปี ร่วมกัน แต่ไม่มีการฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดู เนื่องจากทั้งคู่มีการทำสัญญาก่อนแต่งงานเอาไว้แล้ว

ด้านตัวแทนของเควิน คอสต์เทอร์ ได้ออกแถลงยืนยันข่าวในเรื่องนี้แล้ว โดยระบุว่า นี่เป็นเรื่องเศร้าอย่างยิ่ง และอยู่เหนือการควบคุมของคอสต์เนอร์ ทำให้เขาต้องยุติสถานะการสมรสในครั้งนี้

เบาม์การ์ทเนอร์และคอสต์เนอร์ เริ่มเดตกันครั้งแรกในปี 1999 หลังจากที่คอสต์เนอร์ได้แยกทางจากบริดเจ็ท รูนีย์ นักแสดงหญิงซึ่งมีลูกชายด้วยกัน 1 คน โดยเบาม์การ์ทเนอร์และคอสต์เนอร์เคยเลิกรากันไปในช่วงสั้นๆ เมื่อปี 2003 ก่อนที่จะกลับมาคืนดีกันอีกครั้ง โดยทั้งคู่ได้ลูกชายคนแรกคือเคย์เด็น ในเดือนพฤษภาคมปี 2007 และลูกชายคนที่ 2 เฮย์เยสในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2009 และในปีถัดมาทั้งคู่ก็ให้กำเนิด เกรซ ลูกสาวคนเล็ก

คอสต์เนอร์แต่งงานครั้งแรกกับซินดี้ ซิลวา เพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย เมื่อปี 1978 จนมีลูกด้วยกัน 3 คน คือแอนนี วัย 39 ปี ลิลลี่ วัย 36 ปี และโจ วัย 35 ปี ก่อนที่จะแยกทางกันในปี 1994.

ที่มา : นิวยอร์กโพสต์

ไปต่อหรือพอแค่นี้ เมื่อเจ้าพ่อ AI ออกโรงเตือน AI อันตราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2690679

ไปต่อหรือพอแค่นี้ เมื่อเจ้าพ่อ AI ออกโรงเตือน AI อันตราย

3 พ.ค. 2566 08:00 น.

ไปต่อหรือพอแค่นี้ เมื่อเจ้าพ่อ AI ออกโรงเตือน AI อันตราย

  • วงการไอทีต้องสั่นสะเทือน เมื่อเจ้าพ่อเอไอ เจฟฟรีย์ ฮินตัน ตัดสินใจลาออกจาก กูเกิล พร้อมแสดงความรู้สึกเสียใจกับการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ของตนเองมาทั้งชีวิต และเตือนว่า เอไออาจเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติ
  • นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ แสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ โดยก่อนหน้านี้ก็มีนักวิทยาศาสตร์หลายคน ที่ออกมาเตือนถึงความเป็นไปได้ที่เอไอจะสร้างข้อมูลอันเป็นเท็จ และมนุษย์เราอาจจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่า อันไหนคือความจริงอีกต่อไป

เจ้าพ่อเอไอออกโรงเตือน

นายเจฟฟรีย์ ฮินตัน ผู้ที่สร้างรากฐานเทคโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) จนได้รับการขนานนามว่าเป็น เจ้าพ่อเอไอ ตัดสินใจลาออกจาก Google พร้อมทั้งให้สัมภาษณ์แก่สื่อว่า รู้สึกเสียใจกับงานที่ตัวเองทำมาทั้งชีวิต กับการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และเตือนว่า เอไออาจเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติ โดยหากเปรียบเทียบกับเมื่อ 5 ปีที่แล้ว กับปัจจุบันนี้ จะเห็นการพัฒนาเอไออย่างรวดเร็วจนน่ากลัว
ฮินตัน ยังระบุด้วยว่า การแข่งขันของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ยิ่งกดดันทำให้แต่ละบริษัทต้องเร่งปล่อยเทคโนโลยีเอไอใหม่ๆ ออกมา ด้วยการพัฒนาที่รวดเร็วเกินไป จนเกิดความเสี่ยงต่อตำแหน่งงาน รวมทั้งการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือบิดเบือน ทำให้ยากต่อการที่จะป้องกันคนไม่ดีนำมันไปใช้ในทางที่ไม่ดี โดย ฮินตัน ได้แจ้งการลาออกของเขาให้กูเกิลรับทราบเมื่อเดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางสงครามของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ต่างเร่งพัฒนาเอไอ

เมื่อปี 2022 กูเกิลและโอเพนเอไอ สตาร์ท อัพ ที่อยู่เบื้องหลัง เอไอแชตบอต ChatGPT ได้เริ่มต้นสร้างระบบที่ใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ฮินตัน บอกกับ ไทมส์ ว่า เขาเชื่อว่าระบบเหล่านี้จะเข้ามาบดบังสติปัญญาของมนุษย์ด้วยวิธีการบางอย่าง เนื่องจากข้อมูลจำนวนมากที่เอไอได้มา และไม่แน่ว่าระบบที่วางไว้นั้น อาจจะมีประสิทธิภาพดีกว่าสมองของมนุษย์เรามากๆ 

และถึงแม้ว่าเอไอจะถูกนำมาใช้สนับสนุนการทำงานของมนุษย์ แต่การแผ่ขยายของแชตบอตอย่าง ChatGPT ก็อาจจะสร้างความเสี่ยงต่อตำแหน่งงานของมนุษย์ได้ แน่นอนว่ามันจะช่วยลดงานที่น่าเบื่อจำเจออกไป แต่มันก็อาจจะทำอะไรที่เกินขอบเขตกว่านั้นด้วย
ด้าน เจฟฟ์ ดีน หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ผู้ร่วมพัฒนา กูเกิลเอไอ ได้กล่าวขอบคุณ ฮินตัน ที่ออกมาแสดงความเป็นห่วงในครั้งนี้ โดยระบุว่า ในฐานะที่กูเกิลเป็นหนึ่งในบริษัทอันดับต้นๆ ที่มีการเผยแพร่หลักการของเอไอ เรายังคงให้คำมั่นว่าจะแสดงความรับผิดชอบต่อการเข้าถึงเอไออย่างเต็มที่ โดยยังคงเรียนรู้และทำความเข้าใจต่อความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น ขณะที่จะเดินหน้าสร้างสรรค์สิ่งใหม่อย่างกล้าหาญ

กระแสต่อต้านการพัฒนาเอไอ

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมีนาคม นายอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยีชื่อดัง รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญอีกจำนวนหนึ่ง ได้เรียกร้องให้หยุดพัฒนา ระบบเอไอ เพื่อทอดเวลาให้ผ่านการตรวจสอบว่า เทคโนโลยีนี้มีความปลอดภัยจริงหรือไม่ โดยจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว มีคนลงนามมากกว่า 1,000 คน ทั้งตัว นายอีลอน มัสก์ เอง และผู้ร่วมก่อตั้งแอปเปิลอย่าง สตีฟ วอซเนียก ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มีการเปิดตัว GPT-4 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสุดล้ำหน้าของ ChatGPT ด้วย โดยในครั้งนั้น นายฮินตัน ไม่ได้ร่วมลงนามในจดหมายฉบับดังกล่าวด้วย เพียงแต่ให้ความเห็นว่า บรรดานักวิทยาศาสตร์ไม่ควรจะขยายขอบเขตการพัฒนาออกไปมากกว่านี้ จนกว่าพวกเขาจะเข้าใจอย่างแท้จริงว่า พวกเขายังสามารถควบคุมมันได้หรือไม่

ทำไมถึงต้องกลัวเอไอ?

ความฉลาดล้ำของเอไอ นำไปสู่ความรู้สึกไม่แน่นอน ความกลัว และความเกลียดชังต่อเทคโนโลยีของกลุ่มคนหมู่มากที่ไม่เข้าใจในเรื่องนี้ โดยเอไอสามารถทำงานต่างๆ ที่มีเพียงแค่มนุษย์ที่จะสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบทความ การจัดลำดับงานอีเวนต์ รวมทั้งยังสามารถเรียนรู้ภาษาต่างๆ ได้ โดยผู้เชี่ยวชาญกังวลว่าด้วยความสามารถเหล่านี้ ในขณะที่ยังไม่มีกฎหมายควบคุมอย่างเหมาะสม เอไออาจจะสร้างข้อมูลบิดเบือนจากการรับข้อมูลไม่เพียงพอหรือไม่ถูกต้อง สร้างภัยคุกคามความมั่นคงทางไซเบอร์ สูญเสียการจ้างงาน และยังสร้างอคติทางการเมืองด้วย

ปัจจุบัน จะเห็นว่าเอไอสร้างประโยชน์มากมายให้แก่มนุษย์เช่นกัน ทั้งการปรับปรุงงานประจำวันที่เรียบง่ายและซับซ้อน เป็นผู้ช่วยที่พร้อมทำงานตลอด 24 ชั่วโมง แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีโอกาสที่เอไอจะหลุดจากการควบคุมได้ และเพราะเอไอมีความสามารถในการเก็บข้อมูลและจดจำใบหน้า จึงอาจจะถูกนำไปใช้ในการระบุตัวตน และสถานที่ของแต่ละบุคคล เหมือนกับที่รัฐบาลจีนนำไปใช้เพื่อแกะรอย ติดตามตัวผู้ที่ต่อต้านรัฐบาลได้อย่างง่ายดาย

นอกจากนี้ เอไอยังถูกนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมการเงิน อย่างการให้คำแนะนำนักลงทุน ขณะที่บริษัทต่างๆ ก็นำเอไอ อัลกอริทึม ไปช่วยสร้างโมเดล เพื่อคาดการณ์ตลาดล่วงหน้า เพื่อนำไปใช้ตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นด้วย แต่มันก็เป็นอัลกอริทึมที่แตกต่างจากที่มนุษย์ใช้ เพราะอาจจะไม่เข้าใจความเปราะบางของเศรษฐกิจในแต่ละวัน

เอไอจะเป็นอันตรายต่อมนุษย์ในสถานการณ์ใดบ้าง?

เอไอสามารถนำไปสู่การรุกล้ำข้อมูลส่วนตัว การจัดการทางสังคม และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างเช่น บริษัทประกันรถยนต์อาจจะพิจารณาการทำประกันรถ โดยการให้เอไอตรวจสอบว่า เรามีการใช้โทรศัพท์ในขณะขับรถหรือไม่ หรือบริษัทต่างๆ อาจจะจ้างงานโดยใช้เอไอในการพิจารณาคัดกรองผู้สมัคร ซึ่งอาจจะทำให้คนที่มีคุณลักษณะบางอย่างถูกตัดโอกาส หรือมีโอกาสน้อยลง เพราะไม่ได้ผ่านการพิจารณาโดยใช้เหตุผลอื่นๆ ร่วมด้วยเหมือนกับมนุษย์ จนอาจจะกลายเป็นประเด็นการเหยียดเชื้อชาติ การล่วงล้ำความเป็นส่วนตัว หรือจุดกระแสให้เกิดอคติทางการเมืองได้ โดย นายฮินตัน มองว่า ความชาญฉลาดของเอไอที่มนุษย์กำลังพัฒนา ต่างจากความฉลาดที่มนุษย์มี เพราะการรับรู้ของเอไอเป็นกลไกแบบดิจิทัล ซึ่งต่างจากมนุษย์ที่การรับรู้เป็นไปตามกลไกทางชีววิทยา ซึ่งหากเราป้อนข้อมูลที่ได้มาจากการเรียนรู้ของคนหนึ่งคน AI ก็จะเรียนรู้ทั้งหมดจากคนคนนั้น แต่หากเราป้อนข้อมูลจาก 10,000 คน นั่นหมายความว่า เอไอก็จะชาญฉลาดยิ่งกว่ามนุษย์ไปอีกหลายเท่าตัว ยิ่งไปกว่านั้นหากในวันหนึ่งที่เอไอได้รับการพัฒนาถึงขีดสุด จนสามารถนึกคิดได้เอง โดยไม่ต้องรอประมวลผลจากคำสั่งที่มนุษย์ป้อน เอไออาจไม่ยอมทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ช่วยมนุษย์อย่างที่เป็นอยู่อีกต่อไป.

ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล

ที่มา : บีบีซี , แชนแนลนิวส์เอเชีย , ฟ็อกซ์นิวส์

ออสเตรเลียจ่อแบนบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อสันทนาการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2690824

ออสเตรเลียจ่อแบนบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อสันทนาการ

3 พ.ค. 2566 07:44 น.

ออสเตรเลียจ่อแบนบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อสันทนาการ

ออสเตรเลียเตรียมสั่งห้ามการสูบบุหรี่เพื่อการสันทนาการ ซึ่งจะมีการกำหนดมาตรฐานคุณภาพขั้นต่ำ และจำกัดการจำหน่ายเฉพาะในร้านขายยา

แม้การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในออสเตรเลียจำเป็นต้องมีใบสั่งจากแพทย์ แต่กลับพบว่ามีการควบคุมอย่างหละหลวม ส่งผลให้การจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าในตลาดมืดเฟื่องฟูอย่างมาก

นายมาร์ก บัตเลอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออสเตรเลีย กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้กำลังสร้างผู้ติดนิโคตินรุ่นใหม่ในออสเตรเลีย

บุหรี่ไฟฟ้า หรือยาสูบอิเล็กทรอนิกส์ จะเปลี่ยนน้ำยาซึ่งโดยปกติจะมีส่วนประกอบของนิโคตินให้กลายเป็นไอโดยใช้ความร้อน ก่อนที่ผู้ใช้จะสูดดมเข้าไป มันถูกมองว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ผู้สูบบุหรี่เลิกสูบได้ แต่ในออสเตรเลียบุหรี่ไฟฟ้าได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในฐานะผลิตภัณฑ์เพื่อการสันทนาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนหนุ่มสาวในเมือง

บัตเลอร์ กล่าวในระหว่างการประกาศการปฏิรูปบุหรี่ไฟฟ้าเมื่อวันอังคารว่า บริษัทผู้ผลิตยาสูบขนาดใหญ่ได้นำผลิตภัณฑ์เสพติดอีกชนิดหนึ่งมาบรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่สะดุดตาและเพิ่มรสหวาน เพื่อสร้างกลุ่มผู้ติดนิโคตินรุ่นใหม่ และย้ำว่า “เรากำลังถูกหลอก”

บุหรี่ไฟฟ้าถือว่าปลอดภัยกว่าบุหรี่ธรรมดา เพราะไม่มีส่วนประกอบของยาสูบที่เป็นอันตราย รัฐบาลสหราชอาณาจักรยังแจกบุหรี่ฟรีให้กับผู้สูบบางคนในโครงการ “swap to stop” แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแนะนำว่าบุหรี่ไฟฟ้ายังคงก่อให้เกิดความเสี่ยง เนื่องจากยังคงมีสารเคมี และผลที่ตามมาในระยะยาวของการใช้บุหรี่ไฟฟ้านั้นยังคงไม่ชัดเจน

รัฐบาลออสเตรเลีย ระบุว่า สิ่งเหล่านี้เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของประชาชน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเยาวชนจำนวนมาก ซึ่งหลายคนไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน ผลการวิจัยชี้ว่า 1 ใน 6 ของชาวออสเตรเลียที่มีอายุระหว่าง 14-17 ปี เคยสูบบุหรี่ไฟฟ้า เช่นเดียวกับ 1 ใน 4 ของกลุ่มคนอายุ 18-24 ปี ขณะที่มีเพียง 1 ใน 70 ของคนที่อายุ 50 ปีขึ้นไปที่เคยสูบบุหรี่ไฟฟ้า

บัตเลอร์ กล่าวว่า การผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้ามีเจตนาพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเด็ก และมีการจำหน่ายใกล้กับสินค้าประเภทอมยิ้มและช็อกโกแลตแท่งในร้านค้าปลีก เขาเสริมว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าได้กลายเป็น “ปัญหาด้านพฤติกรรมอันดับหนึ่ง” ในโรงเรียนมัธยม สื่อออสเตรเลียรายงานว่า โรงเรียนบางแห่งเริ่มติดตั้งเครื่องตรวจจับบุหรี่ไฟฟ้าในห้องน้ำ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า รัฐบาลกลางจะทำงานร่วมกับรัฐบาลของรัฐและเขตแดนต่างๆ ในการกำหนดบทลงโทษสำหรับการมีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครอง เว้นแต่จะมีการกำหนดไว้

ในขณะที่ออสเตรเลียมีกฎหมายต่อต้านการสูบบุหรี่ที่เข้มงวดที่สุดในโลกอยู่แล้ว เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นายบัตเลอร์ เปรียบเทียบการปฏิรูปบุหรี่ไฟฟ้าแบบใหม่กับนโยบายที่ใช้ในการลดการสูบบุหรี่ในออสเตรเลียให้อยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว การปฏิรูปดังกล่าวรวมถึงการห้ามใช้บุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้งทั้งหมด และการปราบปรามการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับใบอนุญาต
ใบสั่งจากแพทย์ยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าที่ถูกกฎหมาย และจะต้องมีบรรจุภัณฑ์ที่มีลักษณะเหมือนผลิตภัณฑ์ยา รวมถึงจะมีการจำกัดรสชาติ สี ความเข้มข้นของนิโคติน และส่วนผสมอื่นๆ ด้วย

บัตเลอร์ กล่าวว่า รัฐบาลจะทำให้ประชาชนที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าสำหรับการใช้บำบัดโรคที่ถูกต้องตามกฎหมาย ได้รับใบสั่งจากแพทย์ได้ง่ายขึ้น ส่วนกำหนดเวลาสำหรับการดำเนินการจะประกาศให้ทราบในภายหลัง

ส่วนประเทศอื่นๆ เช่น สิงคโปร์ และไทย ได้สั่งห้ามการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเช่นกัน และหน่วยงานกำกับดูแลยาของออสเตรเลียได้แนะนำให้มีการปฏิรูป ด้านสมาคมมะเร็ง กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสามารถลดการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า และป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยสำหรับชาวออสเตรเลียรุ่นใหม่.

ระทึก ตร.อังกฤษรวบชายปริศนา ปากระสุนช็อตกันเข้าวังบักกิงแฮม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2690813

ระทึก ตร.อังกฤษรวบชายปริศนา ปากระสุนช็อตกันเข้าวังบักกิงแฮม

3 พ.ค. 2566 04:15 น.

ระทึก ตร.อังกฤษรวบชายปริศนา ปากระสุนช็อตกันเข้าวังบักกิงแฮม

ตำรวจลอนดอนจับกุมตัวชายปริศนาผู้ก่อเหตุปากระสุนปืนช็อตกันเข้าไปภายในเขตพระราชวังบักกิงแฮม โดยตำรวจต้องทำการจุดระเบิดวัตถุต้องสงสัยด้วย

สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า ตำรวจได้จับกุมตัวชายคนหนึ่งที่หน้าทางเข้าพระราชวังบักกิงแฮม ในเวลาประมาณ 19.00 น. วันอังคารที่ 2 พ.ค. 2566 ตามเวลาท้องถิ่น ในข้อหาต้องสงสัยครอบครองอาวุธโจมตี หลังจากชายคนนี้เดินเข้าหาประตูวังแล้วปาสิ่งที่คล้ายกับกระสุนปืนช็อตกันเข้าไปในเขตวัง

หลังเกิดเหตุ ตำรวจดำเนินการปิดล้อมพื้นที่ในทันที ก่อนหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดจะทำการจุดระเบิดวัตถุต้องสงสัยตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อป้องกันเอาไว้ก่อน นอกจากนั้นตำรวจยังพบว่าชายคนนี้เป็นผู้ครอบครองกระเป๋าน่าสงสัยใบหนึ่งด้วย แต่ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นวัถตุเดียวกับที่ถูกตำรวจจุดระเบิดหรือไม่

ทั้งนี้ กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 กับควีนคามิลลา ไม่ได้ประทับที่วังบักกิงแฮมในเวลาเกิดเหตุ และไม่มีรายงานเรื่องการใช้อาวุธปืน หรือผู้บาดเจ็บใดๆ ด้วย

ด้านนายโจเซฟ แมกโดนัลด์ ผู้กำกับการตำรวจเทศบาลกรุงลอนดอน กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ลงมือในทันทีเพื่อควบคุมตัวชายคนนี้ และเขากำลังถูกตำรวจควบคุมตัวเอาไว้ โดยตอนนี้เจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ในที่เกิดเหตุ เพื่อดำเนินการสืบสวนเพิ่มเติม ขณะที่กระสุนปืนลูกซองก็ถูกเก็บกู้ไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ.

ที่มา : bbc

ตร.สหรัฐฯ ค้นหา 2 วัยรุ่นหายตัวไปกับคนร้ายคดีทางเพศ สุดท้ายพบ 7 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2690811

ตร.สหรัฐฯ ค้นหา 2 วัยรุ่นหายตัวไปกับคนร้ายคดีทางเพศ สุดท้ายพบ 7 ศพ

3 พ.ค. 2566 02:55 น.

ตร.สหรัฐฯ ค้นหา 2 วัยรุ่นหายตัวไปกับคนร้ายคดีทางเพศ สุดท้ายพบ 7 ศพ

ตำรวจในรัฐโอกลาโฮมาตามหาตัววัยรุ่นหญิง 2 คนที่หายตัวไปกับผู้ต้องหาคดีทางเพศ สุดท้ายเจ้าหน้าที่พบศพ 7 ศพที่บ้านหลังหนึ่ง โดยเชื่อว่าทั้ง 3 คนที่หายไปรวมอยู่ในนั้นด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 พ.ค. 2566 ว่า ตำรวจทางหลวงรัฐโอกลาโฮมาดำเนินการตามหา เด็กหญิงไอวี เว็บสเตอร์ อายุ 14 ปี กับ น.ส.บริตทานี บริวเวอร์ อายุ 16 ปี ตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากทั้งคู่หายตัวไปพร้อมกับ นายเจสซี แมกฟาดเดน ผู้ต้องหาคดีทางเพศ ซึ่งกำลังต่อสู้คดีในชั้นศาล

ต่อมาในวันอังคาร ตำรวจออกหมายค้นบ้านของ นายแมกฟาดเดน ซึ่งนำเจ้าหน้าที่ไปสู่เมืองเฮนเรียตตา เมืองเล็กๆ ในรัฐโอกลาโฮมา หลังจากเขาไม่มาขึ้นศาลตามนัด และเจ้าหน้าที่ก็พบศพ 7 ศพที่นั่น โดยตำรวจเชื่อว่าทั้ง เว็บสเตอร์, บริวเวอร์ และ แมกฟาดเดน รวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตด้วย แต่ต้องรอผลการชันสูตรเพื่อยืนยันอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ นายแมกฟาดเดน ตกเป็นผู้ต้องหาคดีล่อลวงผู้เยาว์ และครอบครองภาพอนาจารเด็กในปี 2560

รูปของ ไอวี เว็บสเตอร์ กับ ทิฟฟานี เกส ผู้เป็นเพื่อนสนิท
รูปของ ไอวี เว็บสเตอร์ กับ ทิฟฟานี เกส ผู้เป็นเพื่อนสนิท

เจ้าหน้าที่ไม่เปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิตของทั้ง 7 ศพ และไม่ให้ข้อมูลว่าอีก 4 ศพที่เหลือเป็นใคร แต่นางเจเน็ตต์ มาโย ชาวเมืองเวสต์วิลล์ อายุ 59 ปี บอกกับสำนักข่าวเอพีว่า เหยื่ออีก 4 คนคือ ฮอลลี เกส ลูกสาววัย 35 ปีของเธอ กับหลานๆ ได้แก่ ไรลี เอลิซาเบธ เอลเลน อายุ 17 ปี, ไมเคิล เจมส์ มาโย อายุ 15 ปี และ ทิฟฟานี ดอร์ เกส อายุ 13 ปี

นางมาโย บอกว่า สำนักงานนายอำเภอแจ้งข่าวให้เธอรู้ และว่าครอบครัวของเธอไม่เคยรู้เรื่องประวัติอาชญากรรมของ นายแมกฟาดเดน จนกระทั่งไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ ขณะที่มีรายงานด้วยว่า เว็บสเตอร์กับบริวเวอร์สนิทกับครอบครัวของนางโอลลี เกส และใช้เวลาอยู่กับด้วยกันในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา.

ที่มา : bbc

นักข่าวผู้เปิดโปงการระบาดของโควิดในจีน ได้กลับบ้านแล้ว หลังถูกขัง 3 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2690808

นักข่าวผู้เปิดโปงการระบาดของโควิดในจีน ได้กลับบ้านแล้ว หลังถูกขัง 3 ปี

3 พ.ค. 2566 01:45 น.

นักข่าวผู้เปิดโปงการระบาดของโควิดในจีน ได้กลับบ้านแล้ว หลังถูกขัง 3 ปี

ฟาง ปิน นักข่าวพลเรือนผู้รายงานสถานการณ์โควิดในเมืองอู่ฮั่น ในช่วงแรกๆ ของการระบาด จนถูกจับกุม ได้รับการปล่อยตัว และเดินทางกลับบ้านแล้ว หลังจากผ่านมา 3 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 พ.ค. 2566 ว่า นายฟาง ปิน ซึ่งเป็นหนึ่งในนักข่าวพลเรือนผู้เปิดโปงความเลวร้ายของสถานการณ์โควิด-19 ในเมืองอู่ฮั่นในช่วงแรกๆ ของการระบาดเมื่อต้นปี 2563 ได้รับการปล่อยตัวและเดินทางกลับบ้านที่เมืองอู่ฮั่นแล้ว หลังจากการเปิดโปงดังกล่าวทำให้เขาถูกจำคุกมานานร่วม 3 ปี

ตามรายงานของ บีบีซี ซึ่งอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวหลายคน ระบุว่า นายฟาง ได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และมีสุขภาพแข็งแรงดี

ทั้งนี้ นายฟาง เป็นหนึ่งในนักข่าวพลเรือนที่หายตัวไปหลังจากแชร์คลิปวิดีโอสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นสถานที่แรกที่พบเชื้อไวรัสมรณะชนิดนี้ โดยวิดีโอที่ดึงดูดสายตาคนทั้งโลกคือ คลิปซึ่งแสดงให้เห็นถุงเก็บศพ 8 ถุงถูกนำมาวางหน้าโรงพยาบาลในอู่ฮั่นภายในเวลาเพียง 5 นาที

นายฟาง เผยในตอนนั้นว่า เขาถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวในคืนเดียวกับที่โพสต์คลิป แต่ได้รับการปล่อยตัว จนกระทั่งเขาแชร์วิดีโอพร้อมข้อความว่า “ทุกคนจงปฏิวัติ-คืนอำนาจรัฐกลับสู่ประชาชน” ในเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากนั้นเขาก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

นอกจากนายฟางแล้วยังมีนักข่าวพลเรือนอีกหลายคนที่ถูกจับกุมและยังไม่รู้ชะตากรรม รวมถึง น.ส.จาง จ้าน อดีตนักกฎหมายวัย 39 ปี เธอถูกจับในเดือนพฤษภาคม 2563 และถูกตัดสินลงโทษจำคุก 4 ปี ในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน

น.ส.จาง อาศัยอยู่ที่นครเซี่ยงไฮ้ แต่เธอตัดสินใจเดินทางไปเมืองอู่ฮั่นในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เพื่อรายงานข่าวการระบาด หลังจากได้ฟังประสบการณ์ของผู้อยู่อาศัย โดยเธอเคลื่อนไหวบนยูทูบกับทวิตเตอร์เป็นหลัก และแชร์คลิปรายงานสถานการณ์เรื่อยๆ แม้จะถูกเจ้าหน้าที่ข่มขู่

หลังถูกจับกุมไม่นาน น.ส.จาง ก็ประท้วงด้วยการอดอาหาร ทำให้เธอน้ำหนักลดลงไปต่ำกว่า 40 กก. แต่ยังไม่แน่ชัดว่าจนถึงตอนนี้เธอยังอดอาหารประท้วงอยู่หรือไม่ ขณะที่ครอบครัวของ น.ส.จาง ก็ได้รับข่าวคราวของเธอน้อยมาก ล่าสุดคือเมื่อเดือนธันวาคมปีก่อน เธอส่งจดหมายถึงครอบครัวพร้อมบอกว่าได้รับการดูแลอย่างดีจากเจ้าหน้าที่.

ที่มา : bbc

มอสโกปัดข่าว สหรัฐฯ อ้างทหารรัสเซียเจ็บ-ตายในยูเครนนับ 100,000 นาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2690803

มอสโกปัดข่าว สหรัฐฯ อ้างทหารรัสเซียเจ็บ-ตายในยูเครนนับ 100,000 นาย

2 พ.ค. 2566 23:59 น.

มอสโกปัดข่าว สหรัฐฯ อ้างทหารรัสเซียเจ็บ-ตายในยูเครนนับ 100,000 นาย

รัสเซียออกมาปฏิเสธข้อมูลของสหรัฐฯ ที่ระบุว่า มีทหารรัสเซียบาดเจ็บหรือเสียชีวิตในสงครามยูเครนมากถึง 100,000 นาย ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 1 พ.ค. 2566 ที่ผ่านมา นายจอห์น เคอร์บี โฆษกฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า ตามการประเมินของหน่วยข่าวกรอง มีทหารรัสเซียบาดเจ็บหรือเสียชีวิตในการต่อสู้รอบเมืองบักห์มุต ทางตะวันออกของยูเครนแล้วกว่า 100,000 นาย นับตั้งแต่เดือนธันวาคมปีก่อน

นายเคอร์บี บอกอีกว่า จากจำนวนดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตมากถึง 20,000 ศพ โดยกว่าครึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มทหารรับจ้าง แวกเนอร์ กรุ๊ป (Wagner)

อย่างไรก็ตาม ในวันอังคารรัสเซียออกมาปฏิเสธข้อมูลดังกล่าว โดยโฆษกรัฐบาลเครมลิน ดีมิทรี เปสคอฟ กล่าวว่า สหรัฐฯ เอาตัวเลขเหล่านั้นมาจากไหนก็ไม่รู้ “ไม่มีทางที่วอชิงตันจะสามารถบอกตัวเลขที่ถูกต้องได้เลย พวกเขาไม่มีข้อมูลเช่นนั้น และมันควรถูกปฏิบัติแบบนั้น คุณควรพึ่งพาเพียงข้อมูลที่ได้รับการเผยแพร่โดยกระทรวงกลาโหมรัสเซียเท่านั้น”

ที่มา : cnbc

กรมชลฯเดินหน้า ส่งน้ำตามแผนงาน จัดการน้ำฤดูแล้ง สั่งพร้อมรับมือฝน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728224

วันพุธ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 47,914 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 63 ของความจุอ่างฯ รวมกัน เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 14,699 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 59 ของความจุอ่างฯรวมกัน ในขณะที่มีการใช้น้ำทั้งประเทศไปแล้วกว่า 21,517 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 78 ของแผนฯ (แผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศ 27,685 ล้าน ลบ.ม.) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 7,761 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 86 ของแผนฯ (แผนจัดสรรน้ำลุ่มเจ้าพระยา 9,100 ล้าน ลบ.ม.) สำหรับการเพาะปลูกข้าวนาปรังทั้งประเทศมีการเพาะปลูกไปแล้ว 10.14 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 97 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการเพาะปลูกไปแล้ว 6.37 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 96 ของแผนฯ

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ในช่วงฤดูฝนที่จะมาถึงอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า มีแนวโน้มที่จะเกิดฝนทิ้งช่วง ด้วยปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่จะส่งผลให้ปริมาณฝนในปีนี้มีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จึงดำเนินการตาม 5 มาตรการหลัก เน้นย้ำให้โครงการชลประทานทั่วประเทศติดตามสภาพอากาศและสภาพฝนอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมการบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูฝนที่จะมาถึง เน้นย้ำให้ทุกโครงการฯวางแผนกักเก็บน้ำเพื่อสำรองไว้ใช้ในอนาคตให้มากที่สุด และให้บริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อธิบดีกรมข้าวชักชวนชาวนา ปลูกข้าวรักษ์โลก BCG โมเดล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728225

วันพุธ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมการข้าว ลงพื้นที่ จ.ลพบุรี และสิงห์บุรีเพื่อรับฟังการดำเนินงาน และปัญหาอุปสรรคที่พี่น้องชาวนาได้พบเจอ โดยยึดหลักเข้าถึง เข้าใจ และทำงานร่วมกันแบบคนในครอบครัวเดียวกัน ที่ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านสระเตยศูนย์ข้าวชุมชนสนามแจง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี และศูนย์ข้าว ชุมชนใน จ.สิงห์บุรี

นายณัฏฐกิตติ์ กล่าวในโอกาสที่ได้ลงพื้นที่มาพบปะเกษตรกรในครั้งนี้ ว่าได้แนะแนวทางการลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ให้ชาวนาโดยการเชิญชวนชาวนาที่เป็นสมาชิกศูนย์ข้าวชุมชน มาร่วมกันปลูกข้าวรักษ์โลกตามแบบ BCG MODEL ซึ่งคือการปลูกข้าวปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมไปถึงเป็นมิตรต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยเน้นการใช้สารจุลินทรีย์ และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินมาเพิ่มประสิทธิภาพดิน ซึ่งการลงมาพูดคุยกับพี่น้องชาวนาในครั้งนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อว่า การใช้สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินในนาข้าวจะช่วยให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้โดยที่เกษตรกรไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเคมีตามอัตราแนะนำแต่ใส่ปุ๋ยลดลงจากอัตราแนะนำและใช้ปุ๋ยชีวภาพร่วมด้วยซึ่งผลผลิตที่ได้มีปริมาณเท่ากับหรือมากกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว