เกษตรฯบวงสรวงคันไถพระราชพิธีฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728226

วันพุธ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีบวงสรวงคันไถในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2566 โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เทพีคู่หาบทอง และเทพีคู่หาบเงิน เข้าร่วม ที่ปะรำพิธีอาคารเก็บรักษาคันไถ กรมส่งเสริมการเกษตร

นายประยูรกล่าวว่า ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นผู้จัดเก็บ ดูแล รักษา ซ่อมแซม ปรับปรุง และ
จัดเตรียมคันไถ สำหรับเข้าร่วมวันซ้อมย่อยและซ้อมใหญ่ และวันงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญประจำปี2566 ซึ่งปฏิบัติมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยช่วงเดือนเมษายน ก่อนพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ จะมีการซ่อมแซม ปรับปรุงคันไถให้มีสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งาน และจัดพิธีบวงสรวงคันไถ เพื่อความเป็นสิริมงคลและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

ทั้งนี้ ในอดีต คันไถเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเตรียมดินก่อนปลูกข้าว ใช้แรงงานสัตว์ เช่น โค กระบือ ในการขับเคลื่อน ซึ่งถูกนำมาใช้ประกอบพิธีไถหว่านในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญทุกปี โดยพระราชพิธีฯ มีมาตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี กระทั่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีพิธีสงฆ์ เรียกว่า “พระราชพิธีพืชมงคล” ทำให้พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญมีพระราชพิธีพืชมงคลรวมกับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นพิธีพราหมณ์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เพื่อเป็นสิริมงคลและบำรุงขวัญแก่เกษตรกร กำหนดจัดขึ้นในเดือนหกทางจันทรคติ หรือเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นระยะเวลาเหมาะสมในการเริ่มต้นการทำนา โดยในปี 2566 สำนักพระราชวัง กำหนดให้มีพระราชพิธีพืชมงคล ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2566 ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ในวันที่
17 พฤษภาคม 2566 ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

ปลัดฯเปิดตัวเกษตรกร สถาบันฯ-สหกรณ์ดีเด่นปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728228

วันพุธ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปี 2566 มีเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ดีเด่น ที่ได้รับการคัดเลือก ประกอบด้วย ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน 2 สาขา ได้แก่ 1.สาขาปราชญ์เศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่
นายเมธี บุญรักษ์ จ.นราธิวาส และ 2.สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น ได้แก่ นายวีรวัฒน์ จีรวงส์ จ.ชุมพร

เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ 16 สาขาอาชีพ ได้แก่ 1.อาชีพทำนา นายพิชัย โสทะ จ.นครสวรรค์ 2.อาชีพทำสวน นายจักรินทร์ โพธิ์พรม จ.อุดรธานี 3.อาชีพทำไร่ นายชาญชัย ธนะกมลประดิษฐ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ 4.อาชีพไร่นาสวนผสม น.ส.พนมรัตน์  รักเหล็ก จ.สุราษฎร์ธานี 5.อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมนางเงินเหรียญ โสมนาม จ.สกลนคร 6.อาชีพเลี้ยงสัตว์นายวุฒิศักดิ์ พรมแก้ว จ.พังงา 7.อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด นายธนันชัย เอกเผ่าพันธุ์ จ.นครปฐม 8.อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย นายสุชาติ ศรีประสม จ.ชลบุรี 9.อาชีพเพาะเลี้ยงปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำนายปกรณ์ วงศ์มโนพฌิช จ.ราชบุรี

10.อาชีพปลูกสวนป่า นายมนรัตน์ วิวิธธนากร จ.ปทุมธานี 11.สาขาบัญชีฟาร์ม นางบรรจง แสนยะมูลจ.มหาสารคาม 12.สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนายคำภีร์ หงษ์คำ จ.เพชรบูรณ์ 13.สาขาการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช นายสายชล จันทร์วิไร จ.สุโขทัย 14.สาขาเกษตรอินทรีย์ นายธนิต สมแก้ว จ.พัทลุง 15.ที่ปรึกษายุวชนเกษตรกร น.ส.สถาพร ตะวันขึ้น จ.สมุทรสงคราม และ 16.สมาชิกกลุ่มยุวชนเกษตรกร น.ส.จิราพัชร คุ้มกุดขมิ้น จ.ชัยภูมิ

สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ 12 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มเกษตรกรทำนา กลุ่มเกษตรกรทำนาบ้านร้องประดู่ จ.อุตรดิตถ์ 2.กลุ่มเกษตรกรทำสวน ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรสวนยาง ต.กันทรอมจ.ศรีสะเกษ 3.กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ-แกะ จ.แพร่ 4.กลุ่มเกษตรกรทำประมง หรือกลุ่มเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรประมงพื้นบ้านปากพูน จ.นครศรีธรรมราช 5.กลุ่มเกษตรกรแปรรูปสัตว์น้ำ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปผลผลิตทาง
การเกษตรสว่างวีระวงศ์ จ.อุบลราชธานี 6.กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ได้แก่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านนากอ จ.นราธิวาส 7.กลุ่มยุวเกษตรกร ได้แก่ กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนโนนกอกวิทยา จ.ชัยภูมิ 8.กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านแฝก-โนนสำราญ จ.นครราชสีมา 9.สถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทาน ได้แก่ กลุ่มบริหารการใช้น้ำบางทรายนวล จ.สุราษฎร์ธานี 10.ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภทข้าวหอมมะลิ ได้แก่ ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านมะยาง จ.ศรีสะเกษ 11. ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภทข้าวอื่นๆ ได้แก่ ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านบึงคล้าย-ชัยพัฒนา จ.พิษณุโลก และ 12.วิสาหกิจชุมชน ได้แก่วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชน ต.ไร่มะขาม จ.เพชรบุรี

สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ 3 สหกรณ์ ได้แก่ 1.สหกรณ์การเกษตร ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรด่านมะขามเตี้ย จำกัด จ.กาญจนบุรี 2.สหกรณ์ออมทรัพย์ ได้แก่ สหกรณ์ออมทรัพย์กรมการพัฒนาชุมชน จำกัด กทม.และ 3.สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ได้แก่ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนศูนย์กลางละอาย จำกัด จ.นครศรีธรรมราช

‘อธิบดีกรมการข้าว’ร่วมยินดี’กรมปศุสัตว์’ ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา 81 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728182

'อธิบดีกรมการข้าว'ร่วมยินดี'กรมปศุสัตว์' ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา 81 ปี

‘อธิบดีกรมการข้าว’ร่วมยินดี’กรมปศุสัตว์’ ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา 81 ปี

วันอังคาร ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 15.41 น.

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2566 นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานวันสถาปนากรมปศุสัตว์ ครบรอบ 81 ปี พร้อมไถ่ชีวิตโค – กระบือ จำนวน 82 ตัว พิธีเปิดป้ายศูนย์ส่งเสริมอาหารสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร (Pet Food Service Center) เยี่ยมชมศูนย์บริหารจัดการข้อมูลอัจฉริยะกรมปศุสัตว์ (DLD SMART DATA CENTER) และมอบโล่รางวัล โดยมี นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมการข้าว เข้าร่วมพิธีฯ ณ กรมปศุสัตว์

– 006

TCMA โชว์ความสำเร็จโมเดลลดโลกร้อน บนเวที ‘Green Construction Dialogue 2023’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/728464

TCMA โชว์ความสำเร็จโมเดลลดโลกร้อน บนเวที 'Green Construction Dialogue 2023'

TCMA โชว์ความสำเร็จโมเดลลดโลกร้อน บนเวที ‘Green Construction Dialogue 2023’

วันพุธ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 18.11 น.

TCMA โชว์ความสำเร็จโมเดลความร่วมมือเชิงรุก “อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ของไทย” สู้วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ด้วยโรดแมป 7 มาตรการตามแนวทางระดับโลก สู่การยอมรับจากงานสัมมนา Green Construction Dialogue 2023 ความร่วมมือลดโลกร้อนของผู้ผลิตปูนซีเมนต์ในอาเซียน เตรียมเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2593

ดร. ชนะ  ภูมี นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) เปิดเผยว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นเป้าหมายหลักดำเนินงานร่วมกันของสมาชิก TCMA ซึ่งเป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์ทุกรายของไทย โดยได้รับการสนับสนุนร่วมมือเป็นอย่างดีจากสมาชิก ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ ‘ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก’ มาตรฐาน มอก. 2594 หรือปูนลดโลกร้อน มีเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถูกกำหนดเป็นแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพสูง ตาม Thailand NDC Roadmap ในสาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (Industrial Processes and Product Use: IPPU)

“TCMA มุ่งผลักดันให้เกิดการสื่อสารกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทราบและเข้าใจถึงข้อจำกัดต่างๆ ระหว่างกัน และนำไปสู่การแก้ปัญหา ที่ทำ Quick wins ให้ได้เร็วที่สุด ที่ผ่านมา ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากทั้งภาครัฐ ภาควิชาชีพ ภาคอุตสาหกรรม และภาคการศึกษา จนความสำเร็จแรกปรากฏเมื่อสิ้นปี 2564 ลดก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 300,000 ตัน CO2 และมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง  ภายใต้ ‘MISSION 2023’ ส่งเสริมใช้ ‘ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก’ ในทุกประเภทงานก่อสร้าง แทนปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ชนิดเดิม เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก 1,000,000 ตัน COในปี 2566” ดร. ชนะ  กล่าว

ความมุ่งมั่นและร่วมกันทำงานเชิงรุกของทุกผู้ผลิตปูนซีเมนต์ เพื่อสนับสนุนนโยบายลด
ก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และสอดคล้องกับทิศทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ในระดับโลก TCMA จึงร่วมมือกับ Global Cement and Concrete Association (GCCA) จัดทำ ‘Thailand Net Zero Cement & Concrete Roadmap 2050’ โดยการรับรองจาก European Cement Research Academy (ECRA) ตั้งเป้าสู่ Net Zero ภายในปี 2593 ด้วย 7 มาตรการหลัก 1. ลดจากกระบวนการผลิตปูนเม็ด 2. ลดการใช้ปูนเม็ดในการผลิตปูนซีเมนต์ อาทิ ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก มอก. 2594 หรือพัฒนาปูนซีเมนต์ชนิดใหม่ๆ 3. เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตคอนกรีต  4. ใช้เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนและนำไปใช้ประโยชน์/กักเก็บ ยังคงต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยี 5. ใช้พลังงานที่ไม่ก่อให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น การนำพลังงานทางเลือกและพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในกระบวนการผลิตให้มากขึ้น 6. ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์โดยคอนกรีต และ 7. เพิ่มประสิทธิภาพการออกแบบและก่อสร้าง เช่น นำเทคโนโลยีการออกแบบและก่อสร้าง (BIM) มาใช้ เพื่อลดการสูญเสียตลอดกระบวนการก่อสร้าง

“TCMA ได้รับการเชิญชวนจาก GCCA จัดทำ ‘Thailand Net Zero Cement & Concrete Roadmap 2050’ และสำเร็จเป็นประเทศแรกของเอเชีย โดยได้รับการตอบรับสนับสนุนเป็นอย่างดียิ่งจากทุกฝ่าย รวมทั้งนำเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Thailand NDC Roadmap นำเสนอในการประชุม COP27 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 ณ สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ คาดการณ์ว่า ระยะแรก 2563-2573 จะสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ครึ่งหนึ่ง จากการเพิ่มการใช้วัตถุดิบทางเลือกทดแทนการใช้ปูนเม็ด  ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและหาเชื้อเพลิงทดแทน เปลี่ยนการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงเป็นการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น  เพิ่มประสิทธิภาพในการออกแบบส่วนผสมคอนกรีต รวมถึงการออกแบบและก่อสร้าง หลังจากนั้นในปี 2574 เป็นต้นไป เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนและการใช้ประโยชน์/การกักเก็บ (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) จะมีส่วนสำคัญในนำอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์สู่ Net Zero” ดร. ชนะ กล่าวเพิ่มเติม

ความก้าวหน้าลดก๊าซเรือนกระจกจากปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก และความชัดเจนของโรดแมปในการมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593 ตามแนวทางระดับโลก ถูกนำไปถ่ายทอดเป็นต้นแบบ ในงานสัมมนา Green Construction Dialogue 2023 เวทีสำคัญของบรูไนที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มาร่วมกันหาแนวทางดำเนินการลดคาร์บอน ด้วยปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำและวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

คุณมาร์เซลิโน่ อูการ์เต้ กรรมการผู้จัดการ บุตราไฮเดลเบิรกซีเมนต์ กล่าวว่า “การทำงานของ TCMA เป็นตัวอย่างที่ดี ขอชื่นชมในความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ เป็นประเทศแรกของอาเซียน และมีโรดแมปขับเคลื่อนสู่ Net Zero อย่างชัดเจน หวังว่า บรูไนจะสามารถดำเนินการได้เช่นเดียวกันในเร็ววัน และขอบคุณการสนับสนุนของ TCMA ที่นำคณะมาแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างกัน เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษาของบรูไน ได้เข้าใจและนำไปขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วนเพื่อสร้างความยั่งยืนต่อไป”

ดร. ชนะ กล่าวเน้นย้ำ “ความร่วมมือ” เป็นหัวใจของการดำเนินงาน ด้วยการทำงานเชิงกลยุทธ์ผ่านการเสริมสร้างและกระชับความร่วมมือ รวมถึงเข้าใจกลไกการทำงาน และเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ทั้งในระดับโลก ระดับนโยบายของประเทศ ระดับหน่วยงาน ระดับพื้นที่ ภาครัฐ ภาควิชาชีพภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา ภาคเอกชน-ผู้ประกอบการ และผู้เกี่ยวข้อง นับเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อความก้าวหน้าและบรรลุเป้าหมายตามโรดแมป

-(016)

สยามยอชท์คลับ เสริฟเมนูล็อบสเตอร์ นำเข้าจากมหาสมุทรแอตแลนติก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/728459

สยามยอชท์คลับ เสริฟเมนูล็อบสเตอร์ นำเข้าจากมหาสมุทรแอตแลนติก

สยามยอชท์คลับ เสริฟเมนูล็อบสเตอร์ นำเข้าจากมหาสมุทรแอตแลนติก

วันพุธ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 18.02 น.

โรงแรม รอยัล ออคิด เชอราตัน : สยามยอทช์คลับ  (Siam Yacht Club – SYC) ร้านอาหารและบาร์สุดชิคริมแม่น้ำเจ้าพระยา โรงแรม รอยัล ออคิด เชอราตัน ชวนลิ้มลองเมนูพิเศษจากราชาแห่งท้องทะเลอย่าง ล็อบสเตอร์ นำเข้าจากมหาสมุทรแอตแลนติก รังสรรค์โดย เชฟนุ ณัฐชยพงษ์ หอมสมบัติโชติ หัวหน้าพ่อครัวของสยามยอชท์คลับ ให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ของเมนูพิเศษจากล็อบสเตอร์  ที่แตกต่าง

เพลิดเพลินกับเมนูล็อบสเตอร์ ที่เชฟนุและทีมพ่อครัวของสยามยอชท์คลับ บรรจงปรุงอาหารแต่ละจานอย่างพิถีพิถันเพื่อคงความหวานฉ่ำอย่างธรรมชาติและเนื้อสัมผัสที่หลากหลายของล็อบสเตอร์ อาทิ Lobster Capellini (พาสต้าเส้นแองเจิลแฮร์กับล็อบสเตอร์) 898 บาท Lobster Salad (สลัดล็อบสเตอร์) 548 บาท และเมนูเชฟซิกเนเจอร์ Trio of Lobster (เกี๊ยวล็อบสเตอร์  ล็อบสเตอร์โรล ล็อบสเตอร์ย่างถ่าน) 2298 บาท

สยามยอชท์คลับ ยังเอาใจบรรดาคนรักล็อบสเตอร์ต่อที่สอง สำหรับผู้ที่ต้องการมาปาร์ตี้สังสรรค์กันเป็นหมู่คณะ ไม่ว่าจะเป็นสังสรรค์ในครอบครัว เพื่อน หรือเพื่อนร่วมงาน ด้วยข้อเสนอพิเศษดังนี้ (ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 พฤษภาคม 2566) สำรองที่แบบกลุ่มตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป รับฟรี ซิกเนเจอร์สปาร์คกลิ้งไวน์ Pete’s Pure ท่านละ 1 แก้ว หรือสำรองงานฉลองวันเกิดตั้งแต่ 10 คนขั้นไป รับฟรี เค้กวันเกิดพร้อมซิกเนเจอร์สปาร์คกลิ้งไวน์ Pete’s Pure ท่านละ 1 แก้ว

นอกจากนี้  ยังมี ซันดาวเนอร์ฟรีโฟลว์ – เครื่องดื่มซิกเนเจอร์แบบไม่อั้น ตั้งแต่เวลา 17.30 – 18.30 น. ในราคาท่านละ 990 บาทสุทธิ ให้คุณได้ชิลล์และเพลิดเพลินกับวิวพาโนรามิกยามเย็นริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนที่จะเต็มอิ่มกับเมนูล็อบสเตอร์มื้อค่ำ

เหล่าล็อบสเตอร์เลิฟเวอร์ไม่ควรพลาด! ลิ้มรสชาติความอร่อยของราชาแห่งท้องทะเล @ สยามยอชท์คลับ ที่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยให้คุณแล้วตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 มิถุนายน 2566 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ถึง 01.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง +66 2 266 0123 หรือ https://www.sycbangkok.com/ อีเมลsiamyachtclub@sheraton.com

-(016)

จับตานโยบายสวัสดิภาพสัตว์กับมุมมอง 6 พรรคการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/728401

จับตานโยบายสวัสดิภาพสัตว์กับมุมมอง 6 พรรคการเมือง

จับตานโยบายสวัสดิภาพสัตว์กับมุมมอง 6 พรรคการเมือง

วันพุธ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 14.27 น.

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก จัดเวทีถกนโยบายสวัสดิภาพสัตว์โดยเฉพาะปัญหาสวัสดิภาพช้างไทยในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สัตว์ในระบบฟาร์มอุตสาหกรรมที่นำไปสู่วิกฤติเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ รวมไปถึงการปลูกพืชเพื่อผลิตอาหารสัตว์ ที่ส่งผลต่อปัญหาหมอกควัน โดยเปิดรับฟังวิสัยทัศน์และนโยบายสวัสดิภาพสัตว์จาก 6 พรรคการเมืองในการเลือกตั้งปี 2566 นี้ ได้แก่ พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชารัฐ พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคชาติพัฒนากล้า ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2566 ระหว่างเวลา 13:00 – 15:00 น. ณห้องเอนกประสงค์ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ

ขณะที่พรรคการเมืองกำลังมีการประกาศนโยบายต่างๆอยู่ในขณะนี้ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกได้ติดตามดูนโยบายที่จะสะท้อนถึงการยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ให้ดีขึ้นของแต่ละพรรค เนื่องจากสัตว์เป็นจำนวนหมื่นล้านตัวทั้งที่อยู่ในระบบสัตว์ในฟาร์มอุตสาหกรรมและสัตว์ป่า ที่กำลังได้รับการปฏิบัติเสมือนเป็นเครื่องจักร เพื่อผลิตอาหาร เช่น หมู ไก่ หรือช้างที่ถูกนำมาใช้ เพื่อสร้างความบันเทิง สัตว์เหล่านี้มีความสำคัญทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง อีกทั้งเป็นสัตว์ในระบบที่เชื่อมโยงกับชีวิตผู้คนอย่างแยกไม่ได้ สวัสดิภาพสัตว์ที่ดี จะทำให้คุณภาพชีวิตของคนดีขึ้นด้วย เพราะล้วนอยู่ในห่วงโซ่ชีวิตเดียวกัน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการจับตาดูวิสัยทัศน์และนโยบายของพรรคต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพสัตว์ด้วย

คุณโรจนา สังข์ทอง ผู้อำนวยการองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย กล่าวว่า “สถานการณ์สวัสดิภาพสัตว์โดยเฉพาะช้างไทย ในขณะนี้น่าวิตกอย่างยิ่ง การใช้งานช้างอย่างโหดร้ายทารุณในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศมีปัญหาสวัสดิภาพตั้งแต่กระบวนการฝึกที่โหดร้ายทารุณ สภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่ ถูกใช้งานหนักและบังคับให้แสดงพฤติกรรมที่ผิดธรรมชาติ รวมทั้งยังมีการบังคับผสมพันธุ์ช้างเชิงพาณิชย์อย่างเสรีซึ่งไม่มีประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ช้างในป่าแต่อย่างใด สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ประเทศไทยกำลังเป็นที่จับตามองของทั่วโลก และด้วยกระแสต่อต้านดังกล่าวมีความสุ่มเสี่ยงที่ประเทศไทยจะถูกแทรกแซงด้วยมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในขณะที่ทิศทางการท่องเที่ยวของโลกได้เปลี่ยนแล้ว กว่า 56 ประเทศได้ออกกฎหมายยกเลิกการใช้งานสัตว์ป่าในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมทั้งออกคำแนะนำไม่ให้นักท่องเที่ยวจากประเทศตนเองสนับสนุนสถานที่ท่องเที่ยวที่มีการใช้งานสัตว์ป่าอย่างโหดร้ายทารุณ หากประเทศไทยยังคงเพิกเฉยต่อปัญหาเหล่านี้และไม่เร่งยกระดับสวัสดิภาพช้างโดยด่วน เราก็จะเห็นสัญญาณของความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อภาพลักษณ์ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้”

คุณอรกร ธนชลกรณ์  หัวหน้าโครงการรณรงค์องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย ได้ชี้ถึงสวัสดิภาพสัตว์ในระบบฟาร์มอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงโดยตรงกับเชื้อดื้อยาที่กำลังคุกคามสุขภาพของเรา ว่า “การทำฟาร์มสัตว์แบบอุตสาหกรรม จะเร่งให้สัตว์เติบโต และมีสัตว์จำนวนมากอยู่ในสภาพแวดล้อมและมีสวัสดิภาพที่ย่ำแย่ ก่อให้เกิดการเจ็บป่วยภายในฟาร์ม จึงต้องใช้ยาปฏิชีวนะจำนวนมาก นี่จึงเป็นต้นตอของการเกิดการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยา (Antimicrobial Resistance: AMR) ออกสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งได้กลายเป็นวิกฤติด้านสาธารณสุขระดับโลกในปัจจุบัน คร่าชีวิตคนทั่วโลกราว 1.2 ล้านคนต่อปี ในประเทศไทยมีการประมาณการผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาถึงเกือบ 40,000 คนต่อปี การเพิ่มขึ้นของเชื้อดื้อยาส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิต ค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงทำลายความปลอดภัยและมั่นคงทางอาหารของเรา ดังนั้นเชื้อดื้อยาจึงเป็นปัญหาสุขภาพและปากท้องของประชาชนที่ต้องมีการควบคุมและป้องกันอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นตอ ทั้งในระดับชาติ และระดับพื้นที่ นอกจากนี้ห่วงโซ่การผลิตอาหารสัตว์ในฟาร์มอุตสาหกรรมยังเป็นรากเหง้าของปัญหามลพิษทางอากาศ หรือฝุ่น PM 2.5 ในปัจจุบันอีกด้วย”

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก และเครือข่าย เห็นถึงช่องโหว่ในเชิงกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพสัตว์ จึงได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง 2566 เพื่อให้พรรคการเมืองที่จะกลายเป็นรัฐบาลในอนาคตอันใกล้ได้พิจารณาถึงนโยบายในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตสัตว์ และคุณภาพชีวิตประชาชนทุกคนในประเทศไปพร้อมกัน

1.สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติปกป้องและคุ้มครองช้างไทย พ.ศ…. ฉบับภาคประชาชน โดยบรรจุเป็นนโยบายพรรคการเมืองหรือสนับสนุนการพิจารณาร่างดังกล่าวผ่านสภาฯ ซึ่งมีเนื้อหายุติความโหดร้ายทารุณต่อช้างไทย ลดความซับซ้อนทางกฎหมาย และยกระดับมาตรฐานปางช้างทั่วประเทศให้ปราศจากความโหดร้ายทารุณอย่างแท้จริงผ่านรูปแบบการจัดตั้งกองทุนแห่งชาติ นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อช้างและเป็นธรรมกับผู้คนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างแท้จริง

2.เร่งจัดทำนโยบายเพื่อยุติการผูกขาดของระบบอุตสาหกรรมอาหารจากทุนขนาดใหญ่ ยุติการขยายตัวของฟาร์มอุตสาหกรรมในประเทศ พร้อมทั้งสนับสนุนการผลิตและการบริโภคโปรตีนจากพืชควบคู่ไปด้วย โดยให้มีการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ การยกระดับฟาร์มที่มีอยู่ให้มีสวัสดิภาพสัตว์และความปลอดภัยที่สูงขึ้น มีนโยบายส่งเสริมเกษตรกรและฟาร์มทางเลือกที่มีวิธีการเลี้ยงที่ส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์และสร้างความยั่งยืน ตลอดจนมีมาตราการเชิงนโยบายต่อภาคธุรกิจให้มีนโยบายการจัดซื้อพืชเชิงเดี่ยวที่มาจากแหล่งที่ยั่งยืนโดยไม่ทำลายป่าหรือการเผาซากทางการเกษตร เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาหมอกควันในอนาคต

3.พัฒนากลไกและกฎหมาย เพื่อเปิดเผยข้อมูลการใช้ยาปฏิชีวนะในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์และการตรวจสอบย้อนกลับที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งพัฒนาระบบการตรวจสอบการปนเปื้อนเชื้อดื้อยาในเนื้อสัตว์ ตลอดจนพัฒนา  ปรับปรุง และบังคับใช้กฎหมายควบคุมการขายยาปฏิชีวนะที่เข้มงวดมากขึ้น

4.สร้างภาคีพันธมิตรและให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมด้านสวัสดิภาพสัตว์อย่างใกล้ชิด  โดยเฉพาะกำหนดนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่าในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและสัตว์ในฟาร์มอุตสาหกรรม

5. ยกเลิกการนำสัตว์มาใช้ในโครงการรณรงค์หาเสียงรวมถึงกิจกรรมต่างๆของพรรค เช่น การขี่ช้างหาเสียง นั่งงาช้างหาเสียง ขี่ม้าหาเสียง เพื่อเป็นการแสดงออกถึงจุดยืนในการปกป้องสวัสดิภาพสัตว์จากนโยบายสู่การปฎิบัติและเป็นต้นแบบที่ดีให้กับสังคม

ติดตามฟังวิสัยทัศน์และนโยบายด้านสวัสดิภาพสัตว์ของทั้ง 6 พรรคการเมืองได้ที่นี่ linkhttps://www.facebook.com/WorldAnimalProtectionThailand และhttps://youtube.com/@WorldAnimalProtectionThailand

* ศึกษาเพิ่มเติม ร่าง พ.ร.บ. ช้างไทย https://www.worldanimalprotection.or.th/Elephant-Bill

เดอะมอลล์ กรุ๊ปร่วมสนับสนุน สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ในกิจกรรม Big Cleaning อุทยานเบญจสิริ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/728398

เดอะมอลล์ กรุ๊ปร่วมสนับสนุน สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ในกิจกรรม Big Cleaning อุทยานเบญจสิริ

เดอะมอลล์ กรุ๊ปร่วมสนับสนุน สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ในกิจกรรม Big Cleaning อุทยานเบญจสิริ

วันพุธ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 14.19 น.

บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด  ร่วมสนับสนุน สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร  ในกิจกรรมBig Cleaning อุทยานเบญจสิริโดยมีชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
เป็นประธานในการจัดกิจกรรม  พร้อมด้วยขจิต ชัชวานิชย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร, ชาตรีวัฒนเขจร รองปลัดกรุงเทพมหานคร, กฤษณา อัมพุช รองประธานกรรมการ, วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด, ณัฐศมน วงศ์กิตติพัฒน์ ผู้อำนวยการใหญ่การตลาด  ตลอดจนคณะผู้บริหารและพนักงาน บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัดร่วมลงพื้นที่ทำความสะอาด และปรับแต่งภูมิทัศน์ ภายในอุทยานเบญจสิริพร้อมปรึกษาหารือ กำหนดแนวทางและรูปแบบในการปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในอุทยานเบญจสิริอาทิ การดูแลบำรุงรักษาต้นไม้ การปรับปรุงห้องน้ำและห้องสุขา การซ่อมแซมระบบไฟฟ้าและระบบประปา ตรวจสอบกล้อง CCTV การซ่อมแซมทาสีประตูและรั้ว ปรับปรุงพื้นทางเดิน-วิ่ง สนามเด็กเล่น ลานกีฬา ซุ้มร้านค้า เพื่อความสะอาด ปลอดภัยและอำนวยความสะดวกสบายแก่ประชาชนที่เข้ามาใช้บริการและพักผ่อนหย่อนใจโดยคำนึงถึงสุขอนามัยที่ดีของประชาชนและหวังให้อุทยานเบญจสิริเป็นสวนสาธารณะต้นแบบของคนกรุงเทพ

‘Alphascience’ เปิดตัวคว้า ‘เข้ม หัสวีร์’ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ ‘Mela Bright [C+] Serum’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/728365

‘Alphascience’ เปิดตัวคว้า ‘เข้ม หัสวีร์’ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ ‘Mela Bright [C+] Serum’

‘Alphascience’ เปิดตัวคว้า ‘เข้ม หัสวีร์’ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ ‘Mela Bright [C+] Serum’

วันพุธ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 13.16 น.

เรียกว่ายิ่งใหญ่สมการรอคอยกับการเปิดตัว ‘Alphascience’  (อัลฟ่าไซแอนซ์) แบรนด์เวชสำอางชั้นนำจากประเทศ
ฝรั่งเศส ภายใต้การบริหารงานโดย ‘นายมนัสชัย มะเอะมิยะ ใจก้อนแก้ว’ กรรมการผู้จัดการ, ‘นายวิธาน ธัญญวิบูลย์’ ที่ปรึกษาด้านผลิตภัณฑ์และการวางแผน บริษัท เดอร์มา เอ็มดี จำกัด  ร่วมด้วย  ‘มร.จูเลียน เรโวล’ Alphascience CEO and Co-Founder, ‘ดร.อัลเฟรด มาร์เชล’ CEO of the R&D company : Alphascience Research จากประเทศฝรั่งเศส ในงาน ‘Alphascience Grand Opening’ เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย คว้า  ‘เข้ม หัสวีร์ ภัคพงษ์ไพศาล’  นั่งแท่นแบรนด์แอมบาสเดอร์ไทยคนแรก ด้วยความโดดเด่นทั้งผลงานและไลฟ์สไตล์  พร้อมส่งไอเท็มผลิตภัณฑ์ใหม่ ‘Mela Bright [C+] Serum’ (เมลา ไบร์ท เซรั่ม)  เซรั่มเข้มข้นนวัตกรรมล่าสุดกับการนำ Cysteamine ที่ได้รับสิทธิบัตรแรกของโลกที่ไม่ต้องล้างออกมีความเสถียรสูงรังสรรค์สู่ผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพสูง ดูแลปัญหาฝ้า จุดด่างดำฝังลึก ให้ผิวขาวกระจ่างใสสม่ำเสมอ ท่ามกลางเซเลบริตี้ อินฟลูเอนเซอร์ KOL ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามเข้าร่วมงานจำนวนมาก ณ ชั้น 1 แฟชั่นฮออล์ สยามพารากอน
 
ด้าน   ‘เข้ม’ แบรนด์แอมบาสเดอร์ ‘Alphascience Thailand’ นอกจากจะเผยดีกรีหล่อออร่าเป๊ะปังแล้ว ‘เข้ม’ ยังได้พูดคุยถึงเคล็ดลับดูแลผิวจากแสงแดดและมลภาวะต่างๆ พร้อมด้วย ‘แพรี่ ไพรวัลย์ วรรณบุตร’ nfluencer , ‘อาจารย์ ดร.นภัตสร  ดิษฐาวุฒิกุล’ อาจารย์ประจำสำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพจ  Miyoen House, ‘อาจารย์แพทย์หญิงวรายุวดี  อมรภิญโญ’ ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง เพจ Hello Skin by หมอผิวหนัง , ‘นายแพทย์ภาณุพงศ์ ภัทรกุลทวี’ เจ้าของเพจ Torpattarakul,  ภญ.เยาวธิดา เทพศิริ Influencer เพจ Guruchek  เช็คกับกูรู  ฯลฯ พูดคุยแชร์ประสบการณ์ให้คำแนะนำเกี่ยวกับความงามและการดูแลรักษาฝ้า จุดด่างดำ ฯลฯ  พร้อมเปิดให้ได้ตรวจเช็คสภาพผิวฟรี  ฯลฯ  ด้าน ‘เชฟกันน์ สรวิศ แสงวณิช’ Celeb Chef ได้มาสาธิตการทำอาหารเมนูที่สร้างผิวให้อ่อนเยาว์ และ มินิคอนเสิร์ตจาก ‘เพียว เอกพันธ์’ The  Voice เรียกว่ากลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ได้รับความสนใจตลอดทั้งวันของการจัดงาน
 
 นายมนัสชัย มะเอะมิยะ ใจก้อนแก้ว กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอร์มา เอ็มดี จำกัด เผยว่า “ด้วยมลภาวะและแสงแดดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ส่งผลให้เกิดปัญหาผิวหลากหลายแม้จะใช้ครีมกันแดดแล้วก็ตาม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่บริษัทฯเฟ้นหาผู้เชี่ยวชาญในเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณภาพมาตรฐานสูง มีผลการรับรองทดสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญชั้นนำทางด้านผิวหนังในเรื่องความปลอดภัยและเหมาะกับผิวของคนเอเชีย  ทั้งยังมีวิสัยทัศน์สอดคล้องกันในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ดูแลปัญหาผิวและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงได้เลือกนำ  Alphascience แบรนด์เวชสำอางชั้นนำจากประเทศฝรั่งเศส เข้ามาจำหน่าย ซึ่งมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ Anti-Aging และ Whitening  ได้รับความไว้วางใจและการตอบรับเป็นอย่างดีโดยเฉพาะกลุ่ม Whitening  โดยได้เลือก ‘เข้ม หัสวีร์’ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรกของประเทศไทย ด้วยความสามารถรอบด้าน บวกกับบุคลิก ไลฟ์สไตล์มีเสน่ห์ ล้วนสะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างดี และวันนี้ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ ‘Mela Bright [C+] Serum’  ซึ่งเป็นเซรั่มอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงในการดูแลพร้อมปกป้องผิวจากแสงแดด  เราเชื่อว่า  Alphascience จะมอบทางเลือกให้กับกลุ่มเป้าหมายด้วยทุกผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ตอบโจทย์ทุกปัญหาผิวจากมลภาวะในปัจจุบันที่มีมากขึ้น”
     
  ‘เข้ม หัสวีร์’ แบรนด์แอมบาสเดอร์ Alphascience Thailand เผยว่า  “รู้สึกเป็นเกียรติและดีใจเป็นอย่างมากครับขอบคุณที่เลือกผมให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ จริงๆแล้วขั้นตอนการดูแลผิวที่ช่วยให้ผิวพร้อมไปต่อในทุกวันเป็นขั้นตอนที่ผมใส่ใจเป็นอย่างมาก   เพราะไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือไลฟ์สไตล์ล้วนต้องเจอกับแสงแดด แสงไฟ และมลภาวะต่างๆ  ซึ่งหลังจากได้ใช้ผลิตภัณฑ์ Alphascience  ผมสัมผัสได้ว่าผิวแข็งแรง ผิวใสและสุขภาพดีขึ้น  ทำให้ไม่ว่าจะเจอแสงแดดหรือมลภาวะมากขนาดไหนก็ไม่กังวลอีกต่อไป เพราะคำตอบที่ได้จาก Alphascience เป็นไอเท็มที่ตอบโจทย์การดูแลผิวได้อย่างตรงจุดทำให้ผมมั่นใจในทุกโอกาสครับ”
 
โดย ‘Alphascience’ มี 2 กลุ่มผลิตภัณฑ์ กลุ่ม Anti-Aging : ‘Tannic [CF] Serum’ ช่วยดูแลผิวเรื่องลดริ้วรอยและผิวเสียได้พร้อมกัน ปรับผิวกระจ่างใส ได้รางวัลระดับโลก The Innovation Award ด้านผลิตภัณฑ์บำรุงผิวในแคนนาดา ณ งาน Les Nouvelles Esthetiques ในปี 2022 เมือง Montreal ประเทศแคนนาดา และ ‘Phytic [TC] Serum’ วิตามินซี  เพื่อคนผิวมันเคลียร์ผิวหมอง เผยผิวกระจ่างใส ลดความมันและรอยสิวโดยเฉพาะ ,  กลุ่ม Whitening  : ‘Alpha Bright Serum’ เซรั่มเข้มข้นทรงประสิทธิภาพด้วย Nextgen Technology ดูแลลดฝ้าจุดด่างดำ ผิวคล้ำแดด พร้อมป้องกันการเกิดซ้ำ  และ ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด ‘Mela Bright [C+] Serum’ ดูแลปัญหาฝ้า จุดด่างดำฝังลึก อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระทรงพลัง เหมาะกับทุกสภาพผิว ปราศจากน้ำมันและน้ำหอม  ได้รับการรองรับจากงานวิจัยซึ่งทดสอบถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย จากผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและผลลัพธ์จากประเทศญี่ปุ่น โดย Dr. Aoi Nakano, Dematologist AOI Cliniic Tokyo
 
สัมผัสสุดยอดนวัตกรรมที่พร้อมปรนนิบัติผิวสู่ความงามอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ‘Alphascience’ เวชสำอางชั้นนำจากประเทศฝรั่งเศส โดย ‘Alphascience Thailand’  วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในช่องทางออนไลน์  FB : AlphascienceThailand , Website : https://www.alphascienceth.com, Line official : AlphascienceThailand, Shopeemall : AlphascienceThailand, Lazada : AlphascienceThailand รวมทั้งตัวแทนจำหน่าย คลินิกความงามชั้นนำ  #Alphascienethailand #Alphascienceตัวจริงเรื่องฝ้า #Melabright

คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. จับมือ บจก.กสิกร แล็บส์ ลุยสร้างบัณฑิตคุณภาพส่งต่อภาคธุรกิจอุตสาหกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/728364

คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. จับมือ บจก.กสิกร แล็บส์   ลุยสร้างบัณฑิตคุณภาพส่งต่อภาคธุรกิจอุตสาหกรรม

คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. จับมือ บจก.กสิกร แล็บส์ ลุยสร้างบัณฑิตคุณภาพส่งต่อภาคธุรกิจอุตสาหกรรม

วันพุธ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 13.15 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล) โดยรองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังเป็นตัวแทนในการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับนายเรืองโรจน์ พูนผล ประธานกลุ่มบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) ในนามบริษัท กสิกร แล็บส์ จำกัดเพื่อร่วมสร้างบัณฑิตใหม่และกำลังคนที่มีศักยภาพสูงบูรณาการความร่วมมือในการจัดการศึกษาร่วมกัน นอกจากนั้นแล้วยังมีการลงบันทึกข้อตกลงความร่วมมือต่อยอด โครงการหลักสูตร KMITL School of Engineering Work-integrated Learning (WiL)โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล.,ศาสตราจารย์ ดร.อุมา สีบุญเรือง รองคณบดีอาวุโสฝ่ายวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล.,ดร.ทัดพงศ์ พงษ์ถาวรกมลManaging Director KBTG Labs และดร.เจริญชัย บวรธรรมรัตน์ Senior Principal Visionary Architechบริษัท กสิกร แล็บส์ จำกัดร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงครั้งนี้ด้วย

รศ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า “สจล. มีนโยบายการศึกษาแบบเรียนรู้ทฤษฎีและเน้นการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางด้านการศึกษาตามนโยบาย Global Learning และ Global Citizen ที่ให้ทุกคณะและวิทยาลัยผลิตบัณฑิตที่มีสมรรถนะและศักยภาพสูง ตอบโจทย์ความต้องการของสถานประกอบการและผู้ใช้บัณฑิต โครงการ K-Engineering WiLเป็นหนึ่งในการ disrupt ทางการศึกษาและมุ่งสู่ความเป็น Global andPractical Engineer อย่างแท้จริง ซึ่งความร่วมมือกับกลุ่มบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) ในนามบริษัท กสิกร แล็ปส์ จำกัด องค์กรด้านเทคโนโลยีในเครือธนาคารกสิกรไทยจึงเป็นการร่วมมือเพื่อเชื่อมโยงภาคการศึกษากับภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน พัฒนาจัดระบบการจัดการเรียนรู้สู่ทักษะการทำงานจริงเพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบันนับเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและเปิดโอกาสในการที่จะพัฒนาการเรียนรู้ชีวิตทางด้านอาชีพที่มาจากประสบการณ์การปฏิบัติงานจริงก่อนสำเร็จการศึกษาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตต่อไป”

รองศาสตราจารย์ ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า “จากเจตนารมณ์ที่สอดคล้องกับพันธกิจของกลุ่ม บริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) สู่ความร่วมมือผ่านโครงการ K-Engineering Work-integrated Learning(WiL) และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่รุดหน้าแบบก้าวกระโดด  คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. มีความพร้อมในการพัฒนาปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนให้ทันต่อสถานการณ์โลก ตามแนวนโยบายการเรียนการสอน แบบ The Land of Skills and Opportunities พัฒนาศักยภาพของนักศึกษาทางด้านความรู้และทักษะในการนำไปประกอบวิชาชีพได้ มีการส่งเสริม Multi-skills ทั้ง Hard skills และ Soft skills”

โครงการ “K-Engineering Work-integrated Learning(WiL)” เป็นการจัดการศึกษาเชิงบูรณาการ ให้นักศึกษาได้เรียนรู้ควบคู่กับการทำงานในสถานประกอบการ เพื่อยกระดับคุณภาพและศักยภาพนักศึกษาของสถาบันฯให้มีความรู้ความสามารถ รวมถึงทักษะต่างๆ ที่จำเป็นในการทำงาน นักศึกษาที่เข้าร่วมในโครงการนี้ จะได้เรียนรู้พร้อมกับทำงานจริงกับบริษัท ได้รับทราบและแก้ปัญหาจริงจากหน้างานเพื่อนำมาสะสมความรู้และพัฒนาทักษะ ลักษณะการเรียนการสอนของ K-Engineering WiLจะผสมผสานรูปแบบต่างๆ เพื่อให้นักศึกษาได้ทำงานจริงเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี โดยสถานประกอบการจะสนับสนุนทรัพยากรบุคคลเป็นผู้ให้ความรู้ทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติกับนักเรียน และเป็นวัดประเมินผลร่วมกับอาจารย์ของ สจล. และด้านค่าตอบแทนสวัสดิการต่างๆ โดยหลักสูตรนำร่องภายใต้โครงการนี้ประกอบไปด้วย หลักสูตรวิศวกรรมระบบไอโอทีและสารสนเทศ และหลักสูตรวิศวกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์”

รองศาสตราจารย์ ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล ยังกล่าวอีกว่า “ความร่วมมือระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. และ บริษัท กสิกร แล็ปส์ จำกัด ในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือที่ช่วยกันผลักดันให้เกิดการผลิตบุคลากรด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่มีความพร้อมส่งต่อภาคอุตสาหกรรมนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ”

สำหรับผู้ที่สนใจหรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ งานวิชาการปริญญาตรีคณะวิศวกรรมศาสตร์ 

โทร. 02-329-8301ต่อ 201 หรือ 082-986-1356, 084-143-5693, 063-902-7127

Facebook – Undergraduate Academic Affairs, KMITL

E-mail: ug_eng@kmitl.ac.th

หรือ

ศูนย์พัฒนศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. (K-Engineering Extension School)

โทร. 02-329-8301ต่อ 211

Facebook: kees1330

E-mail: kees_eng@kmitl.ac.th

Line official: @kees.eng

Life & Health : ร่วมกันต้านภัย..มะเร็งช่องปาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/728261

Life & Health : ร่วมกันต้านภัย..มะเร็งช่องปาก

Life & Health : ร่วมกันต้านภัย..มะเร็งช่องปาก

วันพุธ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 07.00 น.

แนวโน้มการเกิดโรคมะเร็งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องสถิติขององค์การอนามัยโลก คาดการณ์ว่ามีจำนวนผู้ป่วยทั่วโลกที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งประมาณ 18 ล้านคน และอีก 20 ปีข้างหน้า จะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็น 29 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นอีก 60% สำหรับประเทศไทยโรคมะเร็งยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทยมาตลอดช่วงเวลากว่า 20 ปี และยังพบผู้ป่วยรายใหม่ต่อปีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากข้อมูลสถิติโดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบว่า แต่ละปีจะมีจำนวนผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ ประมาณ 140,000 คน หรือคิดเป็นประมาณ 400 คนต่อวัน และเสียชีวิตปีละประมาณ 80,000 คนต่อปีหรือกว่า 200 คนต่อวัน

ข้อมูลจาก นพ.เอกภพ แสงอริยวนิช แพทย์เฉพาะทางสาขาโสต ศอ นาสิก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์เปิดเผยว่า มะเร็งช่องปาก เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยในคนไทย โดยเฉพาะในเพศชาย โดยจากสถิติข้อมูลมะเร็งประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. 2559-2561 (Cancer in Thailand Vol. X 2016-2018) ซึ่งรวบรวมโดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติพบว่า มะเร็งช่องปากเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับที่ 6 ของโรคมะเร็งในผู้ชายไทย และในแต่ละปี มีผู้ป่วยมะเร็งช่องปากรายใหม่เฉลี่ย 3,840 คนต่อปี หรือวันละ 11 คน โดยตำแหน่งในช่องปากที่พบว่าเป็นมะเร็งบ่อยที่สุดคือ ลิ้น รองลงมาคือบริเวณใต้ลิ้น และบริเวณเหงือก

สาเหตุการเกิดโรคมะเร็งช่องปาก

สาเหตุในการเกิดโรคมะเร็งช่องปากที่สำคัญ คือ การสูบบุหรี่ ยาสูบ ยาเส้น, การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการเคี้ยวหมากพลู นอกจากนี้สาเหตุอื่นๆ ที่พบได้ เช่น การเป็นแผลเรื้อรังในช่องปาก, การติดเชื้อไวรัสhuman papilloma virus (HPV), การใส่ฟันปลอมที่ไม่พอดี, สุขภาพช่องปากไม่ดีหรือมีฟันผุมาก, มีฟันที่แหลมคม, ได้รับแสงอาทิตย์โดยตรงเป็นประจำ (เสี่ยงต่อมะเร็งริมฝีปาก) และพันธุกรรม ผู้ป่วยที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งช่องปากมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

อาการของโรคมะเร็งช่องปาก

อาการของโรคมะเร็งช่องปาก มีได้หลายอาการขึ้นกับตำแหน่งที่เป็น ได้แก่ เป็นแผลเรื้อรังในช่องปากซึ่งอาจมีลักษณะคล้ายแผลร้อนในแต่ต่างกันที่ไม่หายภายใน 2-3 สัปดาห์ และไม่ค่อยมีอาการเจ็บปวด หรือเป็นแผลเรื้อรัง
ที่มีลักษณะก้นแผลลึกลงขอบแข็ง, เป็นก้อนนูนอาจมีลักษณะคล้ายหงอนไก่หรือดอกกะหล่ำ หรือฝ้าขาวหรือแดงในช่องปาก, มีเลือดออกผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ,ฟันหลุด, ฟันโยก, อ้าปากได้น้อยลง มะเร็งอาจมีการลุกลามไปยังอวัยวะหรือเนื้อเยื่อข้างเคียงทำให้มีอาการปวดหรือชาที่กราม, ปวดหู, กลืนลำบาก, เสียงเปลี่ยน หรือมีก้อนที่คอ

การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งช่องปาก

สำหรับการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งช่องปาก ทำโดยการตัดชิ้นเนื้อรอยโรคที่สงสัยเพื่อตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา และหลังจากได้รับการวินิจฉัยแล้ว ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อประเมินระยะของโรคเพื่อวางแผนการรักษาต่อไป

การรักษามะเร็งช่องปาก

การรักษามะเร็งช่องปาก ขึ้นอยู่กับระยะของโรครวมถึงสภาพร่างกาย โรคประจำตัวของผู้ป่วย โดยจะพิจารณาการผ่าตัดเป็นอันดับแรก ซึ่งในการผ่าตัดนอกจากจะทำการผ่าตัดมะเร็งในช่องปากแล้ว ผู้ป่วยยังอาจได้รับการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองที่คอร่วมด้วย และหลังผ่าตัดผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องรับรังสีรักษาเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำด้วย สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับการผ่าตัดได้ ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาด้วยวิธีรังสีรักษาร่วมกับเคมีบำบัด ซึ่งให้ผลการรักษาที่ใกล้เคียงกับการผ่าตัด ในช่วงหลังการรักษา แพทย์จะนัดติดตามอาการและการกลับมาเป็นซ้ำของโรคของผู้ป่วยทุกๆ 3 ถึง 6 เดือน

อย่างไรก็ตาม การป้องกันการเกิดโรคย่อมดีกว่าการรักษาเมื่อป่วยแล้ว วิธีการป้องกันโรคมะเร็งช่องปาก ได้แก่ งดสูบบุหรี่หรือสูดดมควันบุหรี่, งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ไม่เคี้ยวหมาก, ใส่ฟันปลอมที่พอดี,หลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดที่ใบหน้าโดยตรงเป็นประจำ,การรับประทานผักผลไม้เป็นประจำ และการตรวจเช็คสุขภาพช่องปากและฟันทุก 6 เดือน

การตรวจหารอยโรคแผล หรือก้อนในช่องปากด้วยตนเอง

เนื่องจากช่องปากเป็นตำแหน่งที่สามารถมองเห็นไม่ยาก ดังนั้น ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจหารอยโรคแผลหรือก้อนในช่องปากด้วยตนเองได้ ซึ่งมีวิธีการดังต่อไปนี้หลังจากแปรงฟันแล้ว ให้ส่องกระจกตรวจบริเวณดังต่อไปนี้

(1) ริมฝีปาก โดยสังเกตริมฝีปากด้านนอก ดึงริมฝีปากบนและล่างเพื่อตรวจดูเยื่อบุริมฝีปากด้านใน

(2) กระพุ้งแก้ม และเหงือก โดยใช้นิ้วดึงกระพุ้งแก้มออกไปด้านข้าง ตรวจดูบริเวณกระพุ้งแก้มและเหงือกบน-ล่าง

(3) ลิ้น ใต้ลิ้น และพื้นช่องปาก โดยอ้าปาก แลบลิ้น ยื่นลิ้นหรือดึงลิ้นด้วยผ้าก๊อซหรือกระดาษทิชชู่ไปทางซ้ายและขวาเพื่อตรวจดูด้านข้างของลิ้น กระดกลิ้นขึ้น เพื่อตรวจดูบริเวณใต้ลิ้นและพื้นของช่องปาก รวมถึงเหงือกด้านล่าง และ

(4) เพดานปาก โดยอ้าปาก เงยหน้า ตรวจดูเพดานปาก รวมถึงบริเวณเหงือก

จะเห็นได้ว่ามะเร็งช่องปากเป็นมะเร็งที่ป้องกันและตรวจคัดกรองได้ด้วยตนเองได้ไม่ยาก หากท่านมีอาการผิดปกติ หรือตรวจช่องปากด้วยตนเองแล้ว สงสัยว่ามีความผิดปกติ ท่านควรไปปรึกษาแพทย์หรือทันตแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง ซึ่งปัจจุบันบริการคัดกรองรอยโรคเสี่ยงมะเร็งและมะเร็งช่องปาก เป็นสิทธิประโยชน์ที่บอร์ด สปสช. ได้อนุมัติเมื่อเดือนธันวาคม 2564 เพื่อให้ประชาชนอายุ 40 ปีขึ้นไป ทุกสิทธิ ได้รับบริการคัดกรองปีละ 1 ครั้ง โดยบุคลากรทางการแพทย์

สามารถติดตามข่าวสารความรู้เรื่องโรคมะเร็งจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์
ส่งเสริมความรอบรู้สู้ภัยมะเร็ง http://allaboutcancer.nci.go.th/เว็บไซต์ต่อต้านข่าวปลอมโรคมะเร็ง https://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ และ Line : NCI
รู้สู้มะเร็ง

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ