“วราวุธ” ควง “อนุรักษ์” หาเสียงร้อยเอ็ดมั่นใจรักษาพื้นที่สู้แลนด์สไลด์ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545587

27 มี.ค. 2566

"วราวุธ" ควง "อนุรักษ์" หาเสียงร้อยเอ็ดมั่นใจรักษาพื้นที่สู้แลนด์สไลด์ได้

“วราวุธ” ควง “อนุรักษ์” หาเสียงตลาดเมืองร้อยเอ็ด ย้ำทุกคะแนนที่เลือกพรรคชาติไทยพัฒนาจะไม่หล่นหาย มั่นใจรักษาพื้นที่สู้แลนด์สไลด์ได้ พร้อมขอให้เลือกทั้งคน และพรรค เพื่อที่จะได้เข้าไปร่วมกันทำงาน พัฒนาจังหวัดร้อยเอ็ดให้เติบโต และยั่งยืนต่อไป

นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และคณะ ลงพื้นที่หาเสียงให้กับนายอนุรักษ์ จุรีมาศ รองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีประชาชนนำดอกไม้ ผ้าขาวม้า มามอบให้กับนายวราวุธ และนายอนุรักษ์ ด้วยความอบอุ่น
 

พร้อมกันนี้ได้ขอคะแนนเสียงจากพ่อค้า แม่ค้า และประชาชน ที่มาจับจ่ายซื้อของ ให้ช่วยกันเลือก นายอนุรักษ์ ที่ทำงาน ทำจริง ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจให้กับประชาชนในพื้นที่มาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 21 พร้อมขอให้เลือกทั้งคน และพรรค เพื่อที่จะได้เข้าไปร่วมกันทำงาน พัฒนาจังหวัดร้อยเอ็ดให้เติบโต และยั่งยืนต่อไป 

"วราวุธ" ควง "อนุรักษ์" หาเสียงร้อยเอ็ด“วราวุธ” ควง “อนุรักษ์” หาเสียงร้อยเอ็ด

นายวราวุธ และนายอนุรักษ์ เข้าสักการะศาลหลักเมือง ที่ตั้งอยู่ที่บึงพลาญชัย เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมกับให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ถึงการทัวร์ว้าวไทยแลนด์ พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน ว่า พบความน่ารัก ได้รับความอบอุ่นจากประชาชน ในทุกครั้ง ที่เดินทางมา และขอขอบคุณพี่น้องประชาชน ที่มาต้อนรับ และอยู่ฟังปราศรัยจนจบ แม้ว่าอากาศช่วงนี้จะร้อนก็ตาม จึงขอให้มั่นใจว่า ทุกคะแนนในพื้นที่ ที่เราปักธง ทั้ง จ.กาฬสินธุ์ จ.ร้อยเอ็ด และ จ.ยโสธร ทุกคะแนนที่มอบให้ผู้สมัคร สส. และพรรคชาติไทยพัฒนาจะไม่หล่นหาย ทุกคนจะกลับมาแก้ปัญหาประชาชน และเชื่อว่าธงของพรรคชาติไทยพัฒนาจะโบกสะบัดอยู่ที่ร้อยเอ็ดอย่างแน่นอน


การสู้กระแสแลนด์สไลด์ของพรรคเพื่อไทย นายวราวุธ กล่าวว่า ได้เน้นย้ำการทำงานของว่าที่ผู้สมัคร สส. ทุกคน ว่า ต้องทำงานโดยไม่ประมาท และต้องตั้งใจจริง เพราะไม่มีพื้นที่ไหนปลอดภัย ทุกพื้นที่จะได้คะแนนเสียงมาต้องทำงานอย่างใกล้ชิดกับประชาชน และติดตามงานอย่างสม่ำเสมอ
 

พรรคชาติไทยพัฒนา มั่นใจว่าธงของพรรคเราจะยังโบกสบัดที่นี่  พรรคชาติไทยพัฒนาเป็นพรรคที่ชอบว่ายทวนน้ำ ไม่ว่าใครจะสไลด์อย่างไร เราจะสวนกระแสให้จนได้ และ นายอนุรักษ์ ถือว่าทำงานเคียงบ่าเคียงไหลกับพรรค ตั้งแต่สมัยพรรคชาติไทย ตอนนี้เป็นพรรคชาติไทยพัฒนา 4 ปีที่ผ่านมา ท่านได้ทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่ คอยรับฟังทำจริง และช่วยแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนสม่ำเสมอ” นายวราวุธ กล่าว

"วราวุธ" ควง "อนุรักษ์" หาเสียงร้อยเอ็ด“วราวุธ” ควง “อนุรักษ์” หาเสียงร้อยเอ็ด


เมื่อถามถึงพรรคการเมืองอื่นๆ อย่างพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มาหาเสียงในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด นายวราวุธ กล่าวแสดงความยินดีกับประชาชนที่มีคนมาเสนอตัวรับใช้อย่างมากมาย แต่ประชาชนจะตัดสินว่าใครคือคนที่ดูแลพื้นที่ ทำงานเพื่อประชาชนจริง ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา พร้อมระบุว่า “ในระยะสั้นขอแสดงความยินดีกับธุรกิจที่ทำป้าย ที่มีหลายพรรคมาใช้บริการ ทำให้เศรษฐกิจขยับตัว” 


นายวราวุธ กล่าวถึง การลงพื้นที่หาเสียงภาคเหนือ และภาคใต้  ขณะนี้มีผู้สมัครทางภาคเหนือ ส่วนภาคใต้เวลานี้ยังไม่ปีกกล้าขาแข็งพอ แต่ในอนาคตเชื่อว่าพรรคชาติไทยพัฒนา จะปักธงในภาคใต้ให้ได้ เนื่องจากมีผู้สมัครสนใจที่จะเข้ามาร่วมงานกับพรรคหลายคน 


นายวราวุธ ยังชี้แจงถึงการปราศรัยที่ จ.กาฬสินธุ์ ที่ระบุว่า พรรคชาติไทยพัฒนา อยู่ในทุกสมการในการจัดตั้งรัฐบาล ว่า ไม่ได้หมายความว่าจะไปอยู่กับขั้วไหน พรรคชาติไทยพัฒนาเป็นพรรคที่เน้นทำงาน ไม่สร้างศัตรู จึงมีแต่คนที่ต้องการให้พรรคไปร่วมงาน ดังนั้นเวลาจัดรัฐบาล หลายๆ พรรค จึงได้นึกถึงพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นพรรคแรกๆ เพราะเราทำงานกันอย่างจริงจัง และทำงานกันเป็นทีม

"วราวุธ" ควง "อนุรักษ์" หาเสียงร้อยเอ็ด“วราวุธ” ควง “อนุรักษ์” หาเสียงร้อยเอ็ด


ส่วนกระแสข่าวพรรคภูมิใจไทยไปคุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ถึงการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล นายวราวุธ มองว่าเป็นสิทธิของแกนนำแต่ละฝ่าย แต่จุดแข็งของพรรคชาติไทยพัฒนา คือเราจะต้องนำนโยบายไปทำได้จริง ไปแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้จริง ดังนั้นถ้าคุณป็นพรรคใหญ่ คุณจะเป็นคนเลือก เมื่อคุณเป็นพรรคเล็ก คุณจะถูกเลือก แต่ถ้าไม่เลือกพรรคเรารับประกันได้ คุณพลาดของดีแน่นอน


ส่วนกรณีการทำลายป้ายหาเสียง นายวราวุธ กล่าวว่าพบบ้างบางพื้นที่ และไม่แน่ใจว่าเกิดจากธรรมชาติ หรือฝีมือมนุษย์ จึงขอฝากทำความเข้าใจว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงหาเสียง อยากเห็นการเมืองเชิงสร้างสรรค์ จึงขอความร่วมมือ ความเห็นใจ และต้องขออภัยหากป้ายใดไปบดบัง เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็ขอให้ช่วยกันแจ้งมาเพื่อดำเนินการแก้ไข และหลังจากวันเลือกตั้ง 14 พ.ค. เราก็จะรีบเก็บป้ายทั้งหมดทันที


นายอนุรักษ์ กล่าวถึงความมั่นใจในการเลือกตั้งว่า ไม่รู้สึกกดดัน ตราบใดที่ยังอยู่กับพรรคชาติไทยพัฒนา อยู่กับหัวหน้าพรรค มั่นใจว่าจะชนะ “ผมไม่ได้สู้กับคนอื่นผมต้องสู้กับตัวเอง ต้องทำได้ดีกว่าเดิม และสิ่งที่รับปากกับพี่น้องประชาชนมาเรารับฟังทำจริงอยู่แล้ว”

แพทองธาร เร้าคนนครปฐมเลือก’เพื่อไทย’แลนด์สไลด์-5 เม.ย. เปิดแคนดิเดตนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545607

26 มี.ค. 2566

แพทองธาร เร้าคนนครปฐมเลือก'เพื่อไทย'แลนด์สไลด์-5 เม.ย. เปิดแคนดิเดตนายกฯ

หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย “แพทองธาร ชินวัตร” นำทีมเพื่อไทยเดินสายนครปฐม เปิดจุดปราศรัยใหญ่ที่ ที่สนามกีฬากลาง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน    อ้อนไม่มีขุมกำลังหนุนหลัง  ลั่นหากได้เป็นรัฐบาลประชาชนต้องมาก่อน 

ที่สนามกีฬากลาง  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม  พรรคเพื่อไทย ได้จัดการปราศรัยใหญ่   ทั้งนี้ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย  กล่าวตอนหนึ่งของ
การปราศรัยว่า   “เพื่อไทย” รู้สึกอบอุ่น แม้ก่อนหน้านี้จะอากาศร้อนมาก แต่คนนครปฐมมากันเต็มพื้นที่   สร้างกำลังใจให้กับผู้ต้้งท้อง 8 เดือน  นโยบายพรรคเพื่อไทยชัดเจนที่จะพักหนี้ ทั้งต้นทั้งดอก ให้เกษตรกรทั่วประเทศ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ผลักดันให้สินค้าเกษตรของไทยส่งออกไปทั่วโลก 


“เพื่อไทย” มีเพียงประชาชนเท่านั้นที่เป็นผู้สนับสนุน ไม่มีขุมกำลังที่ไหน จึงขอฝากพรรคเพื่อไทยไว้ในอ้อมใจคนนครปฐม ขอให้เลือกนครปฐมแบบแลนด์สไลด์ทั้ง 6 เขต  และเมื่อไหร่ที่เพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล ขอให้เชื่อมั่นว่า ประชาชนต้องมาก่อน เพราะประชาชนสนับสนุนพรรคมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยเป็นไทยรักไทย   น.ส.แพทองธาร ระบุ

นายณัฐวุฒิ   ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย  กล่าวปราศรัยว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกเขียนกติกา ให้ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี  ซึ่งเป็นมาถึง 8 ปี และ จะเป็นต่อไปอีก 4 ปี ไม่ว่าจะเลือกพรรคไหน พล.อ.ประยุทธ์ก็ได้เป็นนายกฯ แต่หากประชาชนไม่ต้องการพล.อ.ประยุทธ์ มีทางเดียวคือต้องเลือกเพื่อไทยแบบแลนด์สไลด์  หรือเลือกแบบถล่มทลาย ให้ได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียว 1,000%   ขอคนนครปฐมเลือกเพื่อไทยทั้ง 6 คน 6 เขต และสัญญาต่อองค์พระปฐมเจดีย์ ว่า ทุกคะแนนของคนนครปฐมจะทำเพื่อประชาธิปไตย 

” วันที่ 5 เม.ย.   พรรคเพื่อไทย จะเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรค 3 คน ซึ่งทุกคน ล้วนแล้วแต่เป็นคนมีความรู้ความสามารถ แม้หลายพรรคการเมือง จะเปิดคนเดียว หรือ เมื่อวานนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติ จะเปิด 2 คน แต่เพื่อไทยเปิด 3 คน เพราะเพื่อไทยจะชนะ และเชื่อว่า แคนดิเดตของพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีทุกคน ขนาด พล.อ.ประยุทธ์ ยังเป็นได้ ผมก็เป็นนายกฯได้เหมือนกัน แต่อาจจะต่างกันที่ผมคุยกับวัว กับควายไม่รู้เรื่อง ”  นายณัฐวุฒิ ระบุ 

แพทองธาร เร้าคนนครปฐมเลือก'เพื่อไทย'แลนด์สไลด์-5 เม.ย. เปิดแคนดิเดตนายกฯ
แพทองธาร เร้าคนนครปฐมเลือก'เพื่อไทย'แลนด์สไลด์-5 เม.ย. เปิดแคนดิเดตนายกฯ
แพทองธาร เร้าคนนครปฐมเลือก'เพื่อไทย'แลนด์สไลด์-5 เม.ย. เปิดแคนดิเดตนายกฯ
แพทองธาร เร้าคนนครปฐมเลือก'เพื่อไทย'แลนด์สไลด์-5 เม.ย. เปิดแคนดิเดตนายกฯ
แพทองธาร เร้าคนนครปฐมเลือก'เพื่อไทย'แลนด์สไลด์-5 เม.ย. เปิดแคนดิเดตนายกฯ
แพทองธาร เร้าคนนครปฐมเลือก'เพื่อไทย'แลนด์สไลด์-5 เม.ย. เปิดแคนดิเดตนายกฯ
แพทองธาร เร้าคนนครปฐมเลือก'เพื่อไทย'แลนด์สไลด์-5 เม.ย. เปิดแคนดิเดตนายกฯ
แพทองธาร เร้าคนนครปฐมเลือก'เพื่อไทย'แลนด์สไลด์-5 เม.ย. เปิดแคนดิเดตนายกฯ

ที่สนามกีฬากลาง  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม  พรรคเพื่อไทย ได้จัดการปราศรัยใหญ่  นำโดย น.ส. แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย

บ้านใหญ่อุดรฯ ส่ง ‘กองตรีพิสิษฏ์’ นั่งปาร์ตี้ลิสต์เพื่อไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545602

จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง

26 มี.ค. 2566

บ้านใหญ่อุดรฯ ส่ง 'กองตรีพิสิษฏ์' นั่งปาร์ตี้ลิสต์เพื่อไทย

เปิดประวัติ “กองตรี พิสิษฏ์ พิพัฒน์วิไลกุล” ลูกชายเสี่ยต้อยติ่ง บ้านใหญ่อุดรธานี มีชื่อติดปาร์ตี้ลิสต์พรรคเพื่อไทย สู้ศึกเลือกตั้ง66

พรรคเพื่อไทย เปิดรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือ ปาร์ตี้ลิสต์ 100 คน ไปแล้วเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 66

1 ใน 100 ปรากฏชื่อของ นายกองตรี พิสิษฏ์ พิพัฒน์วิไลกุล ลูกชายของเสี่ยต้อยติ่ง “สุวิทย์ พิพัฒน์วิไลกุล หรือ ที่ชาวอุดรเรียกติดว่าว่าลุงต้อยติ่ง “บ้านใหญ่อุดรธานี” เจ้าของนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี อดีตประธานสโมสร UD FC ในยุคบ้านต้อยติ่ง 

นายกองตรี พิสิษฏ์ พิพัฒน์วิไลกุลนายกองตรี พิสิษฏ์ พิพัฒน์วิไลกุล

คมชัดลึก ส่องโปรไฟล์ “นายกองตรี พิสิษฏ์” พบว่า ล่าสุด มิ.ย. 63 ถึงปัจจุบัน เพิ่งนั่งทำงานในสภา ในตำแหน่งเลขานุการประจำคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ  ซึ่งไม่น่าแปลกเพราะเจ้าตัวจบด้านนี้โดยตรง คือ จบ ป.ตรี บริหารธุรกิจ สาขาการเจรจาธุรกิจระหว่างประเทศ จาก Teikyo โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

นายกองตรี พิสิษฏ์ พิพัฒน์วิไลกุลนายกองตรี พิสิษฏ์ พิพัฒน์วิไลกุล

จบวิทยาลัยวิชาชีพ การค้าระหว่างประเทศ สาขาธุรกิจนำเข้าส่งออก Hana Gakuen โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น  จบประกาศนียบัตร โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น TOPA21 

ส่วนโปรไฟล์การทำงานอื่นๆ ที่น่าสนใจ 

  • มี.ค. 64-ปัจจุบัน เป็นรองประธานหอการค้าอุดรธานี รุ่นที่ 19 และเป็นผู้ก่อตั้งและประธาน บริษัทยูดี เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์โซลูชั่น จำกัด
  • ธ.ค. 63 – ปัจจุบัน เป็นผู้ก่อตั้งและประธาน บริษัท ยูดีเอกซ์ จำกัด
  • พ.ค. 63 – ปัจจุบัน ผู้ก่อตั้งและประธาน บริษัท อุดรโลจิสติกส์ปาร์ค จำกัด
  • มี.ค. 63 – ปัจจุบัน รองประธานสภาอุตสาหกรรมอุดรธานี 
  • ก.พ. 62 – มี.ค.64  กรรมการหอการค้าอุดรธานี
  • ส.ค. 59 – ก.พ.63 ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท ไทโย เซย์กิ จำกัด(เลิกกิจการแล้ว)
  • เม.ย. 57 – ธ.ค.60 รองประธานสโมสรอุดรธานี
  • มี.ค. 56 – ปัจจุบัน กรรมการผู้จัดการ บริษัทเมืองอุตสาหกรรมอุดรธานี จำกัด
  • ต.ค. 55 – ปัจจุบัน ผู้ก่อตั้งและประธาน บริษัทเจ โคออร์ดิเนท จำกัด
  • ก.ค. 52 – ก.ย.55 เจ้าหน้าที่ฝ่ายขาย บริษัท ASIA NISSIN จำกัด 

แน่นอนว่าบ้านใหญ่เมืองอุดร เป็นเพียง 1 ใน 100 ของปาร์ตี้ลิสต์เพื่อไทย ที่มีวิธีการแบ่งเป็นผู้สมัคร 2 ส่วน คือ 1. เป็นสัดส่วนที่เสนอชื่อโดยกรรมการบริหาร 80 คน 2. สัดส่วนที่เสนอชื่อด้วยการสมัครด้วยตนเองอีก 20 คน 

โดยทั้งหมดยังไม่ได้มีการจัดลำดับอย่างเป็นทางการ ประกอบด้วย 1.นายเกรียง กัลป์ตินันท์ 2.นายเกรียงเดช เข็มทอง 3.นายก่อแก้ว พิกุลทอง 4.รศ.ดร.กิตติ ลิ่มสกุล 5.นายกฤช เอื้อวงศ์ 6.นายขจิตร ชัยนิคม 7.นางสาวขัตติยา สวัสดิผล 8.นายจาตุรนต์ ฉายแสง 9.นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์

10.นายจักริน พัฒน์ดำรงจิตร  11.นายจักรพงษ์ แสงมณี 12.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง 13.นายชานันท์ ยอดหงษ์ 14.รศ.นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ 15.นายชุมสาย ศรียาภัย 16.นายชูศักดิ์ ศิรินิล 17.นสพ.ชัย วัชรงค์ 18.นายชัยเกษม นิติสิริ 19.นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ 20.นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช

21.นางสาวณภัทรา กมลรักษา 22.ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม 23.นายดนุพร ปุณณกันต์ 24.นางสาวตรีชฎา ศรีธาดา 25.นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย 26.นายธงทอง นิพัทธรุจิ 27.นายธนพงศ์ ธนเดชากุล 28.นายธนวรรษ เพ็งดิษฐ์ 29.นายนิกร ซัจเดว 30.นายนิคม บุญวิเศษ

31.นายนิทัศน์ ศรีนนท์ 32.นายนพดล ปัทมะ 33.นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง 34.นางนลินี ทวีสิน 35.นายบัณจงศักดิ์ วงศ์รัตนวรรณ 36.นายประภัสร์ จงสงวน 37.นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ 38.นางประวีณ์นุช อินทปัญญา 39.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง 40.นายประสพ สารสมัคร

41.ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล 42.นายพิชัย นริพทะพันธุ์ 43.พล.อ.พิศาล วัฒนวงษ์คีรี 44.นายพิสิษฏ์ พิพัฒน์วิไลกุล 45.นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล 46.นางสาวเพ็ญชิสา หงษ์อุปถัมภ์ชัย 47.นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร 48.นายพงศกร อรรณนพพร 49.นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ 50.นายพชร ธรรมมล

51.นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด 52.นายภูมิธรรม เวชยชัย 53.นายภูวเดช นพฤทธิ์ 54.นายมานพ จรัสดำรงนิตย์ 55.นายรุ่งเรือง พิทยศิริ 56.พล.ต.ต.รังสรรค์ คชไกร 57.นายรัฐกิจ เฮงตระกูล 58.นางสาวละออง ติยะไพรัช 59.นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ 60.พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์

61.นายวิสาร เตชะธีระวัฒน์ 62.นายวิสิษฐ์ เตชะธีระวัฒน์ 63.นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ 64.นายวีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ 65.นางวราภรณ์ ตั้งภากรณ์ 66.นายวราวุธ ยันต์เจริญ 67.ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ 68.นายศรีเมือง เจริญศิริ 69.นายสิทธิชัย กิตติธเนศวร 70.นพ.สุกิจ พรหมศิริ

71.นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ 72.นายสุชาติ ตันเจริญ 73.นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช 74.นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล 75.นายสุทิน คลังแสง 76.นายสุธรรม แสงประทุม 77.นายสุรเกียรติ เทียนทอง 78.นายสุรชัย เบ้าจรรยา 79.นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ 80.นายสุรยุทธ์ ทวีกุลวัฒน์

81.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ 82.นายสุวรรณ น้ำใจดี 83.นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ 84.นายสนธยา คุณปลื้ม 85.นายสนธยา หลาวหล้าง 86.นายสมเกียรติ ตันติธนไพศาล 87.นายสมชัย อัศวชัยโสภณ 88.นายสมนาม เหล่าเกียรติ 89.นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ 90.นายสมศักดิ์ เทพสุทิน

91.นายสรพันธ์ คุณากรวงศ์ 92.นายสหัสชัย อนันตเมฆ 93.นายเอกพร รักความสุข 94.นายอุเมสนัส ปานเดย์ 95.นางสาวอุบลกาญจน์ อมรสิน 96.ดร.อดิศร เพียงเกษ 97.นายอภิยุทธ ณ กาฬสินธุ์ 98.นายอนุสรณ์ ไกรวัตตนุสรณ์ 99.นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด และ 100.นางอนงค์ ล่อใจ

อุ๊งอิ๊ง ยัน’เพื่อไทย’ไม่ห่วงฐานเสียงก้าวไกล -วราเทพ ชูพชปร.ยึดกำแพงเพชร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545601

26 มี.ค. 2566

อุ๊งอิ๊ง ยัน'เพื่อไทย'ไม่ห่วงฐานเสียงก้าวไกล -วราเทพ ชูพชปร.ยึดกำแพงเพชร

หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย “แพทองธาร ชินวัตร” ยัน”เพือไทย” จะทำงานหนักเพื่อดึงเสียงในทุกกลุ่มอายุ ให้เข้ามาสนับสนุนพรรค ส่วนผลโหวตนายกรัฐมนตรีจากคนกทม. ที่เทเสียงให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พรรคก้าวไกล ไม่รู้สึกกดดันเพราะหากเทียบผลสำรวจจากต.ค.ปี 65 ถือว่าเติบโตขึ้น

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย  เปิดเผยว่า  ในการณรรงค์หาเสียงของพรรคเพื่อไทย 
โดยเฉพาะการที่จะดึงฐานเสียงทุกกลุ่มอายุเข้ามาสนับสนุน โดยเฉพาะกลุ่มอายุระหว่าง 18-30 ปี   ซึ่งเป็นฐานเสียงหลักของพรรคก้าวไกล  ทาง”เพื่อไทย”  ก็พร้อมที่จะดึงฐานเสียงกลุ่มนี้มา ในการทำงนต้องใช้เวลาอธิบายให้ได้เห็นวิสัยทัศน์และความตั้งใจของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงไปตรงมาที่สุด  และการที่จะดึงคะแนน  เพื่อไทยจะดึงจากทุกกลุ่ม ไม่ใช่แค่อายุใดอายุหนึ่ง  และไม่ว่าจะคนกี่กลุ่มพรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะทำเต็มที่ เพื่อให้เข้าถึงความต้องการ 


น.ส.แพทองธาร กล่าวด้วยว่า  ผลโพลสำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพมหานคร โดยนิด้าโพล   สำรวจพบว่าลำดับผู้ที่ประชาชนในกรุงเทพมหานครต้องการให้เป็นนายกรัฐมนตรี    อันดับหนึ่ง คือนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  พรรคก้าวไกว  ซึ่งได้เสียงโหวต  25.08 %  ส่วนตนได้ 24.20 มาเป็นที่สอง หากพิจารณาจากผลสำรวจ ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนต.ค.65 ขณะนั้นอยู่ลำดับที่ 3 แต่ล่าสุดครั้งนี้เลื่อนอันดับขึ้นถึง 24%   ก็ถือว่าน่าพอใจ  ยังพูดคุยกันในพรรค”เพื่อไทย”ว่าดีใจมาก เพราะผลโพลโตตามท้อง( ตั้งครรภ์)    หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย  ระบุ

 “พปชร.”มั่นใจกวาด”กำแพงเพชร”ทั้งจังหวัด

นายวราเทพ รัตนากร กรรมการฝ่ายนโยบายพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)   กล่าวว่า ในฐานะที่เคยเป็นตัวแทนของคนกำแพงเพชรเข้าไปทำหน้าที่รัฐมนตรี ถึงครั้งนี้จะไม่ได้ลงรับสมัครเลือกตั้ง แต่ขอเป็นกำลังใจสนับสนุนผู้สมัครของพรรคพลังประชารัฐทั้ง 4 เขต  ซึ่งเป็นคนเดิมที่เคยได้รับความไว้วางใจ
เมื่อปี 62 ทั้งหมด  เชื่อว่าการการเลือกตั้งปี 66 นี้ พรรคพลังประชารัฐจะปักธงได้ทั้งจังหวัด
คือนายไผ่ ลิกค์ เขต 1,นายเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ เขต 2 , นายอนันต์ ผลอำนวย เขต 3  และ นาย
ปริญญา ฤกษ์หร่าย เขต 4 รวมถึง ส.ส.บัญชีรายชื่อ 


“มีคำถามว่าทำไมผู้สมัครหน้าเก่าของพรรคพลังประชารัฐ ถึงอยู่กันอย่างเหนียวแน่น  นั่นก็เพราะตั้งแต่ยุคก่อนหน้านี้ คุณพ่อของผู้สมัครหลาย ๆ คนได้สร้างผลงานและดูแลชาวกำแพงเพชรอย่างยาวนาน ซึ่งครั้งนี้ ผู้สมัครทุกคนจึงมั่นใจว่า พรรคพลังประชารัฐจะสามารถทำประโยชน์ให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง
วันนี้ เราไม่ต้องไปสนใจนโยบายของพรรคอื่น ๆ  เพราะนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ ก็ไม่แพ้พรรคใด
 ซึ่งอาจจะทำได้มากกว่าด้วย เพราะ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มีประสบการณ์และความสามารถที่จะประสานงานได้กับทุกฝ่าย เหมือนนโยบายก้าวข้ามความขัดแย้งของพรรค  ถ้าพรรคพลังประชารัฐได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เราพร้อมจะผลักดันทุก ๆ นโยบายของ ทุกพรรคการเมือง ที่เป็นประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง” นายวราเทพ กล่าว 

วงหารือไพรมารีโหวตคลอด 9 รายชื่อผู้สมัครสส.ศรีสะเกษ ‘เพื่อไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545588

26 มี.ค. 2566

วงหารือไพรมารีโหวตคลอด 9 รายชื่อผู้สมัครสส.ศรีสะเกษ 'เพื่อไทย'

ที่ประชุมสมาชิกพรรคเพื่อไทย จังหวัดศรีสะเกษ ไฟเขียว 9 รายชื่อว่าที่ผู้สมัครสส.เพื่อไทย รับมือศึก”เลือกตั้ง 66″ ธเนศ เครือรัตน์ ลงเขต 1 , นายแพทย์ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ ที่เคยมีข่าวจะไปอยู่กับพลังประชารัฐ ลง”เพื่อไทย” เขต 4

นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ ประธานศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทย ประจำจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า 
พรรคเพื่อไทย ประจำจังหวัดศรีสะเกษ ได้มีการประชุมสมาชิกพรรคเพื่อไทย จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อสรรหาผู้มีคุณสมบัติที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตทั้ง 9 เขต ของจังหวัดศรีสะเกษ โดยการสรรหาผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  “เพื่อไทย” ทั้ง 9 เขต มีรายชื่อที่ผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุม ประกอบด้วย


เขต 1. คือ นายธเนศ เครือรัตน์ เขต 2. นายสุชาติ ชาญประดิษฐ์ เขต 3. นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ เขต 4. นายแพทย์ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ เขต 5. นายอมรเทพ สมหมาย เขต 6. นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์ เขต 7. ดร.วิลดา อินฉัตร เขต 8. นายประวิทย์ จารุรัชกุล เขต 9. นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร   ส่วน
นายมานพ จรัสดำรงนิตย์  เป็นว่าที่ผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อของพรรค“เพื่อไทย”  อนึ่ง นายธเนศ เครือรัตน์ เคยเป็นสส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย  กระทั่งแพ้การเลือกตั้งที่ผ่านมา  ส่วนนายแพทย์ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ อดีตส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 3 สมัยพรรคไทยรักไทย , อดีตสส.ศรีสะเกษ พรรคความหวังใหม่ และอดีตผู้สมัคร สส.เขต 4 ศรีสะเกษ พรรคพลังประชารัฐ ในการเลือกตั้งปี 62 กระทั่งย้ายกลับมาเพื่อไทย

“กระบวนการพิจารณากระทั่งประกาศรายชื่อ   มาจากการประชุมซึ่งจัดขึ้นที่สำนักงานเทศบาลกันทรารมย์ อ. กันทรารมย์  จ.ศรีสะเกษ ซึ่งที่กันทรารมย์  จัดตั้งเป็นศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทยจังหวัดศรีสะเกษ   และวันนี้ได้นัดหมายแกนนำพรรคเพื่อไทย รวมทั้งว่าที่ผู้ที่จะลงสมัคร ทั้ง 9 เขต ของจังหวัดศรีสะเกษ มาแสดงตัว  จากนั้นให้ที่ประชุมได้ทำ  การสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง  เพื่อเป็นไปตามกระบวนการเลือกตั้งขั้นต้น (ไพรมารี่โหวต) และจะส่งรายงานการประชุมของการลงมติในวันนี้ไปยังหัวหน้าพรรค เพื่อดำเนินการในขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป”  นายวิวัฒน์ชัย  กล่าว  

วงหารือไพรมารีโหวตคลอด 9 รายชื่อผู้สมัครสส.ศรีสะเกษ 'เพื่อไทย'

วงหารือไพรมารีโหวตคลอด 9 รายชื่อผู้สมัครสส.ศรีสะเกษ 'เพื่อไทย'ที่ประชุมสาขาพรรคเพื่อไทย จ.ศรีสะเกษ ให้การรับรองรายชื่อว่าที่ผู้สมัครสส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย และจะมีการส่งรายชื่อทั้ง 9 คน กลับไปยังพรรคเพื่อไทย เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

‘ปรับ​ค่าแรงขั้นต่ำ​ ปี​ 2566’​ เสนอ​ 425-723​​ นักวิชาการหนุนปรับ​ 5% 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545590

ขวัญเรียม​ แก้ว​สุวรรณ​

26 มี.ค. 2566

'ปรับ​ค่าแรงขั้นต่ำ​ ปี​ 2566'​ เสนอ​ 425-723​​ นักวิชาการหนุนปรับ​ 5% 

ผู้นำลูกจ้างเสนอ ‘ปรับค่าแรงขั้นต่ำปี​ 2566’​ เป็น 425-723​ บาท​ ด้านนักวิชาการหนุนปรับ​ 5%  ให้ค่าจ้างโตทันเงินเฟ้อ​ พบในรอบ​ 50​ ปี​ ‘ค่าแรงขั้นต่ำ’​ เพิ่ม​มา 321  บาท

นายชาลี ลอยสูง ผู้แทนลูกจ้าง​ จากสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย​ (สสรท.) Thai Labour Solidarity Confederation (TLSC)  หรือ​ “คณะกรรมการสมานฉันท์” บอกว่า​ ตอนนี้ยังยืนยัน​ตัวเลขเดิมขั้นต่ำที่​ 492​ บาท และข้อ​เสนอเชิงนโยบายคือต้องเปลี่ยน​คำนิยามจาก  “ค่าแรงขั้นต่ำ” เป็น “ค่าจ้างแรกเข้า”  และให้​รัฐบาล​ออกกฎหมาย​ให้ทุกบริษัท​มีโครงสร้างค่าจ้าง​ หมายความว่า​ จะต้องให้แต่ละบริษัท ​”ปรับค่า​แรงขั้นต่ำปี​ 2566″ รายปีตามผลงานประเมิน​ อย่างน้อยต้องไม่น้อยกว่าอัตรา​เงินเฟ้อของแต่ละปี​ และบวกด้วยการประเมินผลงานของแต่ละคนตามโครงสร้าง​

นายชาลี ลอยสูง ผู้แทนลูกจ้าง​ จากสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย​ (สสรท.)นายชาลี ลอยสูง ผู้แทนลูกจ้าง​ จากสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย​ (สสรท.)

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันรัฐบาลได้เปลี่ยนคํานิยาม “ค่าแรงขั้นต่ำ” ใหม่ว่าหมายถึง “อัตราค่าจ้างที่เพียงพอสำหรับแรงงานทั่วไปแรกเข้าทำงาน 1 คน (ไม่รวมสมาชิกในครอบครัว) ให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ตามสมควรแก่มาตรฐานครองชีพ สภาพเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงเหมาะสมตามความสามารถของธุรกิจในท้องถิ่นนั้น

นิยามใหม่นี้ทำให้มาตรฐานการคุ้มครองลูกจ้างลดต่ำลงจากนิยามแรกที่รวมถึงการครองชีพของคนในครอบครัวที่อาจไม่ได้ทำงานที่ได้รับค่าแรงถึง​ 2​ คน เช่น แม่บ้านที่ต้องดูแลลูก หรือบิดามารดาที่ป่วยหรือสูงอายุจนไม่สามารถทำงานได้ รวมไปถึงไม่สอดคล้องกับแนวคิดค่าแรงขั้นต่ำระดับนานาชาติในปัจจุบันที่กำหนดโดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่ต้องครอบคลุมทั้งความต้องการของแรงงานและครอบครัวด้วย

  • ค่าแรงขั้นต่ำลูกจ้างต้องการ

-คณะทำงานฯ กมธ.การแรงงาน 723 บาท
-เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน 495 บาท
-สมาพันธ์​สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.)  492  บาท
-สมัชชาแรงงาน​ 425  บาท

  • ค่าแรงขั้นต่ำพรรคการเมืองเสนอ

พรรคเพื่อไทย​เสนอที่ 600​ บาท​ ภายในปี​ 2570​ และเงินเดือนวุฒิปริญญาตรี เริ่มต้น 25,000 บาท ซึ่งมากกว่านโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี​ 2562 ของพรรคเพื่อไทย ที่เสนอที่ 400 บาทต่อวัน และเงินเดือนปริญาตรี เริ่มที่ 18,000 บาทต่อเดือน

พรรคก้าวไกล​เสนอที่​ 450​  บาท ทั่วประเทศทันทีหลังจากได้รับเลือกเป็นรัฐบาล​  โดย​ช่วง​ 6 เดือนแรก รัฐบาลจะช่วยสมทบเงินประกันสังคมในส่วนของผู้ว่าจ้าง และสำหรับแรงงานที่ถูกกระทบโดยการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และจะปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นทุกปี โดยการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ปี 2541 มาตรา 87  โดยคำนึงถึงค่าครองชีพ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ระหว่าง 2 ปัจจัยนี้ หากปัจจัยใดเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่า ก็ให้นำมาเป็นฐานในการคำนวณปรับ​ “ค่าแรงขั้นต่ำ” ขั้นต้น ที่จะนำไปพิจารณาหารือในคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) ในแต่ละปี เป็นต้

หาก “ค่าแรงขั้นต่ำ” เป็นจริงได้ตามที่พรรคการเมืองเสนอ​ นั้นหมายความว่า อัตรา​ “ปรับค่าแรงขั้นต่ำปี​ 2566” ในห้วงเวลา​ 50​ ปี​ที่ผ่านมา ค่าจ้างขึ้นมา​ 438​ บาท​ และ​ 588  ในห้วง​เวลา 54​ ปี​ (คำนวณตาม​ตัวเลข 600​ บาทภายในปี​ 2570)  และตัวเลขปัจจุบันอยู่ที่​ 321 บาท​ เพราะประเทศไทยได้ประกาศอัตราค่าแรงขั้นต่ำขึ้นบังคับใช้เป็นครั้งแรกวันที่ 16 เม.ย. ปี 2516 โดยตั้งอัตราค่าจ้างขั้นต่ำต่อวันที่ 12 บาทต่อวัน​

รศ.ดร.กิติยา​ กุลกลการ​ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวด้วยว่า ผู้มีรายได้น้อยจะได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อมากกว่าผู้ที่มีรายได้สูง ฉะนั้น​ ในสถานการณ์ที่ค่าครองชีพสูงขึ้นจากอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งถึงระดับ 7% จึงถือเป็นเรื่องดีที่จะมีการปรับขึ้น​ “ค่าแรงขั้นต่ำ” ทั่วประเทศ โดยสัดส่วนการปรับ 5% ตามมติคณะกรรมการค่าจ้างนั้นจะสามารถช่วยแรงงานได้ระดับหนึ่ง

รศ.ดร.กิติยา​ กุลกลการ​ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รศ.ดร.กิติยา​ กุลกลการ​ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

รศ.ดร.กิริยา กล่าวต่อไปว่า เงินส่วนใหญ่ของคนจนหรือคิดเป็น 45% ของรายได้ ต้องถูกใช้ไปสำหรับการบริโภคอาหาร ขณะที่คนรวยจะมีค่าใช้จ่ายค่าอาหารคิดเป็นเพียง 27% ของรายได้เท่านั้น ตรงนี้สะท้อนว่าในความเป็นจริงแล้วคนจนได้รับผลกระทบจากภาวะ​ “เงินเฟ้อ” ที่สูงกว่า 7% ด้วยซ้ำ

รศ.ดร.กิริยา​ กล่าวเสริมอีกว่า​ หากเปรียบเทียบอัตราค่าแรงขั้นต่ำที่กำลังจะปรับใหม่กับอัตรา​ “ค่าแรงขั้นต่ำ” ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าคนจนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นเพียง 15 บาทต่อวันเท่านั้น โดยในอดีตกลุ่มคนจนจะจับจ่ายใช้สอยอยู่ที่ 318 บาทต่อวัน ขณะที่ค่าจ้างใหม่จะทำให้ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 333 บาทต่อวันเท่านั้น

“ถ้าคิดต่อปี 22 วันต่อเดือนแล้วคูณ 12 เดือนเข้าไป เบ็ดเสร็จเขาสามารถจะใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 3,960 บาทต่อปี ซึ่งก็คิดเป็นประมาณ 4.72% ทีนี้ถ้าเราไปดูจีดีพี ซึ่งคือรายได้รวมของทั้งประเทศ 10 ปีตรงนี้มันโต 20% ฉะนั้นมันก็เหมือนว่ารายได้ของกลุ่มคนรายได้น้อยโตช้ากว่าเศรษฐกิจที่มันโตขึ้น มันก็สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำตรงนี้และชีวิตที่ค่อนข้างจะลำบาก” รศ.ดร.กิริยา ระบุ

ข้อมูล:องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)

ภาพ:เว็บไซต์​มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์​

ประมวลภาพ ‘ดีเบตสงขลา’ 10 พรรคจัดเต็มนโยบาย เวทีต่อไปพัทยา8 เม.ย.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545573

26 มี.ค. 2566

ประมวลภาพ 'ดีเบตสงขลา' 10 พรรคจัดเต็มนโยบาย เวทีต่อไปพัทยา8 เม.ย.

ประมวลภาพสีสันเวทีดีเบตสงขลา 10 พรรคการเมืองร่วมโชว์นโยบาย 1 ในเวที“Road to The Future : เลือกตั้ง 66 อนาคตประเทศไทย” เวทีต่อไปเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี วันที่ 8 เม.ย. 2566

รูดม่านลงไปเมื่อค่ำวันเสาร์ที่ 25 มีนาคม 66 สำหรับเวทีดีเบต ณ สวนสาธารณะ เมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ซึ่งมี 10 แกนนำจาก 10 พรรคการเมือง ตอบรับเข้าร่วมร่วมโชว์นโยบาย เวทีดังกล่าวซึ่งจัดโดยเครือเนชั่น ในโครงการ “Road to The Future : เลือกตั้ง 66 อนาคตประเทศไทย”โดยมีประชาชนชาวสงขลาและพื้นที่เข้าร่วมฟังดีเบตอย่างเนืองแน่น

ประมวลภาพ 'ดีเบตสงขลา' 10 พรรคจัดเต็มนโยบาย เวทีต่อไปพัทยา8 เม.ย.

ทั้งนี้ 10 พรรคการเมืองประกอบด้วย  “น.อ.ศิธา ทิวารี” ประธานคณะกรรมการอำนวยการและพัฒนา และเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย นายวิสุทธ์ ไชยณรุณ”ประธานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และประธานคณะกรรมการนโยบายเกษตร พรรคเพื่อไทย นายนิกร จำนง” ประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ พรรคชาติไทยพัฒนา 

ประมวลภาพ 'ดีเบตสงขลา' 10 พรรคจัดเต็มนโยบาย เวทีต่อไปพัทยา8 เม.ย.

นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช” หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล นายธนกร วังบุญคงชนะ” แกนนำพรรครวมไทยสร้างชาติ 

ประมวลภาพ 'ดีเบตสงขลา' 10 พรรคจัดเต็มนโยบาย เวทีต่อไปพัทยา8 เม.ย.

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ แกนนำพรรคพลังประชารัฐ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย 

ประมวลภาพ 'ดีเบตสงขลา' 10 พรรคจัดเต็มนโยบาย เวทีต่อไปพัทยา8 เม.ย.

ทั้งนี้เวทีดีเบตนโยบายของผู้นำหรือตัวแทนของพรรคการเมืองต่างๆ รวม 9 เวที ได้แก่

ประมวลภาพ 'ดีเบตสงขลา' 10 พรรคจัดเต็มนโยบาย เวทีต่อไปพัทยา8 เม.ย.
  • อนาคตประเทศไทย “Economic Drives” วันที่ 9 ก.พ. 2566
  • อนาคตประเทศไทย “SME จะไปทางไหน?” วันที่ 15 ก.พ. 2566
  • อนาคตประเทศไทย “นวัตกรรมขับเคลื่อนประเทศ” วันที 7 มี.ค. 2566
  • อนาคตประเทศไทย “Soft Power ความฝัน หรือ ความจริง?” วันที่ 14 มี.ค. 2566
  • เวทีดีเบต ณ ลานโอเปร่า จังหวัดนครราชสีมา วันที่ 11 มี.ค. 2566
  • เวทีดีเบต ณ สวนสาธารณะ เมืองสงขลา จังหวัดสงขลา วันที่ 25 มี.ค. 2566
  • เวทีดีเบต ณ ศาลากลางเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี วันที่ 8 เม.ย. 2566
  • เวทีดีเบต ณ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 22 เม.ย. 2566
  • เวทีดีเบต ณ ลานพาร์ค พารากอน กรุงเทพมหานคร เดือนพฤษภาคม 2566
ประมวลภาพ 'ดีเบตสงขลา' 10 พรรคจัดเต็มนโยบาย เวทีต่อไปพัทยา8 เม.ย.

โดยในโครงการดังกล่าวยังมี ‘เนชั่นวิเคราะห์’ เป็นการวิเคราะห์แบบเจาะลึก โอกาสของพรรคการเมือง 400 เขตเลือกตั้ง พรรคไหนจะมี ส.ส.แต่ละจังหวัด แต่ละพรรคจะมี ส.ส.เขต รวมกี่ที่นั่ง จะมีการรายงานออกมา 2 ครั้ง ในเดือนเมษายน ดำเนินการโดยกองบรรณาธิการเครือเนชั่น

ประมวลภาพ 'ดีเบตสงขลา' 10 พรรคจัดเต็มนโยบาย เวทีต่อไปพัทยา8 เม.ย.

ซึ่งมีจำนวน 10 สื่อ ซึ่งเป็น ‘คณะทำงาน’ ที่มีประสบการณ์ เข้าใจการเมืองเป็นอย่างดี มาประเมินและวิเคราะห์

ประมวลภาพ 'ดีเบตสงขลา' 10 พรรคจัดเต็มนโยบาย เวทีต่อไปพัทยา8 เม.ย.

และยังมีการจัดทำ ‘เนชั่นโพล’ เป็นการสำรวจ 400 เขตเลือกตั้ง ตามหลักวิชาการ เป็นความร่วมมือระหว่าง เนชั่น กรุ๊ป และ คณาจารย์ สถาบันวิชาการ และนักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านการทำโพลเลือกตั้ง จัดทำโพลรายงานทั้งหมด 2 ครั้ง เป็นโพลที่มีความน่าเชื่อถือ แม่นยำที่สุด และ Sample size ที่ใหญ่ที่สุดมากกว่า 150,000 ตัวอย่าง
ประมวลภาพ 'ดีเบตสงขลา' 10 พรรคจัดเต็มนโยบาย เวทีต่อไปพัทยา8 เม.ย.ประมวลภาพ 'ดีเบตสงขลา' 10 พรรคจัดเต็มนโยบาย เวทีต่อไปพัทยา8 เม.ย. 
ประมวลภาพ 'ดีเบตสงขลา' 10 พรรคจัดเต็มนโยบาย เวทีต่อไปพัทยา8 เม.ย.ประมวลภาพ 'ดีเบตสงขลา' 10 พรรคจัดเต็มนโยบาย เวทีต่อไปพัทยา8 เม.ย.ประมวลภาพ 'ดีเบตสงขลา' 10 พรรคจัดเต็มนโยบาย เวทีต่อไปพัทยา8 เม.ย.

‘บำนาญถ้วนหน้า’​ 3,000​ ​จ่ายได้จริง​ ขึ้นภาษี-ลดงบกองทัพได้​ 6.5​ แสนล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545568

ขวัญเรียม​ แก้ว​สุวรรณ​

26 มี.ค. 2566

'บำนาญถ้วนหน้า'​ 3,000​ ​จ่ายได้จริง​ ขึ้นภาษี-ลดงบกองทัพได้​ 6.5​ แสนล้าน

เลือกตั้ง66​ ‘เดชรัต’  พรรคก้าวไกลประกาศกร้าว​ ‘บำนาญถ้วนหน้า’​ 3,000​ บาทจ่ายได้จริง​ ใช้เงิน 6.5​ แสนล้าน​ หาเงินจากปรับขึ้นภาษีเงินได้-ภาษีที่ดิน​ ลดงบกองทัพ​

เรียกได้ว่าสวนกระแสโดยแท้​ เพราะยิ่งเข้าโค้งสุดท้ายการหาเสียงเลือกตั้ง​ แทบไม่มีพรรคการเมืองใดกล้าแตะนโยบายปรับขึ้นภาษีเงินได้​ เพราะแค่มีกระแสรัฐบาลจะปรับก็โดนถล่มทั่วสารทิศ​ วันนี้มี​ “พรรคก้าวไกล” เสนอปรับขึ้นภาษีเงินได้​ ภาษีที่ดินรวมแปลง​ รายแปลง เพื่อเอาเงินไปจ่ายนโยบายเอาใจคนแก่​ “บำนาญถ้วนหน้า”  3000​ บาท

ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ Think Forward Center กล่าวในวงเสวนาวิชาการถกความเป็นไปได้ต่อการจัดทำ “บำนาญแห่งชาติ”  ของประเทศไทย​  จัดโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์​ (ท่าพระจันทร์)​ โดยระบุว่า​ ตัวเลขเงิน​ “บำนาญถ้วนหน้า” ผู้สูงอายุที่พูดกันอยู่ในขณะนี้คือ 3,000 บาท ซึ่งเข้าใจว่าเป็นระดับที่ทุกคนเห็นร่วมกันแล้ว ใช้งบประมาณราว 4.2 แสนล้าน

หากจ่ายในอัตรา 3,000 บาทจริง จะช่วยให้ผู้สูงอายุที่อยู่ในเส้นความยากจนจากเดิม 6% จะสามารถลดลงเหลือ 1% แต่ถ้าอัตรา 2,000 บาท จะเหลืออยู่ที่ 2%

ในจำนวนเปอร์เซ็นต์ความยากจนที่เหลืออยู่นั้นเกิดจากหนี้สินตอนทำงาน และตอนเจ็บป่วย เช่น ภาวะติดบ้านติดเตียง ซึ่ง “พรรคก้าวไกล” ได้เสนอว่า ควรมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง โดยเก็บจากผู้สูงอายุจำนวน 200 บาทต่อคนต่อเดือน จะทำให้ได้เงินจำนวนประมาณ 3 หมื่นล้านบาทสำหรับรองรับในส่วนนี้

ดร.เดชรัต ระบุเพิ่มว่า รายได้ที่จะนำมาสร้างระบบ “บำนาญแห่งชาติ” นั้นต้องใช้ช่องทางในการปรับภาษี ดังนี้​ คือ 1. ขึ้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ ส่วนรายย่อยต้องลดลง จะนำมาสู่รายได้ราว 9 หมื่นล้านบาท 

2. ปรับ​ “ภาษี” เงินได้บุคคลธรรมดา และการลดหย่อนภาษี 3. ปรับภาษีที่ดินแบบรวมแปลงและรายแปลง ในส่วนนี้จะได้เงินประมาณ 1.5 แสนล้านบาท และ 4. ปรับภาษีความมั่งคั่งเป็น 0.5% จะให้ได้เงินราว 6 หมื่นล้านบาท 5. ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ลดงบกองทัพ ควบรวมธุรกิจทหาร​ ซึ่งจะลดได้ประมาณ 2 แสนล้านบาท​ หากคิดคำนวณตามงบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่ถึง​ 7%  

“เราชอบเอาเงินไปทำบุญ​มากกว่าการจ่าย ​”ภาษี” ฉะนั้นการจ่ายภาษีตรงนี้ก็เหมือนเป็นการทำบุญที่มีความเสมอภาค​และมีประสิทธิภาพที่สุด  ส่วนภาษี​ Vat  ภาพใหญ่ของประเทศ​  เรายังไม่ไปพูดถึง​ ยังไม่พร้อม เพราะเป็นเงินก้อนใหญ่​ เอาที่ได้กล่าวมาก่อน​ รวมๆ​ แล้ว​ 3​ ก้อนจะได้ประมาณ​ 6.5  แสนล้านบาท​ ดูแลทั้งผู้สูงอายุ​ เด็กเล็ก​ วัยทำงาน​ ผมคิดว่าคำตอบชุดนี้เราต้องทำให้คนไทยเห็นภาพว่า​ ภาษีที่เขาจ่ายมามันกลับคืนหาพวกเขาอย่างไร​ การเสียภาษีที่เต็มไปด้วยความภูมิใจ​”  ดร.เดชรัต​ กล่าวทิ้งท้าย​

10 พรรคการเมือง แสดงวิสัยทัศน์ เวทีดีเบตอนาคตประเทศไทย จ.สงขลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545562

26 มี.ค. 2566

10 พรรคการเมือง แสดงวิสัยทัศน์ เวทีดีเบตอนาคตประเทศไทย  จ.สงขลา

10 พรรคการเมือง ตบเท้าขึ้นเวทีดีเบตประเทศไทยที่ สงขลา เน้นย้ำตรงกัน แก้ปัญหาปากท้อง เรือประมง พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

ที่สวนสาธารณะแห่งใหม่เมืองสงขลา จ.สงขลา เครือเนชั่นกรุ๊ป จัดเวทีดีเบตอนาคตประเทศไทย เปิดเวทีภาคใต้ พบแม่ทัพพรรคการเมือง กับนโยบายกินได้ เพื่อให้แต่ละพรรคการเมืองได้แสดงวิสัยทัศน์ นโยบายต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบให้กับประชาชน ก่อนตัดสินใจลงคะแนนในการเลือกตั้ง2566ที่กำลังจะมาถึง

น.ต.ศิธา ทิวารี เลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย น.ต.ศิธา ทิวารี เลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย

น.ต.ศิธา ทิวารี เลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า เราเชื่อว่าการพัฒนาท้องถิ่น ไม่ว่าจะที่ไหนของประเทศ จะต้องส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น และองค์ประกอบต่างๆที่เป็นจุดแข็งของท้องถิ่นนั้นๆ ในท้องถิ่นภาคใต้ ส่วนของธุรกิจ หรือเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก เศรษฐกิจของหาดใหญ่นอกจากการท่องเที่ยว ก็มีในส่วนของสินค้าที่นำมาขาย ที่เราได้ยินกันอยู่แล้วคือตลาดกิมหยง เวลานี้เศรษฐกิจการค้าขายเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากที่เคยค้าขายที่หาดใหญ่ คนสามารถกดสั่งซื้อออนไลน์ได้ สงขลามีจุดแข็งอื่นๆจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้ อันดับแรกคือการท่องเที่ยว จุดแข็งมี 2 ส่วน อย่างแรกคือเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ทะเล ภูเขา แม่น้ำ ส่วนที่ 2 คือ วัฒนธรรมท้องถิ่น ทุกวันนี้เราได้ยินเรื่อง soft power บ่อยครั้ง เราต้องนำวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ามาร่วมและช่วยพัฒนา เป็นจุดขายและจุดแข็งของประเทศ ที่นักท่องเที่ยวอยากมาเที่ยว และการท่องเที่ยวเป็นธุรกิจหลักของประเทศ ภาคใต้มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย เราควรที่จะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ให้เป็นในระดับสากล และเราต้องมองจุดแข็งของคนไทยในการที่จะพัฒนาการท่องเที่ยวให้อยู่ในระดับนั้นอย่างไร เพื่อให้ชาวต่างชาติ เข้ามาใช้เวลาในภาคใต้ให้เยอะมากขึ้น 
 

ปัญหาเรื่องปากท้อง สินค้าราคาเกษตรตกต่ำ ซึ่งรับทราบกันดีอยู่แล้ว บางจะมาบอกจะยืนยันว่า สินค้าเกษตรจะราคาเท่านั้นเท่านี้ ส่วนตัวมองว่า มีการตลาดอย่างตรงไปตรงมา มีการตลาดอย่างเป็นธรรม คนที่เหนื่อยที่สุดอย่างชาวไร่ ชาวนา ควรจะได้รับผลตอบแทนที่สูง และต้องได้รับผลตอบแทนอย่างเป็นธรรม ส่วนเรื่องของประมง เช่นเดียวกันเราพูดถึงประมงพื้นบ้าน ประมงชายฝั่ง และประมงเชิงพาณิชย์ ซี่งในพื้นที่ที่กำหนดมามีข้อกำหนดมากมาย และมาเจอกับกฎหมายของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทำให้ไม่สามารถประกอบอาชีพได้เลย ชาวบ้านก็เดือดร้อนกันหมด เป็นสิ่งที่ต้องเข้ามาดูแล 
ในเรื่องของการกระจายอำนาจ เรามีเขตเปราะบางที่จะต้องเข้าไปดูแล ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ และในส่วนของจังหวัดอื่นที่จำเป็นจะต้องเข้าไปดูแลเช่นกัน โดยหลักการเราจะต้องดูในวัฒนธรรมท้องถิ่น ดูในหลักความเชื่อมั่นของคนในท้องถิ่นว่าเขารู้สึกอย่างไร ถ้าเราพัฒนยาท้องถิ่นให้เขาได้ ทำให้รู้สึกว่าการรวมเป็นประเทศไทย ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นอย่างไร ทุกคนก็จะมาร่วมไม้ร่วมมือกัน ถ้าเราแก้แบบเก่าก็จะได้แบบเก่า 
เรื่องธุรกิจสอดคล้องกับภูมิประเทศ กับพื้นที่ เช่น ธุรกิจอาหารฮาลาล สินค้าของไทยที่ส่าองออกไปทั่วโลกเป็นที่นิยมอย่างมาก เราต้องทำให้ทั้งภาคใต้และทั้งประเทศให้สอดคล้อง ทำให้เป็นสินค้าที่ประเทศเทศมุสลิมต้องการให้ได้ 
 

นโยบายสำคัญของพรรคที่จะมาสนับสนุนภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นบำนาญประชาชน3000 บาท กองทุนเครดิตประชาชน เราถือว่าประชาชนทุกคนมีเครดิต โครงการนี้จะทำให้คนไทยทุกคนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ 

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมการนโยบายเกษตร พรรคเพื่อไทยนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมการนโยบายเกษตร พรรคเพื่อไทย

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมการนโยบายเกษตร พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ถ้าพูดถึงเศรษฐกิจ ประชาชนทั่วประเทศนึกถึงแต่พรรคเพื่อไทย หลายปีที่ผ่านมา ประชาชนลำบาก มาภาคใต้สิ่งที่ไม่พูดไม่ได้คือเรื่องยางพารา ผ่านมา 8 ปี ยางพาราเหลือราคา 30 กว่าบาท เพื่อไทยจะทำให้ยางพารากลับมามีราคาอีกครั้งหนึ่ง พอยางถูก ปาล์มราคาถูก การประมงมีปัญหา ได้รับเสียงสะท้อนในพูดคุยร่วมกับกับนายกสมาคมยางพาราและสมาคมประมง22จังหวัดภาคใต้ ปัญหามีมากหลังออกพ.ร.ก.การประมงมา เรือประมงมี 4 หมื่นลำ ออกหากินได้ 1 หมื่นลำ ทันทีที่เพื่อไทยเป็นรัฐบาล ปัญหาอุปสรรคในการออกเรือยกเลิกทั้งหมด ทำให้ถูกหลัก ถูกต้อง ถูกวิธีการ และเป็นประมงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จากที่ไทยเคยส่งออกปลาทะเล ทุกวันนี้กลับต้องมาซื้อปลาเพื่อทำปลากระป๋อง ปัญหาต่างๆได้รับการสะท้อนมาอย่างต่อเนื่อง  และปัญหายาเสพเสพติดระบาดในภาคใต้ ประชาชนได้บ่นให้ฟัง สินค้าทำการเกษตรแพงขึ้น แต่ยาเสพติดกลับถูกลง กลายเป็นความเดือดร้อน ทันทีที่เพื่อไทยมา ยาเสพติดต้องหมดไปจากประเทศ จับได้ยึดทรัพย์ให้หมด นำเงินมาช่วยเหลือประเทศชาติ ปัญหาที่ดินเกี่ยวกับเอกสารสิทธิที่ดินทำกิน หลายพื้นที่สะท้อนว่าตรงไหนออกโฉนดได้ควรเร่งออก ถ้าได้เป็นรัฐบาลทำทันทีแก้ปัญหาการออกเอกสารสิทธิที่ดินทำกิน ในเรื่องปัญหาด้านโลจิสติก ในสงขลาจากด่านสะเดาต้องทำถนนอีกเส้น ที่สำคัญต้องยกเลิกค่าเหยียบแผ่นดิน เพื่อให้คนมาเยอะๆ เราไม่ใช่ประเทศด้อยพัฒนาไม่ต้องไปเก็บเงินส่วนนี้ 

นายนิกร จำนง ประธานคณะกรรมการนโยบาย และยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา นายนิกร จำนง ประธานคณะกรรมการนโยบาย และยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา

นายนิกร จำนง ประธานคณะกรรมการนโยบาย และยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า พรรคเรามีนโยบายพัฒนาภาคใต้และสงขลาชัดเจน นโยบายที่สำคัญ ทางภาคใต้ที่เรื่องราคาพืชผล จะมีการประกันราคายางพารา ปาล์มน้ำมัน เพราะเป็นสินค้าอ่อนไหว ส่วนผลไม้ต้องมีการจัดการ เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด และนโยบายใหม่ของพรรคคือ คาร์บอนเครดิต เซนเตอร์  จากข้อมูลยางพารามีประมาณ 10 ล้านไร่ หากขายในจำนวน 5.5 ตัน คำนวณเป็นตัวเงินจะได้เงิน 2.4 หมื่นล้านบาท ปาล์มน้ำมัน 5,120 ล้านบาท ไม้ผลยืมต้น ประมาณ 800 กว่าล้านบาท ปัจจุบันคาบอร์นเครดิต ตันละ 400 บาท ถ้าในอนาคตสามารถเพิ่มมูลค่าถึง 1,000 บาท จะเป็นเรื่องที่ดี 
ปัญหาใหญ่ของภาคใต้ขณะนี้คือเรื่องของภาคประมง ในภาคใต้ มีจำนวประมงพื้นบ้านที่จดทะเบียน 29,000 ลำ เรือประมงพาณิชย์ประมาณ 5,000 กว่าลำ ปัญหาที่เกิดจาก พ.ร.ก.ประมง ปี 2558 ที่มีข้อกำหนดอ้างอิง iuu ซึ่งเป็นกฎหมายที่เร็วและแรงเกินไป ทำให้ธุรกิจเรือประมงได้รับความเสียหายทั้งประเทศ การแก้ไขคือการใช้แนวทางพรรคการเมืองเข้าไปแก้ไขกฎหมาย 7 ฉบับ ปัจจุบันการแก้ไขผ่านวาระที่ 1 ไปแล้ว ร่างกฎหมายถึงขณะนี้ถึงมือของประธานรัฐสภาแล้ว รอรัฐบาลต่อไป ดังนั้นมีความตั้งใจที่จะกลับไปทำการแก้ไขกฎหมายนี้ในเสร็จสิ้น 
ส่วนนโยบายท่องเที่ยว ในภาคใต้มีพื้นที่อุทยานแห่งชาติอยู่ 39 แห่ง เฉพาะภาคใต้มีรายได้จากการท่องเที่ยว 3 แสนกว่าล้านบาท ต้องมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติแบบยั่งยืน  เรื่องความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ นโยบายที่จะต้องใช้คือ สร้างความหวัง บนพื้นฐานความมเข้าใจ และความจริงใจ เพราะคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ไม่มีความฝัน พึ่งอะไรไม่ได้ จึงไม่ได้ป้องกันเหตุที่จะเกิด ควรที่จะสร้างเมืองที่สามารถผลิตอาหารฮาลาลเพื่อการส่งออกไปยังประเทศมุสลิม ถ้ามีการพัฒนาเกิดขึ้น ความรุนแรงก็จะหายไป 
ด้านการพัฒนาสงขลา นำเสนอนโยบาย เมืองแฝดต่างบุคลิก เพราะสงขลาเป็นเมืองปิด เป็นเมืองทางผ่าน ต้องพัฒนาสงขลาให้เป็นเมืองสงบ น่าอยู่อาศัย และให้หาดใหญ่เป็นเมืองของธุรกิจและสีสัน  ซึ่งจะทำให้เกิดความน่าสนใจและการมาท่องเที่ยวมากขึ้น 

นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวว่า ประชาธิปัตย์ชัดเจนในยุทธศาสตร์สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ เช่น การตั้งธนาคารหมู่บ้าน ทุกหมู่บ้านจะมีธนาคารนี้ เงินทุนหมู่บ้านละ 2 ล้านบาท เพื่ออัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจฐานรากให้มากที่สุด รวมทั้งมีมาตรการในการดูแลธุรกิจSME จัดตั้งกองทุน SME 3 แสนล้านบาท เพื่อดูแลเศรษฐกิจขนาดเล็ก และเดินหน้าประกันรายได้ให้เกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นยางพารา ปาล์ม ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด การดูแลเกษตรกรที่ผ่านมาในช่วง 4 ปีที่ประชาธิปัตย์ดูแล 30 กว่าล้านคน ใช้เงิน 5 แสนกว่าล้านบาท ไม่มีร่ำไหล เพราะโอนตรงจากธนาคารถึงเกษตรกร และต้องมีการดูแลบชาวนา ครอบครัวละ 3 หมื่นบาท เพื่อเพิ่มผลผลิต เพิ่มการเก็บเกี่ยว และเรื่องสำคัญคือการออกโฉนดที่ดินตั้งเป้าหมาย 4 ปีทำให้ได้ 1 ล้านแปลง ที่ผ่านมาทำแล้ว ผ่านกองทุนกรมที่ดิน ได้จำนวน 3 แสนกว่าแปลง รวมถึงเรื่องการปลดล็อกให้ชาวประมง ต้องมีการแก้กฎหมายออกกฎหมายให้สำหรับประมงพาณิชย์ เพื่อฟื้นฟูธุรกิจประมงกลับคืนมา ส่วนประมงชายฝั่ง ประมงพื้นบ้าน จะมีกองทุนสนับสนุน ให้กับชมรมให้กับหมู่บ้าน  กองทุนละ 1 แสนบาททุกปี 3000 ชมรมจะได้ทั้งหมด เดินหน้าต่อในเรื่องการเจรจาการค้าเสรี ซึ่งล่าสุดได้มีการเจรจาการค้ากับ EU มาแล้ว หากสำเร็จจะสร้างรายได้ด้านการส่งออกให้กับประเทศอีกมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่จะเดินหน้าเรื่องการส่งออก สร้างรายได้ด้วยการค้า การส่งออก การเจรจาการค้าเสรีมากขึ้น อีกประมาณ 28 ประเทศ 
เรื่องการท่องเที่ยวเราจะใช้การพัฒนาการท่งอเที่ยวเข้าสู่ชุมชน ให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน ด้านการสร้างคน มีนโยบายเรียนฟรีถึงระดับปริญญาตรี และการดื่มนมโรงเรียนฟรี 365 วัน และการมุ่งสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ตราบใดที่ยังมีความรุนแรง สันติภาพเกิดขึ้นไม่ได้ ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายที่มีความเห็นต่างต้องพูดคุยกัน และสร้างสันติสุขตามมา นโยบายที่จะใช้กับพื้นที่คือ ยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพาะเลี้ยงชายฝั่ง หรือการทำให้เป็นเมืองปศุสัตว์ และจะทำให้ยะลาเป็นฮับของทุเรียน เป็นสิง่ที่จะสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ให้พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้พ้นจากความยากจน 

นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้านายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า

นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ที่จะทำให้กับสงขลาและภาคใต้ คือทำให้ทุกคนมีโอกาสที่จะได้ร่ำรวยเหมือนคนที่ชื่อจุรี ความสวยของจุรี มาจากความเป็นคนใต้คนหนึ่ง ที่มีโอกาสมีงานดีๆทำ เงินในกระเป๋า และมีรายได้เพียงพอต่อราคาสินค้าที่สูงขึ้นทุกวัน เราจึงต้องการมาสร้างรอยยิ้มให้ประชาชน ให้มีโอกาส มีรายได้ มีเงินในกระเป๋า ราคาสินค้าต้องไม่แพง  ต้นตอสินค้าราคาแพงมาจากต้นทุนราคาพลังงาน เราจะรื้อปัญหาเรื่องนี้ รื้อเรื่องน้ำมันแพง ค่าไฟฟ้าแพง  ต้องมีการสร้างโอกาสการกู้ยืมเงินในราคาดอกเบี้ยที่เป็นธรรม ไม่ต้องไปพึ่งพาการกู้ยืมนอกระบบ เรื่องถนน หาดใหญ่มีปัญหาเรื่องคุณภาพถนนมานาน เรามีนโยบายที่จะเพิ่มรายได้ให้กับท้องถิ่นทั่วประเทศ ให้สามารถเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ใช้เอง เพื่อสามารถพัฒนาพื้นที่ของตัวเองได้มากขึ้นเท่าตัว มีนโยบายสร้างมอเตอร์เวย์ทั่วประเทศ การพัมนาระบบรางจะต้องมีรถไฟวิ่งจากปาดังเบซาร์ หาดใหญ่ ถึงสงขลา 

ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกลศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล

ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า เป้าหมายของก้าวไกลมี 3 ข้อ เพื่อการเปลี่ยนแปลง การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต เชื่อว่าชาวใต้เห็นด้วยว่า อะไรจะดีขึ้นไม่ได้ ถ้าการเมืองยังไม่ดี  จะเริ่มต้นจากการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ให้ สสร.มาจากการเลือกตั้ง กระจายอำนาจให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ให้คนใต้ได้ตัดสินใจว่าจะให้ใครมาพัฒนา หมดเวลาของผู้ว่าราชการจังหวัดที่มารอเกษียณอายุราชการในภูมิภาคนี้ ปฏิรูปกองทัพ ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เอาทหารออกจากการเมือง ให้อยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน รัฐต้องโปร่งใส ไร้กลโกง ใช้ระบบ AIจับตรวจระบบการโกง ปฏิรูปตำรวจให้เป็นตำรวจของประชาชนอย่างแท้จริง ยาเสพติดจะไม่หมดไปถ้ายังมีส่วยตำรวจอยู่ 
ในเรื่องปากท้อง ปัญหาของพื้นที่ชายแดนใต้ เอกสารสิทธิที่ดินทำกินที่ยังไม่ได้ จะเสนอตั้งกองทุน 1หมื่นล้านบาท เพื่อพิสูจน์สิทธิที่ดินเป็นของประชาชนภายใน 4 ปี แก้ไขปัญหาของประชาชน 140,000 ครัวเรือน และที่ดินที่มีปัญหา 1.4 ล้านไร่ ของประชาชนภาคใต้ ทำการปลดหนี้เกษตรกร เกษตรกรสูงวัย อายนุเกิน 60 ปี ต้องได้รับการปลดหนี้ให้รัฐเช่าที่ดินในการปลูกไม้ยืนต้น เพิ่มการแปรรูปยางพารา ต้องแก้ปัญหาราคาปาล์มน้ำมัน ถ้าราคาน้อยกว่า 7 บาท ต้องเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลทันที ถ้าต่ำกว่า 4.50 บาท นำส่งเข้าไปเผาในโรงไฟฟ้าที่กระบี่ทันที พัฒนาดารท่งอเที่ยวด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจสีเขียว กระบี่จะเป็นพื้นที่นำร่องในการใช้พลังงานหมุนเวียน100% ประมงพื้นบ้านและพาณิชย์ต้องได้รับการฟื้นฟู ประมงพื้นบ้านต้องออกหากินได้นอกระยะ 3 ไมล์ทะเล ส่วนประมงพาณิชย์ต้องได้รับการลดโทษปรับให้เหลือเพียงโทษห้ามออกทำมาหากิน 
นโยบายมีอนาคต ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไม่ดี จากปัญหาโควิดทำให้เด็กและเยาวชนภาคใต้ต้องออกนอกระบการศึกษามากที่สุด จะมีระบบไม่ให้เด็กออกนอกระบบการศึกษา โดยใส่งบประมาณเพิ่ม 4,000 ล้านบาท ต้องมีการปฏิวัติหลักสูตรการศึกษา เปิดตลาดเสรีไฟฟ้า ไม่ต้องผูกขาดที่แค่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตและนายทุนพลังงานแค่หยิบมือเดียว ค่าไฟฟ้าลดลงทันที 70 สตางค์โดยการเปลี่ยนลำดับการใช้ก๊าซธรรมชาติ สวนยางพาราต้องมีมาตรฐานป่าไม้เพื่อความยั่งยืน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต และเพิ่,มูลค่าให้กับอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ยางพารา รวมทั้งการปักธงอุตสาหกรรมใหม่ในภาคใต้ เพื่อการผลิตยางรถยนต์สำหรับรถEV  เพื่อให้มีการใช้ยางพาราให้เพิ่มขึ้น 

ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ ประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางยุทธศาสตร์ภาคใต้ พรรครวมไทยสร้างชาติดร.ธนกร วังบุญคงชนะ ประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางยุทธศาสตร์ภาคใต้ พรรครวมไทยสร้างชาติ

ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ ประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางยุทธศาสตร์ภาคใต้ พรรครวมไทยสร้างชาติ  กล่าวว่า นโยบาย ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ เรื่องแรก บัตรสวัสดิการ พลัส 1000 บาท ต่อยอดจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 14.6 ล้านคน และสามารถกู้ฉุกเฉินได้อีก 1 หมื่นบาท เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ทุกช่วงวัย 1000 บาท ถัดมาเป็นกองทุนฉุกเฉินเพื่อประชาชน วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท เพื่อให้ประชาชนสามารถกู้เงินได้ มีเงื่อนไขในการกู้ให้น้อย จากความสำเร็จโครงการโคล้านครอบครัว จะต่อยอดด้วยการปล่อยเงินไปที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ไปที่กองทุนหมู่บ้าน ให้ประชาชนสามารถกู้เงินได้ 5 หมื่นบาท เรื่องการท่องเที่ยวจากความสำเร็จของแซนบ็อกซ์ ปี2566 ตั้งเป้านักท่องเที่ยว 27.5 ล้านคน เงินจะเข้าประเทศ 2.3 ล้านล้านบาท เรื่องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน มีรถฟ้าความเร็วสูง รถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์ ถนนเป็นหมื่นกิโลเมตรในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งจะทำต่ออย่างแน่นอน ในภาคใต้โครงการแหล่งน้ำ งบประมาณ 2 แสนกว่าล้านบาท สงขลาจังหวัดเดียว 3.7 หมื่นล้านบาท เรื่องสินค้าเกษตร มีกองทุนพยุงราคาสินค้า นโยบายทุกอย่างทำได้จริง 

นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ
นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า  จะรักพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณหรือไม่ก็ตาม อย่าสร้างมรดกความยากจนให้ลูกหลาน ตลอด 30 ปีที่ตนอยู่ในการเมือง ปัญหาความยากจนเป็นเรื่องสำคัญของภาคใต้ รวมทั้งเจอการประกาศไม่เลือกพรรคการเมืองหนึ่ง ภาคใต้ไม่พัฒนา บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเพิ่มเป็น 700 บาท และต่อไปนี้ ผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีจะมีค่าใช้จ่ายให้ 3000 บาทต่อเดือน อายุ 70 ปีให้ 4000 บาท และตั้งแต่ชุมพรจนถึงสงขลา ขอประกาศล้มบ้านใหญ่ทุกจังหวัด เพื่อเปลี่ยนภาคใต้

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ  กล่าวว่า ให้ความสำคัญประชาชน เป็นพรรคเพื่อประชาชน ประชาชนมีความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม การปกครองในระบอบประชาธิปไตย จะต้องให้เกียรติ ให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในช่วง 4 ปี หรือ 8 ปี ที่ผ่านมา 5 จังหวัดชายแดนใต้ ปัตตานียากจนที่สุด จะเลือกของเก่า เพื่อให้ยากจนต่อไปหรือไม่  นราธิวาสยากจนที่สุดอันดับ 2 นี่คือการบริหารประเทศที่ไม่ให้ความสำคัญกับประชาชน จึงนำเสนอนโยบาย 4 ชุดสำคัญของพรรค 1.สร่างประชาธิปไตยให้กับชุมชน คืนอำนาจให้ประชาชน วันนี้เราได้แต่รัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้ประชาธิปไตย ดังนั้นการจะคืนสิทธิ อำนาจ ให้ประชาชน น่าจะถึงเวลาแล้วที่ควรจะโอนงบประมาณของส่วนกลาง ให้องค์กรส่วนท้องถิ่นอย่งาน้อย 40 % ใน 2ปี และ 50 %ในปีที่ 4 
2.แก้รัฐธรรมนูญ โดยให้ประชาชนเป็นผู้ร่าง และต้องมีการคืนสิทธิให้ประชาชน โดยมีการกำหนดกฎหมายให้ประชาชนมีสิทธิและที่ดินทำกิน  จะต้องมีการปฏิรูปที่ดิน ใครเป็นครอบครัวเกษตรกร ต้องมีที่ดินอบ่างน้อย 20 ไร่ การที่ไม่ใช้กฎหมายที่ดินการเก็บภาษีที่ดิน ทำให้คนมองที่ดินเป็นสินทรัพย์ ตัวเลขงานวิจัยชี้ว่าคนบางคนมีที่ดินถึง 6 แสนไร่  ต้องมีการแก้ไขกฎหมายป่าไม้และที่ดิน โดยเฉพาะจะต้องทำอย่างไรก็ตาม ที่จะทำให้ใครที่ไปบุกรุกที่ประชาชน  จะต้องคืนที่ดินให้ประชาชน รวมทั้งจะให้มีการสร้างสวัสดิการเพื่อสร้างคน และให้คนไปสร้างสังคม ไปสร้างชาติ เด็กตั้งแต่ในครรภ์ต้องได้ 4500 บาท และต้องได้เรียนฟรี 

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า นโยบายสำคัญของพรรค มี 2 เรื่องก็คือ การพักหนี้ พักดอก เป็นเวลา 3 ปี เมื่อมีการพักหนี้ จะไม่มีการนำดอกเบี้ยไปพอกเป็นต้น เงินในส่วน 3 ปีไม่ต้องชำระต้น ชำระดอก จะเป้นการนำมาฟื้นฟูเศรษฐกิจในครอบครัว หลังเจอวิกฤตโควิดที่ผ่านมา เรื่องที่ 2 การทำเงินประกันอายุ 60 ปี เพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัย จึงต้องให้หลักประกันเมื่อเราจากโลกนี้ไป ลูกหลานไม่ต้องเดือดร้อน ให้วงเงินประกัน 1 แสนบาท โดยไม่ต้องจ่ายค่าประกัน วงเงิน 1 แสนบาทสามารถกู้ยืมเพื่อนำมาใช้ประกอบธุรกิจได้ หรือทำอะไรก็ได้ เมื่อเสียชีวิต ก็มารับเงินส่วนที่เหลือไป ด้านการท่องเที่ยว จะแบ่งภาคใต้ออกเป็น 4 คลัสเตอร์  กลุ่มแรก เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์  ชุมพร ระนอง  กลุ่มที่2ในการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งอันดามัน 5 จังหวัด กระบี่ พังงา ภูเก็ต ตรัง สตูล จัดเป็นพื้นที่พัฒนาพื้นที่พิเศษ โดยเฉพาะ พังงา เราจะพัฒนาเป็นที่ท่องเที่ยวโลว์คาร์บอน ที่เกาะคอเขา ภูเก็ต จังหวัดที่เป็นสมาร์ทซิตี้ กระบี่ เมืองแห่งสปา ใช้พื้นที่อ.คลองท่อม ซึ่งมีน้ำพุร้อนน้ำเค็มแห่งเดียว  ฝั่งพื้นที่อ่าวไทย ตั้งแต่สุราษฏร์ธานี  นครศรีธรรมราช สงขลา และ พัทลุง จะเป็นการท่งอเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ รื้อฟื้นเรื่องราวอาณาจักรศรีวิชัย และเมื่อเร็วๆนี้ มีการประกาศประกาศพื้นที่ท่องเที่ยวชายของบทะเลสงขลา 3 จังหวัด 15 อำเภอ 142 ท้องถิ่น  นั่นหมายความว่า จะมีการพัฒนาพื้นที่ชุมชนการท่องเที่ยวโดยรอบทะเลสาบสงขลา 142 ท้องถิ่น ในส่วนของพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ จะพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยวเชิงพหุสังคม ในเรื่องของศิลปะเพราะพี่น้องจังหวัดชายแดนใต้ มีความเชี่ยวชาญและความรู้สึกในเรื่องของศิลปะ และเรื่องการสร้างการท่องเที่ยวสู่สันติภาพ เพื่อความยั่งยืน จะต้องแปรจากภาพความไม่สงบเป็นแหล่งท่องเที่ยว ดึงนักท่องเที่ยวจะทุกมุมโลก ที่มีความขัดแย้งมาเที่ยว จะทำให้ความขัดแย้งหายไป 

มุมมอง ‘ทิชา ณ นคร’ หลังเลือกตั้งปัญหาความเหลื่อมล้ำแก้ไม่หาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545558

25 มี.ค. 2566

มุมมอง 'ทิชา ณ นคร' หลังเลือกตั้งปัญหาความเหลื่อมล้ำแก้ไม่หาย

‘ทิชา ณ นคร’ เชื่อ หลังเลือกตั้งปัญหาความเหลื่อมล้ำยังอยู่ ซ้ำร้ายนักการเมืองใช้ความจนเป็นจุดขาย เหยียบเข้าสภา แซะพรรคการเมืองมัวแห่ออกนโยบาย แจก แถม ให้ แต่ไม่กล้าปฏิรูประบบราชการ กลัวฐานเสียงหาย หวัง ‘นายกรัฐมนตรีคนที่ 30’ ทันสมัย ไม่บ้าอำนาจ

เมื่อวันที่ 25 มี.ค. นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกาญจนาภิเษก เปิดเผยกับคมชัดลึกถึงประเด็นหลังเลือกตั้งปัญหาความเหลื่อมล้ำจะลดลงหรือไม่ว่า ขณะนี้ดูเหมือนประชาชนต้องแสดงความเป็นคนจนอยู่ พอหลังการเลือกตั้งเราจะต้องจนกันให้จริง จนกันอย่างหนัก และเราก็จะกลายเป็นคนที่รอรับทุกอย่าง มีบัตรในลักษณะอื่นๆออกมาเพื่อยืนยันว่า คนไทยที่ยากจน

เช่นนี้แล้วจะลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างไรในเมื่อความจนถูกนำมาขายทางการเมืองไปแล้ว ซ้ำไปกว่านี้ หากพิสูจน์ได้ว่านโยบายความจนขายได้ ทำให้พวกเขาเข้าไปนั่งในสภาได้ ก็จะถูกใช้แบบนี้ไปอีกนานหลายสิบปี ดังนั้นเป็นเรื่องที่คนไทยจะต้องทำความเข้าใจว่า “เราและความจนไม่ใช่สินค้าของพรรคการเมือง”
 

ส่วนก่อนการเลือกตั้งจะเห็นว่า พรรคการเมืองพยายามนำเสนอนโยบายที่จะซื้อใจ พยายามที่จะให้ แต่ไม่ได้พูดถึงว่า ระยะยาวทำอย่างไร หรือใช้งบประมาณเท่าใด ทุกวันนี้ก็ไม่สามารถหวังพึ่งพรรคการเมืองได้ รวมถึงกลุ่มข้าราชการที่เป็นกลุ่มใหญ่ของประเทศ อยู่กับปัญหามาตลอด ทั้ง 2 สิ่งนี้ ไม่ได้ทำให้ประเทศนี้ทรงพลังหรือเปลี่ยนไปหรือตอบโจทย์ปัญหาในอดีตไม่มีเลย ทำให้สงสัยว่าหลังการเลือกตั้งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรในเมื่อก่อนเลือกตั้งก็พูดแต่เรื่องของการแจก แถม ให้ ประชานิยม 

แน่นอนหลายเรื่องเห็นว่าจำเป็นอยู่แล้ว เช่น หลักประกันค่าตอบแทนเงินเดือน แต่อีกมุมนึงก็ไม่ได้ถูกทั้งหมดโดยเฉพาะนโยบายสาธารณะที่มีวิสัยทัศน์และที่สำคัญบางพรรคยังพูดถึงการที่จะทำให้แสงสว่างกับสังคม แต่ตรงกันข้าม กลับเพิ่มด้านมืดของสังคม เช่น นโยบายกัญชา เราเชื่อเรื่องกัญชาทางการแพทย์ แต่ต้องการจัดการดีกว่านี้ไม่ใช่ทำให้กัญชากลายเป็นของที่อยู่ในตลาดทุกคนเข้าถึงง่าย ซึ่งมองว่านี่คือ วิสัยทัศน์ของนักการเมืองหรอ

ส่วนนโยบายหาเสียงหลายพรรคคไม่ได้แหลมคมหรือทำให้รู้สึกว่าประชาชนมีความหวังเลย เน้นการแจก แถม ให้ ทำให้ทุกพรรคออกนโยบายคล้ายกัน ยังไม่เห็นความกล้าหาญของพรรคไหนที่กล้าประกาศชัดเจน จะทำให้อำนาจรัฐ ราชการเล็กลง เพราะจำนวนข้าราชการที่เลือกตั้งมีถึงหลักแสนหลักล้านคน เหมือนเป็นการเมืองยุคเก่าๆ ทำไมไม่พูดถึงเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสังคมได้จริงๆ


ส่วนอนาคตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 หวังว่า จะเป็นคนที่ไม่เชื่อว่าอำนาจเป็นสิ่งที่นำไปสู่การแก้ปัญหา หากคิดเช่นนั้นอยากให้คนเหล่านี้กลับไปอยู่บ้านอย่ามาปรากฏตัวในพื้นที่ทางการเมืองเลย เพราะการเมืองสมัยใหม่ต้องการการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนและยอมรับความคิดที่แตกต่าง ดังนั้นคนที่จะมาเป็นผู้นำทางการเมืองมาตัดสินใจนโยบายสาธารณะจะต้องเป็นคนที่แหลมคมก้าวทันโลกอย่างกลมกลืน ไม่ใช่อะไรก็ถามแต่ข้าราชการ หรือ อะไรก็คิดว่าอำนาจแก้ได้ หรือ กฎหมายจัดการได้ทันที คนแบบนี้จัดอยู่ในประเภทที่ใช้คำว่า “ล้าหลัง” ที่ผ่านมาประเทศไทยมีรัฐบาลล้าหลัง เพราะเชื่ออำนาจนิยมจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ความจริงคือการนำปัญหาไปซุกไว้ที่ใดที่หนึ่งเท่านั้น