นายกฯ กำชับ “เงินเยียวยา” นักเรียน-นักศึกษา ต้องถึงมือผู้ปกครองเด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481439

01 ก.ย. 2564

“รัชดา ธนาดิเรก” เผย มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา โอนแล้ว 2.17 หมื่นล้านบาท เร่ง “เงินเยียวยา” นักเรียน-นักศึกษา นายกฯ กำชับเงินต้องถึงมือผู้ปกครองเด็ก

วันที่ 1 กันยายน 24564 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีมาตรการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนักเรียนและนักศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19

ขณะนี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ดำเนินการ โดยมีความคืบหน้าดังนี้

กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ได้เริ่มการเบิกจ่ายเงินสำหรับโครงการ “อว.ลดค่าเทอม” แล้วตั้งแต่ 26 ส.ค.2564 สำหรับมหาวิทยาลัยและสถาบันที่ได้จัดส่งข้อมูลผ่านการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้อง ขณะนี้มีจำนวน 29 แห่ง รวมเป็นเงิน 2,250 ล้านบาท

ซึ่งมหาวิทยาลัย/สถาบันอุดมศึกษาจะนำไปใช้ลดค่าเทอมและค่าธรรมเนียมการศึกษาภาคเรียนที่ 1/2564 ในสัดส่วนเงินสนับสนุนจากรัฐบาลตามหลักเกณฑ์และวิธีการ

ทางกระทรวงฯ ได้เร่งติดตามและตรวจสอบระบบการเบิกจ่ายเงินอย่างใกล้ชิด เงินทุกบาทที่รัฐบาลสนับสนุน ต้องถึงมือนิสิตนักศึกษา คืนให้กับคนที่ได้ชำระค่าเทอมและค่าธรรมเนียมการศึกษาไปแล้ว หรือใช้ลดค่าเทอมและค่าธรรมเนียมการศึกษา

สำหรับผู้ที่กำลังจะชำระเงิน โดยมหาวิทยาลัยไม่เก็บเงินดังกล่าวไว้แต่อย่างใด ทั้งนี้ ได้ขอความร่วมมือมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งให้เร่งตรวจสอบและยืนยันข้อมูลนักศึกษาส่งมาที่กระทรวงโดยเร็ว เพื่อดำเนินการอนุมัติเบิกจ่ายแก่สถาบันที่เหลือ อีกประมาณ 100 กว่าแห่ง ให้เป็นไปตามเป้าหมายและกรอบระยะเวลาต่อไป

ส่วนการจ่ายเงินเยียวยาผู้ปกครองและนักเรียน จำนวน 2,000 บาท กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับงบประมาณ จำนวน 1.95 หมื่นล้านบาท สำหรับเด็กนักเรียน 9.79 ล้านคน เมื่อ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา

และทำการจัดสรรไปยังหน่วยงานที่กำกับดูแลแล้ว ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 

โดยแต่ละสำนักงาน จะโอนเงินไปให้โรงเรียนภายใต้สังกัดต่อไป และโรงเรียนจะโอนเงินหรือจ่ายเป็นเงินสด (หากไม่สามารถโอนเงินได้) ถึงมือผู้ปกครองตั้งแต่วันที่ 1-7 ก.ย. ซึ่งผู้ปกครองที่ไม่ได้รับเงินภายในเวลาดังกล่าว ขอให้ติดต่อโรงเรียนที่บุตรหลานศึกษาอยู่ หรือโทร หมายเลข 1579 / 1693

“นายกรัฐมนตรีกำชับให้ทั้งสองกระทรวง ติดตามตรวจสอบระบบการจ่ายเงินอย่างใกล้ชิด ทุกขั้นตอน ไม่ให้มีการทุจริต ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส และต้องถึงมือผู้ปกครองนักเรียน และนักศึกษาอย่างครบถ้วน”น.ส.รัชดา กล่าวในที่สุด

อัปเดตตารางโอน “เงินเยียวยานักเรียน” เริ่มโอน 31-ส.ค.-ต้นก.ย. 64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481117

01 ก.ย. 2564

“เงินเยียวยานักเรียน” พร้อมจ่าย ทั้งโรงเรียนรัฐบาล และเอกชน โดยเริ่มจ่ายตั้งแต่ 31 ส.ค.ถึงต้นเดือนก.ย. 64 นี้

ความคืบหน้าแนวทางในการช่วยเหลือนักเรียน ผู้ปกครอง และครู ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตามมาตรการลดภาระทางการศึกษาของรัฐบาลนั้น ในส่วนของเงินเยียวยานักเรียน รัฐบาลจะจ่ายให้นักเรียนทุกคน ทุกสังกัด ทั้งภาครัฐและเอกชน ระดับอนุบาล-ม.ปลาย และ ปวช./ปวส. ทั่วประเทศ คนละ 2,000 บาท ยอดรวมกว่า 11 ล้านคน วงเงินราว 21,600 ล้านบาท

อัปเดตตารางโอน "เงินเยียวยานักเรียน" เริ่มโอน 31-ส.ค.-ต้นก.ย. 64อัปเดตตารางโอน “เงินเยียวยานักเรียน” เริ่มโอน 31-ส.ค.-ต้นก.ย. 64

โดยหลังจากกระทรวงการคลังจัดสรรงบประมาณแล้ว จะโอนเงินให้ 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (โรงเรียนเอกชน/กศน.) สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เขตพื้นที่การศึกษาของรัฐ) และสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (วิทยาลัย อาชีวศึกษา/เทคนิค) ภายใน 5-7 วัน

ผู้ปกครองสามารถตรวจสอบสิทธิกับสถานศึกษาถึงวิธีการรับเงิน ทั้งผ่านเลขบัญชีธนาคาร พร้อมเพย์ หรือรับเงินสด โดยจะเริ่มโอนเงินภายในวันที่ 31 ส.ค. – ก.ย.2564 เป็นต้นไป

อัปเดตตารางข้อมูลสำหรับผู้ได้สิทธิ

  • โรงเรียนรัฐบาล / เขตพื้นที่การศึกษา /หรือโรงเรียนในสังกัดวิธีรับเงิน โอนเข้าบัญชี/เงินสด ตั้งแต่ 5 กันยายน 64
  • โรงเรียนเอกชน / จ่ายตามรายชื่อนักเรียน/ค่าใช้จ่ายรายหัววิธีรับเงิน โอนเข้าบัญชี/เงินสด ตั้งแต่ 7 กันยายน 64
  • กศน จว./กศน.เภอ / วิธีรับเงิน รับเป็นเงินสดตั้งแต่ 7 กันยายน 64
  • ปวช – ปวส/ผู้ปกครองไปรับที่สถานศึกษา/เงินสด/ตั้งแต่ 5 กันยายน 64


การตรวจสอบผ่านทางเว็บไซต์

โรงเรียนรัฐบาล เช็กที่นี่  https://student.edudev.in.th 

โรงเรียนเอกชน เช็กที่นี่ https://regis3.opec.go.th/

วิทยาลัยอาชีวศึกษา/เทคนิค เช็กที่นี่ https://www.vec.go.th/

เช็กที่นี่ ประกาศรายชื่อรร. ที่อนุญาตให้ “เปิดเรียนเต็มรูปแบบ” 1 ก.ย.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481354

31 ส.ค. 2564

ศบค.จังหวัดอุตรดิตถ์ ออกประกาศ อนุญาตให้โรงเรียน ใน 4 อำเภอ “เปิดเรียนเต็มรูปแบบ” ได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 64 พร้อมเผยรายชื่อโรงเรียนแนบท้าย

นายผล ดำธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ประธานคณะกรรมการโรคติตต่อจังหวัดอุตรดิตถ์ ผู้กำกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ออกประกาศอนุญาตให้สถานศึกษาจัดการเรียนการสอนแบบเต็มรูปแบบ พร้อมรายชื่อโรงเรียนแนบท้ายประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดอุตรดิตถ์ มีใจความดังนี้

เรื่อง มาตรการเฝ้าระวังและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) (ฉบับที่ 33)

ตามที่ได้มีประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดอุตรดิตถ์ ฉบับที่ 27 ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2564

ให้โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษางตการจัดการเรียนการสอนแบบ Onsite ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2564 ถึงวันที่

31 สิงหาคม 2564 นั้น

เนื่องจากสถานกรณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ในบางพื้นที่มีแนวโน้มผู้ติดเชื้อลดลงและเป็นไปในแนวทางที่ดีขึ้น ที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังทวัดอุตรดิตถ์ในคราวประชุม ครั้งที่ 39/2564 เมื่อวันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม 2564 ได้มีการพิจารณาความพร้อมของสถานศึกษา เพื่อพิจารณาการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบที่เหมาะสมของแต่ละพื้นที่

ดังนั้น เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาทุกแห่งในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (COVID – 19) เป็นไปด้วยความเรียบร้อย 

อาศัยอำนาจตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.๒๕๕๘ ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2579 ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2563 และข้อกำหนดฯ ฉบับที่ 24 ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2564

ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดอุตรดิตถ์จึงกำหนดมาตรการและแนวทางสำหรับการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาทุกแห่ง ดังนี้

ข้อ 1 คำว่าโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาในประกาศฉบับนี้หมายรวมถึง โรงเรียน หรือสถาบันการศึกษาสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์ สังกัดเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา พิษณุโลก-อุตรดิตถ์(จังหวัดอุตรดิตถ์)โรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานการอาชีวศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์ 

สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยรวมทั้งโรงเรียน หรือสถาบันการศึกษาเอกชน หรือสถาบันการศึกษาอื่นๆที่มีลักษณะเดียวกัน สถาบันกวดวิชา หรือโรงเรียนกวดวิชาที่ได้รับใบอนุญาตหรือยังมิได้รับใบอนุญาตทุกแห่งในเขตพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์

ข้อ 2 มาตรการสำหรับโรงเรียน หรือสถาบันการศึกษา กรณีที่ผ่านการตรวจประเมินความพร้อม ตามเกณฑ์การประเมินที่ทางราชการกำหนด และผ่านการพิจารณาความเห็นชอยจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดอุตรดิตถ์แล้วให้จัดการเรียนการสอนในรูปแบบ n-site (เรียนในห้องเรียน)ได้ โดยโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาจะต้องจัดให้มีการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนด DMHTTA อย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ ให้โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาตามบัญชีแนบท้ายประกาศฉบับนี้สามารถจัดการเรียนการสอนได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 เป็นต้นไป

ข้อ 3 มาตรการสำหรับโรงเรียน หรือสถาบันการศึกษานอกจากข้อ 1 ให้งดทำการเรียนการสอน

แบบ Onsite จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น โดยให้พิจารณาจัดการเรียนการสอนในรูปแบบที่เหมาะสม อาทิเช่น เรียนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (On-line) เรียนผ่านช่อง DLTV (KU-BAND) (On-air) เรียนผ่านแอพพลิเคชัน (On-demand) หรือเรียนที่บ้านโดยหนังสือเรียนแบบฝึกหัด (On-hand

ข้อ 4 มาตรการสำหรับการติดตาม กำกับดูแล ประเมินผล และบังคับใช้มาตรการป้องกันโรคให้ศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคอำเภอ(ศปก.อ.) ประสานการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่และเพิ่มความเข้มงวดในการเข้าตรวจสอบการปฏิบัติหรือการดำเนินการของบุคคล สถานที่ กิจการ หรือกิจกรรมต่างๆ ให้เป็นไปตามเงื่อนไข เงื่อนเวลา การจัดระบบและระเบียบ 

รวมทั้งมาตรการ ป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนด ในกรณีที่พบผู้ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ว่ากล่าวตักเตือนและสั่งให้ผู้นั้นปฏิบัติให้ถูกต้อง ถ้าผู้นั้นไม่ปฏิบัติตามให้ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ ปฏิบัติตามประกาศ หรือคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดอุตรดิตถ์ย่อมมีความผิดตามมาตรา 18 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ซึ่งอาจต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ/หรือความผิดตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2548

เนื่องจากเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนหากปล่อยให้เนิ่นช้าาไปจะก่อให้เกิดผลเสียหาย อย่างร้ายแรงแก่สาธารณชนหรือกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงไม่อาจให้คู่กรณีใช้สิทธิโต้แย้งตามมาตรา 30 วรรคสอง (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

ประกาศ ณ วันที่ 31 สิงหาคม ฟ.ศ. 2564

(นายผล ดำธรรม)

ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์

ประธานคณะกรรมการโรคติตต่อจังหวัดอุตรดิตถ์

ผู้กำกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจังหวัดอุตรดิตถ์

ทั้งนี้ บัญชีรายชื่อโรงเรียนหรือสถบันการศึกษาที่เปิดจัดการเรียนการสอนได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 เป็นต้นไป

แนบท้ายประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดอุตรดิตถ์ ฉบับที่ 33 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2564

1.โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาในเขตพื้นที่อำเภอท่าปลา จำนวน 15 แห่ง

(1) โรงเรียนท่าแฝกอนุสรณ์ 2

(2) โรงเรียนชุมชนผาเลือดวิทยาคาร

(3) โรงเรียนนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่านสงเคราะห์ 1

(4) โรงเรียนนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่านสงเคราะห์ 2

(5) โรงเรียนบ้านย่านดู่

(6) โรงเรียนบ้านซำบ้อ

(7) โรงเรียนบ้านน้ำสี

(8.) โรงเรียนบ้านน้ำต๊ะ

(9) โรงเรียนนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่านสงเคราะห์ 5

(10) โรงเรียนคุรุประชาสรรค์ศึกษา

(11) โรงเรียนอนุบาลท่าปลา (ชุมชนร่วมจิต)

(12) โรงเรียนบ้านน้ำหมัน

(13) โรงเรียนบ้านวังหัวดอย

(14) โรงเรียนบ้านนาต้นโพธิ์

(15) โรงเรียนจริมอนุสรณ์ 1

2. โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาในเขตพื้นที่อำเภอน้ำปาด จำนวน 6 แห่ง

(1) โรงเรียนบ้านนาผักฮาด

(2) โรงเรียนบ้านโป้งพาน

(3) โรงเรียนบ้านห้วยโป่ง

(4) โรงเรียนบ้านห้วยผึ้ง

(5) โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 13

(6) โรงเรียนป่ากั้งวิทยา

3.โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาในเขตพื้นที่อำเภอฟากท่า จำนวน 8 แห่ง

(1) โรงเรียนวัดโพธิ์ชัย

(2) โรงเรียนวัดปากไพร

(3) โรงเรียนบ้านนาไพร

(4) โรงเรียนวัดวังกอง

(5) โรงเรียนบ้านห้วยสูน

(6) โรงเรียนชุมชนวัดมหาธาตุ

(7) โรงเรียนบ้านห้วยลึก

(8.) โรงเรียนบ้านนาแซง

4.โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาในเขตพื้นที่อำเภอบ้านโคก จำนวน 14 แห่ง

(1) โรงเรียนบ้านปางคอม

(2) โรงเรียนบ้านบ่อเบี้ย

(3) โรงเรียนบ้านห้วยครั่ง

(4) โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 106

(5) โรงเรียนชด.ศึกษาสงเคราะห์ 1

(6) โรงเรียนน้ำลัดสามัคคี

(7) โรงเรียนวัดนาขุม

(8.) โรงเรียนบ้านม่วงชุม

(9) โรงเรียนวัดวังสัมพันธ์

(10) โรงเรียนบ้านน้ำแพ

(11) โรงเรียนวัดจอมแจ้ง

(12) โรงเรียนบ้านห้วยยาง

(13) โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบุญธรรม-บุญพริ้ง

(14) โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนยอดโพธิ์ทอง 1

ดูรายละเอียดเอกสารประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดอุตรดิตถ์

เจ๋ง“จุฬาฯ-มจพ.”พัฒนานวัตกรรมโคม UV-C น้องไฟฉาย รุ่นที่3 ฆ่าเชื้อโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481240

31 ส.ค. 2564

คณะแพทยศาสตร์-คณะวิศวะฯจุฬาฯ Smile Robotics และ มจพ. ร่วมพัฒนานวัตกรรม น้องไฟฉาย รุ่น3 โคม UV-C ฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อบุคลากรด่านหน้า ปลอดภัยมั่นใจ 100 %

ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 บุคลากรทางการแพทย์ถือเป็นกลุ่มคนด่านหน้าที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากต้องคลุกคลีกับผู้ติดเชื้อทุกวันต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ซึ่งเชื้อโควิด-19 สามารถล่องลอยอยู่ในอากาศได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แถมอยู่บนพื้นผิวต่างๆ ได้นานหลายชั่วโมงถึงนานนับวัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม ดังนั้น การฆ่าเชื้อสถานที่ปฏิบัติงานสำหรับบุคลากรด่านหน้าจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

เจ๋ง“จุฬาฯ-มจพ.”พัฒนานวัตกรรมโคม UV-C น้องไฟฉาย รุ่นที่3  ฆ่าเชื้อโควิด-19เจ๋ง“จุฬาฯ-มจพ.”พัฒนานวัตกรรมโคม UV-C น้องไฟฉาย รุ่นที่3 ฆ่าเชื้อโควิด-19

คณะแพทยศาสตร์ และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ห่วงใยในเรื่องนี้ จึงได้ร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และSmile Robotics พัฒนา Robocovid UV-C หรือ “น้องไฟฉาย” ฆ่าเชื้อโรคและสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้บุคลากรทางการแพทย์ โดยตั้งแต่การระบาดระลอกแรก คณะนวัตกรรมได้พัฒนาหุ่นยนต์มาแล้ว 2 รุ่น จนล่าสุด เผยโฉม “น้องไฟฉายรุ่น 3” การันตีประสิทธิภาพฆ่าเชื้อโรคได้เร็วและเข้มข้นกว่าเดิม

จุดเริ่มต้น “น้องไฟฉาย”

ศาสตราจารย์ นพ.สมรัตน์ จารุลักษณานันท์ ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ริเริ่มโครงการพัฒนาโคม UV-C ประสิทธิภาพสูงฆ่าเชื้อไวรัส COVID-19 เผยถึงแนวคิดจูงใจในการสร้างนวัตกรรมว่า

เจ๋ง“จุฬาฯ-มจพ.”พัฒนานวัตกรรมโคม UV-C น้องไฟฉาย รุ่นที่3  ฆ่าเชื้อโควิด-19เจ๋ง“จุฬาฯ-มจพ.”พัฒนานวัตกรรมโคม UV-C น้องไฟฉาย รุ่นที่3 ฆ่าเชื้อโควิด-19

“ในช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกแรก เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลทุกระดับล้วนมีความเสี่ยง ดังนั้นหากมีวิธีป้องกันการติดเชื้อและสร้างความปลอดภัยกับเจ้าหน้าที่ เราก็ไม่ลังเลที่จะทำ ซึ่งการสร้างสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้ปราศจากเชื้อมีความสำคัญมาก อย่างการทำความสะอาดหลังจากการใช้งานห้องต่างๆ เราก็คิดว่าจะทำอย่างไรให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลในเรื่องนี้ปลอดภัย ไม่ติดโรค”

ทีมจากคณะแพทยศาสตร์ นำโดย ศ.นพ.สมรัตน์ จึงได้ประสานขอความร่วมมือจากรองคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร.อนงค์นาฏ สมหวังธนโรจน์ และ รองศาสตราจารย์ ดร.โปรดปราน บุณยพุกกณะ ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวฯ จุฬาฯ เพื่อให้คิดค้นอุปกรณ์ฆ่าเชื้อโรคในห้องผ่าตัดโดยไม่เป็นอันตรายกับผู้ปฏิบัติงาน โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.บุญรัตน์ โล่ห์วงศ์วัฒน ภาควิชาวิศวกรรมโลหะการ และ ดร.เจนยุกต์ โล่วัชรินทร์ ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เป็นส่วนหนึ่งของคณะพัฒนานวัตกรรม

“โจทย์ของนวัตกรรมนี้คือการสร้างอุปกรณ์ที่ใช้ฆ่าเชื้อช่วงที่ไม่มีคนอยู่ปฏิบัติการณ์ในห้อง เป็นการฆ่าเชื้อเบื้องต้นเพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน ก่อนที่จะมีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเข้ามาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ เช็ดถูบนพื้นผิว ผนัง และอุปกรณ์ต่างๆ อีกครั้งด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อต่างๆ” ดร.เจนยุกต์กล่าว

ทำไมต้องน้องไฟฉาย “รังสี UV-C”

ดร.เจนยุกต์ อธิบายว่าในทางวิศวกรรม รังสี UV-C อยู่ในช่วงความยาวคลื่น 200 – 280 นาโนเมตร หรือเรียกว่าเป็นช่วง germicidal range ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงมากในการฆ่าเชื้อ ทั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา

“ความเข้มข้นของรังสี UV-C ที่ตกกระทบบนพื้นผิวมีความสำคัญกับการฆ่าเชื้อโรค เปรียบได้กับความเข้มข้นของสารเคมีที่ใช้ฆ่าทำความสะอาดเชื้อโรค ถ้ารังสีเข้มข้นมากก็ใช้เวลาน้อย ถ้าเข้มข้นน้อยก็ต้องใช้เวลามากขึ้น” ดร.เจนยุกต์ อธิบาย

“ความเข้มข้นของแสง (fluence) มีหน่วยวัดเป็นจูล/ตารางเซนติเมตร ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่าปริมาณความเข้มข้นของแสง UV-C ที่ประมาณ 1.2 จูล/ตารางเซนติเมตร หรือ 1,200 มิลลิจูล/ตารางเซนติเมตร เป็นอย่างน้อยสามารถฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้เวลาประมาณ 10 นาทีต่อ 1 จุด ตรงนี้เองเป็นที่มาของจำนวนหลอด UV-C ที่เราคำนวณเพื่อติดตั้งบนตัวหุ่นยนต์ รวมถึงองศาในการติดตั้งหลอดว่าต้องเอียงกี่องศาเพื่อให้มีความเข้มข้นเพียงพอที่จะฆ่าเชื้อได้”

“น้องไฟฉาย” ตั้งแต่รุ่นแรกจนรุ่นปัจจุบันเป็นฝีมือการอออกแบบของ คุณอดิศักดิ์ ดวงแก้ว วิศวกรหุ่นยนต์ แชมป์หุ่นยนต์กู้ภัยโลก 2 สมัย จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และ Smile Robotics โดยออกแบบให้หลอด UV-C เป็นหลอดขนาดยาวแนวตั้ง มีความสูงเท่ากับมนุษย์ที่ปฏิบัติงานจริงๆ ติดล้อเพื่อให้สามารถเคลื่อนที่ได้และควบคุมได้จากระยะไกล

“น้องไฟฉายรุ่นแรก ตัวหลอด UV-C ถูกติดตั้งในแนวตรง การฉายแสง (projection) ลงบนพื้นหรือบริเวณที่ตัวหุ่นยนต์วิ่งผ่านยังทำได้ไม่เต็มที่ คือ แผ่ลำแสงออกมาได้ประมาณ 3 เมตรโดยรอบ คิดเป็นพื้นที่คร่าวๆ ประมาณ 20-25 ตารางเมตร จึงมีการพัฒนาสู่การผลิตในรุ่นที่ 2 ซึ่งมีการทดลองเอียงตัวหลอด UV-C เพื่อเพิ่มพื้นที่ของรังสีที่ตกกระทบบนพื้นผิวได้มากกว่า ทั้งในเชิงการควบคุมพื้นที่และปริมาณความเข้มของรังสีซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการฆ่าเชื้อโรค” ดร.เจนยุกต์ เล่าถึงหุ่นยนต์ “น้องไฟฉาย” สองรุ่นที่ผ่านมา

“น้องไฟฉาย รุ่น 3” ฆ่าเชื้อโรคเข้มข้น รวดเร็ว ทุกทิศทาง

ไวรัสโควิด-19 เป็นเชื้อไวรัสที่ถูกฆ่าทำลายได้ง่ายอยู่แล้ว การทดสอบของทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ได้ผลสอดคล้องกับการทดสอบของทางคณะแพทย์และงานวิจัยในต่างประเทศ ที่พบว่าโดสความเข้มข้นของรังสีที่ใช้กับน้องไฟฉายสองรุ่นแรกสามารถฆ่าเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ 99.99 – 99.999 % ขึ้นไป

แต่น้องไฟฉายรุ่นที่ 3 ทำได้เหนือกว่านั้น คณะผู้พัฒนาได้ปรับปรุงและพัฒนาน้องไฟฉายรุ่นที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพในการกระจายรังสี UV-C ได้เข้มข้นขึ้น ในทุกทิศทุกทาง ช่วยร่นระยะเวลาในการฆ่าเชื้อลงเหลือเพียงจุดละ 3 นาที อีกทั้งมีขนาดเล็กกะทัดรัด สะดวกในการใช้งาน เคลื่อนย้ายและการจัดเก็บ เมื่อเทียบกับทั้ง 2 รุ่นที่ผ่านมา นอกจากนี้ น้องไฟฉาย 3 สามารถควบคุมการทำงานด้วยระบบ Internet of Things (IoT) หรือผ่านเครือข่าย 4G ทาง Smart Phone ทั้งระบบ Android และ IOS

“ในการตรวจสอบประสิทธิภาพการกำจัดเชื้อที่ระยะทางต่างๆ ทั้งที่ระดับพื้นดิน ระดับ 50 เซนติเมตรเหนือพื้น บนพื้นผิววัสดุต่างๆ ทั้งแก้ว พลาสติก โลหะ มีการนำเชื้อโรคอื่นๆ ที่ถูกกำจัดหรือฆ่าได้ยากกว่าไวรัสโควิด-19 หลายเท่า มาใช้ทดสอบเป็นคู่เทียบ (surrogate) ก็พบว่าหุ่นยนต์น้องไฟฉายสามารถฆ่าเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลตอบรับจากโรงพยาบาลอื่นๆ ที่ได้นำไปใช้ก็อยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยม” ศ.นพ. สมรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมถึงการตรวจสอบประสิทธิภาพหุ่นยนต์ไฟฉาย รุ่น 3 โดยภาควิชาวิสัญญีวิทยา ร่วมกับหน่วยแบคทีเรียวิทยา ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

น้องไฟฉายทุกรุ่นออกปฏิบัติการแล้ว พร้อมศึกษาพัฒนารุ่นต่อไป

ปัจจุบัน “น้องไฟฉาย 3” ได้ให้บริการฆ่าเชื้อทำความสะอาดแล้วในหลายโรงพยาบาลทั่วประเทศ เช่น ในห้องทำคลอดของแผนกสูตินารีเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และมีแผนขยายและส่งมอบน้องไฟฉายให้โรงพยาบาลอื่นๆ ที่สนใจด้วย

ดร.เจนยุกต์ กล่าวทิ้งท้ายถึงอนาคตของ “น้องไฟฉาย” รุ่นต่อไปว่า “ชนิดหลอด UV-C ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันอาจมีการปล่อยก๊าซโอโซนออกมา ซึ่งถึงแม้โอโซนจะสามารถช่วยฆ่าเชื้อและสลายไปได้เอง แต่ก็ข้อกังวลเรื่องการตกค้างของโอโซนที่อาจส่งผลกระทบต่อพื้นผิวอุปกรณ์ได้ ดังนั้น เราจึงกำลังศึกษามองหาหลอดประเภทอื่นที่มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานที่ดีที่สุด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แม้ว่าตัวที่เราใช้อยู่ก็มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากในระดับหนึ่งอยู่แล้วก็ตาม”

ผู้สนใจสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา หรือต้องการหุ่นยนต์ “น้องไฟฉาย” ไปใช้ในโรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนาม สามารถติดต่อหรือสอบถามที่ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทรศัพท์ (02) 256 4000 ต่อ 81513

ปลัดศธ. เผย “เงินเยียวยานักเรียน” 2,000 บาท ถึง ศธ.แล้ว เร่งโอนให้ผู้ปกครอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481186

30 ส.ค. 2564

สิ้นสุดการรอคอย “ดร.สุภัทร” ปลัดศธ. เผยเงินเยียวยานักเรียน 2,000 บาท ส่งถึง ศธ.แล้ว ขณะที่ “สพฐ.-สอศ.”เตรียมดีเดย์จัดสรรให้เสร็จภายใน 7 วัน

ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ เตรียมจ่ายเงินเยียวยานักเรียน ให้แก่ผู้ปกครอง 2,000 บาทต่อนักเรียน 1 คน ตามมาตรการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สำหรับนักเรียนในระบบการศึกษาไทย ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2564 นั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ส.ค.  2564 ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาผู้ปกครองและนักเรียน จำนวน 2,000 บาท ตามโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า ขณะนี้งบประมาณตามโครงการดังกล่าวได้ถูกส่งมาถึงกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรียบร้อยแล้ว

“ผมได้ส่งงบประมาณไปยังหน่วยงานที่กำกับดูแล คือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ให้กระจายไปสู่สถานศึกษาในสังกัดแล้ว”ปลัดศธ. กล่าว

สำหรับประเด็นก่อนหน้านี้ ศธ.ได้ส่งหนังสือถึงกระทรวงการคลัง ว่า เพื่อให้การเบิกจ่ายงบประมาณในส่วนนี้มีความสะดวกขึ้น ศธ. จึงเสนอให้มีการจ่ายเงินทั้งในรูปแบบโอนผ่านบัญชีธนาคาร และเงินสดนั้น อยู่ระหว่างการติดตามว่าจะสามารถดำเนินการในรูปแบบดังกล่าวได้หรือไม่ ทั้งนี้ตนคาดว่าเงินดังกล่าวจะถึงมือผู้ปกครองโดยเร็วที่สุด

แหล่งข่าวจากกระทรวงศึกษาธิการ เผยว่า ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ทราบว่าทางเลขาธิการกอศ.ได้โอนเงินเยียวยานักเรียนดังกล่าวไปยังสถานศึกษา ในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ทุกแห่งแล้วทั้งรัฐและเอกชน โดยทุกวิทยาลัยจะต้องดำเนินการเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน

เช่นเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)จะโอนเงินเยียวยานักเรียนไปยังบัญชีของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และให้เขตพื้นที่โอนต่อไปยังโรงเรียน เมื่อถึงบัญชีโรงเรียนแล้ว ขอให้โรงเรียนโอนเงินหรือจ่ายเงินถึงมือผู้ปกครอง โดยกระบวนการทั้งหมดขอให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน

“สจล.” นำร่อง 7 จังหวัดดูแล ผู้สูงอายุในชุมชนแบบไร้รอยต่อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481157

30 ส.ค. 2564

สจล. ผนึกกำลัง สบส. – กลุ่มทรู ปักธงปฏิรูป ระบบดูแลสุขภาพผู้สูงวัย-ทันตกรรมทางไกล ดึงดิจิทัลเทคโนโลยี ร่วมยกระดับบริการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนแบบไร้รอยต่อ นำร่อง 7 จังหวัด

30สิงหาคม2564 ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ เป็นผลจากอัตราการเกิดใหม่ของเด็กที่ลดลง

สวนทางกับประชากรกลุ่มผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมาพร้อมกับความเสื่อมถอยของร่างกายตามลำดับ โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิด-19และมลภาวะทางอากาศที่เกิดจากภัยพิบัติ จึงนับเป็นวาระสำคัญเร่งด่วนระดับชาติ

ที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งเครื่องระบบสาธารณสุข เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุขและการแพทย์อย่างทั่วถึง สจล. ในฐานะสถาบันการศึกษาที่มุ่งบูรณาการองค์ความรู้สู่การพัฒนานวัตกรรมขับเคลื่อนสังคมในหลากมิติ

จึงร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และ กลุ่มทรู ดำเนินโครงการ “พัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนแบบไร้รอยต่อ” เพื่อให้ผู้สูงอายุเป้าหมายในพื้นที่เข้าถึงระบบการดูแลสุขภาพโดยชุมชนมีส่วนร่วมกับทีมหมอครอบครัว นำร่อง7จังหวัด ได้แก่ จังหวัดลพบุรี สระบุรี เพชรบูรณ์ นครราชสีมา ระยอง ตรัง และสมุทรสงคราม

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวนับเป็นการผนึกความร่วมมือระหว่าง “ภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน” สู่การปฏิรูปด้านสาธารณสุขของประเทศ โดยที่สจล. ได้ให้การสนับสนุนด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีสุขภาพ โดยพัฒนาอุปกรณ์ ระบบการเก็บบันทึก การวินิจฉัยโดยปัญญาประดิษฐ์ และการจัดเก็บข้อมูลสุขภาพอย่างปลอดภัย

นอกจากจะเป็นการตอบสนองปัญหาและความต้องการด้านสุขภาพของผู้สูงอายุได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังช่วยสนับสนุนการจัดระบบการให้บริการสุขภาพให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

นับเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ของสถาบัน ในฐานะThe World Master of Innovationสู่การขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขและการแพทย์ไทย และจัดตั้งโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร (KMCH)เพื่อเป็นโรงพยาบาลที่พร้อมให้การดูแล รักษา และฟื้นฟูสุขภาพ รองรับสังคมแห่งอนาคตเพื่อการชราในถิ่นที่อยู่(Ageing in Place)โดยมุ่งเน้นการพัฒนาระบบสาธารณสุขทางไกล (Telehealth)ทันตกรรมทางไกล (Teledentistry)เชื่อมโยงการดูแลจากบ้านสู่โรงพยาบาล และพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์แบบครบวงจรแห่งแรกของไทย ภายใต้แนวคิด “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยรอด

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.)กระทรวงสาธารณสุขกล่าวเสริมว่ากรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชน โดยได้เริ่มดำเนินการพัฒนาแบบคัดกรองผู้สูงอายุในชุมชน (Community Screening)อย่างง่ายใน9ด้านสำคัญ พร้อมวีดิทัศน์เรียนรู้วิธีการคัดกรองด้วยตนเอง

โดยความร่วมมือทางด้านวิชาการจากมหาวิทยาลัยJUTENDOประเทศญี่ปุ่น กรมวิชาการต่าง ๆ ในกระทรวงสาธารณสุข และผู้แทนผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ตลอดจนราชวิทยาลัยในสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อคัดกรองความเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุ โดยใช้แบบคัดกรองดังกล่าวในจังหวัดพื้นที่นำร่องจากการคัดกรองนำไปสู่การวางแผน ออกแบบระบบบริการ และสามารถให้การดูแลส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี ในรูปแบบที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล โดยบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขระดับปฐมภูมิและชุมชน รวมถึง อสม. ภายใต้นโยบายระบบสุขภาพปฐมภูมิเข้มแข็ง คนไทยทุกครอบครัวมีหมอประจำตัว3คน

อย่างไรก็ตามสบส.มุ่งพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาพที่จำเป็น (Health Content) เพื่อให้ผู้สูงอายุเข้าถึงระบบการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และการบริการที่มีคุณภาพ เป็นการยกระดับไปสู่เป้าหมายการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนแบบไร้รอยต่อของประเทศไทยร่วมกัน ด้วยระบบสาธารณสุขทางไกล (Telehealth)และทันตกรรมทางไกล (Teledentistry)อย่างยั่งยืน

นายณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่นกล่าวว่า ความร่วมมือกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข และ สจล. ในโครงการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชนแบบไร้รอยต่อครั้งนี้ เป็นโอกาสอันดีที่กลุ่มทรูจะได้นำเทคโนโลยีสื่อสารดิจิทัล ร่วมดูแลคนไทย

โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ในชุมชนในจังหวัดต่างๆ ให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างทั่วถึง โดยกลุ่มทรูจะนำความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์จากการทำงานร่วมกับหลากหลายพันธมิตรในภาคสาธารณสุข ผสานกับความพร้อมและเทคโนโลยีดิจิทัลครบวงจรของกลุ่มทรูร่วมพัฒนาและออกแบบเว็บแอปพลิเคชันเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันของ อสม.หมอประจำบ้านในชุมชน และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในหน่วยบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สถานพยาบาลใกล้บ้าน

รวมถึง หมอครอบครัว หรือแพทย์เวชปฏิบัติครอบครัวในโรงพยาบาลชุมชน ในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุแบบบูรณาการ ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจคัดกรอง นัดหมายพบแพทย์ และติดตามอาการ พร้อมมีการประมวลผลและการจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทั้งยังช่วยให้โรงพยาบาลและสาธารณสุขจังหวัด สามารถบริหารจัดการด้านบุคลากรการแพทย์ที่มีจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

ทั้งนี้ กลุ่มทรู มั่นใจว่า โครงการนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนในการดูแลผู้สูงอายุแบบไร้รอยต่อร่วมกัน และจะเป็นอีกก้าวสำคัญ ที่จะได้ร่วมยกระดับการให้บริการด้านสาธารณสุขของไทย ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ทำให้คนไทยที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ได้รับบริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึง รวดเร็วทันท่วงที และสะดวกสบาย สอดคล้องกับเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นของกลุ่มทรูในการนำศักยภาพด้านโทรคมนาคมดิจิทัล เชื่อมโยงคนไทยพร้อมทั้งเสริมสร้างระบบนิเวศสาธารณสุข ยกระดับการดูแลสุขภาพอัจฉริยะ

ทั้งการเชื่อมต่ออุปกรณ์IoTตรวจวัดสุขภาพ บันทึกข้อมูลและประมวลผล ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

สำหรับพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU)ด้านการให้บริการเทคโนโลยีด้านการแพทย์และสาธารณสุข ภายใต้ “โครงการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชนแบบไร้รอยต่อ” ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน จัดขึ้นเมื่อวันที่30สิงหาคม ณ อาคารกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข โดยมี นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เป็นประธานในพิธี ติดตามความเคลื่อนไหวกิจกรรมของ สจล. ได้ที่www.facebook.com/kmitlofficial และ https://www.kmitl.ac.th

สสส. แนะ 3 เครื่องมือเพื่อการเรียนรู้สำหรับ “เด็ก”ในช่วง COVID-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481152

30 ส.ค. 2564

สสส. แนะ 3 เครื่องมือเพื่อการเรียนรู้สำหรับ”เด็ก”ในช่วง COVID-19 ชู การอ่าน – เล่นอิสระ – พื้นที่สร้างสรรค์ ช่วงคืนความสุขให้กับเด็ก

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ เปิดเวทีThaihealth Watch Talk หัวข้อ  เครื่องมือเพื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กในช่วง COVID-19  ชี้ เด็กยุคโควิดกำลังเผชิญหน้ากับภาวะเนือยนิ่ง เครียด ไร้สุข แนะนำ 3 เครื่องมือ “การอ่าน – เล่นอิสระ – พื้นที่สร้างสรรค์” เพื่อสร้างพัฒนาการที่สมวัย คืนความสุขให้กับเด็กในช่วงที่ต้องเผชิญหน้ากับการเรียนออนไลน์จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ขณะนี้ 

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า “สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเด็กในระยะยาว เกือบทุกครอบครัวกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาการเรียนออนไลน์ ทั้งเรื่องของเครื่องมืออุปกรณ์ ความไม่คุ้นชิ้นและการขาดกิจกรรมทางกาย

เราพบว่าเด็กไทยส่วนใหญ่ขณะนี้มีกิจกรรมทางกายน้อยลงมาก เราใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนเก้าอี้ เมื่อเคลื่อนไหวน้อย สมองก็จะเฉื่อยชา การเรียนรู้ไม่เกิดประสิทธิภาพ การเรียนออนไลน์ยังส่งผลกระทบต่อการเกิดโรคอ้วน ภาวะติดอินเทอร์เน็ต รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจจะแฝงมากับโลกออนไลน์

สสส. แนะ 3 เครื่องมือเพื่อการเรียนรู้สำหรับ "เด็ก"ในช่วง COVID-19สสส. แนะ 3 เครื่องมือเพื่อการเรียนรู้สำหรับ “เด็ก”ในช่วง COVID-19

เช่น การพนันออนไลน์ การกลั่นแกล้งออนไลน์ ฯลฯ จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ครอบครัวจะต้องมีเครื่องมือในการช่วยส่งเสริมสุขภาวะให้กับเด็ก เพื่อให้เด็ก ๆ  สามารถเผชิญหน้าและผ่านวิกฤตินี้ไปได้ทั้งในขณะนี้และในอนาคต 

สสส. แนะ 3 เครื่องมือเพื่อการเรียนรู้สำหรับ "เด็ก"ในช่วง COVID-19สสส. แนะ 3 เครื่องมือเพื่อการเรียนรู้สำหรับ “เด็ก”ในช่วง COVID-19

โดยคุณประสพสุข โบราณมูล ผู้ประสานงานเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก ได้นำเสนอเครื่องมือการเรียนรู้สำหรับเด็กที่ทุกครอบครัวสามารถเริ่มต้นทำได้เลยภายในบ้าน นั่นคือ การเล่นอิสระ

ผู้ใหญ่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การเล่นคือการเรียนรู้อย่างหนึ่งสำหรับเด็ก เป็นการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติติดตัวมากับเด็กทุกคน ในช่วงโควิดแบบนี้ แม้เด็กจะออกไปเล่นนอกบ้านไม่ได้ แต่ผู้ใหญ่สามารถจัดมุมหนึ่งของบ้านเพื่อให้เด็กเล่นอิสระได้ โดยใช้สิ่งที่มีอยู่ในบ้าน

ไม่ว่าจะเป็นกล่อง กระดาษ ขวดน้ำ ถังทราย หรือของใช้ในบ้านอื่น ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้ได้มากกว่าของเล่นสำเร็จรูป โดยในระหว่างการเล่น ขอให้ปล่อยให้เด็กได้เล่นอย่างอิสระ ผู้ใหญ่เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ ด้วยวิธีนี้จะทำให้เราได้มองเห็นศักยภาพและตัวตนที่ซ่อนอยู่ในเด็ก ซึ่งจะแสดงออกผ่านการเล่น

นอกจากจะเป็นการส่งเสริมพัฒนาการที่ถูกต้อง ตรงกับความต้องการของเด็กแล้ว ยังเป็นการช่วยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัว ลดความตึงเครียดจากสถานการณ์โควิดในขณะนี้อีกทางหนึ่งด้วย

ในส่วนของ คุณสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ได้กล่าวเสริมว่า “ยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาเด็กนอกจากการเล่น ก็คือการอ่าน  สถานการณ์โควิดทำให้เกิดปัญหาติดจอ พัฒนาการของเด็กล่าช้ามากขึ้น เครื่องมือง่าย ๆ ที่พ่อแม่จะช่วยเสริมให้ลูกได้ก็คือการอ่าน

วิธีง่าย ๆ เพียงคุณพ่อคุณแม่หาเวลาอย่างน้อย 10 นาทีต่อวัน จัดเวลาอ่านหนังสือร่วมกับลูกอย่างสม่ำเสมอ ในเด็กเล็กพ่อแม่ใช้วิธีอ่านออกเสียงให้ลูกฟัง การอ่านจะช่วยทำให้เด็กเปิดโลก ขยายวิสัยทัศน์ให้กว้างไกลไปจากบริเวณบ้านและโลกที่คุ้นเคย

นอกจากนี้การอ่านยังช่วยทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้เข้าใจภายในตัวเอง ขยายต่อไปยังความรักของครอบครัว และยังนำไปสู่การสร้างความเกื้อกูลเพื่อส่งต่อไปสู่สังคมวงกว้างต่อไปอีกด้วย

ปิดท้ายที่ คุณสายใจ คงทน ผู้ริเริ่มโครงการมหัศจรรย์สื่อสร้างสรรค์ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 3 ดีวิถีสุข กับการใช้พื้นที่สร้างสรรค์เพื่อการเรียนรู้ในเด็ก

โดยกล่าวว่า “สถานการณ์โควิดทำให้เกิดความเครียด ทุกคนใช้สื่อหน้าจอมากขึ้น เจอหน้ากันน้อยลง การดูแลใจกันและกันในครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผ่านมาเราได้ทำงานร่วมกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในพื้นที่ต่าง ๆ ในการช่วยส่งต่อความรู้ สอนคุณพ่อคุณแม่จัดมุมเล่นหรือพื้นที่สร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นในบ้าน

ซึ่งจริง ๆ แล้วทุกพื้นที่ในบ้านสามารถเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ได้ ไม่ว่าจะเป็นในห้องนั่งเล่น ห้องครัว สนามหน้าบ้าน ฯลฯ เด็กสามารถเรียนรู้และสนุกกับการเล่นอุปกรณ์ง่าย ๆ ที่มีอยู่ในบ้าน

กิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การทำอาหาร ปลูกต้นไม้ ฯลฯ  ทุกที่ทุกกิจกรรมเป็นพื้นที่สร้างสรรค์สร้างเรียนรู้ให้เด็กได้ คุณพ่อคุณแม่เองก็เป็นสื่อสร้างสรรค์ให้ลูกได้เช่นกัน ขอเพียงผู้ใหญ่เปิดพื้นที่ใจของตัวเองก่อน เราก็จะสามารถที่จะช่วยกันสร้างความสุขและความมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นกับเด็กได้ในทุกวัน แม้ในภาวะวิกฤติเช่นนี้ก็ตาม

เรียนจบมีงานทำ “เลขาธิการ กศน.” เปิดตัวหลักสูตรอาชีพ ตอบโจทย์คนว่างงาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481107

30 ส.ค. 2564

วรัท “เลขาธิการกศน.” เปิดตัวหลักสูตร 5 กลุ่มอาชีพ เพื่อการมีงานทำ Re-Skill และ Up-Skill เพิ่มทักษะอาชีพของผู้เรียนตอบโจทย์ คนว่างงาน สร้างอาชีพและรายได้

วันที่ 30 สิงหาคม 2564  นายวรัท พฤกษาทวีกุล เลขาธิการ กศน. กล่าวว่า ตามที่นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกาาธิการ(รมว.ศธ.)ได้กำหนดนโยบายการจัดการศึกษาและภารกิจเร่งด่วน  เพื่อขับเคลื่อนการจัดการศึกษาที่มุ่งพัฒนาทักษะทางอาชีพ ส่งเสริมการจัดการศึกษาที่เน้นพัฒนาทักษะอาชีพของผู้เรียน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างอาชีพและรายได้ 

เรียนจบมีงานทำ "เลขาธิการ กศน." เปิดตัวหลักสูตรอาชีพ ตอบโจทย์คนว่างงานเรียนจบมีงานทำ “เลขาธิการ กศน.” เปิดตัวหลักสูตรอาชีพ ตอบโจทย์คนว่างงาน

รวมทั้งเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมอบหมายให้สำนักงาน กศน. ดำเนินการส่งเสริมการจัดการศึกษาพัฒนาอาชีพเพื่อการมีงานทำ Re – Skill และ Up – Skill ให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 นั้น

เรียนจบมีงานทำ "เลขาธิการ กศน." เปิดตัวหลักสูตรอาชีพ ตอบโจทย์คนว่างงานเรียนจบมีงานทำ “เลขาธิการ กศน.” เปิดตัวหลักสูตรอาชีพ ตอบโจทย์คนว่างงาน

 สำนักงาน กศน. จึงได้จัดทำหลักสูตรเพื่อพัฒนาอาชีพ Re – Skill และ Up – Skill ใน 5 กลุ่มอาชีพขึ้น ได้แก่ กลุ่มอาชีพเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรมและบริการ ความคิดสร้างสรรค์ และอาชีพเฉพาะทาง รวมจำนวนทั้งสิ้น 10 หลักสูตร เพื่อให้สถานศึกษาหรือผู้จัดกิจกรรมนำไปใช้ในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาตามนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

เรียนจบมีงานทำ "เลขาธิการ กศน." เปิดตัวหลักสูตรอาชีพ ตอบโจทย์คนว่างงานเรียนจบมีงานทำ “เลขาธิการ กศน.” เปิดตัวหลักสูตรอาชีพ ตอบโจทย์คนว่างงาน

สำหรับการจัดทำหลักสูตรเพื่อพัฒนาอาชีพ Re – Skill และ Up – Skill เราคำนึงถึงสภาพปัญหา และความต้องการของสถานศึกษาและประชาชนในพื้นที่ท่ามกลางสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นสำคัญ จึงได้มอบหมายให้กลุ่มพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาวางแผนขับเคลื่อนโครงการนี้ขึ้น

ภายใต้แนวคิดที่ใช้บริบทของชุมชน และทรัพยากรที่จำเป็นในพื้นที่ เป็นฐานการออกแบบการดำเนินงานพัฒนาหลักสูตรที่จำเป็นเพื่อตอบโจทย์ในภาวะเช่นนี้ 

โดยเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมต่างๆที่กำลังเป็นกระแสและความต้องการใกล้ตัว เช่น ผลผลิตทางเกษตรกรรม ซึ่ง กศน.ได้มีการปูพรมในการระดมสรรพกำลังของหน่วยงาน สถานศึกษาของเราเพาะพันธุ์และแจกจ่ายฟ้าทะลายโจรให้แก่ประชาชนไปแล้วทั่วประเทศกว่าล้านต้น ตามนโยบาย กศน. ห่วงใยร่วมต้านภัยโควิด-19 ในกิจกรรมล้านเมล็ดพันธุ์ สู้ภัยโควิด ที่ผ่านมา 

ดังนั้นการพัฒนาหลักสูตรนี้ จึงนับว่าเป็นโครงการที่เชื่อมโยง โดยนำพืชสมุนไพรที่จำเป็นมาขยายผลเพื่อนำไปสู่การมีอาชีพได้อย่างลงตัวไม่ว่าจะเป็น ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน ขิง กระชาย และมะขามป้อม เป็นต้น

เรียนจบมีงานทำ "เลขาธิการ กศน." เปิดตัวหลักสูตรอาชีพ ตอบโจทย์คนว่างงานเรียนจบมีงานทำ “เลขาธิการ กศน.” เปิดตัวหลักสูตรอาชีพ ตอบโจทย์คนว่างงาน

ซึ่งถือว่าอยู่ในเทรนด์ความสนใจของประชาชนในขณะนี้ เปรียบเสมือนเป็นอาชีพต้นน้ำ และนำมาสู่การพัฒนาและขยายผลเชื่อมโยงเป็นอาชีพกลางน้ำและปลายน้ำ ตามลำดับ 

โดยได้ดำเนินการขับเคลื่อนใน 5 กลุ่มอาชีพ ได้แก่ อาชีพเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรมและบริการ ความคิดสร้างสรรค์ และอาชีพเฉพาะทาง รวมจำนวนทั้งสิ้น 10 หลักสูตรพร้อมเอกสารประกอบหลักสูตรทุกหลักสูตรไม่ว่าจะเป็นใบความรู้ ใบงาน คลิปวิดีโอ เป็นต้น  เพื่อให้สะดวกและง่ายต่อการนำไปใช้ ดังนี้

เรียนจบมีงานทำ "เลขาธิการ กศน." เปิดตัวหลักสูตรอาชีพ ตอบโจทย์คนว่างงานเรียนจบมีงานทำ “เลขาธิการ กศน.” เปิดตัวหลักสูตรอาชีพ ตอบโจทย์คนว่างงาน

1) กลุ่มอาชีพเกษตรกรรม ประกอบด้วย

1. หลักสูตรการปลูกพืชสมุนไพรพื้นบ้าน ฟ้าทะลายโจร

2. หลักสูตรการปลูกพืชสมุนไพรพื้นบ้านขมิ้นชัน

3. หลักสูตรการทำอาหารคาวเพื่อสุขภาพ

4. หลักสูตรการทำอาหารหวานเพื่อสุขภาพ

5. หลักสูตรการทำอาหารว่างเพื่อสุขภาพ

6. หลักสูตรการทำเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

เรียนจบมีงานทำ "เลขาธิการ กศน." เปิดตัวหลักสูตรอาชีพ ตอบโจทย์คนว่างงานเรียนจบมีงานทำ “เลขาธิการ กศน.” เปิดตัวหลักสูตรอาชีพ ตอบโจทย์คนว่างงาน

 2) กลุ่มอาชีพอุตสาหกรรม ในหลักสูตรการออกแบบ/พัฒนาบรรจุภัณฑ์อย่างง่าย

 3) กลุ่มอาชีพพาณิชยกรรมและบริการในหลักสูตรการขายของออนไลน์ผ่านช่องยูทูบ (YouTube) 

4) กลุ่มอาชีพความคิดสร้างสรรค์ ในหลักสูตรการทำแอปพลิเคชัน (Application) เพื่อการค้าออนไลน์ และ

5) กลุ่มอาชีพเฉพาะทาง ในหลักสูตรเส้นทางสู่การเป็น “ยูทูบเบอร์” (YouTuber)

นอกจากนี้เรายังได้ผลิตสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบของคลิปวิดีโอ เพื่อใช้ประกอบการจัดกระบวนการเรียนรู้ตามหลักสูตรต่าง ๆ อีกจำนวน 24 ตอน ในชื่อรายการ “ต่อยอดอาชีพ”และพัฒนาระบบหลักสูตรเพื่อการพัฒนาอาชีพ Quick – Win (ต่อยอดอาชีพ) โดยดำเนินการออกแบบและพัฒนา platform ในรูปแบบ On Pc และ On mobile application เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดเพื่อนำไปใช้ประกอบการจัดการเรียนรู้ 

“และส่งเสริมการมีอาชีพเพื่อสร้างรายได้ ได้ตามลิงค์ http://pattana.nfe.go.th/quick-win และรูปแบบ Mobile application “ต่อยอดอาชีพ” ในระบบ Android ผ่าน Google play store ซึ่งสามารถรองรับโทรศัพท์ในระบบ android Version 5.1 – version ปัจจุบัน ซึ่งสถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศก็จะนำหลักสูตรเหล่านี้ไปขยายผลจัดอบรม ฝึกอาชีพให้กับประชาชนที่สนใจต่อไป” เลขาธิการ กศน. กล่าว

นางเอื้อมพร สุเมธาวัฒนะ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา (กพ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า  สำหรับหลักสูตรทั้ง 10 หลักสูตร เราได้วางแผนและพัฒนาหลักสูตรนี้ขึ้น โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนและประชาชนที่สนใจสามารถนำไปต่อยอดและพัฒนา สร้างอาชีพต่อไปได้ตามความสนใจใน 5 กลุ่มอาชีพ และเพื่อให้สถานศึกษาหรือผู้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ สามารถนำไปใช้ในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาตามนโยบายดังกล่าว ตลอดจนมีความเข้าใจถึงความเป็นมา หลักการ จุดหมาย โครงสร้างเนื้อหาของหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล และการจบหลักสูตร 

เอื้อมพร สุเมธาวัฒนะเอื้อมพร สุเมธาวัฒนะ

นางเอื้อมพร สุเมธาวัฒนะ

สถานศึกษาสามารถวางแผนจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความพร้อม ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงสภาพความแตกต่างของผู้เรียนได้ทั้งรายบุคคลหรือรายพื้นที่ กล่าวคือ ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนหลักสูตรที่ตนสนใจในหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่งหรือเรียนหลายหลักสูตร ทั้งหลักสูตรต้นน้ำ กลางน้ำ และหลักสูตรปลายน้ำควบคู่กันไปได้ 

และเช่นเดียวกันการจัดการเรียนรู้ในระดับพื้นที่ สถานศึกษาสามารถจัดการเรียนรู้เป็นชุมชน โดยที่ชุมชนหนึ่งเรียนหลักสูตรต้นน้ำ ชุมชนต่อมาเรียนหลักสูตรปลายน้ำหรือหลักสูตรกลางน้ำตามความสนใจและความถนัดของประชาชนในชุมชน หรืออาจจัดให้เรียนหลักสูตรต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำในชุมชนเดียวกันก็ได้ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มอาชีพในชุมชน เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนในการประกอบอาชีพและการสร้างรายได้ให้กับตนเองและชุมชน

” และสำหรับระบบการเรียนรู้ผ่าน platform ในรูปแบบ On Pc และ On mobile application นั้น เราจะมีการUpdate และพัฒนาสื่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นตัวช่วยให้แก่ครูผู้สอน ผู้เรียนและประชาชนผู้สนใจในการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ให้ครอบคลุมในทุกๆ ด้านต่อไป” ผู้อำนวยการ กพ.กล่าวในที่สุด

สถานศึกษา ภาคีเครือข่าย รวมถึงนักศึกษา หรือประชาชนทั่วไปที่มีความสนใจสามารถเรียนรู้และเข้าใช้งานได้ที่เว็บไซต์ของกลุ่มพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา http://pattana.nfe.go.th/quick-win และ platform ในรูปแบบ Mobile application : Google play store “ต่อยอดอาชีพ” ในระบบ Android Version 5.1 – version ปัจจุบัน หรือลิงค์ https://play.google.com/store/apps/details?id=chaloemphon.example.torcareer หรือตาม QR Code นี้

“เด็กอาชีวะ” เฮ ครม.นุมัติ อัตราค่าเครื่องมือประจำตัวผู้เรียนเฉพาะอาชีพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481075

29 ส.ค. 2564

แบ่งเบาภาระผู้ปกครอง “รมว.ศธ.” เผย ครม.อนุมัติอัตราค่าเครื่องมือประจำตัวผู้เรียนเฉพาะวิชาอาชีพ ระบุ “เด็กอาชีวะ” ทุกสังกัดใน 10 ประเภทวิชาตามหลักสูตรปวช.

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ตรีนุช เทียนทอง ใจความว่า 

การประชุม ครม. ในวันนี้ กระทรวงศึกษาธิการของเราได้รับอนุมัติ ‘#อัตราค่าเครื่องมือประจำตัวผู้เรียนเฉพาะอาชีพ’ สำหรับ #นักศึกษาอาชีวศึกษา ทุกสังกัด ใน 10 ประเภทวิชาตามหลักสูตร ปวช. ปี 2562 ชั้นปีที่ 1 ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 เป็นต้นไป โดยประมาณการค่าใช้จ่ายกว่า 380 ล้านบาทค่ะ

โดยรายการนี้อนุมัติเป็นพิเศษเพิ่มขึ้นมา เพื่อสนับสนุนให้นักศึกษามีเครื่องมือพื้นฐานประจำตัวสำหรับใช้ในการฝึกปฏิบัติและการประกอบอาชีพ เช่น

เครื่องวัดแอมมิเตอร์ โวลมิเตอร์ สำหรับนักศึกษาสาขาไฟฟ้า ชุดมีดทำครัว อุปกรณ์ช่วยตวงวัด อุปกรณ์ทำอาหารและเบเกอรี่ สำหรับนักศึกษาสาขาอาหาร

เงินสนับสนุนในส่วนนี้จะเป็นเครื่องมือพื้นฐานสำหรับใช้ทำงานในสาขาอาชีพ ซึ่งแตกต่างจากอุปกรณ์ประจำตัวผู้เรียนจากค่าใช้จ่ายรายหัวเงินอุดหนุนเรียนฟรี

เพื่อให้นักศึกษาได้รับการฝึกประสบการณ์อาชีพได้อย่างเต็มที่ตลอดหลักสูตร และช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองอีกด้วย

การจัดการศึกษาด้านอาชีวศึกษาในปัจจุบันพัฒนาขึ้นมากค่ะ เราออกแบบหลักสูตรที่เน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนจนมีทักษะวิชาชีพที่ตอบโจทย์และสามารถป้อนบุคลากรเข้าสู่ตลาดงานได้จำนวนมากในแต่ละปี

ดิฉันขอขอบคุณ ครม. ที่เล็งเห็นความสำคัญและสนับสนุนการพัฒนาวงการอาชีวศึกษาให้ได้รับโอกาสและพัฒนาศักยภาพมากยิ่งขึ้นต่อไปค่ะ

ทั้งนี้ อัตราค่าเครื่องมือต่อคนต่อปีการศึกษาของทั้ง 10 ประเภทวิชา มีดังนี้

อุตสาหกรรม 2,000 บาท

พาณิชยกรรม 1,000 บาท

ศิลปกรรม 1,000 บาท

คหกรรม 1,200 บาท

เกษตรกรรรม 1,600 บาท

ประมง 1,200 บาท

อุตสาหกรรมสิ่งทอ 1,200 บาท

เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 1,800 บาท

อุตสาหกรรมท่องเที่ยว 1,200 บาท

และ อุตสาหกรรมบันเทิงและดนตรี 1,000 บาท

หล่อหลอมแต่เด็ก จีนเตรียมบรรจุความคิด “สี จิ้นผิง” ใส่ในหลักสูตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481072

29 ส.ค. 2564

กระทรวงศึกษาธิการจีนเตรียมจะเพิ่ม “ความคิดของ สี จิ้งผิง” ไว้ในหลักสูตรการศึกษาของชาติ เพื่อช่วยปลูกฝังความรู้สึกรักชาติในหมู่เยาวชนของจีน เริ่มตั้งแต่หลักสูตรประถมจนถึงอุดมศึกษา

อ้างถึงสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันพุธที่ 25 สิงหาคม ว่า กระทรวงศึกษาธิการจีนกล่าวไว้ในแนวทางด้านการศึกษาฉบับใหม่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า “ความคิดของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ว่าด้วยสังคมนิยมกับลักษณะของจีนในยุคสมัยใหม่”

จะถูกนำมาสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงขั้นมหาวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความมุ่งมั่นตั้งใจรับฟังและปฏิบัติตามพรรคคอมมิวนิสต์จีน แนวทางยังกำหนดด้วยว่า สื่อการเรียนการสอนใหม่ต้อง “ปลูกฝังความรู้สึกรักชาติ”

บีบีซีรายงานว่า โกลบอลไทม์ สื่อของทางการจีน ให้รายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรใหม่ของจีนว่า ในโรงเรียนประถมศึกษาจะเน้นที่การปลูกฝังความรักต่อประเทศชาติ, ต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน และลัทธิสังคมนิยม

ในโรงเรียนมัธยมศึกษาจะเน้นสอนผสมผสานระหว่างประสบการณ์การรับรู้และการศึกษาความรู้ เพื่อช่วยให้นักเรียนสร้างการตัดสินใจและความคิดทางการเมืองขั้นพื้นฐาน ส่วนในระดับมหาวิทยาลัยจะเน้นย้ำมากขึ้นด้านการสร้างความคิดเชิงทฤษฎี

นับแต่สีดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 2555 สี จิ้นผิง พยายามเสริมสร้างบทบาทของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในทุกภาคส่วนของสังคม รวมถึงภาคธุรกิจ, โรงเรียน และสถาบันทางวัฒนธรรม

“ความคิดของสี จิ้นผิง ว่าด้วยสังคมนิยมกับลักษณะของจีนในยุคสมัยใหม่” ได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญจีนเมื่อปี 2561 อำนาจของเขายังแข็งแกร่งขึ้นจากการยกเลิกการจำกัดสมัยดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี

ในสุนทรพจน์ฉลอง 100 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงให้คำมั่นว่าเขาจะยกระดับความเป็นผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์, รักษาความเป็นผู้นำ“แกนกลาง” ของเขา และเสริมสร้างความเป็นเอกภาพของชาวจีน